| ผู้ที่โพสต์ |
บทความวิชาการ :: การจัดการฟาร์มกุ้งในภาวะราคาต่ำ :: ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งกระบี่ |
เว็บมาสเตอร์

โพสต์: 1269 |
โพสต์เมื่อ: 15/09/2007-13:53 GMT+7  
ดร. พรเลิศ จันทร์รัชช+++ล
ผู้จัดการฝ่ายเทคนิค (เอเชีย-แปซิฟิค)
Novozymes Biologicals, U.S.A.
การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในปัจจุบันมีเป้าหมายที่แตกต่างกันมาก ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ
และข้อจำกัดของแต่ละฟาร์ม โดยจะเห็นได้ว่าฟาร์มแต่ละพื้นที่มีแนวทางการเลี้ยงที่ต่างกันมาก
และได้ผลผลิตที่มีขนาดและปริมาณต่างๆ กันไปรวมทั้งผลกำไร
แต่อย่างไรก็ตามเป้าหมายหลักของเกษตรกรทุกท่านก็คือ
เลี้ยงกุ้งให้ได้ขนาดที่โตที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้มีกำไรสูง
ทั้งนี้เพราะแนวโน้มของราคากุ้งที่มีขนาดโตกว่า 50 ตัวต่อกิโลกรัมก็ยังคงสูงมากพอสมควร
แต่เกษตรกรส่วนมากไม่สามารถผลิตกุ้งขนาดดังกล่าวได้ และมีแนวโน้มจะผลิตกุ้งที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ
ในระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 120 วัน หากกุ้งไม่ป่วยเป็นโรคตายเสียก่อน
ซึ่งหากเรามาวิเคราะห์ถึงสาเหตุหรือปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้กุ้งโตช้าลงอาจพอสรุปได้ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
คุณภาพลูกกุ้งที่ด้อยลง มีการติดเชื้อไวรัสที่มีผลต่อการโตของกุ้ง
และการจัดการคุณภาพน้ำในระหว่างการเลี้ยงที่ส่งผลให้กุ้งไม่โตเท่าที่ควรโดยเฉพาะช่วงหลังจากเลี้ยงกุ้ง
70 -80 วัน
ในการป้องกันปัญหาจากสองปัจจัยแรก เกษตรกรควรให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อลูกกุ้งจากแหล่งที่มีการตรวจสอบ
และควบคุมคุณภาพลูกกุ้งอย่างดี หรือมีการตรวจสอบด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง
เพื่อให้มีความมั่นใจว่าลูกกุ้งที่ได้มาจากสายพันธุ์ที่ดี และไม่มีไวรัสต่างๆ ติดมา
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าลูกกุ้งที่ปล่อยมีคุณภาพดี แต่ก็มีเกษตรกรจำนวนมากพบปัญหากุ้งเริ่มโตช้าลง
หลังจากเลี้ยงได้ประมาณ 70-80 วัน
และพบกุ้งมีขี้ขาวคล้ายที่พบในกุ้งกุลาดำทำให้เกษตรกรไม่ได้กุ้งขนาดที่ต้องการ
หากนำข้อมูลคุณภาพน้ำของบ่อที่พบปัญหาดังกล่าวมาดู จะพบว่าส่วนใหญ่เกิดจากมีแอมโมเนีย
หรือไนไตรท์เกิดขึ้นทำให้กุ้งกินอาหารน้อยลง และหากเกษตรกรลดอาหารไม่ทันหรือให้อาหารเกิน
ก็จะทำให้เกิดสีน้ำเข้มจัดมากขึ้น ออกซิเจนในบ่อเริ่มลดลงทำให้เกิด แอมโมเนียหรือไนไตรท์เพิ่มมากขึ้น
หากเกษตรกรไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ การแก้ปัญหาก็ยิ่งยากมากขึ้น และหากแพลงค์ตอนตาย พร้อมๆ
กันก็อาจทำให้บ่อขาดออกซิเจน ทำให้ต้องจับกุ้งในที่สุด
สาเหตุที่ก่อให้เกิดแอมโมเนียหรือไนไตรท์ในบ่อนั้น จะเกิดจากสองสาเหตุหลักคือ
จากสารอินทรีย์หรือของเสียต่าง ๆ ที่สะสมอยู่เดิม และจากของเสียที่เกิดขึ้นใหม่จากอาหารเหลือ เศษซากพืช
แพลงก์ตอนและสิ่งมีชีวิต อื่นๆ สำหรับบ่อที่เลี้ยงกุ้งมานานที่พื้นดินก้นบ่อจะมีปุ๋ย สารอินทรีย์
ซากสิ่งมีชีวิตต่างๆ ขี้กุ้ง ตกค้างอยู่มาก โดยเฉพาะบ่อที่เป็นดินร่วน ดินร่วนปนทราย
มักจะมีปัญหามากกว่า
ทั้งนี้ น่าจะมาจากสาเหตุที่สภาพดินร่วนซุยเป็นแหล่งสะสมของเสียที่ดี หากไม่กำจัดออกระหว่างการเตรียมบ่อ
และน้ำในบ่อใสขณะเริ่มเลี้ยง เมื่อแสงแดดส่องถึงพื้น สาหร่าย
ตะไคร่ก็จะเกิดขึ้นเคลือบพื้นบ่อเนื่องจากมีปุ๋ยในดินมาก หลังจากนั้นประมาณ 20 วัน
เมื่อสีน้ำ(แพลงก์ตอน) เริ่มเกิดขึ้น ก็จะไปบังแสงทำให้สาหร่าย ตะไคร่ที่พื้นบ่อเริ่มตายเคลือบผิวดิน
มีการใช้ออกซิเจนไปในการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์มากขึ้น และทำให้ดินพื้นบ่อด้านล่างเกิดการขาดออกซิเจน
เมื่อพื้นบ่อเน่า ขาดออกซิเจนที่ผิวและในชั้นดิน สารอินทรีย์ก็จะถูกย่อยโดยกระบวนการไม่ใช้ออกซิเจน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แอมโมเนีย ไนไตรท์ และแก๊สไข่เน่าทำให้กุ้งอ่อนแอลง กินอาหารน้อยลง โตช้า
หรือมีขนาดแตกต่างกัน ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้มักเกิดประมาณ 20-25 วัน เป็นต้นไป
และหากกุ้งได้รับเชื้อโรคต่างๆ ก็อาจทำให้กุ้งป่วยได้ง่าย
โดยเรามักพบจะมีกุ้งป่วยมากหลังจากปล่อยกุ้งประมาณ 1 เดือน ถ้าบ่อที่มีการเตรียมการณ์ไว้ดี
มีบ่อพักน้ำสามารถเปลี่ยนถ่ายได้ ซึ่งในน้ำใหม่จะมี แพลงก์ตอน การทำสีน้ำจึงขึ้นได้เร็ว
ปริมาณของแอมโมเนีย ไนไตรท์ ลดลง กุ้งก็อาจจะฟื้นตัวกลับมากินอาหารได้
แต่ถ้าไม่มีการเตรียมการณ์ไว้โอกาสที่จะรอดค่อนข้างยาก เนื่องจากมีการย่อยสารอินทรีย์ที่เร็วมาก
หากปริมาณออกซิเจนที่พื้นหรือในชั้นดินที่มีการย่อยมีค่าต่ำก็จะทำให้พื้นเน่าเร็วมากขึ้น
หากเราสามารถจัดการบ่อได้ดีผ่านเหตุการณ์ช่วงนี้ไปได้ สภาพพื้นบ่อเริ่มดีขึ้น กุ้งอาจจะฟื้นตัว
แต่พอฟื้นตัวขึ้นมา บ่อที่เคยมีปัญหาขี้แดดตั้งแต่ต้น จะมาเกิดปัญหาอีกครั้งหนึ่งประมาณ 70วัน หรือ 80
วัน เนื่องจากของเสียที่สะสมอยู่มากขึ้น เมื่อกุ้งอายุ 3 เดือนขึ้นไป จะพบกุ้งเริ่มกินอาหารน้อยลง
น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น และมีกุ้งผอม ทยอยตายตามพื้นบ่อ บ่อประเภทนี้
เลี้ยงไปเลี้ยงมาแทนที่จะได้กุ้งเพิ่มขึ้น ปรากฏว่าเหลือกุ้งน้อยลงไปเรื่อยๆ เมื่อจับกุ้ง FCR
มีค่าสูงมาก สรุปว่าเสียเวลาฟรีไม่มีกำไร ปัญหาดังกล่าวนี้มีสาเหตุเริ่มจากการเตรียมบ่อ เตรียมน้ำ
และการจัดการควบคุมคุณภาพน้ำเพื่อป้องกัน และลดการเกิดแอมโมเนีย ไนไตรท์และแก๊สไข่เน่า
หากผิดพลาดตั้งแต่จุดแรกปัญหาจะเกิดต่อเนื่องไปจนจับ
ดังนั้นการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบันจึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำและพื้นบ่ออย่างดี
หลังจากการจับกุ้งทุกครั้ง จะต้องทำความสะอาดบ่อให้ดีก่อนการปล่อยกุ้งครั้งใหม่ วัตถุประสงค์หลักก็คือ
การนำของเสียออกจากก้นบ่อให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ซึ่งประสิทธิภาพของการกำจัดของเสียนั้นก็จะขึ้นอยู่กับวิธีการ ชนิดของดินก้นบ่อ และฤดูกาล
เกษตรกรจะต้องทำการตรวจเช็คของเสียที่อาจยังคงตกค้างอยู่ตามแนวให้อาหารหลังจากการเตรียมบ่ออีกครั้งหนึ่ง
ให้แน่ใจ เพราะถ้ายังมีของเสียสะสมอยู่มากเมื่อเริ่มเติมน้ำเข้าบ่อ
พื้นบ่อจะเริ่มเน่าเสียอย่างรวดเร็วเนื่องจากแบคทีเรียในดินจะย่อยสลายสารอินทรีย์ที่เหลืออยู่
ก่อให้เกิดแกสพิษต่างๆ ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้กุ้งอ่อนแอลง และติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น
ไม่ว่าจะเป็นการลอกหน้าดิน ฉีดเลน หรือไถพรวนก็ตาม
จะต้องพยายามกำจัดสารอินทรีย์ที่ตกค้างอยู่ตามบริเวณก้นบ่อ
โดยเฉพาะตามแนวคันบ่อและแนวให้อาหารกุ้งออกให้มากที่สุด
ซึ่งส่วนใหญ่เกษตรกรมักจะไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญในจุดนี้นัก
เพราะมักจะกำจัดของเสียที่อยู่กลางบ่อออกเท่านั้น หลังจากนั้นในช่วงระยะ 20 วัน หลังจากปล่อยกุ้ง
ควรลงไปตรวจสภาพพื้น ดูตะกอนดิน ดูจุดที่เป็นดินเลน ดูว่าเป็นชั้นดินเน่าหรือไม่
และมีขี้แดดเคลือบอยู่ด้วยหรือไม่ ถ้ามีชั้นดินเน่าต้องรีบแก้ไขทันที
อาจต้องใช้โซ่ลากเพื่อให้ขี้แดดลอกหลุดจากก้นบ่อและเกิดการย่อยสลายที่สมบูรณ์เพื่อไม่ให้เกิดแอมโมเนีย
ไนไตรท์และแก๊สไข่เน่า ตกค้างอยู่ในบ่อ การใช้โซ่ลาก ควรลากโซ่วันละด้านเดียว หรือวันเว้นวัน
โดยลากเฉพาะแนวให้อาหาร และหากปลี่ยนถ่ายน้ำได้ด้วยจะดีมากขึ้น แต่ถ้าเปลี่ยนถ่ายน้ำไม่ได้
ควรเพิ่มออกซิเจนในน้ำให้เพียงพอ การเพิ่มออกซิเจนในบ่อช่วงเดือนแรก
หลายคนอาจคิดว่าไม่จำเป็นเพราะกุ้งยังเล็กอยู่ แต่ในสภาพบ่อที่มีปัญหาขี้แดด
ออกซิเจนจะป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้การย่อยสลายสารอินทรีย์ต่างๆ โดยการใช้จุลินทรีย์เกิดอย่างสมบูรณ์
ดังนั้นในระยะแรกของการเลี้ยงกุ้งเกษตรกรต้องลงตรวจพื้นบ่ออย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง
เพื่อให้ก้นบ่อที่กุ้งอยู่สะอาดจริง และควบคุมอาหารให้ดี ไม่ให้เหลือตกค้างและเน่าเสีย
หากเกษตรกรสามารถควบคุมคุณภาพน้ำได้ดี การเจริญเติบโตของกุ้งก็จะดีขึ้นในที่สุด
ผู้เขียนหวังว่าข้อมูลนี้คงเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรตามสมควร
http://www.kungkrabi.com/activity/view.php?No=11
_________________ ความเห็นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล 087-391-7888
 
|
|