โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ด www.SiamMarine.com Index : เข้าชมกระทู้ทั้งหมด คลิ๊กที่นี่ : (อาจจะเกิด) วิกฤติลูกใหม่ ต่อวงการกุ้งไทย
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ (อาจจะเกิด) วิกฤติลูกใหม่ ต่อวงการกุ้งไทย  
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1440
โพสต์เมื่อ: 19/08/2007-18:55 GMT+7  
จากวิกฤติค่าเงินบาทที่แข็งตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้กุ้งราคาตกต่ำ จนเกิดความเดือดร้อนไปทั่วนั้น มาบัดนี้ วิกฤติดังกล่าวยังไม่ได้คลี่คลายไปในทางบวกสักเท่าไหร่นัก
เห็นเพียงค่าเงินบาท ที่อ่อนตัวเล็กน้อย มาหลายวันแล้ว แต่ก็เป็นการอ่อนตัว ที่เกิดจากการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ อันเกิดจากการเทขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และการแกว่งตัวของค่าเงินนี้
บอกเราว่า ค่าเงินบาทไทย ไม่มีเสถียรภาพที่ดีพอ ได้แต่ลอยไปลอยมาเหมือนเศษขยะลอยน้ำ แล้วแต่สายน้ำและสายลมจะพัดพาไปทางใด เงินบาทที่อ่อนตัวเล็กน้อย ไม่ได้ส่งผลในทางที่ดีต่อราคากุ้งเลยสักนิด ทำให้สงสัยว่า
มีปัจจัยอะไรอีกหรือไม่ ที่ห้องเย็นเมืองไทยอาจจะนำมากล่าวอ้าง ในการรับซื้อกุ้งในราคาต่ำๆต่อไปเรื่อยๆ
ทำไมเงินทุนไหลออก คำตอบคือ เกิดการตื่นตระหนก ต่อการที่เกิดฟองสบู่แตก ในตลาดสินเชื่อด้อยคุณภาพ ของสหรัฐ ที่เอาแต่ปั่นราคาเกินจริง จนที่สุด ความจริงก็ตามมาทวงคืนจนได้
เหล่ากองทุน ต่างก็ต้องการถือเงินสดเอาไว้ในมือ บ้างก็ต้องการเอาไปตัดขาดทุน เกิดการเทขายหุ้นทั่วโลก ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ได้อัดฉีดเงินเข้าระบบ เป็นเงินมหาศาล ตอนนี้ร่วม4แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐเข้าไปแล้ว
ความรุนแรงของปัญหาดังกล่าว เป็นเหมือนคลื่นสึนามิ ที่ยังไม่ได้ขึ้นฝั่ง แต่ส่งสัญญาณเตือนให้ได้รู้กันมาหลายวันแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย ในตอนนี้ได้ออกมายอมรับว่า ปัญหาดังกล่าว
หากแก้ไขไม่ได้ หรือ เลวร้ายไปมากกว่านี้ ย่อมส่งผลต่อ การส่งออกของไทย ที่จะหดตัวลง อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของประเทศคู่ค้า
ปัญหาจึงมีอยู่ว่า ไทยเราพึ่งพาการส่งออกสู่อเมริกา เป็นหลัก หากเศรษฐกิจของอเมริกาชะลอตัวลงอย่างชัดเจน จะเกิดการหดตัวของออร์เดอร์ซื้อกุ้งไทยเราหรือไม่
ผมมองเห็นข้ออ้างอันนี้ ในการที่จะกดราคารับซื้อกุ้งจากเกษตรกรต่อไปเรื่อยๆ ผมอาจจะมองโลกแง่ร้ายเกินไป แต่หากราคากุ้งจะตกต่ำต่อไปเรื่อยๆ เพราะข้ออ้างอันนี้ ก็เป็นการสมควรอย่างยิ่ง ที่
จะต้องเป็นไปเช่นนั้น เพราะ มันเป็นเช่นนั้น มิใช่เป็นการกล่าวอ้างลอยๆเพื่อกดราคารับซื้อ ผมยอมที่จะเป็นคนไม่ดีในสายตาคนหลายๆคนที่ออกมาดักคอห้องเย็นเช่นนี้ และผมยอมที่จะเป็นคนที่เลว หากห้องเย็นที่คิดจะทำเช่นนั้น เลิกการกระทำนั้นเสียเพราะการดักคอของผม แล้วดันราคากุ้งให้สูงขึ้นพอให้เกษตรกรได้หายใจกันบ้าง


หมายเหตุ :: ที่สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย รณรงค์ให้ลดกำลังการผลิต ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรจะร่วมมือกัน ทำเช่นนั้น เพื่อตัดวงจรอุบาทย์ เพื่อข้ออ้างว่ากุ้งล้นจะได้หมดไป เพื่อที่ว่าเกษตรกรจะเปลี่ยนที่ยืนจากจุดอับ ได้มายืนสูดอากาศบริสุทธ์บนเนินเขา ทอดสายตามองไปยังฟ้ากว้าง ถือเสียว่า พักผ่อนหย่อนใจ ให้เวลาตนเองได้พักร้อน แถมยังได้เงินเพราะ ยังมีกำไรจากการเลี้ยงกุ้งน้อยๆ กุ้งขาด...ราคาดีขึ้น
_________________
โทรมาคุยกันได้ ด้วยความยินดีครับ.....นพ.ธีรพัฒน์ หงสกุล 01-478 8850

[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: เว็บมาสเตอร์ เมื่อ 2007-08-19 19:43 GMT+7]






  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
ภูมินทร์

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
  วันนี้เครียดกันมั้ย เล่นบอร์ดแล้วยังเครียด มาเล่นเกมส์แก้เครียดกัน ไปลุยกันเลย :)
โพสต์เมื่อ: 19/08/2007-19:24 GMT+7  
เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ ผมเหนื่อยตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้ายเลย จะขายยังเครียดเลยผม น่าจะช่วยเหลือกันบ้าง

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1440
โพสต์เมื่อ: 19/08/2007-19:27 GMT+7  
รมว.คลังชี้ ซับไพรม์กระทบ "การบริโภค-ส่งออก" สั่งจับตาเงินทุนไหลออกรมว.คลัง เข้ารายงานค่าเงินบาท เช้าวันนี้ ระบุ "สุรยุทธ์" พอใจการแก้ปัญหาของ ธปท. ยันไม่ออกมาตรการใหม่ ส่วนผลกระทบซับไพรม์ต่อศก.ไทย เชื่อการบริโภค-ส่งออกหดตัว พร้อมสั่งเตรียมแผนรับมือเงินทุนไหลออก

วันนี้(17 ส.ค. 50) นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง กล่าวภายหลังการเข้ารายงานสถานการณ์ค่าเงินบาทต่อนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี แสดงความพอใจการดูแลค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างไรก็ตาม คงต้องดูแลไม่ให้มีความผันผวนต่อไป

ส่วนมาตรการ 6 มาตรการที่ออกไปก่อนหน้านี้ คงยังไม่จำเป็นตั้องทบทวน และมีการติดตามดูแลใกล้ชิดอยู่แล้ว

สำหรับกรณีที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์นั้น รมว.คลัง กล่าวว่า เกิดจากปัญหาซับไพร์มที่ทำให้นักลงทุนสถาบันต่างชาติขายหุ้นออกมาเพื่อนำเงินไปเสริมสภาพคล่อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยโดยตรง แต่ก็มีผลกระทบทางอ้อมบ้าง

นายฉลองภพ ย้ำถึงผลกระทบต่อไปที่จะต้องเตรียมรับมือ ได้แก่ กรณีการบริโภคในประเทศลดจากตลาดหุ้นตก และกรณีการบริโภคประเทศคู่ค้าลด เพราะความต้องการสินค้าลดลง และจะต้องรับมืออีกทางหนึ่งกรณีตลาดหุ้นตีกลับขึ้นมา เพราะหุ้นลงมาก ซึ่งเป็นโอกาสที่คนจะกลับมาช้อน และตีกลับโดยมีเงินไหลเข้ามา

"เราต้องเตรียมความพร้อมที่จะดูแลไม่ให้ผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยน โดยต้องเตรียมแผนรองรับไว้ในกรณีที่เงินทุนซึ่งไหลออกไปในขณะนี้ อาจจะกลับเข้ามาในไทยอีกครั้ง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้" นายฉลองภพ กล่าวสรุปทิ้งท้าย
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9500000096672&Keyword=%ca%e8%a7%cd%cd%a1

_________________
อดีตประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล 087-391-7888


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
Peter

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 20/08/2007-20:36 GMT+7  
เว็บมาสเตอร์ครับ ห้องเย็นอาจจะยังหาข้ออ้างในการกดราคากุ้งไม่ได้ก็ได้นะ ชี้โพรงให้กระรอกอย่างนี้ก็เข้าทางห้องเย็นสิครับ

หากเศรษฐกิจของอเมริกาชะลอตัวลงอย่างชัดเจน จะเกิดการหดตัวของออร์เดอร์ซื้อกุ้งไทยแน่นอน

คำถามคือ ห้องเย็นไม่ส่งกุ้งไปประเทศอื่นบ้างเหรอ เช่น EU หรือญี่ปุ่น


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์



โพสต์: 328
โพสต์เมื่อ: 20/08/2007-20:53 GMT+7  
ผมขอคิดอะไรแหวกแนวหน่อย ขำๆ
หากเรามองราคาตลาดเทียบกับปีที่แล้วร่วงหล่นมาก20-30บาท (ตีว่า20บาท/ก.ก.)
ผลผลิตปีนี้ประเมินไว้6แสนตัน
แล้วก็ได้ข่าวว่าการวางเงินC-bondจากเดิม1เดือน ขอเครดิตเพิ่มเป็น6เดือน ใช้เงินค้ำประกัน2พันล้าน ดังนั้นเมื่อเพิ่มระยะ
เป็น6เดือนก็1.2หมื่นล้าน จากข้อมูลนี้เรามาประเมินกันว่าพอฟังขึ้นมั้ยทำไมราคากุ้งปัจจุบันถึงได้ราคาตกต่ำเช่นนี้
ผลผลิตปีนี้*ราคาที่ที่กดรับซื้ออีก20บาท จะได้6แสนตัน*20บาท/ก.ก. ก็จะได้เงินออกมา1.2หมื่นล้านบาท

หากข่าวการวางเงินค้ำประกันเป็นอย่างที่ผมคิดเล่นๆ เกษตรกรไทยอย่างเราก็คงโดนโจรห้องเย็นปล้นเงินเพื่อไปเอาเงินไปหมุนเวียนการส่งออก จากขาดสภาพคล่องของห้องเย็น


  ชมข้อมูลของ เกียรติศักดิ์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ ตันสกุล


 

โพสต์: 102
โพสต์เมื่อ: 22/08/2007-08:45 GMT+7  


  ชมข้อมูลของ วินิจ ตันสกุล      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1440
โพสต์เมื่อ: 22/08/2007-11:33 GMT+7  
ที่คุณพจน์กล่าวมา น่าจะผิดแล้วครับ หากการรับจำนำ สามารถบิดเบือนกลไกตลาดได้จริง ป่านนี้ ราคากุ้งดีขึ้นไปนานแล้วครับ
แต่มันไม่ดีขึ้น เพราะ การรับจำนำ บิดเบือนกลไกราคาไม่ได้
พูดให้ชัดๆคือ รัฐบาล ไม่ใช่ผู้มีความสามารถในการบิดเบือนกลไกราคา
ส่วนใครมีความสามารถนั้น ทุกคนในวงการน่าจะทราบคำตอบได้ดี
-------------------------------
กลไกตลาดคืออะไรหรือครับ ในสายตาเกษตกรนั้น กลไกราคาคือ ราคาที่ห้องเย็นรับซื้อกุ้ง ส่วนราคานั้น จะเป็นไปตามปัจจัยใด เกษตรกรย่อมมิอาจทราบได้ และเมื่อทราบ ก็มิอาจรู้ว่า ปัจจัยนั้นๆ มีผลเช่นนั้นจริงหรือไม่ มิอาจทราบว่า ปัจจัยนั้นๆ มีอยู่จริงหรือไม่ด้วยซ้ำไป
-------------------------
ห้องเย็นกับเกษตรกร มักคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะส่วนหนึ่ง เกษตรกรมองห้องเย็นแง่ลบ ห้องเย็นอาจจะบอกว่า เกษตรกรมองโลกแง่ร้าย แต่ สาเหตุที่ทำให้เกษตรกรมองแง่ร้ายนั้น มักจะเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ
-----------------------

_________________
อดีตประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล 087-391-7888


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1440
โพสต์เมื่อ: 22/08/2007-18:35 GMT+7  
ลางร้าย ศก.ส่งออกโตต่ำสุด“พาณิชย์”ระบุพิษเงินบาท-ก.ค.วูบเหลือ 5 เปอร์เซ็นต์
โดย ผู้จัดการรายวัน 22 สิงหาคม 2550 08:56 น.



บาทแข็งพ่นพิษส่งออกแล้ว อัตราขยายตัวเดือน ก.ค.วูบเหลือ 5.9 เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในรอบ 29 เดือน หลังไม่ยอมรับความจริง ทั้งๆ ที่ผู้ส่งออกส่งสัญญาณมานานแล้ว เพราะมัวแต่หลงดีใจกับตัวเลขที่เคยขยายตัวในระดับ 18 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 6 เดือนก่อนหน้านี้ “เกริกไกร” สั่งวิเคราะห์หาสาเหตุทันที ยอมรับตลาดสหรัฐฯ และบาทแข็งมีส่วนสำคัญ เตรียมแผนลุยตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐฯ กัดฟันยันเป้าทั้งปีโต 12.5 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดิม

นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย การค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนก.ค.2550 มีมูลค่าส่งออก 11,801.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน และเป็นการขยายตัวที่ต่ำสุดในรอบ 29 เดือนนับจากเดือนก.พ.2548 ที่มีอัตราการขยายตัว 5.84 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 11,599.1 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 2.4 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้มีดุลการค้าเกินดุล 211 ล้านเหรียญสหรัฐ

“มูลค่าส่งออกในเดือน ก.ค. ที่ขยายตัวเพียง 5.9 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าผิดปกติ ต้องวิเคราะห์ใกล้ชิดว่าเป็นเพราะสาเหตุใด เพราะเดือนก่อนๆ ขยายตัวเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ทุกเดือน แต่เบื้องต้นคาดว่า น่าจะมาจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ทำให้ตลาดสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากไทยลดลง 13.6 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้ศักยภาพการแข่งขันสินค้าไทยบางอย่างลดลง และผู้ประกอบการบางส่วนไม่มีแรงจูงใจในการส่งออก จากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่ามาก ทำให้รายได้จากการส่งออกเมื่อทอนเป็นเงินบาทลดลง กำไรลดลง จึงนิ่งรอดูสถานการณ์”นายเกริกไกร กล่าว

ทั้งนี้ การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านมา มีอัตราการขยายตัวในแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 18 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่งมาขยายตัวลดต่ำลงเหลือตัวเลขหลักเดียวในเดือนก.ค.นี้ ขณะเดียวกัน เมื่อคิดเป็นการส่งออกในรูปเงินบาท มีมูลค่า 406,149.9 ล้านบาท ลดลง 4.6 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นการลดลงเดือนแรกด้วย

สำหรับสถานการณ์ส่งออกสินค้าสำคัญในเดือนก.ค.นี้ พบว่า สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวลดลง 10.6 เปอร์เซ็นต์ โดยสินค้าสำคัญที่ส่งออกลดลง เช่น สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องใช้และเครื่องประดับตกแต่งบ้าน เนื่องจากปัญหาค่าเงินบาทแข็ง และการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างจีน ขณะเดียวกัน มีสินค้าที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้นและมีอัตราการขยายตัวมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ เช่น ยานยนต์ เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องสำอาง สิ่งพิมพ์และกระดาษ ผลิตภัณฑ์เภสัชและเครื่องมือแพทย์ ส่วนเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณี และเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง เฟอร์นิเจอร์และเครื่องเดินทาง ก็ยังส่งออกได้เพิ่มขึ้น

สินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตร ลดลง 2 เปอร์เซ็นต์ โดยมีสินค้าสำคัญที่ลดลง เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา กุ้งแช่แข็งและแปรรูป ผักและผลไม้แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ส่วนอาหารและน้ำตาลเพิ่มขึ้น 0.2 เปอร์เซ็นต์ และ 64.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ส่วนสินค้าอื่นๆ ขยายตัวลดลง 2.8 เปอร์เซ็นต์ เช่น น้ำมันดิบ และน้ำมันเบนซิน ขณะที่เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และส่วนประกอบและเลนส์ ส่งออกได้เพิ่มขึ้น

นายเกริกไกร กล่าวอีกว่า การส่งออกที่ขยายตัวลดลง ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯที่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอื่น รวมทั้งไทย เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดหลักสำหรับการส่งออกของทุกประเทศ แต่ที่ผ่านมา ไทยได้พยายามลดการพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ โดยเน้นส่งออกไปตลาดอื่นแทน เช่น อาเซียน ซึ่งขณะนี้กลายเป็นตลาดส่งออกหลักอันดับ 1 ของไทย รวมทั้งผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ ให้เพิ่มขึ้น เช่น จีน อินเดีย ยุโรปตะวันออก ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย อินโดจีนและพม่า ซึ่งทำให้ขณะนี้สัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดหลักกับตลาดใหม่ เริ่มใกล้เคียงกันที่ 50 เปอร์เซ็นต์ แล้ว โดยตลาดหลักมีสัดส่วน 54.6 เปอร์เซ็นต์ ตลาดใหม่มีสัดส่วน 45.4 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการส่งออกในเดือน ก.ค. จะมีสัญญาณการขยายตัวลดลง แต่กระทรวงพาณิชย์ยังยืนยันเป้าหมายการส่งออกของปีนี้ที่ 12.5 เปอร์เซ็นต์ มูลค่า 145,000 ล้านเหรียญเหมือนเดิม แต่เป้าประมาณการเห็นว่าน่าจะขยายตัวไปได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ มูลค่า 149,000 ล้านเหรียญ หากในช่วงที่เหลือส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

นายเกริกไกร กล่าวต่อว่า สำหรับการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่าการส่งออก 83,409.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.6 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้ามีมูลค่า 77,693.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.1 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เกินดุลการค้า 5,716.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดดุลการค้า 2,385.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยการส่งออกในช่วง 7 เดือนที่ขยายตัว 16.6 เปอร์เซ็นต์ นั้น เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้าในทุกหมวด ทั้งสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร 16.5 เปอร์เซ็นต์ สินค้าอุตสาหกรรม 16.5 เปอร์เซ็นต์ และสินค้าอื่นๆ 17.2 เปอร์เซ็นต์ โดยสินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง สินค้าอาหาร น้ำตาล ยานยนต์ และส่วนประกอบ วัสดุก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ส่วนลดลง เช่น ยางพารา สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งบ้าน

ส่วนการนำเข้าช่วง 7 เดือน ที่ขยายตัว 5.1 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพราะค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ราคานำเข้าจึงถูกลง ส่งผลให้นำเข้าเพิ่มขึ้นในทุกหมวด ได้แก่ วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 13.5 เปอร์เซ็นต์ อุปโภคบริโภค 17.7 เปอร์เซ็นต์ ยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง 6.8 เปอร์เซ็นต์ เชื้อเพลิง 5.3 เปอร์เซ็นต์ ทุน 2.7 เปอร์เซ็นต์ และอาวุธ ยุทธปัจจัย 3 เปอร์เซ็นต์

นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในขณะนี้ไม่น่ากระทบต่อการส่งออกของไทยในภาพรวม เพราะกรมฯ ได้พยายามทำกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดอื่นทดแทน ขณะเดียวกัน ก็จะยังคงทำกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกในตลาดสหรัฐฯ เหมือนเดิม พร้อมกับหันส่งออกสินค้าตลาดเฉพาะ เช่น สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สินค้าออร์แกนิกส์ สินค้าสำหรับคนอ้วน และคนสูงอายุ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังระบุไม่ได้แน่ชัดว่าการส่งออกในเดือน ก.ค.2550 ที่ขยายตัวเพียง 5.9 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพราะสาเหตุอะไร เพราะจากการดูมูลค่าการส่งออกก็ยังคงสูงขึ้น ทั้งนี้ คงต้องติดตามสถานการณ์อีก 1-2 เดือนจึงจะรู้ได้ว่ามาจากสาเหตุใดกันแน่

“โฆสิต”เชื่อทิศทางดูแลค่าบาทถูกแล้ว

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การดูแลค่าเงินบาทของกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยว่า มีการฟังความคิดเห็นไปเมื่อวานนี้ ซึ่งก็ยังไม่ทราบอะไรมาก แต่ทิศทางที่ดำเนินการไปก็เชื่อว่าถูกต้องแล้ว และคงมีความพยายามร่วมมือกันประสานงานกัน และรับฟังความคิดเห็นน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะการดูแลต้องร่วมกันหลายฝ่าย ส่วนเรื่องซับไพรม์ คงเป็นปัญหาพื้นฐานของสหรัฐ และคงคลี่คลายลงไปตามการแก้ปัญหาของสหรัฐฯเอง ไทยเองก็คงแค่การเฝ้าระวัง

“ผมอยากให้นักลงทุนไม่ต้องกังวลในเรื่องการเมือง หากเขาเป็นนักลงทุนระยะยาว เพราะฉะนั้น เรื่องนี้น่าจะส่งผลต่อการบริโภคของประชาชนมากกว่า โดยผู้บริโภคอาจจะมีความสบายใจมากขึ้น มีการใช้จ่ายมากขึ้น น่าจะดีขึ้น โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะดีขึ้น จริงๆเรื่องของการบริโภคเป็นความรูสึกส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าความรู้สึกเปลี่ยนไป มันก็คงจะให้ผลที่ดี แต่คงจะเป็นลักษณะที่ว่ามาเพิ่มเติมขึ้น ทำให้อัตราความเจริญเติบโตเราดีกว่า 4 เปอร์เซ็นต์ แต่ถึงอย่างไรพื้นฐาน 4 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังได้อยู่”นายโฆสิต กล่าว

นอกจากนี้ ไทยเรายังเสียเปรียบในการส่งออกกุ้ง เพราะเอกวาดอร์ หลุดจากภาษีเอดีเรียบร้อยแล้ว ส่วนไทย ยังไม่หลุด แถมยังมีเรื่องเงินซีบอนด์เจ้าปัญหามาซ้ำเติมอีก

_________________
โทรมาคุยกันได้ ด้วยความยินดีครับ.....นพ.ธีรพัฒน์ หงสกุล 01-478 8850

[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: เว็บมาสเตอร์ เมื่อ 2007-08-22 18:44 GMT+7]


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ ตันสกุล


 

โพสต์: 102
โพสต์เมื่อ: 22/08/2007-21:30 GMT+7  


  ชมข้อมูลของ วินิจ ตันสกุล      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์



โพสต์: 328
โพสต์เมื่อ: 23/08/2007-21:38 GMT+7  
AFETเปรียบเสมือนดาบสองคมของนักลงทุน หากAFETเปิดส่วนเข้ามาในช่วงจังหวะนี้ ฝ่ายที่สูญเสียผลประโยชน์อย่างยิ่งก็คงไม่รอดพ้นห้องเย็น เพราะอะไรหรอ อิอิ
ผมรู้แต่ว่าผมคิดจะเป็นผู้ส่งออกแต่ผมไม่จำเป็นต้องมีทำเลที่ดีได้ ผมไม่ต้องทำการตลาดเองได้ ผมไม่จำเป็นต้องไปตรวจเช็คสภาพกุ้งว่าได้คุณภาพหรือไม่ ผมไม่จำเป็นต้องมีคนงานเยอะแยะ องค์กรของผมมีกับคอมพิวเตอร์ตัวเก่งของผมก็เพียงพอแล้ว ผมไม่จำเป้นต้องมีวางค้ำประกันเยอะๆ ผมไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนมากมายในการซื้อขาย ผมไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มากก่อน เพราะAFETพร้อมที่จะแนะนำการลงทุนให้เราเข้าใจระบบการทำงานของAFET หากผมสามารถวางแผนการจัดการที่ดี อิอิ
*************************************
ผมสนับสนุนที่จะนำสินค้ากุ้งเข้าAFET ถึงจะมีข้อเสียแต่ในสภาวะการผูกขาดเช่นนี้ ผมมองว่าเป็นทางรอดที่ดีทางหนึ่ง
จริงๆแล้วในสายตาผม มันก็คือการแปลงสินค้าเกษตรเป็นหุ้นในตลาดทุนซื้อขายล่วงหน้าดีๆนี่เอง ไม่แตกต่างกับการซื้อขายในตลาดหุ้นเท่าไร หากเป็นเช่นนั้น มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ต้องหาข้อมูลเพิ่มสักหน่อย ที่ผมคาดคิดว่าถ้าราคาดีก็จะมีการแกร่งตัวของราคาที่รุนแรงมาก ชนิดที่ว่าราคาตอนนี้มองว่าเลวร้ายแล้ว แต่เมื่อมันเลวร้ายจริงมันจะสุดๆกว่านี้(โอกาสเกิดไม่มาก)


  ชมข้อมูลของ เกียรติศักดิ์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
ekapoj45@yahoo.com

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 25/08/2007-14:35 GMT+7  

ต้องยอมรับว่าการพัฒนาการเลี้ยงกุ้งในประเทศไทยมากว่า 20 ปีประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพวัดได้จากการขายกุ้งหมดและได้ราคาพอสมควรจากการผลิตกุ้ง 300,000 ตันในปี 2545 เพิ่มเป็น 500,000 ตันในปี 2550 และมีแนวโน้มจะเพิ่มอีกอย่างน้อย 10%ในปี 2551 ในช่วงปลายปี 2550 ทุกคนตกใจกับปริมาณกุ้งที่ผลิตออกมามากแต่ด้วยคุณภาพการผลิตที่ดี ความร่วมมือของทุกภาคส่วนการผลิต การรณรงค์ต่อต้านการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างได้ผล เกษตรให้ความร่วมมืออย่างแท้จริง การเข้าสู่กระบวนการพัฒนาคุณภาพผลผลิตทั้งระบบเช่นโครงการกุ้งสุราษฎร์ธานีและอีกหลายรูปแบบส่งผลให้ประเทศไทยผลิตและส่งออกกุ้งมากกว่า 500,000 ตัน(ผลผลิตจากบ่อ)ที่มีคุณภาพถูกซื้อหมดไปอย่างไม่มีปัญหา
อย่างไรก็แล้วแต่บททดสอบของการรักษาที่หนึ่งของโลกด้านการผลิตกุ้งไม่ใช่ไม่เคยถูกทดสอบเราถูกท้าทายจากปัญหาและอุปสรรคทุกประการจากทุกภาคส่วนไม่ว่าจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ นพ.ธีรพัฒน์ หงสกุลกรุณากล่าวถึงในแง่ของค่าเงินบาท และการเกิดภาวะเงินไหลออก ตลอดจนถึงภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ความเห็นโดยส่วนตัวของคุณหมอที่เขียนไว้ดังนี้"ผมมองเห็นข้ออ้างอันนี้ ในการที่จะกดราคารับซื้อกุ้งจากเกษตรกรต่อไปเรื่อยๆ ผมอาจจะมองโลกแง่ร้ายเกินไป แต่หากราคากุ้งจะตกต่ำต่อไปเรื่อยๆ เพราะข้ออ้างอันนี้ ก็เป็นการสมควรอย่างยิ่ง ที่ จะต้องเป็นไปเช่นนั้น เพราะ มันเป็นเช่นนั้น มิใช่เป็นการกล่าวอ้างลอยๆเพื่อกดราคารับซื้อ "
ขอแสดงความชื่นชม ในส่วนตัวผมเองก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันและเชื่อว่าเกษตรกรทุกคน(จริงๆครับ)ก็คิดเหมือนกัน ด้วยใจที่เป็นธรรม แน่นอนทัศนคติของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งต้องมีทัศนคติที่ไม่ดีนักต่อผู้ประกอบการห้องเย็นแต่วิกฤตครั้งนี้เป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปีแทบจะไม่มีผู้ส่งออกรายใดที่จะออกมาแสดงความคิดเห็นในทางการแก้ปัญหาหรือเสนอทางออกในระยะสั้น เกษตรกรกำลังจะตายภายใน 2 หรือ 3 วัน มีแต่การแก้ปํญหาระยะยาวทั้งสิ้น ไม่ต้องพูดถึงปัญหาของผลกระทบภายนอกเพราะปัจจัยภายนอกเช่นราคาน้ำมัน ค่าเงิน ค่าระวางเรือ เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัวไม่ได้มีผลกระทบเฉพาะประเทศไทยประเทศเดียวทุกประเทศที่ค้ากุ้งก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วยแต่ผู้ส่งออกในประเทศเหล่านั้นจะหยิบยกมาเป็นประเด็นในการกดราคารับซื้อวัตถุดิบภายในประเทศมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับจริยธรรมและธรรมาภิบาลของบริษัทนั้นๆ ดังเช่นประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศไม่ซื้อกุ้งจากประเทศที่ใช้อาหารสัตว์ที่มีสารเมลามีนผู้ส่งออกก็พร้อมจะประโคมให้เป็นเรื่องใหญ่เพื่อเร่งให้ราคากุ้งในประเทศตกต่ำลงไปตามยุทธศาสตร์ทางการค้าของผู้ส่งออกบางรายใช้ยุทธวิธีเดียวคือ ทำราคาวัตถุดิบภายในประเทศให้ต่ำที่สุดจะได้ขายกุ้งแปรรูปส่งขายออกต่างประเทศ(ตลาดสหรัฐอมริกา) ง่ายที่สุด
ในการประชุมเพื่อแก้ปัญหาในทุกเวทีของการแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ ผู้ส่งออกบางราย(ใหญ่ซะด้วย)พูดอยู่เรื่องเดียวมาไม่น้อยกว่า 5 ปีแล้วคือเกษตรกรต้องลดต้นทุนการผลิต ทุกวันนี้เกษตรกรต้องลดจนไม่มีอะไรจะลดแล้วอย่าถึงกับต้องลดการอยู่บ้านเองมาอยู่บ้านเช่า(บ้านโดนธนาคารยึด)ในทางตรงกันข้ามผู้ส่งออกได้ลดตันทุนของตัวเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีแนวทางการทำตลาดหรือเปิดตลาดใหม่ที่ไหน จะให้เกษตรกรผลิตกุ้งขนาดเท่าไหร่ คุณภาพอย่างไร ให้เกษตรกรเตรียมตัวการเปิดตลาดใหม่คุณภาพต้องดีที่สุดมีความสามารถในการแข่งขันกับผู้ส่งออกประเทศคู่แข่งขันหรือไม่ หลายประเทศคู่แข่งของเราที่นับวันจะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นหมดเวลากับอดีตที่มั่นใจว่าเราเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยที่สุดเมี่อ 5 หรือ 10 ปี ที่แล้วปัจจุบันคู่แข่งของเราก็สามารถซื้อเทคโนโลยี่เรานั้นได้เช่นกัน
สุดท้ายนี้เกษตรกรส่วนใหญ่คงไม่ยอมให้ นพ.ธีรพัฒน์ หงสกุล มีความรู้สึกเป็นดังเช่นที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า ผมยอมที่จะเป็นคนไม่ดีในสายตาคนหลายๆคนที่ออกมาดักคอห้องเย็นเช่นนี้ และผมยอมที่จะเป็นคนที่เลว หากห้องเย็นที่คิดจะทำเช่นนั้น เลิกการกระทำนั้นเสียเพราะการดักคอของผม แล้วดันราคากุ้งให้สูงขึ้นพอให้เกษตรกรได้หายใจกันบ้าง แต่เพียงผู้เดียวอย่างน้อยก็มีผม(เอกพจน์ ยอดพินิจ) รู้สึกด้วยเช่นกัน บทความนี้คงไม่มีค่าถ้าไม่ได้เสนอแนวทางการแก้ปํญหาไว้ด้วย
1. ทุกส่วนของการผลิต โรงเพาะฟัก ผู้เลี้ยงโรงงานผลิตอาหารกุ้ง ผู้ค้าปัจจัยการผลิต แพ ห้องเย็น ผู้ส่งออกควรจะต้องอยู่ในสถานะเดียวกันถ้ารบแพ้ต้องแพ้ด้วยกันทั้งประเทศ ถ้าชนะต้องชนะด้วยกันเช่นกัน
2. เกษตรกรจะต้องลดการผลิตลงอย่างน้อย 30% เนื่องจากห้องเย็นไทยไม่สามารถทำตลาดได้เนื่องจากของในตลาดมีมากเกินไปทำให้ผลิตไม่ทันกุ้งเลยไปล้นที่ตลาดกลางส่งผลให้ราคาตลาดกลางลดลงและแสดงผลออกไปทั่วโลกเกิดการชะลอซื้อจากต่างประเทศส่งผลให้ห้องเย็นไม่กล้าซื้อของ
3. กุ้งไม่ควรเข้าตลาดกลางเกินวันละ 200 ตู้/วัน
4. ห้องเย็นควรร่วมมือกัน(ฮั้ว) ราคาขายต่อต่างประเทศ ไม่ใช่ตัดราคาขายกันเอง แล้วมากดราคารับซื้อวัตถุดิบภายในประเทศ
5. เกษตรกรต้องรักษาคุณภาพการผลิต และผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
6. เกษตรกรควรจะต้องมีสัญญาการขายกุ้งก่อนลงกุ้ง(ราคาขั้นต่ำสอบถามจากชมรมผู้เลี้ยงกุ้สุราษฎร์ธานี)
7. ภาครัฐควรส่งเสริมให้กับผู้ส่ออกในการหาตลาดโดยใช้ทุกวิธี การหาตลาดโดยใช้ทูตพาณิชย์ในแต่ละประเทศ การใช้ประโยชน์จากการเซ็นสัญญา
8. การแก้ปัญหาให้กับผู้ส่งออกในมาตราการกีดกันทางการค้า( AD ของอเมริกา)
9. ต้องปลอดสารตกค้าง ยืนยันสำคัญมาก
เอกพจน์ ยอดพินิจ
ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฏร์ธานี


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
อาจารย์คง

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 28/08/2007-00:32 GMT+7  
จานไม่รู้ว่าตอนนี้ปัญหาซับไพร์มมันทำให้คนเมกาเลิกกินกุ้งหรือกินน้อยลงหรือยัง แต่ที่แน่ๆจานว่าตอนนี้ห้องเย็นเสบียงเพียบไม่ต้องซื้อกุ้งตอนนี้ก็ยังมีกุ้งขายไปจนปีหน้ามั๊ง

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์



โพสต์: 328
โพสต์เมื่อ: 29/08/2007-17:27 GMT+7  
ราคากุ้งเล็กดูดีมากในสภาวะนี้ แต่ราคาก็ยังไม่มีแรงดึงดูดมากพอที่จะให้ผมปล่อยกุ้งแน่นเช่นอดีตที่ผ่านมา บทเรียนครั้งนี้สอนให้ผมรู้ว่า ตราบใดที่ต้นทุนของผมมีมูลค่าสูงกว่าราคาตลาดก็ไม่ควรลงไปเสี่ยงด้วย

**********************************
คุณประยูรเคยกล่าวไว้ให้ผมฟัง กุ้ง1+1จะไม่เท่ากับ2 และกุ้งยิ่งปล่อยบางยิ่งกำไรดีกว่าปล่อยแน่น ฟังดูแล้วแปลกดี แต่บทเรียนรอบนี้สอนให้ผมรู้ว่าควรจะเดินต่ออย่างไรถึงจะอยู่รอด


  ชมข้อมูลของ เกียรติศักดิ์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1440
โพสต์เมื่อ: 06/09/2007-13:58 GMT+7  
มะกันทำตลาด ‘กุ้งไทย’ พัง.! ผู้ผลิตเล็งหาตลาดใหม่ ‘รัสเซีย - อียู’
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 6 กันยายน 2550 13:25 น.

“สินค้าเกษตร-ประมง” กระทบหนักเจอพิษศก.ต่อเนื่องทั้งภายใน-นอก เฉพาะ“กุ้งไทย”ส่งออกตลาดมะกันเจอพิษซับไพรม์เล่นงานกำลังซื้อหาย ทั้งเรื่อง “เอดี” ก็อยู่ระหว่างการฟ้องร้อง แนะผู้ส่งออกเบนเข็มมุ่งหน้าตลาดใหม่ “รัสเซีย-อียู-ญี่ปุ่น” ชดเชย ขณะที่ส.กุ้งไทยคาดปีนี้ส่งออกขยายตัวลดลง 10% ทั้งความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการก็ลดลง

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาภาวะเศรษฐกิจไทยเจอวิกฤติปัญหาโถมเข้าใส่หลายต่อหลายลูกไม่ว่าจะเป็นภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น, ปัญหาซับไพรม์ในประเทศสหรัฐและล่าสุดตัวเลขส่งออกขยายตัวลดลงอย่างน่าใจหาย เหลียวมองไปยังอุตสาหกรรมในประเทศอย่างภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและประมงผู้ประกอบการรายเล็ก-รายน้อยล้มหายตายจากไปจำนวนมาก ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ก็ประสบปัญหาจนแทบประคองตัวไม่ไหว โดยเฉพาะ “ผู้ส่งออกกุ้ง” ที่ประเทศออสเตรเลียกีดกันสินค้าห้ามนำเข้า และสหรัฐตลาดใหญ่ที่สุดก็อยู่ระหว่างการฟ้องร้ององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ในเรื่องการคำนวณอัตราภาษีเอดีไม่เป็นธรรม ดังนั้นผู้ส่งออกกุ้งของไทยจึงควรหันไปทำตลาดใหม่อย่างรัสเซีย,สหภาพยุโรป (อียู) ทดแทนการหวังพึ่งตลาดสหรัฐเพียงอย่างเดียว

ประมง - เกษตรฯอ่วม.!
พิษ“ค่าเงิน-ซับไพรม์ ”กดแรงซื้อหด

นิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทราบกันดีแล้วว่าสินค้าการเกษตรและสินค้าประมงได้รับผลกระทบในการส่งออกมาตลอดในปีนี้ตั้งแต่ปัญหาค่าเงินบาท และปัญหาซับไพรม์ในสหรัฐ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่กระทบแต่ในประเทศไทยเท่านั้นแต่ได้ขยายผลกระทบไปยังทุกประเทศทั่วโลกเพราะตลาดสหรัฐเป็นตลาดที่ใหญ่แทบทุกประเทศที่ค้าขายกับสหรัฐล้วนได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้น ล่าสุดปัญหาซับไพรม์ที่เกิดขึ้นได้เร่งผลกระทบซ้ำเติมไปอีกเพราะกำลังซื้อของคนสหรัฐลดลงจึงไม่มีการสั่งของเข้าจากต่างประเทศไปขาย

อย่างไรก็ดีสินค้าที่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบคือสินค้าการเกษตรแปรูป ผัก ผลไม้ และสินค้าประมงทุกเซกเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกไปยังสหรัฐได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนเพราะกำลังซื้อในประเทศสหรัฐหดตัวลงอย่างมาก

ขณะที่ปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่งที่ผูกโยงกับตลาดสหรัฐคือเรื่องการส่งออกกุ้งของไทยซึ่งอยู่ระหว่างการฟ้ององค์การการค้าโลก (WTO) ในเรื่องการคำนวณอัตราภาษีเอดีกุ้งของสหรัฐไม่เป็นธรรมแต่มีแนวโน้มว่าจะเดินตามประเทศเอกวาดอร์ที่ได้ฟ้องสหรัฐในประเด็นเดียวกันกับไทยซึ่งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐไปประกาศยกเลิกเก็บภาษีกุ้งเอดีประเทศเอกวาดอร์ไปแล้วแต่ผู้ส่งออกกุ้งไทยยังจะไม่ได้รับผลบวกในทันทีเนื่องจากต้องรอคำตัดสินก่อน

ส.กุ้งไทยชี้ความสมารถแข่งขันลดลง.!

สำหรับการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐนั้นคือตลาดส่งออกกุ้งหลักของประเทศไทยเพราะมีสัดส่วนการส่งออก 50-60% ของการส่งออกกุ้งทั้งหมดในปี 2550 ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออกสินค้ากุ้งลดลง 10% ส่วนปริมาณอาจจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2549 ที่มีมูลค่า 80,000 ล้านบาทมีปริมาณ 280,000 ตัน อย่างไรก็ตามรายได้จากการส่งออกที่ลดลงมีสาเหตุหลักจากปัญหาเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และเฉพาะในปีนี้แข็งค่าขึ้นถึง 10% โดยค่าเงินบาทเฉลี่ยปีที่แล้วอยู่ที่ 37-38 บาท แต่ปัจจุบันค่าเงินบาทอยู่ที่ 33 บาท ทำให้มูลค่าการส่งออกกุ้งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่สมาคมวางไว้ และส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ

“สินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบมีผลทำให้ความสามารถทางการแข่งขันกุ้งไทยในปีนี้ลดลง” สมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวยืนยัน

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่าจากกรณีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐประกาศยกเลิกการเรียกเก็บภาษีเอดีสินค้ากุ้งของเอกวาดอร์ตามคำตัดสินขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)นั้น ประเทศเอกวาดอร์จะเบียดแย่งส่วนแบ่งตลาดจากไทยไปได้มากขึ้น นอกจากนี้คาดว่าอินเดียซึ่งยื่นฟ้องต่อดับเบิลยูทีโอเช่นเดียวกับเอกวาดอร์ น่าจะได้ประกาศคำตัดสินก่อนไทย ส่งผลซ้ำเติมต่อสถานะการแข่งขันของผลิตภัณฑ์กุ้งไทยในตลาดสหรัฐเนื่องจากอินเดียก็เป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดสหรัฐ

เล็งตลาด “อียู-ญี่ปุ่น” ชดเชย

ทั้งนี้จากปัญหาการส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งไปยังตลาดสหรัฐ ทำให้ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งของไทยต้องหันไปให้ความสำคัญกับการส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น โดยโอกาสการส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งไปทั้ง 2 ตลาดเพิ่มขึ้น เพราะผลจากอียูคืนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ให้กับผลิตภัณฑ์กุ้งไทย และการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์กุ้งของตลาดญี่ปุ่น จากผลของข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA นอกจากนี้แล้วผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งของไทยยังต้องปรับตัวอย่างมากในการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดทั้งในอียูและญี่ปุ่น โดยในตลาดอียูยังมีความต้องการกุ้งกุลาดำและกุ้งก้ามกราม ซึ่งนอกจากจะมีราคาที่สูงกว่ากุ้งขาวแล้ว ยังมีการแข่งขันน้อยกว่า สำหรับตลาดญี่ปุ่นไทยต้องขยายการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และต้องเพิ่มปริมาณการผลิตกุ้งขนาดใหญ่ รวมทั้งต้องเน้นการส่งออกในลักษณะของกุ้งแปรรูปมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากความนิยมซื้อผลิตภัณฑ์ไปประกอบอาหารรับประทานเองที่บ้าน

ขณะที่ประเทศรัสเซียยังเป็นอีกประเทศหนึ่งให้ความสนใจนำเข้ากุ้งไทยเพราะได้ส่งเจ้าหน้าที่หน่วยเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์และศัตรูพืช (Federal Service for Veterinary and Phytosaritary Surveillance : FSVPS) เดินทางมาตรวจสอบกระบวนการผลิตและแปรรูปสินค้าประมงของไทย รวมถึงระบบการตรวจสอบรับรองของกรมประมง ซึ่งส่วนใหญ่พอใจในขั้นตอนการผลิตสินค้าประมงของไทยที่ได้คุณภาพและมีความปลอดภัย ตลอดจนระบบการตรวจรับรองของกรมประมงที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่ประเทศรัสเซียจะเป็นตลาดส่งออกสินค้าประมงที่มีศักยภาพอีกแห่งหนึ่งของไทย

เชื่อ “รัสเซีย” ตลาดใหม่กุ้งไทย
คาดปี’50 ส่งออกทะลุ 1.2 พันล้าน

นอกจากนี้แล้วFSVPS ยังได้ให้การรับรองโรงงานแปรรูปสินค้าประมงของไทยที่ส่งออกไปยังรัสเซีย จำนวน 12 แห่งโดยโรงงานทั้ง 12 แห่งที่ผ่านการตรวจรับรองแล้ว จะลดระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบลงจากเดิมที่ต้องตรวจสอบสินค้าประมงทุกตู้คอนเทนเนอร์ เหลือเพียงการสุ่มตรวจเท่านั้น ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการส่งออก และลดระยะเวลาการตรวจสอบที่ด่านฯ มากขึ้น ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัสเซียได้ขอความร่วมมือมายังผู้ประกอบการไทยให้ส่งรายละเอียดบริษัทที่นำเข้าสินค้าประมงจากไทย เพื่อสร้างความชัดเจนทางการค้าระหว่างกันมากยิ่งขึ้นด้วย

สำหรับสินค้าประมงของไทยที่ตลาดรัสเซียมีความต้องการมากและน่าจะมีแนวโน้มที่ดี คือ กุ้ง ปลานิล และหมึก โดยเฉพาะกุ้ง จากข้อมูลของสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกกุ้งไปยังรัสเซียแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 2,093.32 ตัน คิดเป็นมูลค่า 408.07 ล้านบาท มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 4 เท่าตัว

“เชื่อว่าหลังจากที่การส่งออกสินค้าประมงระหว่างไทยและรัสเซีย มีความชัดเจนและสะดวกมากยิ่งขึ้นแล้วจะสามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกได้มากขึ้นคาดว่าปี 2550 จะส่งออกกุ้งไปรัสเซียได้ถึง 6,000 ตันคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท” นิวัติ สุธีมีชัยกุล รองอธิบดีกรมประมง กล่าวยืนยัน
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9500000105203&Keyword=%a1%d8%e9%a7


_________________
โทรมาคุยกันได้ ด้วยความยินดีครับ.....นพ.ธีรพัฒน์ หงสกุล 01-478 8850

[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: เว็บมาสเตอร์ เมื่อ 2007-09-06 14:00 GMT+7]


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เกียรติศักดิ์



โพสต์: 328
โพสต์เมื่อ: 06/09/2007-21:08 GMT+7  
สำหรับสินค้าประมงของไทยที่ตลาดรัสเซียมีความต้องการมากและน่าจะมีแนวโน้มที่ดี คือ กุ้ง ปลานิล และหมึก โดยเฉพาะกุ้ง จากข้อมูลของสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกกุ้งไปยังรัสเซียแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 2,093.32 ตัน คิดเป็นมูลค่า 408.07 ล้านบาท มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 4 เท่าตัว

“เชื่อว่าหลังจากที่การส่งออกสินค้าประมงระหว่างไทยและรัสเซีย มีความชัดเจนและสะดวกมากยิ่งขึ้นแล้วจะสามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกได้มากขึ้นคาดว่าปี 2550 จะส่งออกกุ้งไปรัสเซียได้ถึง 6,000 ตันคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท” นิวัติ สุธีมีชัยกุล รองอธิบดีกรมประมง กล่าวยืนยัน

**************************************************************
ราคากุ้งส่งออกไปรัสเซียกิโล200บาท ไซด์ที่ส่งไปขนาดเท่าไร หากผมตั้งต้นทุนส่งออกไว้กิโลละ70บาท ผมเดาได้เลยอนาคตราคากุ้งยากที่จะสดใส ยิ่งเกษตรกรเองแล้วไม่ได้ทำการตลาดเองก็อย่าไปคาดหวังอะไรกับราคากุ้งที่จะสดใสให้มากนัก ยึดถืออยู่บนความพอเพียงแล้วจะสุขใจ
ราคากุ้งขาว ณ วันที่6ก.ย.50 คงสะกิดใจให้เกษตรกรหลายๆคนอยากลงกุ้งแน่นตามเดิม ความหวังที่ราคาจะกลับตามคำเรียกร้องของแกนนำผู้ประท้วง ตอนนี้หากค่าเงินบาทยังอยู่ในระดับ34-35บาท ก็คงจะยาก(จากข้อแอบอ้างของห้องเย็นจากพิษเงินบาท) คำถามที่ต้องคิด ทำไมราคากุ้งเล็กถึงได้ดูดใจคนเลี้ยงขนาดนี้ มีใครกำลังปั่นราคากุ้งหรือป่าว หรือเป็นเพราะเป็นไปตลาดกลไกตลาดที่แท้จริง ต้องเกาะติดตามต่อไปเรื่อยๆ


  ชมข้อมูลของ เกียรติศักดิ์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
ใต้น้ำ

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 11/09/2007-18:21 GMT+7  
ราคากุ้งวันนี้น่าดีใจ ถ้ามีกุ้งขายได้แล้วก็ขายเอากำไร แต่ถ้าจะลงกุ้งวันนี้เพื่อหวังราคานี้ในอีกสามสี่เดือนข้างหน้าขอเตือนว่าอย่าเสี่ยง ราคานี้เป็นราคาอ่อยเหยื่อแน่นอน ตอนนี้ห้องเย็นสต๊อกกุ้งราคาถูกเต็มโกดัง ราคาของขึ้นก็คือราคากุ้งที่สต๊อกก็แพงขึ้นด้วย คงเข้าใจนะครับ เรื่องราคากุ้งอาจจะปั่นกันได้บ้าง แต่หลักๆก็ต้องยอมรับว่าขึ้นกับกลไกตลาด ถ้าของล้นมากๆคนปั่นก็เอาไม่อยู่หรอกครับ เรื่องปั่นนี้ต้องยอมรับว่าเกิดขึ้นอยู่ได้เสมอแต่ไม่ยั่งยืน ถ้าราคาตกหนักและตกนาน ต้องเชื่อว่าของจริงแม้จะไม่ร้อยเปอร์เซนต์
ทางรอดของเกษตกรต้องรวมกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อประสานกำลังกันในการกำหนดตลาดให้ได้ส่วนหนึ่งด้วย ทางห้องเย็นเขารวมกันเป็นสมาคมกำหนดนโยบายหลักให้กลุ่มดำเนินการได้ แต่เกษตรกรเราเต้นตามเกมที่คนอื่นกำหนด การรวมตัวกันนี้ไม่ใช่เพื่อไปประท้วงเอากุ้งไปเทกลางถนน บังคับให้รัฐบาลเอาเงินภาษีของคนทั้งประเทศมาคำ แต่เป็นการรวมกันเพื่อกำหนดปริมาณการผลิต คุณภาพการผลิต การต่อรองราคาที่สมเหตุผล การช่วยเหลือกันทางด้านความรู้วิชาการ การลดต้นทุน ถ้าจะเจรจากับรัฐ ก็คือเรื่องของนโยบายภาครัฐ เรื่องของกฏระเบียบมากกว่า ทุกวันนี้เราบอกว่าควรลดกำลังการผลิตลง วันนี้เขายั่วราคากุ้งเล็กขึ้นมาสิบยี่สิบบาทเห็นคนก็จะลงกุ้งแน่นกันอีกแล้ว แค่นี้จะไปสู้ใครได้ อีกอย่างหนึ่งถ้าเราจะมองห้องเย็นเป็นคู่ต่อสู้ที่ชิงไหวชิงพริบคอยเอาเปรียบกัน เราก็จะปฏิบัติต่อกันอย่างหนึ่ง ถ้าเราคิดว่าห้องเย็นควรจะซื้อเราได้ในราคาเท่านั้นเท่านี้เราก็ต้องสร้างอำนาจต่อรองให้ได้ แต่ก็ควรจะมองกันแบบคู่ค้าที่อาจจะต้องเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ให้สมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ถ้าพูดคุยกันได้อาจจะรู้กันได้ว่ากุ้งไซส์ไหนควรผลิตสักเท่าไร เราควรจะเจาะตลาดไซน์ไหนเกษตรกรจะได้ไปพยายามผลิตกันขึ้นมา อาจจะเจรจาราคาประกันไว้ในปริมาณที่กำหนดกัน แต่ถ้าเราเป็นเกษตรกรรายเดียว มันไม่มีกำลังพอ แต่ถ้ารวมกันทำในระดับ อำเถอหรือจังหวัดหรือหลายๆจังหวัดก็น่าจะเป็นไปได้ ช่วยกันคิดด้วย ที่สำคัญคือเกษตรกรต้องจริงใจและรักษาคำพูดกัน ที่เคยเป็นมา จากกลุ่มชาวสวนยางคือรวมกันขาย พอพ่อค้าเขามาแหย่ราคาหน่อยก็มีคนแหกคอกไปขายแยก ทีสองทีกลุ่มก็แตก ไม่ช้าก็เข้ารูปเดิมเป็นเหยื่อเขาต่อไป คือวัฒนธรรมกลุ่มของคนไทยเรามันเกิดยากนะครับ แต่ตอนนี้ก้เริ่มมีคนทำกันแล้วสักปีสองปีก้น่าจะมีบทเรียนอะไรดีๆออกมาบ้าง ที่ไหนที่ยังไม่มีก็ลองระดมมาพูดคุยกันหาทางดู ต่อไปนี้ตัวใครตัวมันจะอยู่ยาก และถ้ามองในระดับประเทศเกษตรกรก็น่าจะผนึกกำลังกับห้องเย็นด้วยซ้ำ เพราะไม่ใช่เราผลิตกุ้งขายอยู่ประเทศเดียวเสียเมื่อไหร คู่แข่งทั่งโลกมีเพียบ ยิ่งตอนนี้มีข่าวว่าขาใหญ่ไปลงทุนทำอภิมหาฟาร์มที่อินโดนีเซียเห็นว่าเป็นหมื่นบ่อ ถ้าผลผลิตออกมาเรามิน่วมกว่านี้หรือ


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1440
โพสต์เมื่อ: 11/09/2007-19:08 GMT+7  
คำพูดของคุณ ใต้น้ำที่ว่า "ราคาของขึ้นก็คือราคากุ้งที่สต๊อกก็แพงขึ้นด้วย" โดนใจผมมากครับ
คือให้ภาพที่ชัดเจนโดยไม่ต้องไปตีความให้เมื่อยสมอง
ผมเคยฟังคำกล่าวของ อดีตนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ซึ่งยืนยันแข็งขันว่า ห้องเย็น ต้องการให้กุ้งราคาดี (จริงๆนะ !!) เหตุผลที่อดีตนายกกล่าวก็คือ ตราบใดที่กุ้งมีแนวโน้มราคาลดลง ต่างชาติ(ที่เขี้ยวยาวโง้งทุกชาติ) จะไม่เสนอราคารับซื้อ เพราะคิดว่า รีบซื้อก็คือโง่ ซื้อช้า ได้ของถูกกว่าก็คือ ฉลาด ดังนั้น ห้องเย็นจึงต้องการให้กุ้งราคาดีขึ้น (เมื่อมีจังหวะที่เหมาะสม<--อันนี้ผมคิดในใจเอาเอง)
และเมื่อกุ้งราคามีแนวโน้มสูงขึ้น ต่างชาติก็จะตาเหลือก รีบๆเสนอราคารับซื้อ เพราะกลัวซื้อช้าแล้วจะ โง่
เรื่องจึงมีอยู่ว่า ต่างคนก็ต่างอยากจะเป็นคนฉลาด และสร้างจังหวะให้ตนเอง ฉลาด
ใครที่สร้างจังหวะให้ตนเองไม่ได้ ก็มักจะเป็นคนโง่อยู่ร่ำไป (ผมไม่ได้หมายถึงโง่จริงๆนะครับ แต่หมายถึง เสียเปรียบเค้าอยู่ร่ำไป)
เกษตรกร เป็นผู้ที่ มีโอกาสสร้างจังหวะให้ตนเองได้ น้อยมาก
จึงไม่แปลก ที่เกษตรกรเมืองไทย จะต้องชอกช้ำอยู่เสมอๆ

_________________
โทรมาคุยกันได้ ด้วยความยินดีครับ.....นพ.ธีรพัฒน์ หงสกุล 01-478 8850

[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: เว็บมาสเตอร์ เมื่อ 2007-09-11 19:08 GMT+7]


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ ผู้เยี่ยมชม สามารถโพสต์ โดยใส่ชื่อหรืออีเมล์ที่ต้องการ
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น

Key Number:

 
 Fill 5 Keys
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss