[FAQ] [วิธีการจัดการบอร์ดหลังจากที่ขอบอร์ดแล้ว] [วิธีการเปลี่ยน logo ของ board] [วิธีการสร้าง Gallery และการใช้งาน] [วิธีการปรับลักษณะหน้าจอของแต่ละบอร์ด] [วิธีการลบกระทู้] [คำชี้แจงเรื่องระบบ Expire User & Board] [วิธีการใช้งานกระทู้ปักหมุด] [วิธีการเปลี่ยน Home Link] [วิธีการแสดง 10 กระทู้ล่าสุดไว้บนเว็บของท่าน] [วิธีป้องกัน การ spam กระทู้] [ชี้แจ้งเรื่องการ popup และวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง] [วิธีการใส่รูปของสมาชิก] [ข้อกำหนดในการใช้งานข้อความส่วนตัว] [ขั้นตอนการโพสต์รูป] [ปัญหาสำหรับผู้ที่ใช้งานบอร์ดโดยพิมพ์ url ผิด] [สิทธิประโยชน์ในการสมัครสมาชิกของแต่ละบอร์ด]
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic  
 

เว็บบอร์ด www.SiamMarine.com Index : เข้าชมกระทู้ทั้งหมด คลิ๊กที่นี่ : เมืองไทย กำลังจะไม่มีกุ้งกุลาดำ ในอนาคตอันใกล้นี้
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด  ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  

Close Ads Close

ผู้ที่โพสต์ เมืองไทย กำลังจะไม่มีกุ้งกุลาดำ ในอนาคตอันใกล้นี้  
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1269
โพสต์เมื่อ: 03/10/2004-13:28 GMT+7  
รมว.พาณิชย์ก็พูดเอาไว้ชัดเจนแล้วครับว่า หากไม่เอื้อพ่อค้า แล้วจะให้ไปเอื้อลิงที่ใหน
พ่อค้าจึงสามารถ "เลือก" ซื้อสินค้า ที่ตนเองซื้อแล้ว ได้กำไรมากๆ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมองว่า แหล่งสินค้ามาจากใหน ผู้ผลิตในประเทศจะอยู่กันยังไง
และในเมื่อการซื้อนั้น ไม่ได้ผิดต่อกฏหมาย รมว.พาณิชย์ก็จึงไม่สามารถจะขัดขวางได้ เพราะจะผิดต่อนโยบายเอื้อพ่อค้านั่นเอง
รัฐบาลอาจจะกำลังมองว่า ผู้เลี้ยงกุ้ง เป็นเพียงภาคการผลิต ที่ "เสียเปล่า" ในทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ภาคผู้เลี้ยงมีความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนต่ำ มีโอกาสขาดทุนมาก เมื่อขาดทุน ก็จะเป็นการสร้าง NPL ให้กับระบบโดยรวมอย่ากระนั้นเลย มิสู้ให้ภาคการผลิตในประเทศตายๆไปซะ เหลือแต่ภาคอุตสาหกรรมแปรรูป ที่รัฐสามารถ "เอื้อ" แล้วให้ผลตอบแทนที่แน่นอน คุ้มค่ากว่ามากในทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับแนวคิดจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมแห่งเอเซีย เพราะคิดในด้านผลตอบแทนเทียบกับเงินทุน เทียบกับจำนวนแรงงาน
ได้แต่หวังว่า รัฐไม่ได้กำลังมีมุมมองเช่นนั้น (แล้วทำไมไม่ยอมช่วยแก้ปัญหาราคากุ้ง??)
แต่หากรัฐกำลังมองเช่นนั้น ก็ขอบอกรัฐว่า ผลของมุมมองเช่นนั้น มีระดับความเลวร้าย ระดับสูงมาก ประเทศไทยจะสูญเสียกุ้งกุลาดำอย่างสิ้นเชิง และเมื่อเสียไปแล้ว ก็ยากยิ่งที่จะเอาคืนมาได้ การเป็นที่หนึ่งนั้นไม่ยาก แต่ยากที่จะรักษาที่หนึ่งเอาไว้ และที่ยากที่สุดคือ เราเป็นที่หนึ่งแล้วเราทำลายตนเองให้กลายเป็นที่โหล่ แล้วยังมีหน้าจะคิดทวงที่หนึ่งคืนมาอีก
เรากำลังจะเป็นที่โหล่ ในด้านกุ้งกุลาดำอยู่แล้ว จะบอกให้
ผมอยากจะรู้ว่า โครงสร้างราคากุ้งแบบนี้ ราคากุ้งดำเท่ากับราคากุ้งขาว ใครหน้าใหนจะยอมเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ผมรับรองได้ว่า ภายใน2ปี หากราคายังเป็นแบบนี้ ประเทศไทยจะไม่มีผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำอีกต่อไป
ผมบอกได้เลยว่า ห้องเย็นไม่ได้เป็นผู้เสียหาย เพราะสามารถหากุ้งดำมาแปรรูปได้ และเมื่อเมืองไทยมีแต่กุ้งขาว วันนั้นมาถึงเมื่อไหร่ ราคากุ้งขาวก็จะตกอยู่ในกำมือผู้ซื้ออย่างแท้จริง เพราะ กุ้งขาวล้นตลาด (ล้นตลาดก็ราคาต่ำ กุ้งไม่มีก็ราคาต่ำ เป็นไปตามกลไกตลาดยุคคิดใหม่ทำใหม่จริงๆ)
รัฐบาลก็คงไม่ได้เสียหาย เพราะห้องเย็นก็ยังส่งออกได้อย่างเดิม เงินเข้าประเทศก็เท่าเดิม
มีแต่ผู้เลี้ยงกุ้ง ที่เสียหาย เพราะจะได้ขายกุ้งราคาต่ำๆ ตลอดไปชั่วนิจนิรันดร์
ว่าแต่ว่า ผู้เลี้ยงกุ้งเป็นญาติฝ่ายใหนของรัฐบาลบ้างหรือเปล่า ถ้าเปล่าก็ทำใจเสียแต่เนิ่นๆว่า รัฐบาลก็คงจะไม่หันมาเหลียวแลเช่นเหมือนที่ผ่านมานั่นแหล่ะ






  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
โจ้

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
  วันนี้เครียดกันมั้ย เล่นบอร์ดแล้วยังเครียด มาเล่นเกมส์แก้เครียดกัน ไปลุยกันเลย :)
โพสต์เมื่อ: 03/10/2004-17:50 GMT+7  
ผิดหวังมากๆ กับ ผลงานเรื่องกุ้ง ของรัฐบาลทักษิณ คุณทำชาวกุ้งได้เจ็บแสบมาก

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
ns

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 

โพสต์เมื่อ: 04/10/2004-10:10 GMT+7  
ผู้เลี้ยงกุ้งเป็นตัวร้ายตลอดกาล ตั้งแต่ผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม ผุ้ร้ายสารเคมีตกค้าง และเปป็นต่อๆไปไม่มีทางพึ่งใครใด้ ทางเดียวผู้ร้ายต้องรวมกันแก้เอง รัฐบาลนี้มีแต่พ่อค้าสื่อสาร พ่อค้าบันเทิงที่การเงินมั่นคงสะอาดทันสมัย พ่อค้ารถที่มีแต่ผู้ซื้อเข้าแถวรอรุ่นใหม่ๆ กับพ่อค้าและผู้ผลิตผูกขาดรายใหญ่ที่เอาแต่ชมว่า"นายกทักสิงลีทีซุกที่ประเทกไทยมีมา"
และก็มีแต่ลูกกำนันผันงบมากมายผลิตแม่กุ้งอุดมการณ์ หลายปีผ่านไปก็มีเพียงอุดมการณ์ต่อไป ไม่มีพันธ์กุ้งแม้นให้ชิมกันส้กตัว
ราคากุ้งที่เที่ยวโฆษณาประกันราคาไซค์50กิโลละ200บาท ในขณะที่ตารางราคาแสดง150บาท ท่านวัฒนาก็ไม่เห็นขวยเขินอะไรเลยคงเร่งยิงสปอตโฆษณาถี่ยิบต่อไปราวให้ดังกลบเสียงสะอึกสะอื้นของเกษตรกรคนเลี้ยง ท่านคงภูมิใจข้างในลึกๆอยู่มากในนโยบายประกันราคานี้

เกษตรกรผู้เลี้ยงขอแนะนำเปลี่ยนอาชีพเสียเป็นดีที่สุด อนาคตท่านจะใด้ไม่ต้องทุกข์ระกำลำบากมาเดินขบวนที่ไม่มีใครสนใจเลย อาชีพดีทีสุดคือพ่อค้า ตั้งแต่พ่อค้ากุ้ง ไปถึงพ่อค้าสื่อสารดีหมด อาชีพสะอาด จับเงินเยอะกินก็เยอะ บริโภคใด้ไม่อั้น

หากริเลี้ยงกุ้งขาวอนาคตเป็นใด้แค่ลูกจ้าง เหมือนคนเลี้ยงไก่ หรือชาวนาในตอนนี้ ที่ทำงานหน้าดำ กล้ามเป็นมัดๆ คนร่ำรวยคือพวกที่ชื่อบริษัทมีคำว่า "เจริญ รุ่ง เรือง"เทือกนั้นๆ
เอาแบบกระเหรี่ยงกันเถอะ หยุดผลิด หยุดทำ ดีกว่าทำมากแต่หนี้สินบานตะไท ขายที่ขายนา มาค้าขายมือถือ รถยนต์ ค้าซีดี มองกระดานหุ้น ตัวท่านจะใด้แต่ดีๆๆๆ
แต่ประเทศอ่อนลง อ่อนลง ก๊ช่างแ ม่ มันประเทศไม่ไช่ของเราคนเดียว


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 04/10/2004-10:47 GMT+7  
ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอครับ แต่ทางออกนี้ผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่บริเวณเดียวกันต้องรวมกลุ่มกัน ช่วยกันในเรื่องการผลิต ตั้งแต่รวมกันซื้อพันธุ์กุ้ง รวมกันซื้ออาหารกุ้ง ปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในฟาร์มกุ้ง พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน รวมทั้งรวมกันช่วยกันขายกุ้ง กลุ่มของเกษตรกรก็จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น นอกเหนือจากได้ซื้อปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์กุ้ง อาหารกุ้ง ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงลดลง และกลุ่มก็จะเป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่ปรับตัวให้ทันกับการตลาดกุ้งที่เปลี่ยนแปลงในขณะนี้ หากทุกคนยังต่างคนต่างผลิต ต่างคนต่างทำ เหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ไม่นานก็ต้องเลิกเป็นเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง เพราะทนต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และราคาที่(ตั้งใจ)จะถูกกดให้ต่ำลงอยู่ตลอดไม่ไหว ต้องเลิกในที่สุด และเมื่อมีกระแสว่าราคากุ้งเริ่มดี ทุกคนก็หันกลับมาลงกุ้งกันใหม่ ไม่เคยเข็ด...
การรวมกลุ่มเลี้ยง มีระบบจัดการที่ดี มีมาตรฐานการผลิตรองรับ ทั้ง GAP/BMP/CoC จะทำให้ผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าหันมาให้ความสนใจ เพราะเกิดความมั่นใจในคุณภาพของกุ้ง นอกจากนั้นหากกลุ่มต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยต้องการเงินทุน ก็สามารถขอกู้เพื่อเพิ่มผลผลิตได้ไม่ยาก จากธนาคารและหน่วยงานของรัฐที่อยากได้ผลงานการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มผู้เลี้ยงที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว....
พูดง่ายแต่เหมือนทำยาก ผมอยากให้ลองไปศึกษารูปแบบของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจการเลี้ยงกุ้งกุลาดำเพื่อส่งออก เช่น กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งบางกะไชย จันทบุรี กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพ CoC ระยอง ซึ่งปัจจุบันกำลังพัฒนากลุ่มให้อยู่ในรูปของสหกรณ์ เป็นนิติบุคคล เพื่อสะดวกต่อการทำนิติกรรม ขอความสนับสนุนจากรัฐบาล แม้แต่ packing credit และผู้นำเข้าในต่างประเทศ...เพราะกุ้งกุลาดำยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอยู่เสมอ เพียงแต่เกษตรกรยังไม่ได้ปรับกระบวนการจัดการให้สอดคล้องกับรูปแบบการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว....
กุ้งประเทศคู่แข่งของไทย ขายในราคาที่ถูกกว่าไทยมาก เพราะต้นทุนเขาต่ำกว่าเรา และประสิทธิผลดีกว่า เพราะเขากำลังกินบุญเก่าของสภาพแวดล้อมเหมือนเราเมื่อ 10 กว่าปีก่อนนั่นเอง ไม่ได้เก่งกว่าเราเลยครับ..


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1269

โพสต์เมื่อ: 04/10/2004-13:25 GMT+7  
ทุกวันนี้ เมืองไทยเรามีฟาร์ม GAP เยอะมากแล้วครับ แต่ ... ราคาที่ขายได้ก็ยังคงตกต่ำ ไม่ได้เป็นไปตามระดับมาตรฐาณกุ้งที่เรามีเลย
เพราะอะไร....ก็เพราะว่าฟาร์มเป็น GAP ก็จริง แต่กุ้งที่เราขายๆกันอยู่ทุกวันนี้นั้น ระดับมาตรฐาณต่ำมากๆ ไม่มีความสดเลย
เพราะถนนเกือบทุกสายมุ่งไปมหาชัยกันหมด ระยะทางที่ยาวไกลก็ยืดระยะเวลาให้นานออกไป ดองน้ำแข็งข้ามวันข้ามคืน
ผู้ซื้อต่างประเทศ หากเขาเลือกได้ ก็ย่อมจะเลือกที่จะซื้อกุ้งที่สดกว่า เป็นของธรรมดา
ต่อไปข้างหน้า ฟาร์มกุ้งก็จะถูกบังคับให้เป็น COC กันทั้งหมด และหากบังคับเช่นนั้นได้จริงๆ ต่อไปชาวโลกก็จะพูดกันว่า กุ้ง COC เมืองไทย คุณภาพต่ำ ( กลายเป็นว่า มาตรฐาณอะไรก็ตามที่พี่ไทยการันตีนั้น เชื่อถือไม่ได้ กุ้งอาจจะไม่มีสารตกค้างก็จริง แต่ไม่สดก็คือไม่ดีอยู่วันยังค่ำ ) ความจริง เรื่อง COC กับความสด เป็นคนละเรื่องกัน แต่หากเราสามารถทำให้มันเป็นเรื่องเดียวกันได้ ก็จะเป็นการลงทุนที่ไม่สูญเปล่า คือเป็น COC ด้วย และสด ด้วย
สมัยก่อน เราต้องมีตลาดกลางเพราะ เราเลี้ยงกุ้งดำ ซึ่งแตกไซส์มาก ไม่สามารถขายตรงสู่โรงงานได้ แต่ต่อไป ผมลองนึกภาพดู หากเมืองไทยมีแต่กุ้งขาว ที่ไม่แตกไซส์ เกษตรกรก็คงจะขายกับพ่อค้าที่มาประมูลกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนตลาดกลางค่อยๆลดบทบาทลงไปทุกทีๆ
ผมเองเห็นด้วยกับการรวมกลุ่มเพื่อสร้างพลังต่อรองในทุกๆเรื่อง ถึงแม้กลุ่มอาจจะยังไม่สามารถส่งออกได้ แต่หากเรามีกลุ่มที่เข้มแข็งพอ ระบบที่ดีพอ และในสถาณการณ์ที่ตลาดกลางลดบทบาทลง(ในอนาคต) เกษตรกรก็อาจจะมีบทบาทในการกำหนดราคากุ้งได้บ้าง
ทุกวันนี้ กุ้งที่ไปตลาดกลาง เค้าให้ราคาเท่าไหร่ก็ต้องขาย เพราะเอากลับไปเลี้ยงต่อไม่ได้อีกแล้ว
เราควรจะหาหนทาง เอาอำนาจตัดสินใจในการขายมาอยู่กับเรา หาช่วงจังหวะที่ดี (ไม่ขายก็ไม่เดือดร้อน) ก็อาจจะเป็นหนทางที่ดีในภาวะราคากุ้งตกต่ำนะครับ


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
blacktig

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 04/10/2004-15:50 GMT+7  
ครับกุ้งกุลาดำจะหมดไปจากประเทศไทย เพื่อให้เป็นกุ้งขาวทั้งหมด
ฟังดูแล้ว
1. เอื้อประโยชน์กับกลุ่มที่ได้รับอนุญาตินำเข้าพันธ์กุ้งขาวหลายบริษัทที่จริง ๆ แล้วเป็นบริษัทเดียวกัน
2. เอื้อกับผู้ผลิตอาหารกุ้งขาว ที่เป็นกลุ่มผลประโยชน์เดียวกับผู้นำพันธ์กุ้งขาวเข้า
3. เอื้อประโยชน์กับผู้นำเข้ากุ้งกุลาแล้วส่งออก
4. เอื้อกับผู้ส่งออกที่สามารถเลือกกุ้งกุลาจากแหล่งต้นทุนต่ำระหว่างในหรือนอกประเทศได้
5. เอื้อกับคนเลี้ยงกุ้งกุลานอกประเทศที่สามารถใช้สิทธิภาษีนำเข้ากุ้งสหรัฐแทนคนเลี้ยงกุ้งกุลาดำไทยได้ โดยที่คนเลี้ยงกุ้งไทยไปขายเต้าฮวยกันหมด







     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
โจ้

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 04/10/2004-17:22 GMT+7  
ไม่ทราบว่ามีใครพอทราบหรือปล่าวครับว่าราคากุ้งที่ทางห้องเย็นขายให้กับ ทางต่างประเทศนี่ราคาประมาณเท่าไหร่ครับ เคยเข้าไปดู link ใน siammarine แต่ว่ายังไม่ค่อยเข้าใจครับ
คืออยากรู้ว่าแนวโน้มราคากุ้งที่ต่างประเทศ ราคาเป็นยังไงบ้างลดต่ำลงเรื่อยๆ เหมือนกันที่บ้านเราหรือป่าว ทั้งราคา ของกุ้งดำ , กุ้งขาว


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
คนเลี้ยงกุ้งแม่กลอง



โพสต์: 6
โพสต์เมื่อ: 04/10/2004-21:51 GMT+7  
คิดแล้วเศร้าครับ
ไหนจะหนี้สิน
ไหนจะปัญหาอื่นๆ
ทางออกของกะเศษตะกอนไทยจะไปทางไหนดี
ไหนรัดถะบานบอกจะสนับสนุนการพัฒนา
เศรษบกิจระดับรากหญ้างัย
แล้วกะเศษตะกอนไทยไม่ใช่หรือที่เป็นรากหญ้าอย่างแท้จริง
ที่รัฐบานบอกว่าตระหนักถึงมากที่สุด
ขอโทษพี่ๆเพื่อนๆครับ......
ถุยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย.ชีวิต

คนเลี้ยงกุ้งแม่กลอง maeklong_shrimp@msn.com


  ชมข้อมูลของ คนเลี้ยงกุ้งแม่กลอง      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ ตันสกุล


 

โพสต์: 102
โพสต์เมื่อ: 05/10/2004-11:12 GMT+7  
ผมพอมีข้อมูลราคากุ้งล่าสุดในตลาดสหรับอเมริกา เปรียบเทียบจากแหล่งนำเข้าหรือประเทศที่นำเข้า มาลองพิจารณากันดู ส่วนราคากุ้งที่ห้องเย็นขายหรือส่งออกนั้น ถ้าหาเจอแล้วจะโพสท์ให้ดูกันทีหลังนะครับ




  ชมข้อมูลของ วินิจ ตันสกุล      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
นกแล

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 05/10/2004-20:14 GMT+7  
คุณหมอครับผมเข้าใจว่าคนเลี้ยงกุ้งทั่วประเทศขาดการรวมกลุ่มเป็นอย่างมากโดยต่างคนต่างเลี้ยงกุ้งไปตามยถากรรม คนเลี้ยงกุ้งที่ดูเวบของคุณหมอนี้จะถึง1%ของคนเลี้ยงกุ้งทั้งประเทศหรือเปล่าผมก็ไม่รู้ จึงไม่ได้รับข่าวสารในวงกว้างและไม่ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันในการรวมกลุ่มอาชีพเดียวกัน ทั้งๆที่น่าจะรวมกันได้ง่ายกว่าอาชีพการเกษตรอื่นๆมาก ปัญหาว่าทำอย่างไรที่คนเลี้ยงกุ้งเข้ารวมกันได้จากทุกคนในหมู่บ้านเป็นตำบลจากทุกตำบลเป็นอำเภอจากทุกอำเภอเป็นจังหวัดและจากทุกจังหวัดเป็นหนึ่งเดียวระดับประเทศได้ เมื่อคนเลี้ยงกุ้งมารวมกันได้ก็จะแก้ปัญหาในเรื่องการผลิตเลี้ยงกุ้งคุณภาพด้วยต้นทุนต่ำสุดได้ เช่นรวมค่าสมาชิกจากทุกคนทำอาหารกุ้งใช้กันเอง เป็นต้น และ การขายกุ้งก็จะรวมดำเนินการขายกุ้งเองให้ได้ราคาสูงกว่าทุนที่เลี้ยงกุ้ง เช่น ส่งกุ้งออกขายทั้งกุ้งสดและกุ้งแปรรูป แล้วแบ่งกำไรกันอย่างยุติธรรม สมาคมกุ้งต่างๆที่เกิดขึ้นมามากหลายแห่งควรมาปรึกษากันว่าจะรวมกันอย่างไรเป็นจุดเริ่มต้นก่อนโดยเขียนโครงการที่ดีที่สุดเพื่อให้เป็นแรงดึงดูดในการรวมกันโดยเห็นผลประโยชน์ที่จะได้รับถ้าเข้ามารวมกันและเริ่มหาสมาชิกผู้เลี้ยงกุ้งให้ค่อยๆเพิ่มมากขึ้นตามความสมัครใจ ตั้งกลุ่มและหัวหน้ากลุ่มระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และระดับประเทศในที่สุด ทุกคนมีสิทธิเท่ากันและมีการเก็บค่าสมาชิกรายเดือนรายปีไม่แพงนัก สมาชิกจะได้รับข่าวสารและการบริการทุกอย่างในการเลี้ยงกุ้งและสามารถขายกุ้งได้ราคาที่ตกลงไว้ล่วงหน้าจากผู้ซื้อที่สั้งไว้ล่วงหน้าตลอดเวลา ทุกวันนี้ผมมองเห็นว่าเกษตรกรอย่าไปหวังการสนับสนุนจากรัฐบาลนี้เลยเข้าอยู่ข้างพ่อค้าเสมอ

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 06/10/2004-08:55 GMT+7  
เห็นด้วยครับ...

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน....

คนที่ประสบความสำเร็จจะมีความเพียรพยายามทำจนสำเร็จ ไม่หวังพึ่งคนอื่น แม้จะยากลำบากเพียงใดก็ตาม และทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อนเป็นอันดับแรกเลยครับ......

ปัจจุบันมีหลาย ๆ กลุ่มในประเทศไทย ที่ประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มและร่วมมือกันในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น

กลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงกุ้งบางกะไชย อ.แหลมสิงห์ จันทบุรี
ชมรมผู้ลี้ยงกุ้งคุณภาพ CoC จังหวัดระยอง
ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจ.สุราษฎร์ธานี
ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจ.ตราด
และอีกหลาย ๆ กลุ่ม หลายชมรมผู้เลี้ยงกุ้งทางจังหวัดภาคใต้....


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
นกแล

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 06/10/2004-10:49 GMT+7  
ท่านอาจารย์วินิจครับกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งรวมตัวกันดังที่อาจารย์กล่าวมานั้นพวกเขาทั้งหลายสามารถขายกุ้งได้ราคาเป็นที่น่าพอใจไหมครับตอนที่ราคากุ้งต่ำลงทุกวันนี้ยังขายกุ้งได้ไม่ขาดทุนหรือครับ ผมคิดว่าน่าจะกระทบกระเทือนในเรื่องราคาขายเหมือนกันถ้าขายกุ้งในราคาที่แพกุ้งกำหนดให้ต่ำลงทุกเช่นทุกวันนี้ ถ้าการรวมกลุ่มทั้งหลายสามารถขายกุ้งในราคาที่สูงขึ้นได้เขาไปขายกุ้งที่ไหนครับหรือส่งตรงไปขายสู่โรงงานแปรรูปกุ้งโดยไม่ผ่านแพกุ้งครับช่วยเล่าให้พวกผมได้ฟังวิธีการหน่อยครับจะได้รวมกลุ่มกันในหมู่บ้านของผมบ้างและอยากจะไปศึกษาดูงานการรวมกลุ่มด้วยครับ อาจารย์ครับกรรมวิธีการเลี้ยงกุ้งนั้นไม่มีปัญหามากแล้วครับเพราะคนที่เลี้ยงกุ้งอยู่จนถึงขณะนี้เป็นมืออาชีพในการเลี้ยงกุ้งเกือบ 100 % แล้วครับโดยพร้อมที่จะเพิ่มการเลี้ยงให้มากขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพได้ทันทีถ้าราคากุ้งชวนให้เลี้ยงต่อไปแต่ตรงข้ามคนเลี้ยงกุ้งมืออาชีพหลายคนถอยไปสู่อาชีพอื่นหรือตกงานอยู่ก็มากมายครับเพราะทนต่อราคากุ้งถูกลงทุกวันไม่ไหวต่อไป อาจารย์ครับประเทศไทยสูญเสียเงินไปไม่รู้ว่าถ้าคิดเป็นมูลค่าแล้วเท่าไรกับทรัพยากรบุคคลที่มีความชำนาญในการเลี้ยงกุ้งต้องตกงาน ค่าพลังงานที่เผาผลานไปในการเลี้ยงกุ้ง ค่าที่ดินที่ว่างเปล่าและหลุดจากมือคนเลี้ยงกุ้งไป ค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆที่ทิ้งขว้างไว้ ค่าเทคนิคและวิชาการที่สะสมมานาน ค่าสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมสบายไป ค่าวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ที่ใช้ไป ฯลฯ ไปกับอุตสาหกรรมกุ้งในประเทศไทย แต่เงินค่าเสียหายทั้งหมดดังกล่าวข้างบนนี้กลับไปอยู่ในมือของพ่อค้านายทุนหมดรวมถึงกำไรทั้งหมดที่ไปขายกุ้งของเกษตรกรได้ด้วย แต่คนเลี้ยงกุ้งนี้สิมีแต่เสียหายหมดตัวกันหมดจนต้องกลับไปเป็นภาระหนักของประเทศที่เกิดปัญหาว่างงานและขาดรายได้ในการดำรงค์ชีพและมีหนี้สินพอกพูนชนิดอยากที่จะแก้ได้ด้วยตัวเอง ถ้ารัฐบาลจะแก้ปัญหาของคนเลี้ยงกุ้งได้ผมดูแล้วไม่มีวิธีการอื่นใดแล้วก็มีวิธีการเดียวเท่านั้นคือต้องมาฟื้นฟูสนับสนุนและควบคุมอุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบให้ยุติธรรมและมีคุณภาพทางการผลิตจนกลับมาเป็นผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมกุ้งในโลกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งใหม่เท่านั้นครับ อาจารย์ครับผมว่าคงเป็นแค่ความฝันกระมังครับที่รัฐบาลนี้จะสนใจช่วยแก้ปัญหานี้ เพราะรัฐบาลนี้ได้ประกาศแต่แรกมาเป็นรัฐบาลแล้วว่า จะบริหารประเทศด้วยระบบทุนนิยมเสรี นั้นคือมือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครแพ้ก็ควรตายไป และประเทศไทยไม่มีการเกษตรก็ได้ไม่เป็นไรควรจะเป็นศูนย์กลางค้าขายแย่งผลประโยชน์กันเหมือนกับสิงค์โปรจะสบายกว่าการเกษตร เกษตรกรต่อไปจะต้องมาเป็นพนักงาน ลูกจ้าง กรรมกร คนใช้ ยามเฝ้าประตู ให้ธุรกิจและบ้านของพ่อค้านายทุนแน่นอนครับ เออเหนื่อยหน่ายในชีวิตจริงๆคนเลี้ยงกุ้งและเกษตรกรไทย
และจะขอตะโกนดังๆว่า เบื่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ ตันสกุล


 

โพสต์: 102
โพสต์เมื่อ: 06/10/2004-12:21 GMT+7  
ผมอยากให้คุณนกแล ลองโทรไปพูดคุยขอความคิดเห็นและวิธีการต่าง ๆ จากคุณอุทัย แตรประสิทธิ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพ CoC จังหวัดระยอง ที่ 01-8050047 หรือที่ทำการของชมรม 038-675231 จะได้แนวความคิดที่สามารถนำมาปฎิบัติใช้ได้ และผมเชื่อว่าคุณอุทัยยินดีถ่ายทอดแนวความคิดและวิธีปฎบัติต่าง ๆ เป็นวิทยาทานแก่กลุ่มและผู้สนใจทั่ว ๆ ไปอยู่แล้ว....

การรวมกลุ่มไม่ใช่ขอสรุปว่าจะต้องขายกุ้งได้ราคาที่ดีหรือน่าพอใจเสมอไปนะครับ แต่อย่างน้อยเป็นหลักประกันในการต่อรองที่ดีว่าและดำเนินอาชีพได้ยั่งยืนกว่า เพราะหลาย ๆ คนมารวมกัน เพื่อช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันพัฒนา และหาแนวทางการตลาดใหม่ ๆ ของกลุ่มตัวเอง ที่ไม่ใช่การพึ่งแต่ตลาดเดิม ๆ ที่เป็นอยู่ ผมเคยเสนอเรื่องห้องเย็นหมู่บ้าน โดยใช้เงินกองทุนหมู่บ้าน เพื่อบรรเทาปัญหาเรื่องราคากุ้งที่ต่ำจนไม่สามารถขายได้ เพราะขาดทุน (ปัจจุบันสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ยังอยู่ในวังวนของการขายได้ราคาใกล้เคียงหรือต่ำกว่าต้นทุนการผลิตมาก ๆ และเป็นอย่างนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา พืชไร่ต่าง ๆ ยกเว้นข้าวที่คุณทักษิณบอกมาว่าราคาจะดี)....

คุณอุทัยเคยบอกกับผมว่า กุ้งคุณภาพที่ขายได้ ราคาไม่แตกต่างจากกุ้งเลี้ยงทั่ว ๆ ไปเลย ต้องอาศัยเวลาของผู้นำเข้าในการทำตลาดพรีเมี่ยมนี้ กรณีนี้คล้ายกับตลาดผักปลอดสารพิษในบ้านเรา ซึ่งต้องอาศัยเวลาพอสมควรในการสร้างตลาด...

ผลผลิตกุ้งของไทยปี 2546 อยู่ที่ 265,000 ตัน และปี 2547 อยู่ที่ 330,000 ตัน เกือบครึ่งเป็นกุ้งขาว จะเห็นว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผลผลิตกุ้งของไทยไม่เคยลดลงเลย มีแต่เพิ่มขึ้นตลอด แต่ราคาสวนทางกันเพราะลดตลอด ปีนี้คาดว่าผลผลิตรวมคงไม่ต่ำกว่าปีที่แล้ว ดังนั้นราคาถึงสิ้นปีคงเดาได้ว่าน่าจะเป็นอย่างไร???


[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: คนเลี้ยงกุ้งสตูล เมื่อ 2004-10-06 12:35 GMT+7]


  ชมข้อมูลของ วินิจ ตันสกุล      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1269
โพสต์เมื่อ: 06/10/2004-12:36 GMT+7  
ผมนำรูปที่พี่วินิจโพสต์ไว้ มาย่อส่วนลงเพื่อความสะดวกในการอ่านกระทู้ครับ




[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: คนเลี้ยงกุ้งสตูล เมื่อ 2004-10-06 12:38 GMT+7]


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
agritech

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 07/10/2004-22:54 GMT+7  
มุมมองของนักศึกษาอุตสาหกรรมเกษตร มีความเห็นดังนี้
1. ตลาดถุ้งไทย อยู่ในมือของบริษัทการเกษตรยักใหญ่ในไทยที่ราคาหุ้นใน ตลาดหลักทรัพย์ที่ 3.64 - 3.68 บาทต่อหุ้น
2. ในข้อ 1 เขาอาจมองว่าพื้นที่ทำนากุ้งในไทยหมดแล้ว ไปทำที่เวียดนามและอินเดียน่าจะทำกำไรได้สูงกว่าไทยมากๆ (ส่งออกแข่งกับถุ้งจากไทย)
3. เกิดปัญหาที่ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่าระบบตลาดกุ้งล้มแหลวเพราะ Government failure ด้วยเหตุผลง่ายๆ จากคนที่พูดว่า "หากไม่เอื้อพ่อค้า แล้วจะให้ไปเอื้อลิงที่ใหน" ก็เป็นคนของข้อ1.ไงครับ


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 08/10/2004-16:40 GMT+7  
ขอแย้งข้อมูลในมุมมองของนักศึกษาอุตสาหกรรมเกษตรบางประการ
1. ตลาดกุ้ง มีตวามสัมพันธ์กับราคาหุ้นของบริษัทยักษ์ที่ว่าน้อยมาก เพราะบริษัทยักษ์ที่ว่าในปัจจุบันทำธุรกิจเกษตรหลายอย่าง และธุรกิจกุ้ง (อาหารกุ้ง) ไม่ใช่ธุรกิจธงของกลุ่มนี้ในขณะนี้ (ในอดีตจัดว่าเป็นธุรกิจหลักทีเดียว แม้จะลงทุนสูงก็ตาม)
2. ธุรกิจทำฟาร์มกุ้งที่ทำอยู่ที่เวียดนามและอินเดีย มีน้อยมากๆ และไม่คุ้มที่จะลงทุนทำต่อในขณะนี้ เท่าที่ทราบ scale ลดลงไปมาก
3. เห็นด้วย เพราะทั้งระบบไม่เดินไปตามกลไกตาม เนื่องจากผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่ในบางระดับ ทำให้นโยบายที่ออกมาไม่เอื้อต่อระบบทั้งระบบให้เดินไปตามธรรมชาติ แถมบิดเบี้ยวไป (ประเด็นนี้คุณหมอธีรพัฒน์ เคยวิเคราะห์ไปหลาย ๆ ครั้งแล้ว ลองย้อนหลังไปดู)


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
pwamchai@loxley.co.th

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 08/10/2004-17:06 GMT+7  
เห็นด้วยว่ารัฐไม่มีความจริงใจกับภาคเกษตร

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
ปารณีย์

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 26/10/2004-21:42 GMT+7  
ดิฉันทราบมาว่าประมาณเดือนที่แล้วที่เมืองจีนขายกุ้งกุลาดำได้ในราคาที่ต่ำมาก อยากจะทราบเหลือเกินค่ะว่า พ่อค้าในบ้านเราที่ท่านรัฐมนตรีเอื้ออาทรมาตลอดไปขนซื้อมาสวมเสื้อไทยอยู่กี่กิโลคะ แล้วยังงี้ กุ้งกุลาบ้านเราราคาจะเป็นยังไงคะ คนเลี้ยงกุ้งไปสมัครสส. หน่อยซิ ตั้งชื่อพรรคว่า เอื้อเกษตรกรจริง ๆ ก็ได้ ดิฉันสนับสนุน

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
ลูกประมง

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 01/11/2004-02:35 GMT+7  
เห็นใจเพื่อนเกษตรกรมากๆ ไม่เพียงแต่คนเลี้ยงกุ้งแย่ แต่ผู้ค้าปัจจัยการผลิตตัวเล็กๆที่ไม่ได้ซี้กับรัฐบาลก็ต้องกระเสือกกระสนหาทางเอาตัวรอดเองเหมือนกัน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่างๆก็ล้มระเนระนาด
ทำไมรัฐบาลจึงไม่เห็นความสำคัญที่ผู้เลี้ยงกุ้งไทยเป็นเกษตรกรรมต้นน้ำที่ทำรายได้ส่งออกให้ประเทศหลายหมื่นล้านบาทบ้างนะ คราวหน้าช่วยกันเลือกพรรคการเมืองที่จริงใจกับการช่วยเหลือเกษตรกรกันเถอะ จะมีทางเลือกใหม่ๆที่ดีกว่าที่มีกันอยู่ตอนนี้หรือเปล่านะ


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
ผมเองครับมืดแปดด้าน

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 02/11/2004-08:21 GMT+7  
คุณลูกประมงครับ
พรรคใหนบ้างละครับที่เห็นชาวบ้านอยู่ในสายตาบ้างยกเว้นตอนก่อนหน้าเลือกตั้ง
สวัสดีครับคุณหมอไม่ได้มาทักทายกันนานเลยนะครับผมยังสบายดีอยู่เพิ่งตั้งหลักได้จากช็อคกับราคากุ้งดำที่ผ่านมา
ขอให้โชคดีครับทุกทาน


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
คนเลี้ยงกุ้งสตูล..

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 02/11/2004-17:46 GMT+7  
สวัสดีครับคุณมืดแปดด้าน ตอนนี้หายช๊อคแล้วแสดงว่าเลิกเลี้ยงกุ้งดำหันมาเลี้ยงกุ้งขาวแล้วหรือครับ หรือว่ายังเหนียวแน่นกับกุ้งดำอยู่


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
saneh3465@thaimail.com

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 03/11/2004-07:26 GMT+7  
ผมได้อ่านบทความของหลายๆท่าน ก็คงจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกับผม คือรัฐไม่ใส่ใจ ยุคนี้เป็นยุคของนายทุน ดังคำที่พูดที่ว่า "บนฟ้าเป็นของทักษิณ บนดินเป็นของซีพี" ท่านครับ ผมสัมผัสชิวิตของเกษตกรมาตลอด พ่อแม่พี่น้องผมก็เลี้ยงกุ้งกันเกือบทุกคน ผมเห็นการต่อสู้ของพวกเขาแล้ว ผมสงสารจัง แล้วก็คิดว่าผู้เลี้ยงกุ้งอีกไม่น้อยก็คงมีสภาพอย่างนี้ รัฐไม่เคยเหลียวแล ยิ่งยุคทักษิณผมคิดว่าเป็นยุคมืดของผู้เลี้ยงโดยแท้จริง ค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ขายได้ในราคาทีแย่มากผมค่อนข้างจะมั่นใจนโยบายของท่านทักษิณที่ว่า คนจนจะหมดไปถ้าไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ว่าคนขจจะไม่มีอีกต่อไป ก็ใช่นะซีครับ คนจนมันทยอยตายไปเรื่อยๆเดี๋ยวมันก็หมดประเทศไปเอง เราน่าจะมารวมกลุ่มกันเพื่อจะได้มีกำลังต่อรองกับเขาบ้าง ทุกวันนี้ ผู้เลี้ยงกุ้งต่า
คนต่างอยู่ ถ้าเรารอหน่วยงานของรัฐ ผมว่าหนี้สินทับคนเลี้ยงกุ้งตายหมดแน่ครับ สวัสดีครับ โอกาสหน้าพบกันอีก


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 03/11/2004-08:40 GMT+7  
ผมเพิ่งกลับจากพาคณะผู้บริหารด้านประมงของกระทรวงประมงเวียดนามดูงานด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งในประเทศไทย 10 กว่าวัน สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดแข็งของเวียดนามคือรัฐบาลของเขาให้ความสนใจที่จะพัฒนาด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการส่งคนของเขาเข้ามดูงานด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งของไทยหลายชุดทีเดียว...
กุ้งบ้านเขามีปัญหาเรื่องการตกค้างของยาคลอแรมมากในขณะนี้ ส่วนจะมีผลต่อการส่งออกเหมือนบ้านเราหรือเปล่านั้น เขาไม่ได้บอก เท่าที่ทราบมาก็คือต้นทุนการผลิตกุ้งของเขาต่ำกว่าบ้านเรา แต่ราคาขายของเขาสูงกว่าบ้านเราเมื่อเทียบขนาดที่เท่ากัน ของเราสวนทางกันคือต้นทุนสูงแต่ราคาขายต่ำกว่าเขา ทั้งๆที่เราไม่มีปัญหาเรื่องยาตกค้างแล้ว อันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของเราที่จะแข่งขันกับเขาในตลาดโลก แค่ต้นทุนก็แพ้แล้ว ยังมาแพ้เรื่องราคาขายอีก..
ปีหน้าแนวโน้มการเลี้ยงกุ้งบ้านเราคงเป็นกุ้งขาวต่อกุ้งดำในอัตรา 80:20 หรือกุ้งดำอาจลดสัดส่วนเหลือไม่เกิน 15-10 % ที่ว่าราคากุ้งเป็นตัวกำหนดการลงกุ้งอาจจะเปลี่ยนไป เพราะโครงสร้างราคากุ้งบ้านเราได้บิดเบี้ยวไป ไม่เป็นไปตามกลไกตลาดอีกแล้วครับ...


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
โจ้

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 03/11/2004-10:37 GMT+7  
'เท่าที่ทราบมาก็คือต้นทุนการผลิตกุ้งของเขาต่ำกว่าบ้านเรา แต่ราคาขายของเขาสูงกว่าบ้านเราเมื่อเทียบขนาดที่เท่ากัน'

สงสัยเรื่องต้นทุนที่ ถูกกว่าเมื่อเทียบกับบ้านเรามีอะไรบ้างครับ ที่คิดออกก็มีเรื่อง ค่าแรง (ส่วนค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ไม่ทราบเหมือนกัน) และที่สงสัยอีกคือพวกปัจจัยหลายๆอย่างที่ใช้เค้านำมาจากไทยไม่ใช่หรอครับ ถ้าอย่างนั้น รวมค่าขนส่ง เค้าก็น่าจะสูงกว่า โดยเฉพาะค่าขนส่งของบ้านเค้าค่อนข้างสูงนี่ครับ เพราะถนนหนทางบ้านเค้าแย่มากๆ เมื่อเทียบกับบ้านเรา

เรื่องกลไกราคาที่บิดเบือนนี่แหละครับ ปัญหาหลัก เพราะถ้าราคายังเป็นอย่างนี้อยู่ มันไม่คุ้มค่าเลยครับที่จะ เสี่ยงถ้าราคาดีนะครับยังไงคนเลี้ยงกุ้งก็พร้อมที่จะเสี่ยง ทำไมรัฐบาลไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขล่ะครับ(แก้ที่ต้นเหตุนะครับไม่ใช่ว่า มาแก้ปัญหาแบบชุ่ยๆให้มันผ่านๆไปด้วยวิธีการประกันราคา)

อีกเรื่องนึงที่น่าอิจฉาเวียดนามมากคือ ทางรัฐบาลเค้าสนับสนุนการเลี้ยงกุ้งอย่างจริงจังและจริงใจ โดยเค้าเล็งเห็นว่าธุรกิจเลี้ยงกุ้งนี้เป็นตัวสร้างงานสร้างเงินให้กับประชากรบ้านเค้าโดยตรง โดยส่วนตัวผมคิดว่ามันเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ ผู้ที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เป็นคนไทยจำนวนมากทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น

-เรือจับแม่กุ้ง
-ฟาร์มเพาะเลี้ยงลูกกุ้ง
-ร้านขายเวชภัณฑ์ ต่างๆ
-ฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้ง
-อู่ , โรงกลึงต่างๆ
-ลูกจ้างในระบบ

ลองคิดดูซิครับว่าคนที่อยู่ในระบบนี้เป็นจำนวนเท่าไหร่เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่มีปัญหาเรื่องราคา ทำให้คนต้องหยุดเลี้ยงกันเป็นจำนวนมาก แล้วคนที่อยู่ในระบบ ที่ต้องเลิกกิจการหรือถูกเลิกจ้างล่ะครับ


เมื่อลองเทียบอุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบกับอุตสาหกรรมอื่นที่รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างชัดเจนเช่นพวก Otop SME มูลค่าและจำนวนคนที่อยู่ในระบบผมคิดว่าอุตสาหกรรมกุ้งไม่เป็นรองแน่นอน และเมื่อลองเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนเปิดโรงงานในบ้านเราโดยมีรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างมากนั้น ผมว่าเทียบกันตัวต่อตัวอุตสาหกรรมกุ้งไม่เป็นรองอุตสาหกรรมอื่นแน่นอน ในแง่ของการสร้างงาน สร้างรายได้ให้คนไทยจำนวนมาก ทำให้คนได้มีงานทำไม่ว่างงาน เมื่อมีงานทำก็ลดปัญหาสังคมไปได้มาก
อุตสาหกรรมอื่นอย่างมากเราก็ได้แค่ค่าแรงและยังต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาอีกมา แต่อุตสาหกรรมกุ้งส่วนใหญ่วัตถุดิบ+ฝีมือ ก็มาจากบ้านเราเอง คนไทยเองทั้งนั้น ส่งไปขายต่างประเทศทำเงินเข้าประเทศมาก็มาก

ช่วงก่อนเลือกตั้งนี่เห็นรัฐบาลออกมาพูดถึงผลงานเรื่องเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรมากเหลือเกิน พูดถึงแต่ว่าข้าวราคาสูง ยางราคาดีเป็นประวัติการณ์ เนื่องมาจากผลงานของรัฐบาล แต่ไม่เห็นพูดถึงเรื่องกุ้งเลย พูดถึงน้อยมากๆ

และจากที่คุณวินิจบอกว่าราคากุ้งเวียดนามเมื่อเทียบไซส์ต่อไซส์แล้ว ขายได้ราคาดีกว่าบ้านเราเพราะอะไร? ใครรู้ช่วยบอกที


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
คนเลี้ยงกุ้งสตูล..

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 03/11/2004-13:21 GMT+7  
เมื่อเมืองไทยใช้ระบบทุนนิยม แล้วปล่อยให้เกิดการผูกขาด โดยการเอื้อจากภาครัฐ กลไกต่างๆก็จึงบิดเบี้ยวไปทั้งหมด
รัฐ ยื่นมาเข้ามาช่วยโดยการรับจำนำกุ้ง ผมเองเคยตั้งคำถามขึ้นมาว่า โครงการนี้เป็นการช่วยเหลือเกษตรกร หรือจงใจซ้ำเติมเกษตรกรกันแน่ เพราะผมตั้งสมมุติฐาณว่า ห้องเย็นคงจะฉวยโอกาส นำราคาที่รับประกันจำนำ มาเป็นกำแพงราคากั้นการไหลขึ้นของราคากุ้งเอาไว้(หมายถึง ยังไงๆ กุ้งไทยก็จะไม่มีวันแพงกว่าราคารับจำนำเด็ดขาด) ผมเคยเสนอความเห็นว่า ควรที่จะยกเลิกการรับจำนำเสียโดยเร็ว
มาบัดนี้ ความเห็นของผมก็อาจจะมีเค้าความเป็นจริง เพราะผมอ่านเจอในนสพ.กุ้งไทย ฉบับปักษ์หลังเดือนตุลา47 ใครก็ไม่รู้ให้สัมภาษณ์ได้ซึ้งจับใจว่า "ราคากุ้งกุลาดำของไทยในปัจจุบัน ที่ราคารับซื้อใกล้เคียงกับราคารับจำนำนั้น เป็นราคาที่เหมาะสมดีแล้ว"
เห็นมั้ยครับ โอกาสย่อมเป็นของผู้ที่กุมกลไกตลาดเอาไว้ในมือเท่านั้น


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 03/11/2004-14:53 GMT+7  
ขอเสริมที่คุณหมอว่าสักหน่อยครับ...
ตัวกลไกราคากุ้งที่แท้จริงนั้นต้องเป็นไปตามภาวะดีมานด์และซัพพลายของตลาดโลก เนื่องจากสินค้าประเภทกุ้งในปัจจุบันเป็นสินค้าประเภทโลกกาภิวัฒน์ ไม่งั้นทางประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ๆจะไม่มีการรายงานราคากุ้งแต่ละประเทศผู้ผลิตไว้ (ลองมองขึ้นไปข้างบนของกระทู้นี้ที่ผม post ตารางราคากุ้งที่อเมริกานำเข้าจากประเทศต่างๆไว้) แต่ราคากุ้งบ้านเรายิ่งนานวันราคามีแต่จะลง โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของผลผลิตในประเทศในแต่ช่วงฤดูกาลการผลิตแต่อย่างใด น่าจะเป็นไปตามหลักทุนนิยมแบบตลาดหุ้นบ้านเรา ซึ่งบิดเบี้ยวมาตลอด...
----และราคาจำนำที่รัฐบาลกำหนดขึ้นและเห็นว่าเหมาะสมนั้น อาศัยพื้นฐานของต้นทุนการผลิตในประเทศเป็นเกณฑ์ ไม่ได้ให้น้ำหนักมาที่ราคาตลาดโลกแต่อย่างใด....

ขอเสริมเรื่องข้อได้เปรียบของเวียดนามที่สนับสนุนต้นทุนการเลี้ยงกุ้งที่ต่ำกว่าไทยคือ ทางเวียดนามยังไม่มีต้นทุนสิ่งแวดล้อมเหมือนบ้านเรา ตัวอย่างเช่น ต้นทุนที่เกิดจากการปรับปรุงระบบการผลิตในรูปแบบ CoC, GAP ซึ่งของเรามีต้นทุนนี้ต้องรับภาระไว้ ส่วน infrastructure ของเวียดนามอาจด้อยกว่าเรา ไม่สะดวกสบายเท่าเรา นั่นเพราะเรามองจากมุมมองของเราเอง แต่ในมุมมองของคนเวียดนามสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้อจำกัด หรือทำให้ต้นทุนสูงขึ้นแต่อย่างใดครับ...


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
คนเลี้ยงกุ้งสตูล..

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 03/11/2004-16:01 GMT+7  
เรื่องต้นทุนการผลิตกุ้งก็เป็นอีกเรื่อง ที่ผมเคยคัดค้านไม่เห็นด้วย ครั้งที่กำลังจะมีการประชุมกันเพื่อหาต้นทุน
ครั้นพอได้ตัวเลขมา ก็เลยเข้าทางฝ่ายควบคุมกลไกตลาด ล๊อคราคารับซื้อเอาไว้เพียงเพื่อให้ผู้เลี้ยงพอมีลมหายใจพะงาบๆ เพื่อเลี้ยงกุ้งส่งขายกับพวกเขาต่อไปในราคาต่ำๆ
จะล๊อคราคาเฉยๆ ก็จะดูไม่คลาสสิคเท่าที่ควร ก็ไม่ทราบว่าเป็นเหตุบังเอิญหรืออย่างไร ที่มีตัวเลขราคารับจำนำกุ้งมาเป็นตัวช่วยทำให้การล๊อคราคารับซื้อ ดูไปไม่น่าเกลียด ทำนองว่า ราคารับจำนำก็คือ ราคามาตรฐาณของกุ้งไทย ไปซะแล้ว
เมื่อมันเป็นราคามาตรฐาณ ก็จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะตลาดแต่อย่างใดทั้งสิ้น



     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
กำธร fa928@hotmail.com

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 04/11/2004-07:49 GMT+7  
อ่านแล้วก็ยิ่งเข้าใจว่าถูกเอาเปรียบและทอดทิ้ง มีกำลังผลิตแต่ไม่มีช่องทางจำหน่ายก็เจอปัญหาแบบนี้หล่ะครับ ไม่ว่าสินค้าเกษตรตัวไหนก็ตาม ถ้ายังไม่พยายามรวมตัวแล้วสร้างช่องทางแปรรูป เพิ่มมูลค่า และจัดจำหน่ายทั้งในและนนอประเทศ ก็ต้องทำใจรับสภาพต่อไปครับ แต่ถ้าพร้อมจะก้าวไปอีกขั้นก็นัดคุยกันได้ครับ

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
วินิจ

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 04/11/2004-08:42 GMT+7  
ผมเคยเข้าร่วมประชุมกับกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับต้นทุนสินค้า และเห็นด้วยที่จะใช้ราคาต้นทุนเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดเพดานราคาขายสินค้า แต่สินค้านั้นต้องเป็น "สินค้าที่ผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในประเทศเท่านั้น" เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้า....
แต่ในกรณีที่เป็นสินค้าส่งออกใช้บรรทัดฐานแบบเดียวกันไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของการแข่งขันในการค้าระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก บางครั้งสินค้าส่งออกหลายๆตัวจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากรัฐบาลในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้ทั้งในด้านคุณภาพและราคา.....
แต่ทุกครั้งที่มีปัญหาราคาสินค้าเกษตร ประมง กุ้ง ที่เป็นสินค้าส่งออก ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ยังใช้บรรทัดฐานเดียวกับสินค้าที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เราจึงแพ้ประเทศอื่นตลอดในการเข้าไปแข่งขันในตลาดโลก...
หากผู้นำของกระทรวงพาณิชย์เปลี่ยนและพัฒนาแนวคิดในการแก้ปัญหาสินค้าส่งออกเสียใหม่ ทุกอย่างก็จะเข้าสู่สมดุลของกลไกตลาดและราคาที่แท้จริง....
..ลิงนิสัยดีๆ ก็สามารถอุ้มได้ และทำให้เกิดเมตตาธรรมขึ้น ไม่เชื่อลองวางพ่อค้าที่กำลังอุ้มอยู่ลงบ้างก็จะเข้าใจมากขึ้นครับ...


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
คนเลี้ยงกุ้งสตูล..

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 04/11/2004-16:47 GMT+7  
ประมงยันใส่ใจปัญหากุ้งแจงยิบยุทธศาสตร์5ปี
ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้า



นายสิทธิ บุณยรัตนผลิน อธิบดีกรมประมง ได้ออกมาชี้แจงกรณีข่าวสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งน้ำจืดจี้ รัฐบาลให้กำหนดยุทธศาสตร์กุ้งที่ชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดความสับสนจนไม่สามารถวางแผน การผลิตได้ กระทั่งถูกประเทศคู่แข่งแย่งตลาดการค้าในประเทศญี่ปุ่นและอเมริกา ว่า ความจริง กรมประมงได้ร่วมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ระดมความคิดเห็นและจัดทำยุทธศาสตร์กุ้งแล้วเสร็จตั้งแต่ เดือนเมษายนที่ผ่านมา รวมทั้งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์กระทรวง เกษตรและสหกรณ์เรียบร้อยแล้ว
โดยมีทั้งสิ้น 3ยุทธศาสตร์ 9 แผนงาน คือ ยุทธศาสตร์การปรับและพัฒนาโครงสร้างการ ผลิต ยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก และยุทธศาสตร์การ พัฒนามาตรฐานกระบวนการผลิตและระบบกำกับตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นโรดแมปของ การผลิตกุ้งและผลิตภัณฑ์ระหว่างปี 2547-2551 เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ ผลผลิตกุ้งในปี 2551 จะมีปริมาณ 481,250 ตัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 100,800 ล้านบาท
ขณะที่ผลที่จะได้รับจากยุทธศาสตร์ คือ การขยายพื้นที่การเลี้ยงที่เหมาะสมอีกประมาณ 50,000 ไร่ กำหนดสัดส่วนการผลิตกุ้งกุลาดำต่อกุ้งขาวแวนนาไมเป็น30:70 กำหนดสัดส่วนการ ผลิตกุ้งกุลาดำขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 12 เพื่อมุ่งตลาดเฉพาะ
นายสิทธิ กล่าวด้วยว่า การกำหนดยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้จัดทำบนพื้นฐานความเป็นจริง และหวังจะให้ประเทศไทยกลับมาเป็นอันดับ 1 เรื่องผลผลิตจากการเลี้ยงให้ได้ หลังจากถูกจีน แซงหน้าในปี 2546 และ 2547 โดยกรมประมงได้จัดสรรงบประมาณประจำปี 2548 ให้หน่วย งานที่รับผิดชอบนำไปดำเนินการ และเพิ่มการศึกษาวิจัยเพื่อให้สามารถตอบสนองยุทธศาสตร์ที่วาง เอาไว้ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ภาครัฐไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ตรงกันข้าม ได้พยายามหาทางแก้ไขตลอดมา


ในเมืองไทย อีกสัก5ปีข้างหน้า น่าจะมีแต่รายใหญ่ๆในตลาด ดูได้จาก ร้านโชว์ห่วยที่ซบเซาลงไปมาก ภาคเกษตรเองก็มีแนวโน้มเช่นนั้น เริ่มจากไก่ ก็มีการตั้งเกณท์การเลี้ยงระบบปิด (ต้นทุนสูง) รายเล็กๆก็เริ่มหายไปเรื่อยๆ
วงการกุ้ง ก็จะเริ่มเข้าสู่ COC ซึ่งมีต้นทุนสูง รายเล็กๆจะไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบได้ ก็จะเกิดการถ่ายเทกิจการไปสู่รายใหญ่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
ประกอบกับทิศทางการเลี้ยง ที่มีแนวโน้มจะหันมาเลี้ยงกุ้งขาวแทนที่กุ้งดำ ซึ่งต้นทุนต่อ1บ่อต่อ1ครอปการเลี้ยง สูงกว่ากุ้งกุลาดำมากๆ รายเล็กๆก็จะเริ่มน้อยลงเช่นกัน ดังมีมีแหล่ง ที่บ่อทิ้งว่างไว้จำนวนมากในช่วงที่ราคากุ้งไม่ดี ก็เพราะเกษตรกรแถบนั้นเป็นเกษตรกรรายเล็ก ไม่อาจจะแบกรับความเสี่ยงสูงๆได้เท่ากับรายใหญ่ๆ
คำว่ารายใหญ่ๆ ในปัจจุบัน ยังหมายถึงเกษตรกรจริงๆที่มีสายป่านยาวพอ ส่วนคำว่าเกษตรกรรายใหญ่ในอนาคตอีกสัก5ปีข้างหน้า ผมก็ไม่ทราบคำนิยามเหมือนกัน
คงขึ้นกับนโยบายภาครัฐ ว่าจะ "เอื้อ" อะไร กับ ใคร สักขนาดใหน เป็นที่ตั้ง
ลองดูในส่วนลูกกุ้งครับ ไม่รู้ทำกันอีท่าใหน เอื้อกันยังไงก็ไม่ทราบ ถึงได้มีบริษัทรับอนุญาตนำเข้ากุ้งขาวแค่2แห่งเท่านั้น เมืองไทยก็ออกกว้างใหญ่ไพศาล
เมื่อมีแต่รายใหญ่ๆ ก็ง่ายต่อการบริหารครับ เพราะนโยบายอะไรก็ตาม ท่านรมว.พาณิชย์ก็แถลงออกมาชัดเจนตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่งแล้วว่า นโยบายควรจะต้องเป็นไปตามความต้องการของพ่อค้า
ดังนั้น ไม่ว่าจะออกนโยบายอะไรออกมา ก็จะสัมฤทธิ์ผลทั้งสิ้น ถือเป็นความสามารถชิ้นโบแดงของท่านรมว.ทีเดียว
ขึ้นต้นเรื่องกุ้ง ลงท้ายด้วยเรื่องการเมืองจนได้ครับ


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
เว็บมาสเตอร์


 

โพสต์: 1269
โพสต์เมื่อ: 08/04/2006-22:47 GMT+7  
เวลาผ่านไปปีครึ่งหลังจากที่ผมมีคำทำนายนี้ ในตอนนั้น น้อยคนที่จะเชื่อว่า เมืองไทยจะไม่มีกุ้งกุลาดำ เพราะตอนนั้น กุ้งดำยังมีมาก แต่ตอนนี้ กุ้งดำมีเพียง4%ของผลผลิตกุ้งในเมืองไทย
ตอนนี้ ก็มีคนทำนายว่า กุ้งดำจะกลับมา
แล้วผมจะเรียบเรียงความคิดเห็นมานำเสนอเพื่อนๆว่า ผมคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ครับ
_________________
ความเห็นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล 087-391-7888


  ชมข้อมูลของ เว็บมาสเตอร์      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
นายปุย.

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 04/12/2006-09:02 GMT+7  
พี่หมอคิดดูครับ กุ้งดำผม ขนาด 30 ตัว/ก.ก. เข้ามาตีราคาให้ 150 บาท/ก.ก. ผมเลยไม่ขาย เลี้ยงไปเรื่อย ๆ หากมันตายหมดก็ไม่เป็นไรชั่งมัน กว่าจะเลี้ยงได้ขนาด 30 ตัว/ก.ก. มันยากมาก บางคนเลี้ยงทั้งชีวิตยังไม่เคยได้ก็มี ผมรับไม่ได้จริง ๆ ครับ 30 ตัว 150 บาท

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
vanny

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 17/12/2006-22:56 GMT+7  
ผมไปขายกุ้งที่ตลาดมหาชัยมา ได้คุยกับเฮียที่แพแห่งหนึ่งในตลาดทะเลไทย
แกเล่าให้ฟังว่ากุ้งดำตอนนี้ขายยาก
แต่ถ้าเป็นกุ้งขาวขายได้ทุกไซส์ ไซส์เล็กยิ่งขายดีความต้องการสูง
กุ้งไซส 160 ตัว/กก ราคา 60+


     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
Vinij

[ไม่ได้ลงทะเบียน]
 
โพสต์เมื่อ: 18/12/2006-09:16 GMT+7  
ความต้องการกุ้งกุลาดำในตลายุโรปบางประเทศยังมีความต้องการอยู่ค่อนข้างสูง เช่นที่เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ แต่ต้องการเฉพาะไซค์ใหญ๋-Jumbo-Extra Jumbo ในลักษณะ Chilled-Fresh หรือ Frozen Fresh ทั้งตัว ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกที่เลี้ยงให้ได้ แม้แต่อินเดียซึ่งส่งเข้าไปขายไปประจำ ก็ไม่สามารถ supply ให้ได้...กลายเป็นสินค้าของตลาด premium หรือ luxury ไปแล้ว..จึงไม่แปลกอะไรที่กุ้งขาวของไทยขายได้ทุกไซค์ และราคากุ้งขาวในไทยกำลังจะกลายเป็นหั่นเช็งราคาของกุ้งชนิดอื่นๆไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นแชบ๊วย ก้ามกราม กุ้งทะเลพันธุ์อื่นๆ...

     แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ ผู้เยี่ยมชม สามารถโพสต์ โดยใส่ชื่อหรืออีเมล์ที่ต้องการ
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
Free Upload:
Upload to your board:  For member only

Key Number:

 
 Fill 5 Keys
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2008 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.