[FAQ] [วิธีการจัดการบอร์ดหลังจากที่ขอบอร์ดแล้ว] [วิธีการเปลี่ยน logo ของ board] [วิธีการสร้าง Gallery และการใช้งาน] [วิธีการปรับลักษณะหน้าจอของแต่ละบอร์ด] [วิธีการลบกระทู้] [คำชี้แจงเรื่องระบบ Expire User & Board] [วิธีการใช้งานกระทู้ปักหมุด] [วิธีการเปลี่ยน Home Link] [วิธีการแสดง 10 กระทู้ล่าสุดไว้บนเว็บของท่าน] [วิธีป้องกัน การ spam กระทู้] [ชี้แจ้งเรื่องการ popup และวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง] [วิธีการใส่รูปของสมาชิก] [ข้อกำหนดในการใช้งานข้อความส่วนตัว] [ขั้นตอนการโพสต์รูป] [ปัญหาสำหรับผู้ที่ใช้งานบอร์ดโดยพิมพ์ url ผิด] [สิทธิประโยชน์ในการสมัครสมาชิกของแต่ละบอร์ด]
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าปี 50 คือการชี้อนาคตกุ้งไทย
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด  ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  

Close Ads Close

ผู้ที่โพสต์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าปี 50 คือการชี้อนาคตกุ้งไทย  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 22/06/2007-20:13 GMT+7  


เอื้อเฟื้อบทความโดย นสพ.กุ้งไทย
ฉบับที่81
สนใจสมัครสมาชิก นสพ.กุ้งไทย หรือติดต่อลงโฆษณา ได้ที่เบอร์ 02-422-6346

ราคากุ้งที่ตกต่ำยาวนาน ทำให้หลายองค์กรต่างวิตกกังวลว่าจะส่งผลกระทบระยะยาวให้แก่ผู้เลี้ยงกุ้งโดยเฉพาะรายกลางและรายเล็ก ล่าสุดได้มีการประชุมหารือกันจาก สมาคมฯ และชมรมฯผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ ตั้ง 8 องค์กรร่วมภาคเอกชน จัดทำคลัสเตอร์กุ้งในนามของเอกชนเพื่อทางออกในระยะสั้นและระยะยาว(เมื่อวันที่ 11 พ.ค.50) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการร่วมมือกันอย่างจริงจังระหว่างผู้เลี้ยง ผู้ส่งออก และปัจจัยการผลิต (เนื้อหารายละเอียดอ่านได้ในเล่ม)
ทีมงาน นสพ.กุ้งไทย ได้สรุปเนื้อหาและสัมภาษณ์ น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ แกนประสานเครือข่าย “คนไทย-กุ้งไทย” ในฐานะที่เดินสายเข้าร่วมประชุมร่วมกับ 8 องค์กรดังกล่าว และประชุมกับหน่วยงานภาครัฐถึงแนวทางในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอาไว้อย่างน่าสนใจ
น.สพ.สุรศักดิ์ ท่านบอกว่า “แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกี่ยวกับราคากุ้งในปีนี้ จะต่างกับปีก่อนๆ เนื่องจากสถานการณ์ธุรกิจกุ้งโลกเริ่มก้าวเข้าสู้ระยะแข่งขัน ถึงขั้นใครดีใครอยู่ หากไม่พิจารณาให้ครอบคลุมในภาพรวมเพื่อกุ้งไทยอย่างจริงจัง กุ้งไทยในอนาคตอาจฝ่อ เหมือนกับสับปะรดกระป๋อง หรือไก่เนื้อในอดีตได้ ซึ่งปัจจุบันได้เสียฐานะผู้นำในตลาดโลกโดยพลิกฟื้นไม่ขึ้นอีกแล้ว ดังนั้น การหารือเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในปี 50 นี้ จึงเป็นการชี้อนาคตกุ้งไทยไปโดยปริยาย”
สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน
น.สพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ไทยผลิตกุ้งเพิ่ม โดยส่วนที่เพิ่มหลักๆ คือฟาร์มของบริษัทและฟาร์มส่วนบุคคลที่ทุกคนต่างขยายตัวกันไม่หยุด ซึ่งผลผลิตที่เพิ่มจาก 450,000 ตัน/ปี ยิ่งมากเท่าใดจะกลายเป็นส่วนผลักดันให้ไทยต้องพยายามขายส่งออกมากขึ้นเท่านั้น
ตัวที่บ่งชี้สถานการณ์ ความพยายามขาย คือ การระบายสินค้ากุ้งไทยในตลาดสหรัฐตั้งแต่เดือน ธ.ค.2549,ม.ค. 2550 และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะล่อแหลมต่อการเกิดปัญหาคือ ภาคส่งออกตัดราคากันเอง และกระทบต่อการประกอบการโดยรวมได้ในอนาคต
น.สพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า หากวิกฤติราคารอบนี้ แก้ไขไม่ลงตัว จะส่งผลให้ฟาร์มเลี้ยงบางส่วนต้องหยุดพักและบางรายต้องเปลี่ยนเจ้าของ (เปลี่ยนมือ) ไปสู่ฟาร์มใหญ่ หรือฟาร์มของบริษัทเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดอาหารกุ้ง ลักษณะการผลิตจะเข้าสู่ “น้อยราย แต่มากตัน” ในอนาคตอันใกล้นี้
ส่วนเรื่องของต้นทุนการผลิต ปัจจุบันมีต้นุทนสูงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะมีต้นทุนแฝง เช่นเรื่องการเลี้ยงไม่ผ่านเพราะโรคระบาด, ADG ต่ำ(โตช้าลง) เพราะแหล่งเลี้ยงหมักหมมเนื่องจากเลี้ยงกุ้งแน่น และระบายสารอินทรีย์ลงแหล่งน้ำกันมาก อีกทั้งมีสารอินทรีย์ส่วนเกินจากอาหารมากกว่าเกณฑ์ที่ควรจะเป็น เพราะใช้แหล่งโปรตีนที่ไม่ใช่ปลาป่นมากเกินไป และไม่ตรงกับพฤติกรรมการเลี้ยงของเกษตรกร (ผู้เลี้ยงเน้นให้อาหารสำเร็จ แต่ในอาหารมีโปรตีนที่กุ้งนำไปใช้ไม่ได้เต็มที่ จึงเกิดโปรตีนส่วนเกินในระบบมาก จนเลี้ยงยาก พลาดง่ายและโตช้าด้วย)

ล้อมกรอบ
การตลาดส่งออกกุ้งไทย ถือว่า เสียเปรียบคู่แข่งในเงื่อนไขต่างกัน เช่น
ตลาดสหรัฐฯ : อันเนื่องจาก AD ซึ่งภาคส่งออกยอมเสีย “เก๋าเจี๊ยะ” โดยไม่กล้าให้ทบทวนในรอบที่ผ่านมา
ตลาดอียู : ที่ถูกคุมยอด 15 %
ตลาดญี่ปุ่น : ที่ฝ่ายผู้ซื้อใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่า (แม้ไทยจะขาดดุลญี่ปุ่นมหาศาล)
ตลาดอื่นๆ : ที่จำกัด เพราะไทยไม่ใช้วิธีถัวเฉลี่ยกำไรเข้าช่วย ซ้ำเน้นการแข่งขันกันเอง จนเป็นจุดอ่อน ด้านศักยภาพธุระกิจในภาพรวมอีกต่างหาก


แนวทางการปรับตัวของฟาร์ม
น.สพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า รูปแบบทางออกคือ ต้อง “ฮั้วกันผลิต และฮั้วกันขาย” (มิฉะนั้นจะเหมือนสับปะรดและไก่เนื้อ) โดยในด้านการผลิต จะต้องมีสูตรอาหารที่ใช้แหล่งโปรตีนจากปลาป่นเพิ่มขึ้น (แทนการส่งออกปลาป่น เกรดกุ้งดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน) เพราะสูตรการใช้ปลาป่นคุณภาพสูงย่อมให้ ADG ดีกว่า และปัญหาสารโปรตีนส่วนเกินในระบบจะน้อยกว่า (โตเร็ว เลี้ยงง่ายกว่า วันเลี้ยงน้อยกว่า แต่ทั้งนี้ฟาร์มต้องปรับเทคนิคให้ลงตัวด้วย)
ส่วนฟาร์มเลี้ยง จะต้องปรับเทคนิค โดยปล่อยกุ้งบางลง และไม่มุ่งอัดอาหารเหมือนที่ผ่านมา (ต้องอย่าเชื่อแรงยุของคนขายอาหารจนหลงตัวเองว่าเก่ง) เพราะการเลี้ยงกุ้งแน่นเกิน โดยอัดอาหารและถ่ายน้ำช่วย จะนำมาซึ่งความหมักหมม และในระยะยาวต้นทุนเฉลี่ยจะสูงกว่าปกติ ที่สำคัญฟาร์มเลี้ยง จะต้องร่วมมือในการป้องกันโรคอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันปัญหาเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ในวงกว้าง
และต้องประสานทำธุรกิจเชื่อมโยง (การคอนแทรกฟาร์มมิ่ง) ตามอัตราส่วนที่ผลิต แต่ต้องทำใจและเข้าใจ ว่าแต่ละโครงการ ราคาไม่เท่ากัน (หรือแม้แต่โครงการเดียวกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน ราคาก็อาจจะไม่เท่ากันก็ได้)
นอกจากนี้ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันผลักดัน “เปลี่ยนจากการใช้น้ำมัน มาเป็นไฟฟ้าโดยด่วน!” เพื่อลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มศักยภาพการผลิต ซึ่งเป็นการลดภาระต้นทุนการผลิตแก่ฟาร์มรายกลาง รายย่อย ได้ระดับหนึ่ง ก่อนที่กลุ่มนี้จะหายไปจากระบบการผลิต
การปรับตัวของตลาด
น.สพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ในอนาคต ไทยต้องเน้นการถือครองตลาดเชิงมูลค่าไว้ในมือให้มากที่สุด เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทน เมื่อต้องแข่งขันในธุรกิจกุ้งโลก โดยต้องไม่แข่งขันตัดราคากันเองในตลาดเชิงมูลค่าที่สร้างไว้ ควรปรับธุรกิจสู่การเชื่อมโยงครบวงจร อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความแข็งแกร่งในอนาคตโดยรวม (โดยเฉพาะการนำความสามารถเฉพาะแต่ละขั้นตอนมาเชื่อมต่ออย่างมีประสิทธิภาพด้วยแล้วจะยิ่งแกร่งกว่าใครในโลกนี้)
“เราต้องรวมพลังกันขาย เพราะหมดยุค “เราไม่ขาย คนอื่นขาย” ไปแล้ว หรือหากจะยึดวิธีนี้ ก็ต้องยอมรับอนาคตแบบเดียวกับสับปะรด และไก่เนื้อ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยในระยะยาวเลยครับ” คุณหมอกล่าว
ภาครัฐ
ส่วนภาครัฐนั้น น.สพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ภาครัฐต้องสนับสนุนการพัฒนาระบบการผลิตและตลาด เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกุ้งไทย และต้องเอื้อให้แหล่งพันธุ์คุณภาพ (OI จากสหรัฐฯ) อยู่กับเรา มากกว่าไปอยู่กับคู่แข่ง โดยเฉพาะแนวโน้มซึ่งจะไปอยู่กับอินโดนีเซีย และจีนในอนาคตอันใกล้

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า นั้น น.สพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนตัดสินใจ ควรประเมินสถานการณ์ และโอกาส ทางการตลาดให้ชัดเจน และตรงกันก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อประกอบการพิจารณาแก้ปัญหา ที่เป็นบวกด้านการตลาด และการผลิตในอนาคต ซึ่งมีแนวทางที่ท่านอื่นๆ ได้เสนอไว้เช่น ควรลดปริมาณการผลิตปี 50 ลงหรือไม่ ถ้าลดอาจมีทางออกโดยการตัดกุ้งเล็กออกจากบ่อบางส่วน หรือการแบ่งบ่อ(ดูเทคนิคการแบ่งบ่อได้ในเล่ม) เพื่อเลี้ยงไปหากุ้งใหญ่บางส่วน (พร้อมกับเตรียมตลาดรองรับ)
นอกจากนี้ยังมีการเสนอกันอีกว่า
- จะกำหนดโควตาผลิตรายฟาร์มหรือไม่,
- ควรกำหนดช่วงราคาแต่ละไซซ์หรือไม่ ,
- ควรตั้งกองทุนเกลี่ยราคาผลผลิตในแต่ละช่วงไซซ์หรือไม่ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ,
- ควรมีสูตรอาหารกุ้งขาวดีๆ (ปลาป่นเกรดกุ้ง) เป็นทางเลือกหรือไม่ เพราะอดีตผลิตกุ้ง 350,000 ตัน ปลาป่นไม่พอใช้ ปัจจุบันผลิตกุ้ง 500,000 ตัน กลายเป็นต้องขายส่งออกปลาป่นดีๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยมากๆ (ราคาปลาป่นปัจจุบันก็ลดลงมากแล้ว)
- ควรมีระบบสต็อคกลางวัตถุดิบ หรือผลิตภัณฑ์ขั้นต้น เพื่อรองรับความเสี่ยงภาระผันผวนด้านการผลิตหรือไม่ ! (ถ้าไม่คุ้มก็ไม่ควรทำ)

“เชื่อเถอะครับ ถึงปัจจุบันไทยและกุ้งไทย ยังถือเป็นประเทศที่เป็นจ้าวตลาดกุ้งโลกอยู่ เพียงแต่ผนึกความเป็นกุ้งไทยหนึ่งเดียวเท่านั้น จะทำให้ไทยมีโอกาสในธุรกิจกุ้งโลกได้อีกนาน แต่ชีวิตธุรกิจดีๆ จะสั้นลงถ้าเรายัง “ต่างผลิต ต่างค้า” แบบเดิมๆ” น.สพ.สุรศักดิ์ กล่าว

[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: web เมื่อ 2007-06-22 20:21 GMT+7]






  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
Free Upload:
Upload to your board:  For member only
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2008 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.