| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ:: หรือกุ้งปากพนังจะสาปสูญ |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 07/06/2008-11:26 GMT+7  
อำเภอปากพนังจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งผลิตกุ้งที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากมีผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยจำนวนมาก ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นยุคของกุ้งดำหรือกุ้งขาว ปากพนังก็เป็นแหล่งผลิตใหญ่ตลอดมา เศรษฐกิจของอำเภอแห่งนี้ดีขึ้นเพราะการเลี้ยงกุ้ง ชาวบ้านมีกินมีใช้ ทั้งที่ก่อนอาชีพเลี้ยงกุ้งจะเข้ามา ชาวปากพนังส่วนใหญ่ยากจนเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นลุ่มน้ำเค็ม การทำประมงจึงแทบจะเป็นอาชีพเดียวที่ทำได้และส่วนใหญ่ เป็นประมงขนาดเล็ก
เมื่ออาชีพการเลี้ยงกุ้งเข้ามา ความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็เปลี่ยนไปโดยเฉพาะในช่วงที่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำกำลังเฟื่องฟู เนื่องจากชาวบ้านแทบทุกครัวเรือนประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้ง ซึ่งกุ้งกุลาดำแม้มีพื้นที่น้อยแต่ถ้าเลี้ยงแล้วไม่เสียหายจะได้กำไรก้อนโตทันทีความเป็นอยู่ของชาวบ้านจึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ไม่มีใครคิดว่าสินค้าส่งออกมูลค่าแสนล้านอย่างกุ้งกุลาดำจะปิดฉากลง เมื่อสภาพแวดล้อมถูกทำลาย การระบาดของโรคต่าง ๆ ถาโถมเข้าใส่ จนกลายเป็นเรื่องยากที่จะเลี้ยงจนจับขาย ประกอบกับตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีกุ้งขาววานาไมเข้ามาแทนที่ ราคาถูกกว่า ผู้นำด้านการเลี้ยงกุ้งอย่างไทยก็ปรับเปลี่ยนทันทีตามความต้องการของตลาด กุ้งกุลาดำจึงค่อย ๆ ลดน้อยลง ปัจจุบันคาดว่าเหลือไม่ถึง 2 % ของปริมาณการเลี้ยงกุ้งทั้งหมด แม้จะมีเกษตรกรบางส่วนพยายามรั้งไว้โดยเฉพาะในเขตอำเภอปากพนัง แต่ไม่เป็นผลสุดท้ายเปลี่ยนเป็นกุ้งขาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การเข้ามาของกุ้งขาว แม้ไม่สามารถทดแทนกุ้งกุลาดำได้ เพราะผลกำไรต่อไร่แตกต่างกันอย่างมาก ผลกำไรที่ชาวบ้านได้ต่อไร่น้อยมากโอกาสที่จะได้กำไรแบบเป็นกอบเป็นกำเหมือนกุ้งกุลาดำไม่มีแต่ก็ยังเป็นอาชีพให้กับเกษตรกรได้แต่ในที่สุดเกษตรกรรายย่อยต้องเจอมรสุมหลายลูกพัดเข้าใส่ในยุคข้าวยาก น้ำมันแพง
ผู้เขียนเคยเดินทางไปสัมผัสความเป็นอยู่และสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรในเขตอำเภอปากพนังมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อประมาณกลางปี 2550 ตอนนั้นราคาน้ำมันยังไม่ถึง 30 บาท แต่กำลังส่งผลกระทบให้อาหารขึ้นราคา ประกอบกับราคากุ้งปากบ่อที่เกษตรกรขายได้ค่อนข้างตกต่ำ ตอนนั้นเกษตรกรหลายรายวิเคราะห์ว่าหากสถานการณ์ต่าง ๆ ยังไม่ดีขึ้น รายย่อยในเขตนี้คงต้องเลิกเลี้ยงกุ้งอย่างแน่นอน
มาวันนี้เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาผู้เขียนมีโอกาสเข้าไปเก็บข้อมูลการเลี้ยงในอำเภอปากพนังจังหวัดนครศรีธรรมราชอีกครั้ง ซึ่งสถานการณ์ต่าง ๆ ย่ำแย่กว่าการไปเยือนครั้งแรกหลายเท่าตัว เมื่ออาหารซึ่งเป็นต้นทุนหลักขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง เพราะวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารขาดแคลน บวกกับค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นเดือนละหลายครั้งจนอาจจะแตะ 40 บาทในไม่ช้าหรือไม่ก็ทรงตัวอยู่ที่กว่า 30 บาท จริงอยู่ผู้ผลิตอาหารไม่อยากขึ้นราคาเนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อยอดขายโดยตรง บางบริษัทยอมลดต้นทุนส่วนที่ไม่จำเป็นลงแต่ยังยื้อไม่อยู่ต้องขึ้นราคา นอกจากนี้ปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ก็ขึ้นราคาตามเช่นกัน มีสิ่งเดียวที่ไม่สามารถขยับราคาขึ้นตามต้นทุนได้คือกุ้ง ยังมีราคาที่ตกต่ำทั้งจากสถานการณ์ตลาดโลกและจากการกดราคาของพ่อค้าคนกลาง
ผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกษตรกรรายย่อยในเขตอำเภอปากพนัง ซึ่งเชื่อว่าเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่อื่น ๆ คงประสบเช่นกันคือ ผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยส่วนใหญ่เลิกเลี้ยงไปแล้ว เหตุผลสั้น ๆ ที่ชาวบ้านในอำเภอปากพนังบอกกับผู้เขียนคือไม่คุ้ม ปล่อยบ่อให้นายทุนเช่าคุ้มกว่า หรือไม่ก็เปลี่ยนไปเลี้ยงปลาแบบธรรมชาติไม่ต้องให้อาหารโดยปลาที่นิยมเลี้ยงกันคือปลากะพง แต่เนื่องจากเลี้ยงกันมากจึงมีปัญหาราคาตกต่ำเพราะปริมาณมีมากเกินไป ณ ตอนนี้ชาวบ้านจึงไม่รู้จะหันไปหาอาชีพอะไรดีและความยากจนกำลังมาเยือนพื้นที่นี้อีกครั้ง หน่วยงานใดก็ได้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาลหยุดวุ่นวายกับการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองได้แล้ว สิ่งที่ต้องแก้อย่างเร่งด่วนตอนนี้คือ ความยากจน และปัญหาปากท้องของประชาชน
ทำไมเกษตรกรเลี้ยงกุ้งไม่ได้ หรือไม่คุ้ม ก็อย่างที่ที่กล่าวมาแล้วว่ามีมรสุมหลายลูก ลูกแรกคือราคาอาหารสัตว์ที่เป็นต้นทุนส่วนใหญ่ของการเลี้ยงขึ้นราคาอย่างต่อเนื่องถ้าไม่มีการซื้อขายแบบเครดิต เป็นเรื่องยากที่รายย่อยจะซื้อได้เพราะไม่มีสายป่านที่ยาวพอ
ปัญหาที่สองคือราคาน้ำมันเนื่องจากพื้นที่การเลี้ยงส่วนใหญ่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง บางแห่งไม่มีถนนตัดผ่านต้องใช้เรือในการเดินทางทุกย่างจึงต้องใช้น้ำมัน ซึ่งราคาขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกันจนอาจจะได้เห็นน้ำมันราคาลิตรละ 40 บาท
ปัญหาที่สามปัจจัยการอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์ ยา เคมีภัณฑ์ต่างขึ้นราคาตามกันมาเป็นกระบวน นอกจากสินค้าที่เป็นปัจจัยสี่ก็ไม่เว้น
ปัญหาที่สี่เป็นเรื่องของความเสี่ยงจากโรคต่าง ๆ ที่คอยสร้างความเสียหายให้กับการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เกษตรกรยังต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามเป็นปัญหาอย่างเดียวที่เกษตรกรไม่กลัวเพราะสามารถควบคุมได้
ปัญหาที่ห้า ราคาตกต่ำ ดังนั้นปัญหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกษตรกรไม่สามารถแก้ไขเองได้ และคงต้องอาศัยรัฐบาลในการแก้ปัญหา ไม่เช่นนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในอำเภอปากพนังที่เป็นรายย่อยคงหายไป ปัญหาด้านความยากจน ปัญหาสังคมจะตามมา และปัญหานี้เชื่อว่าเกิดกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในทุกพื้น หากรัฐบาลยังไม่หันมอง และลงมือแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วและจริงจัง ไม่เพียงแต่ผู้เลี้ยงกุ้งเท่านั้นที่กระทบเพราะยังมีอาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงกุ้งอีกมากมาย จึงควรแก้ไขก่อนก่อนที่ปัญหาจะซับซ้อนเกินเยียวยา
[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: web เมื่อ 2008-07-17 19:50 GMT+7]
 
|
|