โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::วิกฤตปลานิลขาดตลาด
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::วิกฤตปลานิลขาดตลาด  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 07/06/2008-11:30 GMT+7  

เอื้อเฟื้อบทความโดย นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ฉบับเดือน มิถุนายน 2551
สนใจลงโฆษณา หรือประสงค์จะนำเสนอบทความ ติดต่อได้ที่
คุณทิพวรรณ์ ซื่อสัตย์กุล
โทร. 02-912-1592, 081-441-5710
NEWS โดย หนุ่มลำมูล
ปลายปี 50 ต่อต้นปี 51 ธุรกิจการเพาะเลี้ยงปลานิลได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่หากมีมูลค่ามหาศาล นั่นคือปริมาณผลผลิตปลาเนื้อมีอย่างจำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการของแหล่งรับซื้อ เหตุการณ์เช่นนี้ไล่ยาวเรื่อยมาถึงต้นปี เรื่องนี้ผู้ที่อยู่ในวงการปลาน้ำจืดย่อมทราบกันดีอยู่แล้ว ซึ่งทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำได้นำเสนอให้ผู้อ่านมาอย่างต่อเนื่อง แต่ล่าสุด จากการที่ได้รับทราบจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากบริษัทอาหาร ผู้ค้าปัจจัย แพ หรือห้องเย็นต่างๆ ทำให้ทราบว่า ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา วิกฤตผลผลิตปลานิลร้ายหนักยิ่งกว่าปลายปี 50 เป็นอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวคือคุณศุภฤกษ์ พัตรามี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ว่านฟิชเชอรี่ส์ จำกัด
สำหรับธุรกิจห้องเย็น ด้วยผลผลิตที่ออกมามีน้อย สวนทางกับออร์เดอร์ต่างประเทศที่เข้ามามาก หลายๆห้องเย็นจึงเร่งดำเนินการหาวัตถุดิบให้ครบตามออร์เดอร์หรือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เนื่องจากที่กล่าวไปแล้วว่า ผลผลิตไม่สอดคล้องกับตลาด ดังนั้นการแก่งแย่งหาวัตถุดิบจึงเกิดขึ้น ผิดกับที่ผ่านมาซึ่งมักจะช่วยเหลือกันเมื่อขาดวัตถุดิบ ก็จะชี้นำว่าแหล่งผลิตใดมีวัตถุดิบบ้าง เรื่องนี้เกิดจากสาเหตุหลายประการที่มีความเกี่ยวโยงกัน ซึ่งผลผลิตที่ขาดตลาดตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมานั้น ต้องย้อนไปถึงช่วงฤดูร้อนของปีเดียวกันคือปี 50 โดยพบว่าภาคการเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดภายในประเทศได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งกันมากพอสมควร จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือหลายๆจังหวัดในพื้นที่ภาคอีสานที่เป็นฐานการผลิตปลานิลขนาดใหญ่แหล่งหนึ่ง ในขณะนั้นปริมาณปลาเนื้อยังคงปกติ แต่ในส่วนของลูกพันธุ์มีจำนวนน้อยลง โดยส่วนตัวโรงเพาะฟักเองมองว่ามาจากหลายสาเหตุเช่น สภาพภูมิอากาศร้อนอบอ้าว ส่งผลต่อเปอร์เซ็นต์การติดไข่และการฟักเป็นตัว แต่บางแห่งที่ผลิตออกมาได้เรื่อยๆก็น่าจะมาจากโรงเพาะฟักที่มีศักยภาพ มีพ่อแม่พันธุ์คุณภาพใช้เป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นปริมาณลูกพันธุ์ที่ออกมาก็ย่อมมีมากกว่า
ส่วนผู้เลี้ยงปลาเนื้อ พบว่าในช่วงต้นปี 50 ต่างก็รู้สึกว่าจะไม่ค่อยพอใจกับราคาที่เป็นอยู่มากนัก ประกอบกับปลาที่เลี้ยงอยู่ภายในบ่อหรือกระชังต่างก็ไม่โต เพราะไม่ค่อยกินอาหาร เนื่องจากอากาศร้อน หรือในบางพื้นที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างกระทันหัน ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังหลายรายประสบปัญหาเดียวกันคือปลาไม่โต อากาศร้อน เมื่อทุกอย่างมารวมกัน จะส่งผลให้การดำรงชีวิตของปลาในกระชังเปลี่ยนไปคือไม่กินอาหาร ผู้เลี้ยงแทบจะทุกรายจับปลาไซส์เล็กขายในราคาต่ำลง แล้วทำการแขวนกระชังทันที หรือบางรายจับปลาเล็กไปบ้างแล้วแต่ก็ยังคงเหลือไว้บ้าง เพื่อดูสถานการณ์ต่อไป หากไม่ดีขึ้นก็คงจะจับขายให้หมด แล้วรอโอกาสเหมาะๆลงลูกพันธุ์กันอีกครั้ง เพราะฉะนั้นปลาปริมาณปลาเนื้อที่ออกมาในช่วงปลายปี 50 จึงมีไม่มากนัก
นั่นคือสาเหตุของปริมาณปลาเนื้อที่ออกมา แต่สำหรับพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบทางด้านสภาพธรรมชาติหลายแห่งก็ยังมีปริมาณผลผลิตออกมาน้อย เนื่องจากการลดจำนวนลงไปของผู้เลี้ยง เป็นเพราะราคาปัจจัยการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่ได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือนมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าปริมาณวัตถุดิบปลานิลที่ออกมาในตอนนี้ ต้องไล่ยาวย้อนกลับไปเป็นปีๆ เพราะในการเลี้ยงแต่ละครอปต้องใช้ระยะเวลาอย่างต่ำ 3 เดือนสำหรับปลากระชังและอย่างน้อยที่สุด 6 เดือนสำหรับปลาบ่อดิน ทำให้ตอนนี้ปลามีน้อยมาก ห้องเย็นหลายแห่งต่างพยายามหาวัตถุดิบป้อนโรงงานให้มากที่สุด จึงเป็นโอกาสอันดีต่อผู้เลี้ยงที่เลี้ยงรอดในภาวะคับขัน เพราะแหล่งรับซื้อหลายแห่งต่างก็เสนอราคาแข่งกันเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบ
ในเมื่อผลผลิตขาดตลาดตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น ก็น่าจะทำให้ปริมาณผลผลิตออกมาในช่วงนี้มากขึ้น เพราะหากลงลูกพันธุ์ปลาในช่วงนั้น ปัจจุบันก็น่าจะจับขายได้แล้ว แต่ทำไมตอนนี้ปลาก็ยังขาดตลาดอยู่ ทั้งที่ราคาได้พุ่งสูงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด นั่นเป็นเพราะผู้เลี้ยงปลานิลหลายรายในปัจจุบันได้คำนวณค่าใช้จ่ายในเรื่องต้นทุนล่วงหน้าแล้ว นั่นคือถึงแม้ว่าราคาปลาเนื้อจะสูงขึ้นแต่ปัจจัยการผลิตอื่นๆก็สูงตามไปด้วย โดยเฉพาะต้นทุนหลักๆคือค่าอาหารเม็ดสำเร็จรูป ถึงแม้ราคาผลผลิตจะสูง แต่เมื่อนำมาหักลบกับต้นทุนการผลิตแล้วก็ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะรายย่อยที่มักซื้ออาหารเม็ดได้ในราคาสูง แตกต่างกับรายใหญ่หรือกลุ่มต่างๆที่มีอำนาจในการต่อรองราคาอาหารเม็ดมากกว่า
เพราะฉะนั้นปลาที่ออกมาในช่วงนี้ เฉพาะไซส์ใหญ่จึงเป็นปลาที่ผลิตจากรายใหญ่มากกว่า ส่วนรายย่อย เมื่อเลี้ยงไปได้สักพักแล้วเจอกับราคาอาหารเม็ดที่ปรับตัวสูงขึ้นก็จะรีบจับผลผลิตขายทั้งที่ปลายังไม่ได้ไซส์เช่นตัวละ 200 กรัม หรือบางแห่งไซส์ 150 กรัมก็ยังถูกจำหน่ายออกไปในราคาต่ำ ส่งผลเป็นอย่างยิ่งต่อปริมาณปลาไซส์ใหญ่ที่จะออกมาในอนาคต ทั้งหมดนี่คือสาเหตุที่ว่า ทำไมปลาในช่วงนี้จึงขาดตลาด และลามไปจนถึงสิ้นปี ทำให้ห้องเย็นต้องหาวัตถุดิบป้อนโรงงานกันหนักขึ้น
สำหรับว่านฟิชเชอรี่ส์แล้ว ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกับห้องเย็นอื่นๆ ออร์เดอร์ก็มีเพิ่มมากขึ้นจากเมื่อก่อน โดยในปัจจุบันมีออร์เดอร์ปลานิลจากประเทศต่างๆเดือนละ 200 ตัน โดยตลาดหลักเป็นอเมริกาเดือนละประมาณ 160 ตัน ที่เหลือเป็นกลุ่มประเทศอียูและตะวันออกกลาง ส่วนสเป๊คนั้นมีทั้งปลานิลแล่ทั้งตัวและฟิลเล่ต์ ไซส์ที่ตลาดอเมริกาและกลุ่มอียูใช้เป็นส่วนใหญ่คือ 400 กรัม รองลงมาเป็นไซส์ 6-8 ตัวโล ส่วนตะวันออกกลางมักใช้ไซส์เล็กคือตัวละ 160 กรัม หรือสูงสุดไม่เกิน 400 กรัม คุณศุภฤกษ์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับห้องเย็นนี้ว่า
“ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่หาวัตถุดิบยากที่สุด จากการที่เราเคยรับซื้อปลานิลจากแพหลายๆแห่ง แต่ตอนนี้ปริมาณปลาน้อยลงเกิดจากมีหลายๆห้องเย็นเข้าไปซื้อเช่นกัน เราก็เลยจำเป็นต้องไปจับปลาจากบ่อเลี้ยงของเกษตรกรเอง ซึ่งก็มักจะพบปัญหาคือ เกษตรกรมักจะเลี้ยงปลานิลร่วมกับปลาเบญจพรรณอื่นๆ โดยที่สัดส่วนปลานิลไม่มากนัก เวลาจับแต่ละครั้งจำเป็นต้องซื้อปลาทุกอย่างไปด้วย ส่งผลต่อการตีราคาหน้าบ่อ” ปัจจุบัน ฝ่ายจัดซื้อว่านฟิชเชอรี่ส์จะสุ่มปลาในบ่อว่ามีปลานิลมากเท่าไหร่แล้วตีราคาทันที หากสุ่มแล้วมีปลานิลไซส์ 400-600 กรัมประมาณ 80 % ราคาจะอยู่กิโลกรัมละ 25 บาท ส่วนไซส์ 800 กรัมพุ่งสูงขึ้นไปกิโลกรัมละ 35 บาท ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่สูงมาก
เมื่อได้วัตถุดิบปลานิลมาแล้ว จะถูกจัดส่งไปยังประเทศคู่ค้า ซึ่งจะแยกออกเป็นทั้งฟิลเล่ต์และทั้งตัว ส่วนปลาชนิดอื่นๆที่ติดมาซึ่งเกิดจากการจับปลาแบบคว่ำบ่อไม่ว่าจะเป็นปลานวลจันทร์ ตะเพียน หรือปลายี่สก จะนำมาแปรรูปโดยการฟิลเล่ต์แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆส่งต่อไป ซึ่งตลาดอียูมักจะมีความต้องการปลานวลจันทร์มากที่สุด ดังนั้นการที่จะนำปลามาหั่นเป็นชิ้นๆได้ จำเป็นต้องใช้ปลาไซส์ใหญ่คือตัวละ 1 กิโลกรัมขึ้นไป ส่วนปลาตะเพียนจะส่งแบบทั้งทุกไซส์ตั้งแต่ 14 ตัวต่อกิโลกรัมไปจนถึงตัวละ 800 กรัม ส่วนปลาหมอไซส์ส่งออกตั้งแต่ 15 ตัวต่อกิโลกรัมถึง 3 ตัวต่อกิโลกรัม พื้นที่จับของห้องเย็นจะอยู่บริเวณภาคกลางเป็นส่วนใหญ่เช่นนครปฐม อ่างทอง สุพรรณบุรี นครนายก ปทุมธานี สมุทรปราการ หรือแม้กะทั่งภาคตะวันออกเช่นปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา และไม่เพียงแค่ว่านฟิชเชอรี่ส์เท่านั้นที่ออกมาจับปลาถึงปากบ่อนอกจากซื้อจากแพ แต่ยังมีอีกหลายๆห้องเย็นที่หาวัตถุดิบจากแพและออกมาจับจากปากบ่อเพิ่มมากขึ้น
ที่กล่าวมาเป็นสภาพการเลี้ยงและสถานการณ์ราคาปลาบ่อดิน ส่วนปลากระชังนั้นราคาพุ่งสูงขึ้นไปมาก ปัจจุบัน(พฤษภาคม)ไซส์ 600 กรัมราคาแตะอยู่ที่ 52 บาทต่อกิโลกรัม ผู้เลี้ยงมักจับขายให้กับพ่อค้าเป็นปลาอ๊อก เพราะได้ราคาสูงกว่า แต่ถึงอย่างไรปลาก็ยังขาดตลาดเช่นเดียวกับปลาบ่อดินที่ห้องเย็นใช้ในการส่งออก และมีเกษตรกรหลายรายเริ่มตั้งข้อสงสัยกันแล้วว่า ด้วยราคาปลานิลที่พุ่งสูงขึ้น จะทำให้มีการลงลูกปลากันเพิ่มขึ้น ปลาที่ออกมาน่าจะมีมากในช่วงปลายปี จะส่งผลต่อราคาหรือไม่
แต่เท่าที่ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวหลายๆพื้นที่ทำให้ทราบว่าส่วนใหญ่การลงลูกปลาจะเกิดขึ้นกับผู้ที่เลี้ยงอยู่ก่อนแล้ว ส่วนรายใหม่นั้นยังไม่ปรากฏมากนัก แต่ถึงอย่างไรการลงลูกปลาก็เพิ่มขึ้นไม่มากนัก อันเกิดจากปัญหาด้านลูกพันธุ์ เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรเลี้ยงแล้วพบว่าปลาตายโดยเฉพาะหน้าร้อนที่ผ่านมา หรือปลาไม่โต อีกส่วนหนึ่งที่ยังคงเป็นปัญหาต่อผู้เลี้ยงคือ โรงเพาะฟักไม่สามารถผลิตพันธุ์ปลาคุณภาพออกมาได้ทันหรือไม่เพียงพอต่อผู้เลี้ยง แต่ผู้เลี้ยงหลายรายมีความต้องการลงลูกปลาในช่วงเวลานี้ ได้นำพันธุ์ปลาที่ไม่มีคุณภาพมาเลี้ยงผลปรากฏว่าปลาไม่โต เลี้ยงไปก็เปลืองอาหาร จึงทำให้หลายรายชะลอการลงลูกพันธุ์ปลาออกไป รอโอกาสที่เหมาะสมก่อนปล่อย ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าปลาจะยังคงขาดตลาดไปอย่างน้อยสิ้นปีนี้
การที่ห้องเย็นมีความต้องการปลามากมายในปัจจุบัน จนต้องแก่งแย่งกันหาวัตถุดิบโดยให้ราคาสูงนั้น หากมองโดยผิวเผินแล้วเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้เลี้ยง แต่หากลงลึกในรายละเอียด โดยเฉพาะราคาอาหารเม็ดที่ปรับตัวสูงขึ้นในทุกๆเดือนแล้ว ส่วนต่างก็ไม่มากมายอะไร บางรายถึงกับบอกว่าเสมอตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ เพราะประเทศไทยก็ยังเป็นแหล่งผลิตปลานิลรายใหญ่เช่นกัน เพียงแต่บริโภคภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น ซึ่งถึงแม้ว่าจะบริโภคภายในประเทศ ก็น่าจะยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สูงขึ้นกว่านี้ เพราะถึงอย่างไรผู้บริโภคก็ยังต้องการปลาคุณภาพ แต่ ปัจจุบันเรายังไม่มีการส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลอย่างจริงจัง ซึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาต่อผู้เลี้ยงตามมาคือ การเกิดโรคระบาด โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน ทำให้เกิดการสูญเสียของปลาเพิ่มมากขึ้น หรือในช่วงที่ฝนตกหนัก น้ำท่วม ปลาหลุดออกจากบ่อ นั่นคือต้นทุนที่เสียไป จึงทำให้ปลาน่าจะขาดตลาดไปอีกอย่างน้อยถึงสิ้นปี ห้องเย็นก็ยังคงหาวัตถุดิบอย่างหนักเช่นเดิม
ขอขอบคุณ บริษัท ว่านฟิชเชอรี่ส์ จำกัด 20/214-215 หมู่ 6 ต.คอกกระบือ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โทร.0-3483-4251-3,0-3483-4347,08-1890-5449,08-6342-0741 แฟ๊กส์ 0-3483-4600







  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss