| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ไวรัสซับพาร์มลามโลก (ตอนที่ 1) |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 12/02/2008-18:32 GMT+7  
บทความพิเศษ โดย...กฤษฎา วรรณะบุตร
ปี 2551 ดูเหมือนจะเริ่มต้นอย่างไม่สดใสนัก ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจนแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาเรล ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาในช่วงหลัง ไม่ว่าจะเป็น อัตราการว่างงานล่าสุด ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การขายสินค้าได้น้อยกว่าที่คาดในช่วงก่อนคริสตมาสและตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับตลาดบ้านที่ยังแสดงให้เห็นการชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดัชนี ดาวโจนส์ที่ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับทางจิตวิทยาที่ 13000 จุด ทำให้หลายคนเริ่มทบทวนโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยกันใหม่ จากที่เคยเชื่อว่าจะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นเพียง 50 %
เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ค่าเงินบาทแข็งค่าที่สุดแตะระดับ 33.03-33.05 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือนับจากต้นปี 2551 เงินบาทแข็งค่าขึ้น 1.7 %เงินบาทแข็งค่าจากแรงขายดอลลาร์ของผู้ส่งออกที่ยังมีเข้ามามาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการขายตามความจำเป็นในการใช้เงินสำหรับทำธุรกิจ แต่อีกส่วนหนึ่งยังมาจากมุมมองที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)น่าจะลดดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมปลายมกราคมนี้ หลังการลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลงอย่างมากของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมาถึง 0.75 % ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากที่สุดในรอบ 23 ปี ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจมีปัญหารุนแรงกว่าที่คาดไว้ ซึ่งจะทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงไปอีกซึ่งจะส่งผลสะท้อนต่อการไหลเข้าและออกของเงินอย่างรุนแรงและรวดเร็ว และมีขนาดใหญ่ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ต้องเข้าซื้อดอลลาร์ เพื่อแทรกแซงไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเกิน 33.00 บาท
แต่ดูเหมือนก้าวไม่ทันสถานการณ์ กับความรู้สึกของคนทั่วโลกที่วิตกว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาก้าวสู่ภาวะถดถอย ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกตอบสนองในทางลบ จากการปรับตัวลดลงในทันทีที่เปิดทำการวันแรกของสัปดาห์กลางเดือนมกราคม และทรุดหนักทำลายสถิติกันในวันถัดมา คืออังคารที่ 22 มกราคม 2551 ไล่ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียที่เปิดทำการก่อน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นโตเกียวที่ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดรูดลง 752.89 จุด หรือ 5.65% สู่ระดับ 12,573.05 ทำสถิติทรุดหนักในวันเดียวนับแต่เกิดเหตุวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดเมื่อปี 2544 ล่าสุดตลาดหุ้นทั่วโลกวิกฤติอย่างหนักจากแรงเทขายของนักลงทุนอย่างต่อเนื่องในช่วงวันที่ 21-22 ม.ค. แม้ "จอร์จ ดับเบิลยู. บุช" ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะแถลงแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยการประกาศอัดฉีดเงินเข้าสะสางปัญหาวิกฤติตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยลูกหนี้คุณภาพต่ำ(ซับไพรม์)กว่า 5 ล้านล้านบาท ก็ไม่ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าจะสามารถกู้สถานการณ์ได้ อาการตื่นตระหนกด้วยการเทขายหุ้น(panic sell) ซึ่งมีผลมาจากความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้ในวันที่ 22 มกราคม ตลาดหุ้นอินเดียและตลาดหุ้นเกาหลีไต้ ต้องสั่งปิดตลาดชั่วคราว(มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ขณะที่ตลาดหุ้นอื่น ๆปรับตัวลงทำสถิติต่ำสุด(นิวโลว์)ในรอบหลายปี เช่น ตลาดหุ้นจีนที่ซื้อขายในฮ่องกง ปรับตัวลง 12 % ต่ำสุดในรอบ 10 ปี ตลาดหุ้นฮ่องกง ปรับตัวลง 8.65 % ต่ำสุดในรอบ 7 ปี ตลาดหุ้นนิเกอิ ของญี่ปุ่น ปรับตัวลง 5.65 % ต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง เป็นต้น
นักวิเคราะห์ประเมินว่าตลาดหุ้นทั่วโลกมีมูลค่าความเสียหายแล้วมากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่ต้นปีมา ซึ่งเป็นผลจากความหวั่นวิตกว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจไม่สามารถป้องกันประเทศให้รอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย แม้เฟดจะส่งสัญญาณที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งหน้า หรือกรณีที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชเสนอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมานั้นอาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้รวดเร็วพอนั้น
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างฉุกเฉินและรุนแรงของเฟดในวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา อาจเป็นการตอกย้ำมุมมองของตลาดที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังเผชิญกับภาวะถดถอยหรือว่าได้เข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งได้นำมาสู่การคาดการณ์ว่าเฟดคงจะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกด้วยขนาดที่ค่อนข้างมากในช่วงครึ่งแรกของปี 2551 โดยคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไปอยู่ที่ร้อยละ 2.50 ภายในกลางปีนี้
โดยนายจอร์จ โซรอส นักลงทุนระดับอภิมหาเศรษฐีชาวสหรัฐฉายา "พ่อมดการเงิน" กล่าวว่า โลกกำลังประสบกับวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และสหรัฐก็ถูกคุกคามจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว สถานการณ์ครั้งนี้รุนแรงกว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งอื่นๆนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา และสหรัฐกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเงินที่รุนแรงในขณะนี้ โดยคาดว่าอัตราเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐปีนี้จะเหลือเพียง 1.2 % เท่านั้น จากคาดการณ์เดิมที่ 2.4 %
สหรัฐซึ่งยังคงเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกนี้ หากเข้าสู่ภาวะถดถอยก็จะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวลงอย่างหนัก เนื่องจากทุกประเทศทั่วโลกล้วนเป็นคู่ค้ากับสหรัฐทั้งสิ้นเพียงแต่จะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมเท่านั้น แม้ว่าบางประเทศไม่ได้ส่งออกสินค้าไปสหรัฐโดยตรงแต่อาจจะเป็นคู่ค้ากับประเทศที่เป็นคู่ค้ากับสหรัฐ
ในอนาคตอันใกล้นี้มีแนวโน้มชัดเจนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงจากการที่การบริโภคเติบโตลดลง (หรืออาจจะหดตัว) ดังนั้น จึงคาดว่าการชะลอตัวที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประเทศคู่ค้าอื่นๆ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดนำเข้าสินค้าอุปโภคและบริโภคที่สำคัญจากคู่ค้าเกือบทั้งหมดรวมทั้งไทย
ขณะนี้ในทางเศรษฐศาสตร์มีหลักฐานที่มีน้ำหนักมากแล้วว่ามีภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ (stagflation) กล่าวคือ เงินฝืดเคือง คนไม่ค่อยกล้าจับจ่ายใช้สอย และสินค้าและข้าวของที่จำเป็นกลับราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นคือ เศรษฐกิจฝืดเคือง แต่เงินเฟ้อ ซึ่งเกิดภาวะนี้ขึ้นเรียบร้อยแล้ว คือโลหะหลัก และวัตถุดิบ เช่น ทองแดง สังกะสี เหล็ก กำลังราคาร่วงอย่างหนัก แต่โลหะมีค่า และของที่ใช้แทนสิ่งมีค่า เช่น ทองคำ และน้ำมัน ยูเรเนียม กำลังขึ้นราคาอย่างรวดเร็ว ทะลุได้ทุกแนวต้าน จึงสรุปได้ว่าเกิดขึ้นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อเรื่มเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว เศรษฐกิจจะยังไม่พัง เพราะทุกประเทศจะมีภูมิต้านทานทางการเงิน และ กว่ากระบวนการผลิตจะชะงัก และขาดทุน จะกินเวลาประมาณ 3-6 เดือน ( ช่วงสงบก่อนพายุจะมา ) หลังจากนั้นปัญหา จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และแก้ไขไม่ได้ และการฟื้นฟูเสถียรภาพของตลาดเงินนั้นเป็นเรื่องซับซ้อนและกินเวลานาน ดังนั้น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้และยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงด้านลบซึ่งภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะกินเวลาประมาณ 10-20 ปี และมีการเปลี่ยนสมดุล และการกระจายอำนาจทางการเงิน ให้สมดุลกว่านี้ ก็จะกลับสู่ยุคเฟื่องฟูได้อีกครั้ง ตามวัฏจักรเศรษฐกิจ
สถานการณ์ขณะนี้อยู่ในขั้นร้ายแรง ทุกประเทศในโลกกำลังได้รับความเสียหายจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง โดยเฉพาะทุกประเทศที่พัฒนาแล้วและอัตราการเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาอาจได้รับแรงกดดันจากแนวโน้มปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐด้วย
ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่แตกและถดถอย ซึ่งภาพจะเริ่มชัดเจนมากขึ้นหลังจากนี้ เมื่อมีตัวเลขทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราการว่างงาน การขาดดุลต่างๆ ออกมายืนยัน และคงจะสร้างความแตกตื่นกับเศรษฐกิจโลกได้อีกรอบหนึ่ง และคาดว่าภูมิภาคเอเชียน่าจะได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากมีปริมาณการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาค่อนข้างมาก
หากสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นลำดับ 2 ของโลกจะได้รับผลกระทบมากที่สุดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนตัวลง แนวโน้มเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐอเมริกา และความผันผวนมากขึ้นในตลาดเงินจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจโลกที่เติบโตในอัตราชะลอตัวในปี 2551 ภัยคุกคามเหล่านี้จะทำให้รายได้จากการส่งออกและปริมาณเงินลงทุนที่จะไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาลดน้อยลง และยังจะทำให้การลงทุนในรูปเงินดอลลาร์ของประเทศเหล่านี้ในตลาดต่างประเทศลดมูลค่าลงด้วย
ฉะนั้นในสถานการณ์แบบนี้ประเทศกำลังพัฒนาอาจจำเป็นจะต้องนำทุนสำรองเงินตราต่างประเทศและมาตรการรองรับอื่นๆ ที่สั่งสมไว้ในระยะหลายปีที่ผ่านมา ออกมาใช้ลดทอนแรงกระแทกฉับพลันที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดมาก่อน
กลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะเผชิญหน้ากับการแข่งขันกันส่งสินค้าออกรุนแรงจากจีน เพื่อแย่งตลาดสหรัฐที่หดตัวลง และน่าจะได้รับผลกระทบหนักหน่วงถ้าเศรษฐกิจสหรัฐเกิดชะลอตัวรุนแรง โดยคาดว่าหากเศรษฐกิจสหรัฐชะลอลง 1% เศรษฐกิจเอเชียอาจขยายตัวลดลง 1%
เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชะลอตัวหรือถดถอยจากการชะลอตัวหรือหดตัวของการใช้จ่ายในการบริโภค สหรัฐซึ่งเป็นประเทศผู้ซื้อสุดท้ายของโลกลดการใช้จ่าย ยอดนำเข้าสินค้าย่อมลดลงจะทำให้การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวในอัตราที่ลดลง และส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในที่สุด เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการส่งออกต่อเศรษฐกิจสูง และมีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ สูงเช่นเดียวกัน เศรษฐกิจไทยจึงพึ่งพิงเศรษฐกิจสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงจะกระทบโดยตรงค่อนข้างมากต่อเศรษฐกิจไทยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ณ ปลายปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 30.50 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรืออาจจะต่ำกว่านี้ได้ถ้าปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงและอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ลดลงต่ำกว่าที่คาดไว้ ซึ่งการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯจะยิ่งทำให้การส่งออกของไทยย่ำแย่ลงไปอีก
นอกจากค่าเงินดอลลาร์ที่ลดลงแล้ว การชะลอตัวของสหรัฐฯจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทยด้วย เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน ฯลฯ ชะลอตัวลงไปด้วย ซึ่งการชะลอตัวของเศรษฐกิจเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาประมาณ 3 6 เดือน กว่าจะส่งผลถึงเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่าผลทางอ้อมนี้จะมีผลต่อการส่งออกของไทยอย่างชัดเจนในไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป และจะมีผลเต็มที่ในไตรมาสที่ 3 ปีนี้
นอกจากนี้ความมีเสถียรภาพของเงินบาทและราคาน้ำมันยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้ค่าระวางเรือได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นหรือราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอีก ก็จะส่งผลกระทบต่อ การส่งออกสินค้าเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าขนส่งและการผลิตสินค้าที่ใช้ปัจจัยน้ำมันในการผลิตมาก เช่น กุ้ง ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ยังมีทิศทางชะลอตัว อันอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นได้อีก ทั้งนี้ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีกจะส่งผลต่อเนื่องให้ราคาส่งออกในรูป เงินบาทปรับตัวลดลง ราคาที่เกษตรกรขายได้อ่อนตัวลงและกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรในที่สุด
(อ่านต่อฉบับหน้า)
[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: web เมื่อ 2008-02-12 18:34 GMT+7]
 
|
|