| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::2 ฟาร์มเพาะชื่อดัง ลุยตลาดปลากดคัง/กดแก้ว เปิดคอนแทรคแบบบูรณาการ |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 22/05/2008-13:53 GMT+7  
ค.โฟกัสธุรกิจสัตว์น้ำ โดย หนุ่มลำมูล
ศักราช 51 ถือได้ว่าเป็นปีทองอีกปีหนึ่งของวงการปลาน้ำจืดก็ว่าได้ ซึ่งแม้ว่าต้นทุนการเลี้ยงจะขยับสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้กลุ่มผู้เลี้ยงปลารายย่อยบางรายต้องประสบปัญหาในการลงทุน แต่ราคาขายปลาเนื้อก็ได้ขยับสูงขึ้นตามไปด้วย กับสถานการณ์เช่นนี้ กลุ่มผู้ที่ทำธุรกิจอยู่ในวงการปลาน้ำจืด ไล่ตั้งแต่ โรงเพาะฟัก ผู้เลี้ยง บริษัทอาหาร หรือแม้แต่ห้องเย็น ได้ขยับการดำเนินธุรกิจหรือกิจกรรมของตัวเองในเชิงรุก ซึ่งที่ผ่านมานั้นนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำได้นำเสนอข่าวสารความเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง
คอลัมน์โฟกัสธุรกิจสัตว์น้ำฉบับนี้ก็ยังมีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการปลาน้ำจืดมานำเสนอ เมื่อ 2 ฟาร์มชื่อดังที่มีนามว่า เกรียงไกรฟาร์มและโนรีฟาร์มปลาบู่ ได้ลุยตลาดปลากดคัง/กดแก้ว โดยเปิดโครงการคอนแทรคฟาร์มมิ่งหรือการโครงการรับซื้อคืนแบบประกันราคา
สำหรับ ปลากดคังหรือปลากดแก้ว ถือเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hemibagrus wyckioides หรือ Macrones wyckioides (เดิม Mystus wyckioides) อยู่ในวงศ์ปลากด (Bagaridae) ที่มีขนาดโตเต็มที่ราว 1.5 เมตร หนักได้ถึง 100 กก. แต่ที่พบโดยเฉลี่ยจะมีขนาดประมาณ 50 - 60 ซม. ลำตัวมีสีเทาอ่อนอมฟ้าหรือเขียวมะกอก ท้องสีจาง ครีบหางและครีบอื่น ๆ มีสีแดงสดหรือส้มสด ไม่มีแถบขาวบนขอบครีบหางส่วนบนเหมือนปลากดชนิดอื่น ๆ พบในแม่น้ำของไทยทุกภาค และในแหล่งน้ำนิ่งขนาดใหญ่ ส่วนในรายละเอียดของโครงการคอนแทรคฟาร์มมิ่งนั้น เรามาดูแต่ละฟาร์มว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เกรียงไกรฟาร์ม
สำหรับแกรียงไกรฟาร์ม ผู้บริหารฟาร์มที่มีนามว่า เกรียงไกร แสงพรเลิศ ฟาร์มเพาะตั้งอยู่ที่ อ.เดิมบางนางบวช โดยมีพื้นที่ในการเพาะพันธุ์ปลาประมาณ 130 ไร่ และสำนักงานขายตั้งอยู่ที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี โทร. 08-1190-7471 , 08-9910-0377 ปัจจุบันทำการเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดเศรษฐกิจแทบทุกชนิด เช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลาช่อน(ฝึกกินอาหารเม็ดลอยน้ำ) ปลาดุกบิ๊กอุย ปลาบู่ ฯลฯ ซึ่งคุณเกรียงไกรได้เล่าถึงประวัติของฟาร์มและที่มาที่ไปในการมาทำโครงการคอนแทรคฯปลากดคังว่า
สำหรับจุดเริ่มต้นของผมก็มาจากการเป็นผู้เลี้ยงปลาทั่วๆ ไป โดยเริ่มเลี้ยงปลาหมอ ปลาสลิด ต่อมาก็เป็นปลาบู่ ปลาช่อน และปลาเศรษฐกิจทั่วๆ ไป จากผู้เลี้ยงก็พัฒนามาเป็นผู้เพาะพันธุ์เมื่อประมาณ 7-8 ปีที่ผ่านมา และที่ภูมิใจมาก คือการเพาะและเลี้ยงปลาช่อนโดยให้กินอาหารเม็ดประสบความสำเร็จ ซึ่งทำให้การเลี้ยงปลาช่อนสามารถเลี้ยงกันได้ทั่วประเทศ จากเมื่อก่อนปลาช่อนจะเลี้ยงได้เฉพาะพื้นที่ที่ใกล้แหล่งวัตถุดิบอาหาร(ปลาสด) ซึ่งนอกจากยุ่งยากในการจัดการแล้ว ณ ปัจจุบันนี้ราคาปลาสดก็ค่อนข้างแพง ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงตามไปด้วย
จากปลาช่อนมาต่อด้วยปลากดเหลืองและปลากดคัง ซึ่งปลาทั้ง 2 ตัวนี้ตลาดมีความต้องการมากพอสมควร โดยเฉพาะปลากดคัง แต่ที่ผ่านมานั้นการเลี้ยงปลาตัวนี้ยังมีการเลี้ยงกันน้อยเพราะลูกพันธุ์หาได้ยาก มีการเพาะกันค่อนข้างน้อย เหตุเพราะเป็นปลาที่เพาะได้ปีละครั้ง คือช่วงเดือนเมษายน- ตุลาคม ซึ่งต่างกับปลาเศรษฐกิจตัวอื่นเช่น ปลานิล ปลาดุก ปลาทับทิม ที่สามารถเพาะได้ทั้งปี
สำหรับพ่อแม่พันธุ์ที่คุณเกรียงไกรนำมาใช้เพาะพันธุ์นั้น ได้มาจากธรรมชาติตามแหล่งน้ำทั่วไป ซึ่งจะไปคัดด้วยตนเอง เพราะการได้มาซึ่งพ่อแม่พันธุ์ที่ดีจะส่งผลต่อคุณภาพลูกพันธุ์ที่เพาะออกมาด้วย โดยลักษณะของพ่อแม่พันธุ์ที่ดี ตัวต้องใหญ่ ยาว หางแดง อายุประมาณ 4 ปี น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม และหากยิ่งโตก็ยิ่งดี โดยพ่อพันธุ์หนึ่งตัว ถ้ามีน้ำเชื้อสมบูรณ์อาจจะนำไปผสมพันธุ์กับตัวเมียได้ประมาณ 5 ตัว ส่วนแม่พันธุ์ในแต่ละตัวจะให้ไข่ประมาณ 20,000 30,000 ฟอง โดยตอนนี้อัตรารอดในการเพาะฟักของฟาร์มทำได้ประมาณ 80-90% ซึ่งการเพาะพันธุ์ปลากดนั้นต้องใช้ความละเอียดและความเอาใจใส่เป็นกรณีพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการผสมน้ำเชื้อ การใช้ฮอร์โมน การคนไข่ การจัดการกับคุณภาพน้ำ ฯลฯ โดยในช่วงที่ทำการเพาะพันธุ์ได้ในแต่ละเดือนนั้น ทางฟาร์มสามารถผลิตได้โดยเฉลี่ยประมาณ 500,000 600,000 ตัว แต่สำหรับตอนนี้ออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่งเข้ามาจะสั่งข้ามปี โดยไซส์ลูกปลาที่ออกจากฟาร์มมีขนาด 1 นิ้ว นอกจากจะมีลูกค้าในประเทศแล้วยังมีกลุ่มลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่สั่งออร์เดอร์เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ธุรกิจการเลี้ยงปลาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ขยายตัวขึ้นพอสมควร แต่ในส่วนของการเพาะพันธุ์นั้นเท่าที่ทราบยังต้องมีการนำเข้าจากไทยมากพอสมควร
สำหรับการเลี้ยงเป็นปลาเนื้อนั้น ปลากดคังสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและในกระชังขึ้นอยู่กับศักยภาพของผู้เลี้ยงและพื้นที่การเลี้ยง แต่เท่าที่ได้ไปเจอในพื้นที่พบว่าการเลี้ยงในบ่อดินจะได้ผลการเลี้ยงที่ดีกว่าในกระชัง เหตุเพราะในบ่อดินจะมีอาหารธรรมชาติให้ปลากินมากกว่า หรือถ้าในกรณีที่อาหารธรรมชาติหมด ผู้เลี้ยงก็สามารถที่จะสร้างขึ้นมาได้ แต่ในกระชังไม่สามารถทำได้ พร้อมกันนี้ปลากดคังถือว่าเป็นปลาที่เลี้ยงค่อนข้างง่าย ผู้บริหารฟาร์มเคยไปพบเห็นผู้เลี้ยงท่านหนึ่งที่จังหวัดชัยนาท ตอนนั้นรู้สึกว่าอาหารจะหมด จึงนำมะละกอที่รับซื้อมา ซึ่งเป็นเกรดที่คัดทิ้งมาโยนลงบ่อปลากดคัง ก็ยังกิน ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ปลากดคังเป็นปลากินเนื้อ
สำหรับขนาดของบ่อดินที่เหมาะสมในเลี้ยงปลากดคังนั้น เพื่อให้ได้ผลการเลี้ยงที่ดีไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอัตราการเจริญเติบโต ระยะเวลาการเลี้ยง เงินทุนที่ใช้และผลกำไรที่จะได้รับ ควรมีขนาด 5 ไร่ ส่วนอัตราปล่อยที่เหมาะสมประมาณ 3,000 ตัว/ไร่ ส่วนขนาดและความลึกของบ่อจะมีผลต่อการจัดการกับคุณภาพน้ำซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในการเลี้ยงสัตว์น้ำแทบทุกชนิด อย่างบ่อที่ทางฟาร์มทำการทดลองเลี้ยงเองคือขนาด 4-5 ไร่ มีความลึก 4-5 เมตร ระหว่างการเลี้ยงแทบไม่ต้องถ่ายน้ำเลย แต่ก็ยังมีบางบ่อที่มีขนาดเล็กและไม่ลึกมาก ผู้เลี้ยงได้ทำการดูแลคุณภาพน้ำโดยการใช้ใบพัดตีน้ำเหมือนการเลี้ยงกุ้ง แต่จากข้อมูลของลูกค้าที่เอาพันธุ์ปลาจากเกรียงไกรฟาร์มไปเลี้ยง บ่อที่ใช้อาหารสดจะมีปัญหาในการดูแลคุณภาพน้ำมากกว่าบ่อที่ใช้อาหารเม็ด
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเราพูดถึงการเลี้ยงในเชิงพาณิชย์นั้น ผู้เลี้ยงก็ควรจะมีกระบวนการเลี้ยงแบบพัฒนาหลังจากปล่อยปลาลงบ่อแล้วจะเลี้ยงแบบตามมีตามเกิดคงไม่ได้ เพราะจะทำให้ปลาโตช้าและไม่คุ้มกับการลงทุน โดยอาหารที่ใช้เลี้ยงปลากดคังจะเป็นอาหารเม็ด โปรตีนไม่ต่ำกว่า 30% ตลอดระยะเวลาการเลี้ยง ส่วนความถี่ในการให้อาหารนั้น หากเป็นปลาเล็กควรให้วันละ 3 มื้อ แต่ถ้าปลาใหญ่ลดเหลือวันละ 2 มื้อ สำหรับต้นทุนในการเลี้ยงปลากดคัง ถ้าคิดต่อกิโลกรัมประมาณ 30-35 บาท
ในส่วนของพันธุ์ปลากดคังที่ออกจากเกรียงไกรฟาร์มนั้น จะฝึกให้ปลากินอาหารเม็ดเหมือนกับปลาช่อน โดยเริ่มต้นจะให้กินลูกไร ผ่านไปสักระยะหนึ่งก็จะฝึกให้กินอาหารเม็ด ซึ่งจะทำให้ผู้ที่นำไปเลี้ยงไม่ต้องมีปัญหาในการหาปลาสด และสามารถนำไปเลี้ยงได้แทบทุกพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำ
ส่วนรายละเอียดของโครงการคอนแทรคนั้น ลูกค้าที่รับพันธุ์ปลาจากเกรียงไกรฟาร์มไปเลี้ยง ทางฟาร์มยินดีที่จะรับซื้อคืนทั้งหมด พร้อมทั้งให้คำแนะนำระหว่างการเลี้ยง โดยไซส์ที่รับซื้อคืนมีรายละเอียดราคาดังนี้
ตัวละ 1.5-2 กิโลกรัมละราคากิโลกรัมละ 120-140 บาท
ตัวละ 2 กิโลกรัมขึ้นไป ราคากิโลกรัมละ 140-160 บาท
ตัวละ 3 กิโลกรัมขึ้นไป ราคากิโลกรัมละ 160-180 บาท
ราคานี้เป็นราคาปลาตาย ซึ่งการจับนั้นทำได้ 2 วิธีด้วยกัน คือหลังจากชั่งน้ำหนักแล้ว ใช้น้ำแข็งน๊อคทันที อีกวิธีคือหลังจากชั่งน้ำหนักแล้วทำการผ่าท้องแล้วเอาไส้ออก และหากจับปลามีชีวิตราคาจะขยับสูงขึ้นไปอีก คุณเกรียงไกรได้กล่าวถึงตลาดปลาชนิดนี้ว่า
สำหรับตลาดของปลากดคัง ณ วันนี้เป็นตลาดภายในประเทศ ซึ่งจะมีอยู่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตามตลาดรับซื้อปลาทั่วๆ ไป ห้องอาหาร ภัตตาคาร ส่วนห้องเย็นที่จะทำตลาดต่างประเทศตอนนี้ได้เข้ามาติดต่อที่ฟาร์มเหมือนกัน แต่ทางเรายังไม่มีจำนวนปลาที่พอเพียง เพราะแค่ลูกค้าประจำที่มีอยู่ตอนนี้เราก็ยังไม่มีปริมาณส่งครบตามจำนวนเลย เหตุเพราะปลาตัวนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้เลี้ยงเท่าที่ควรและลูกพันธุ์ก็เพาะได้ยาก ทำให้ที่ผ่านมานั้นปริมาณปลาเนื้อมีจำนวนน้อย ทางเกรียงไกรฟาร์มจึงมาเปิดโครงการคอนแทรค โดยประสานกับห้องเย็นรายหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าและเน้นทำตลาดภายในเป็นหลัก ซึ่งดูจากราคาที่รับซื้อกับวิธีการเลี้ยง ต้นทุนการเลี้ยง และรายได้แล้ว ปลากดคังถือได้ว่าเป็นปลาเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งที่น่าจับตามอง และหลังจากที่ผมเปิดตัวลงในหนังสือ ปรากฏว่ามีคนโทรมาหาผมเยอะมาก โดยเฉพาะร้านอาหาร ภัตตาคาร ไกลสุดอย่างปัตตานีก็โทรมา ซึ่งเดิมทีนั้นผมก็พอทราบมาบ้างแล้วว่าปลาตัวนี้เป็นปลาที่ตลาดต้องการเยอะ แต่ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ หลายคนที่โทรมาจองปลาเนื้อข้ามปีกันเลย แต่ผมก็บอกไปตามตรงว่าเรายังไม่มีจำนวนให้เพราะลำพังลูกค้าประจำของเราที่มีอยู่ก็ยังไม่มีจำนวนที่จะส่งให้เพียงพอเลย
เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งต่อเกษตรกรผู้ที่เลี้ยงปลากดคัง หรือผู้ที่ยังไม่เคยเลี้ยง ซึ่งข้อมูลจากเกรียงไกรฟาร์มที่กล่าวมา ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะหากดูที่ราคารับซื้อแล้ว นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจพอสมควร
โนรีฟาร์มปลาบู่
เป็นฟาร์มที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรเลี้ยงปลากดแก้วระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ตั้งอยู่ที่ 10 ม.1 ต.ดอนแฝก อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม โทร.0-3429-9399,08-1925-7689,08-1986-7472 แฟ็กส์ 0-3426-5404 มีผู้จัดการฟาร์มคือคุณณรงค์ เรียนรอบกิจ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 2543 (สาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด)ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและจัดการระบบการตลาดทั้งหมด หลายท่านอาจจะรู้จักโนรีฟาร์มปลาบู่เป็นอย่างดีในฐานะผู้จำหน่ายและรับซื้อปลาบู่รายใหญ่ แต่พื้นที่ฟาร์มหลายส่วนยังใช้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกพันธุ์ปลาน้ำจืดอีกแทบจะทุกชนิด ยกเว้นปลาดุกและปลาช่อน โดยในแต่ละปีได้พัฒนาสายพันธุ์และมีลูกพันธุ์ปลาน้ำจืดออกมาเป็นจำนวนมาก ล่าสุดได้เปิดตัวลูกพันธุ์ปลาหนังออกมาอีกชนิด โดยใช้ชื่อว่าปลากดแก้ว(ปลากดคังและปลากดแก้วคือปลาชนิดเดียวกัน เพียงแต่เรียกชื่อต่างกันตามแหล่งอาศัย)ซึ่งในปัจจุบันได้จำหน่ายออกไปยังเกษตรกรและรับซื้อกลับเพื่อจำหน่ายต่อไปเป็นจำนวนมาก
โดยที่มาที่ไปของการก้าวเข้าสู่ธุรกิจโรงเพาะฟักที่ได้รับจากผู้จัดการฟาร์มคือ เป็นคนลุ่มน้ำท่าจีนโดยกำเนิด โดยมีอาชีพจับปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อจำหน่ายมาก่อน ซึ่งในทุกครั้งจะมีปลาบู่ติดมาด้วยเป็นจำนวนมาก แต่ในช่วงนั้นมีการบริโภคปลาบู่น้อย เพราะฉะนั้นราคาจำหน่ายในแต่ละครั้งจึงต่ำมากหากเทียบกับปัจจุบัน คือในตอนนั้นราคากิโลกรัมละ 8 บาท และก่อตั้งฟาร์มโดยใช้ชื่อว่า ฟาร์มปลาบู่ และต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น โนรีฟาร์มปลาบู่ หลังจากนั้นราคาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยมาจนถึง 500 กว่าบาทในปัจจุบัน ส่วนที่มาของการเพาะพันธุ์ปลากดแก้วคือ เริ่มจากการที่คนไทยมักนิยมบริโภคปลากดเหลืองและปลากดคัง เพราะมีรสชาติดีทั้งคู่ ซึ่งปลากดเหลืองเนื้อจะแน่นกว่าปลากดคัง แต่ติดปัญหาเรื่องการเลี้ยงคือมีการเจริญเติบโตช้า โดยระยะเวลาในการเลี้ยง 1 ปีจะได้น้ำหนักถึงครึ่งกิโลกรัม สำหรับปลากดคังจะมีผู้บริโภคนิยมปลาไซส์ 3 กก.ขึ้นไป ซึ่งข้อดีของการเลี้ยงคือเจริญเติบโตเร็ว คือเลี้ยง 1 ปีได้ไซส์ 8 ขีด-1.2 กก. ส่วนปีที่ 2 ไปแล้วจะได้ไซส์ 2-4 กก. ซึ่งหากจะเลี้ยงให้ได้ไซส์ 3 กิโลกรัมขึ้นไปเพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาดนั้น ต้องใช้เวลาเลี้ยง 2 ปีเศษ แต่ปัญหาของการเลี้ยงคือช่วงน้ำหนักตั้งแต่ 500-700 กรัมจะมีปัญหาเรื่องโรค แตกต่างจากปลากดเหลืองที่มีความต้านทานโรคมากกว่า
ทั้งปลากดคังและปลากดเหลืองต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป หากเกษตรกรจะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ นั่นหมายถึงใช้ระยะเวลาเลี้ยงน้อย ไม่เกิดโรค และได้ผลผลิตตรงตามความต้องการของตลาด คงยาก อีกทั้งยังพบปลากดแก้วที่มีอยู่ตามธรรมชาติน้อย ดังนั้นในปี 2545 คุณณรงค์จึงได้ใช้น้ำเชื้อจากปลากดคังผสมเข้ากับไข่ของปลากดเหลือง ครั้งนั้นถือว่าเป็นการทดลองเลี้ยงในครั้งแรก หลังจากเพาะฟักออกมาได้นำไปเลี้ยงทั้งในบ่อดินและกระชังในหลายพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อศึกษาการเลี้ยงของทั้ง 2 รูปแบบและจากหลายๆแหล่ง และผลการเลี้ยงในปี 2546 พบว่าปลาในบ่อดินหลายแห่งโตเร็วกว่าเลี้ยงในกระชัง อัตรารอดสูง พบโรคน้อยมาก โดยคุณณรงค์กล่าวว่า
ปลากดแก้วหรือปลากดคังคือปลาชนิดเดียวกัน แต่จะเรียกตามถิ่นที่อยู่อาศัยคือ หากอาศัยอยู่ในแม่น้ำเรียกว่าปลากดแก้ว หากอาศัยตามเขื่อนเรียกว่าปลากดคัง ซึ่งปลากดแก้วที่ผสมได้จะมีลักษณะเหมือนปลากดแก้วตามธรรมชาติ คือถ้าเลี้ยงในน้ำขุ่นหนวดจะออกขาวปนเทา ตัวสีเทาโปร่งกว่าปลากดคังที่มีสีเทาเข้มกว่า ส่วนหางมีสีแดงระเรื่อไม่แดงมากเหมือนปลากดคัง ส่วนความยาวลำตัวใกล้เคียงกัน หลังจากการเลี้ยงแล้วปรากฏว่าเนื้อแน่นกว่า ต้านทานโรค โตเร็วกว่าปลากดเหลือง คือเลี้ยงในกระชัง 10-12 เดือนจะได้ปลาไซส์ 8 ขีดถึง 1.2 กิโล ส่วนการเลี้ยงในบ่อดินบางแหล่งจะโตเร็วกว่าการเลี้ยงในกระชัง สาเหตุเพราะภายในบ่อจะมีแพลงค์ตอน ลูกปลาหรือกุ้งที่ปลาใช้เป็นอาหารสมทบได้
ผลการเลี้ยงเป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้ผู้จัดการฟาร์มกล่าวว่าส่วนหนึ่งเกิดจากพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งได้เปิดเผยไว้ว่า ต้องคัดเลือกจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติเท่านั้น ควรเลือกตัวที่ไม่มีตำหนิและไม่เครียด โดยโนรีฟาร์มปลาบู่ใช้พ่อแม่พันธุ์จากแหล่งน้ำทางประเทศพม่า ซึ่งพ่อพันธุ์ที่มีความเหมาะสมคือน้ำหนักอยู่ในช่วง 3-5 กิโลกรัมต่อตัว ส่วนแม่พันธุ์จะใช้ตัวเล็กกว่าคือน้ำหนักตัวละประมาณ 500-800 กรัม เมื่อผสมแล้วจะได้ไข่ที่ดีที่สุดคือชุดแรกและมีเพียง 5,000 ฟองเท่านั้น และนอกจากผลการเลี้ยงที่ดีจะขึ้นอยู่ที่การเลือกพ่อแม่พันธุ์แล้ว รูปแบบและวิธีการเลี้ยงย่อมส่งผลต่อผลผลิตอีกเช่นกัน แต่ที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการเลี้ยงในบ่อดินจะทำให้ปลาโตเร็วกว่าเลี้ยงในกระชัง แต่เนื่องจากเกษตรกรกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค สภาพพื้นที่เลี้ยงจึงแตกต่างกัน ดังนั้นผู้จัดการฟาร์มรายนี้จึงได้แนะนำผู้เลี้ยงที่มีข้อได้เปรียบและข้อจำกัดด้านพื้นที่เลี้ยงและอาหาร โดยแยกออกเป็นทั้งบ่อดิน(อาหารสด,อาหารเม็ด)และกระชัง(อาหารสด,อาหารเม็ด)ดังนี้
เลี้ยงในบ่อดิน บ่อที่เหมาะสมควรมีขนาด 3 ไร่ หลังจากเตรียมบ่อแล้ว หากเป็นไปได้ควรปล่อยลูกกุ้งฝอยลงในบ่อ และจำเป็นต้องอนุบาลลูกปลาก่อน โดยเลือกมุมบ่อด้านใดด้านหนึ่ง เนื้อที่ประมาณ 1 งานของบ่อขนาด 3 ไร่กั้นอวนตาถี่ให้ถึงพื้นบ่อ หลังจากนั้นปล่อยลูกพันธุ์ปลากดแก้วไซส์ 2.5-3 นิ้ว ลงไปในอัตรา 6,000 ตัวต่อไร่(3 ไร่เท่ากับปล่อยลูกพันธุ์ 18,000 ตัว) สาเหตุที่ต้องอนุบาลก็เพื่อให้ปลามีขนาดใกล้เคียงกัน และเป็นการป้องกันสัตว์อื่นเข้ามากินลูกปลา หากเป็นไปได้ควรเปิดเครื่องให้ออกซิเจนในตอนกลางคืนจะช่วยให้ลูกปลารอดสูงขึ้น หลังจากอนุบาลไปได้ประมาณ 2 เดือนให้รื้ออวนออกได้ เพื่อให้ปลาได้กระจายทั่วบ่อ ในช่วงนี้ควรใส่ใจเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษ โดยคุณณรงค์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า
พออนุบาลไปได้ 2 เดือนก็รื้ออวนออกได้ ปลาก็จะอยู่ทั่วบ่อ หลังจากนั้นควรใส่ใจในเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษ เพราะปลากดแก้วชอบน้ำสะอาด เพราะฉะนั้นจะต้องมีช่องระบายน้ำบริเวณบ่อ โดยทำท่อระบายน้ำเข้าและออกอยู่ 2 ระดับคือบริเวณพื้นบ่อและรูน้ำล้น รูน้ำล้นมีเพื่อระบายน้ำเมื่อแพลงค์ตอนเน่า จะลอยขึ้นมาที่ผิวน้ำ ถ้าน้ำด้านล่างบ่อมีปัญหาก็เปิดระบายท่อด้านล่าง เรื่องน้ำเสียจะไม่เกิด และในช่วงแรกๆควรถ่ายน้ำเดือนละ 2 ครั้ง เพราะปลาเริ่มโตเร็ว เริ่มกินอาหารมากขึ้น เราจึงจำเป็นต้องถ่ายน้ำ ซึ่งเวลาเปิดน้ำเข้าไม่ต้องกรองน้ำ เพราะต้องการให้ปลาชนิดอื่นที่มีขนาดเล็กเข้าไปเป็นอาหารสมทบ แต่ต้องเปิดน้ำเข้าโดยใช้ระหัด เพราะจะเป็นการป้องกันปลาใหญ่เข้าบ่อ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อปลากดแก้ว
ส่วนเรื่องอาหาร หากเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด ในช่วงอนุบาลควรให้เป็นอาหารสัตว์น้ำขนาดเล็กตอนเช้าและเย็นเป็นระยะเวลา 15 วัน หลังจากนั้นให้อาหารปลาดุกพิเศษไปอีก 2 เดือน หลังจากนั้นให้อาหารเบอร์ 2 ไปตลอดครอปการเลี้ยง เพียงแต่อาหารที่ใช้ควรมีโปรตีนไม่ต่ำกว่า 28 % เพราะปลากดแก้วต้องการโปรตีนเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง ซึ่งในช่วงเปิดอวนอนุบาล อาจจะพบปัญหาบ้างคือปลาจะกระจายตัวอยู่ทั่วบ่อ ซึ่งผู้เลี้ยงอาจจะไม่ทราบว่าปลาอยู่มุมใด ดังนั้นหากเปิดอวนแล้วควรใช้ไม้กั้นทำเป็นกรอบไว้มุมใดมุมหนึ่งของบ่อ จะทำให้อาหารรวมกลุ่มโดยไม่กระจาย วิธีการนี้จะทำให้ปลาเข้ามากินอาหารบริเวณนี้เป็นประจำ โดยอัตราการกินอาหารจะขึ้นอยู่กับขนาดของตัวปลา ซึ่งปลาไซส์ 20 กรัมจะกินอาหาร 4 % ของน้ำหนักตัว ไซส์ 100 กรัมจะกินอาหาร 3.5 % ของน้ำหนักตัว ไซส์ 300 กรัมกินอาหาร 2.5 % ของน้ำหนักตัว ไซส์ 500-700 กรัมกินอาหาร 2 % ของน้ำหนักตัว หากไซส์ตัวละ 1 กิโลกรัมขึ้นไปจะกินอาหารประมาณ 1.5 % ของน้ำหนักตัว นั่นหมายความว่า ยิ่งปลาตัวโตอัตราการกินอาหารจะลดลงหากเทียบกับน้ำหนักตัว
สำหรับการเลี้ยงด้วยอาหารสด จะใช้ปลาสดบดปั้นก้อนใส่ยอให้ โดยใช้ปลาสด,ปลาป่น,รำ,เกลือ และวิตามิน นำวัตถุดิบทั้งหมดบดให้เข้ากันโดยละเอียด จากนั้นปั้นเป็นก้อนวางลงในยอ หลังจากนั้นปลาจะมากินอาหารสดภายในยอเอง ซึ่งจากการทดลองและเก็บข้อมูลทำให้ทราบว่า การเลี้ยงปลากดแก้วด้วยอาหารสดจะโตเร็วกว่าอาหารเม็ดประมาณ 15-20 % แต่เนื่องจากเกษตรกรบางพื้นที่อยู่ไกลจากแหล่งรับซื้อปลาสด จึงจำเป็นต้องเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด เพราะสะดวกกว่า ข้อมูลด้านการเจริญเติบโตอีกข้อคือ ภายในรอบปี ช่วงเข้าฤดูฝนจะโตเร็วกว่าช่วงฤดูกาลอื่น เพราะสภาพอากาศเริ่มเย็น ปลาจะกินอาหารได้ดีกว่า เพียงแต่ผู้เลี้ยงต้องระมัดระวังคือควรให้อาหารช่วงฟ้าโปร่ง และไม่ควรให้อาหารหลังฝนตกทันที เพราะจะทำให้ค่าพีเอชในบ่อเปลี่ยน ปลาจะเริ่มมีอาการเครียดเล็กน้อย เป็นต้นเหตุของการไม่กินอาหาร ส่วนระยะเวลาในการเลี้ยงในบ่อดินคือประมาณ 8-12 เดือน ได้ปลาไซส์ 800-1,200 กรัม ตัวเลขนี้ขึ้นอยู่ที่การจัดการด้านการเลี้ยง
เลี้ยงในกระชัง ในกรณีที่เกษตรกรรายใดที่ไม่สะดวกในการขุดบ่อเลี้ยงและมีพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำไหล คุณณรงค์แนะนำว่าควรเลี้ยงในกระชัง โดยสร้างกระชังขนาด 4 ×6×2.5 เมตร และปล่อยให้ขอบกระชังโผล่เหนือน้ำประมาณ 50 เซนติเมตร ส่วนพื้นน้ำกับก้นกระชังห่างกันประมาณ 2 เมตร เพราะฉะนั้นจะมีพื้นที่ต่อ 1 กระชังคือ 48 ลบ.ม. จากนั้นปล่อยลูกพันธุ์ปลาขนาดเดียวกันคือ 2.5-3 นิ้วอัตรา 2,000 ตัวต่อกระชัง อัตราการให้อาหาร(ทั้งอาหารสดและอาหารเม็ด)ใกล้เคียงกับการเลี้ยงในบ่อดิน ส่วนความถี่ในการให้คือหากเป็นอาหารสดให้วันละครั้งช่วงบ่าย ถ้าเป็นอาหารเม็ดให้วันละ 2 ครั้งเช้าเย็น และเช่นเดียวกันการเลี้ยงด้วยปลาสดจะส่งผลให้ปลาเจริญเติบโตดีกว่าเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด คือใช้เวลาเลี้ยง 7 เดือนได้ไซส์ตัวละ 500-800 กรัม น้ำหนักเฉลี่ยของปลาต่อ 1 กระชังอยู่ประมาณ 1.2-1.3 ตัน และมีอัตราการตายโดยเฉลี่ยไม่เกิน 5 % ของอัตราปล่อย แต่การเลี้ยงรูปแบบกระชังนั้น ผู้เลี้ยงควรตรวจสอบกระชังให้เรียบร้อย อย่าให้กระชังขาดเป็นรู เพราะจะทำให้ปลาออกกระชังได้
การเลี้ยงทั้ง 2 รูปแบบคือบ่อดินและกระชังนั้น ผลจากการเลี้ยงโดยเฉลี่ยคือ ปล่อยลูกพันธุ์ความยาวประมาณ 2.5-3 นิ้ว เดือนแรกจะมีน้ำหนักต่อตัวระหว่าง 20-30 กรัม พอเดือนที่ 2 จะอยู่ประมาณ 60-70 กรัม เดือนที่ 3 น้ำหนักร้อยกว่ากรัม พอเข้าเดือนที่ 4 น้ำหนักเพิ่มเป็นตัวละ 200 กรัม หลังจากเข้าเดือนที่ 5 หรือ 6 จะอยู่ที่ 300 กรัม โดยในช่วงนี้ปลาจะเริ่มโตเร็วคือทุก 1 เดือนจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 150-200 กรัม ซึ่งเป็นไปตามสายพันธุ์ของปลากดแก้วที่เกิดจากการผสมของโนรีฟาร์ม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังต้องอาศัยการจัดการเลี้ยงด้วย ส่วนต้นทุนการเลี้ยงทั้งหมดด้วยอาหารเม็ดจะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 37 บาท เอฟซีอาร์ประมาณ 1.5 ตลอดครอปการเลี้ยงส่วนต้นทุนการเลี้ยงด้วยอาหารสดนั้นไม่เกิน 30 บาทต่อปลา 1 กิโลกรัม เอฟซีอาร์ประมาณ 2.5-3 ซึ่งราคาวัตถุดิบอาหารสดคือไส้ไก่กิโลกรัมละ 5 บาท ปลาทะเลสดกิโลกรัมละ 11 บาท และปลาน้ำจืดสดกิโลกรัมละ 6 บาท
โนรีฟาร์มจำหน่ายลูกพันธุ์ปลากดแก้วในราคาความยาวนิ้วละ 1 บาทแก่เกษตรกร และรับซื้อปลาเนื้อกลับเพื่อส่งจำหน่ายยังตลาดปลายทางต่อไป ซึ่งราคารับซื้อกลับจากเกษตรกรแยกออกเป็นไซส์ดังนี้
ไซส์ 400-600 กรัม ราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท
ไซส์ 600 กรัมขึ้นไปราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท
ไซส์ 1 กก.ขึ้นไปราคากิโลกรัมละ 90 บาท
ไซส์ 3 กก.ขึ้นไปราคากิโลกรัมละ 150-160 บาท
ไม่เพียงแต่ปลามีชีวิตเท่านั้น หากผู้เลี้ยงสามารถจำหน่ายปลาตายได้ในราคาต่ำกว่าปลามีชีวิตกิโลกรัมละ 5-10 บาท ราคาดังกล่าวเป็นราคารับซื้อจากผู้ที่เลี้ยงในเขตพื้นที่ภาคกลางเท่านั้น ส่วนภาคอื่นๆจะมีการปรับราคาตามความเหมาะสม ซึ่งหลังจากรับซื้อปลาจากเกษตรกรแล้ว คุณณรงค์มีตลาดรองรับผลผลิตดังกล่าวทั้ง ภัตตาคาร ร้านอาหาร และตลาดอื่นๆ ซึ่งยังมีความต้องการปลาชนิดนี้เป็นจำนวนมาก และตลาดรับซื้อแต่ละพื้นที่จะมีความนิยมไซส์ที่แตกต่างกัน เช่นตลาดภาคอีสานมีความต้องการปลาไซส์เล็กคือประมาณตัวละ 300-400 กรัม ส่วนตลาดอื่นๆต้องการปลาไซส์ตั้งแต่ 500 กรัมขึ้นไป ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ไซส์ปลาเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงปริมาณความต้องการของผู้บริโภคในรอบปี คือในช่วงต้นฤดูหนาวไปจนถึงต้นฤดูฝน จะมีความต้องการของตลาดมากที่สุด เหตุเพราะมีปลาให้บริโภคน้อย ส่วนช่วงฤดูฝนความต้องการปลาจะลดลง เนื่องจากมีปลาจากธรรมชาติออกมาสู่ตลาดมาก นอกจากภาคกลางแล้ว ผู้สนใจเลี้ยงปลากดแก้วทางอีสานสามารถซื้อได้ที่ตัวแทนจำหน่ายของโนรีฟาร์มได้ในจังหวัดอุดรธานี สกลนคร หนองคาย และกาฬสินธุ์ และสามารถรับซื้อปลากลับเช่นเดียวกับภาคกลาง
จากข้อมูลที่ได้รับจากโรงเพาะฟักทั้ง 2 แห่ง ชี้ให้เห็นว่าตลาดผู้บริโภคยังเปิดกว้างสำหรับปลากดคังและกดแก้ว และยังมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น เพียงแต่ปริมาณยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ หากพื้นที่การเลี้ยงเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าจะส่งผลให้มีปริมาณปลาเนื้อเข้าตลาดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งปลาทั้ง 2 ตัวที่กล่าวมาทำให้ผู้อ่านสนใจ แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกเลี้ยงปลาชนิดใด ต้องขอกล่าวว่าต้องพิจารณาจากสภาพพื้นที่ที่จะเลี้ยงและสภาพความพร้อมซึ่งแน่นอนว่าต้องมีความแตกต่างกันไปในแต่ละราย แต่ถึงอย่างไรปลาทั้งสองก็ยังให้ราคาสูงเมื่อเทียบกับต้นทุนและระยะเวลาการเลี้ยง อีกทั้งยังมีตลาดรองรับที่แน่นอน หากสนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากโรงเพาะฟักทั้ง 2 แหล่งได้ตามที่อยู่ข้างต้น เพราะถึงอย่างไร ขึ้นชื่อว่าการเลี้ยงปลาแบบประกันราคาก็ยังพอที่จะสร้างความมั่นใจด้านการตลาดแก่ผู้เลี้ยงได้
 
|
|