| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::โฟกัสธุรกิจปลาทับทิมกับกอกวงฮวด |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 07/06/2008-11:32 GMT+7  
ปัจจุบันมีอาชีพหนึ่งที่แทบจะถูกลืมจากคนทั่วไปนั่นคือชาวประมงเนื่องจากผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งที่ในอดีตที่ผ่านมาการจับปลาเป็นอาชีพที่เฟื่องฟูทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ ใครมีเรือจับปลาขนาดใหญ่เป็นเศรษฐีได้สบาย ในประเทศไทยบางจังหวัดเรือประมงคือตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจเช่นจังหวัดระนอง และอีกหลายจังหวัดที่มีชายฝั่งทะเล ทว่าสองหรือสามปี ที่ผ่านมาเมื่อราคาน้ำมันเริ่มขยับขึ้นความเดือดร้อนก็เริ่มมาเยือนชาวประมง โดยเฉพาะเรือหาปลาขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีพื้นที่จำกัดเฉพาะในน่านน้ำไทย เพราะปลาที่หาได้มีปริมาณที่ลดน้อยลงทุกปี สวนทางกับราคาน้ำที่แพงขึ้นทุกปี จากราคาน้ำมันดีเซลลิตรละไม่ถึง 10 บาทในอดีต เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 10 บาท กว่า 20 บาท และย้อนหลังไปไม่ถึงปี ราคาน้ำมันดีเซล ก็ขึ้นไปจ่อ 40 บาท แต่ราคาปลาที่จับได้ไม่ขึ้นราคาตามชาวประมงก็ไม่คุ้มค่าที่จะออกหาปลา
แม้รัฐบาลจะหาทางเยียวยาด้วยการหาน้ำมันเขียวซึ่งมีราคาถูกกว่าท้องตลาด แต่ก็ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งเพราะราคาน้ำมันยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่มีใครบอกได้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่ และไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริง มีแต่ตอบแบบกำปั้นทุบดินว่าเป็นเพราะตลาดโลก กลุ่มโอเปกผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกก็ไม่ได้ให้ความกระจ่าง ทั้งที่อาจจะเป็นการปั่นราคาน้ำมันของพ่อค้าคนกลางที่รวมหัวกันค้ากำไร ความจริงเรื่องเหล่านี้รัฐบาลต้องรู้และมีข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อการวางแผนด้านการจัดการพลังงานของประเทศอย่างถูกต้อง
แต่อย่างที่เห็นรัฐบาลไทยที่ผ่านมารวมทั้งชุดนี้ไม่มีประสิทธิภาพ เรื่องพลังงานชัดเจนที่สุด เพราะขาดการติดตามความเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน ทั้งที่ความจริงหากสนใจหน่อยน่าจะรู้ล่วงหน้าว่าพลังงานหลักอย่างน้ำมันต้องขึ้นราคาอย่างแน่นอนและเป็นไปไม่ได้อีกแล้วที่ราคาถูก เหมือนในอดีต แต่ไทยก็ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว แก้ได้อย่างเดียวคือปัญหาเฉพาะหน้า และให้ประชาชนทำใจ ระดับผู้นำประเทศทำได้แค่นี้ควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามามีโอกาสบ้าง หรืออย่างน้อยก็น่าจะเชิญคนนอกที่มีวิสัยทัศน์เข้ามาช่วยซึ่งคนหนึ่งที่ขอแนะนำคือบอสใหญ่ ซีพี คุณธนินทร์ เจียรวนนท์ โดยเฉพาะแนวคิดที่พูดในรายการจับเข่าคุย ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่เคยได้ฟังจากนักการเมืองหากใครได้ฟังคงเข้าใจ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวประมงเมื่อออกเรือหาปลาไม่ได้เศรษฐกิจก็ชะลอตัว มิหนำซ้ำเมื่อปลาทะเลออกสู่ตลาดน้อยลงราคาย่อมสูงขึ้น และส่งผลด้านลบต่อธุรกิจปลาทะเลทั้งระบบและมิใช่ไทยประเทศเดียวที่ประสบปัญหาทั่วโลกได้รับผลกระทบเช่นกันเมื่อเรือจับปลาทยอยหายไปจากระบบปริมาณปลาทะเลที่เคยป้อนตลาดอย่างเพียงพอจะเริ่มลดน้อยลงและอาจจะถึงขั้นขาดแคลนในอนาคตอันใกล้ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันทำให้มองเห็นแล้วว่าอีกไม่นานปลาทะเลจะลดลง ตามพลังงานที่แพงขึ้น ดังนั้นสัตว์น้ำที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจะเข้ามาแทนที่ ในส่วนของกุ้งในตลาดส่วนใหญ่ได้จากการเพาะเลี้ยงแต่ในตลาดปลาส่วนใหญ่ยังเป็นปลาทะเลอยู่แต่ปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถแทนที่ได้ แต่การเลี้ยงปลาทะเลในประเทศไทยยังมีน้อยและเป็นปลาบางชนิดเท่านั้นส่วนใหญ่เป็นปลาน้ำจืดซึ่งเป็นอาชีพที่กำลังเติบโต เนื่องจากราคาค่อนข้างดีแต่ก็ใช่ว่าราคาจะดีทุกชนิดปลาน้ำจืดบางชนิดก็ราคาไม่ดีเช่นกัน ขึ้นอยู่กับความนิยมของผู้บริโภค และปลาชนิดหนึ่งที่ราคาค่อนข้างดีในปัจจุบัน รวมทั้งเป็นปลาที่สามารถทำตลาดส่งออกได้เนื่องจากเป็นปลาเนื้อขาวชนิดหนึ่งที่ต่างประเทศมีความต้องการ นั่นคือปลาทับทิมหรือปลานิลแดง ปลาที่ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์โดยคนไทย
ปลาทับทิม เป็นปลาที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์ทางด้านคุณภาพให้ดีขึ้น ลักษณะของปลา ทับทิม เนื้อผนังช่องท้องสีขาวสะอาด ต่างจากเนื้อปลาชนิดอื่น โดยทั่วไปจะมีผนังช่องท้องเป็นสี เทาดำ โดยมีเกล็ดและผิวหนังเป็นสีแดงซึ่งถือเป็นสีมงคล เหมาะกับการจัดเลี้ยงเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะการส่งออกยังต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ทั้งในรูปของแช่แข็งทั้งตัวและฟิลเลต (Fillet)
กว่าจะมาเป็นปลาทับทิม เนื่องจากปลาทะเลจากการจับตามธรรมชาติ ได้ลดปริมาณลงทุกปีและมีคุณภาพเมื่อถึงมือ ผู้บริโภคไม่คงที่ ประกอบกับกระแสความนิยมบริโภคเนื้อปลาคุณภาพ เพื่อรักษาสุขภาพมีมากขึ้น เครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงได้ทุ่มเทงบประมาณและเวลาด้านการศึกษาพัฒนาสายพันธุ์ปลาเนื้อ จนได้สายพันธุ์ปลาเนื้อเศรษฐกิจตัวใหม่ ในชื่อพระราชทานว่า " ปลาทับทิม "โดยใช้เทคโนโลย ในการเลี้ยงในน้ำทะเล ใช้อาหารสำเร็จรูปคุณภาพสูง มีการควบคุมคุณภาพน้ำให้เหมาะสมตลอด การเลี้ยง เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ ปลาทับทิม มีคุณสมบัติพิเศษที่จะเป็นปลาเนื้อ เศรษฐกิจคือ หัวเล็ก สันหนา มีปริมาณเนื้อมากถึง 40 % ของน้ำหนัก เติบโตเร็วเนื้อขาวแน่นละเอียด รสชาติดีมากและมีโภชนาการสูง
ปลาทับทิมดีอย่างไร ? " สด " จับจากฟาร์มสู่ตลาดทุกวัน " สะอาด " จากการเลี้ยงที่ถูกสุขลักษณะ " รสชาติดี " เนื้อแน่น หวานหอม อร่อย " มีโภชนาการสูง " อุดมด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว เนื่องจากในปัจจุบัน การบริโภคอาหารที่มีคุณภาพต่ำมากเกินไป เช่น ไขมันอิ่มตัวจากสัตว์บก อาจก่อให้เกิดการสะสมของไขมัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดและเป็นอันตรายถึงชีวิตเนื้อสัตว์น้ำโดยเฉพาะเนื้อปลา เป็นเนื้อสัตว์ที่มี กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ทำให้ไม่เกิดการสะสมในผนังหลอดเลือด ลดความเสี่ยงจากโรคเกี่ยวกับ หัวใจ โรคความดันโลหิตนอกจากนี้ ปลาทับทิม ที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ดสำเร็จรูป คุณภาพสูงจะมี ปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิดโอเมก้า-3 สูงกว่าปลาน้ำจืด ปลาน้ำกร่อย ตามธรรมชาติทั่วไป ถึง 4 เท่าอีกด้วย > โอเมก้า-3 คือ กรดไขมันที่จำเป็นประเภทไม่อิ่มตัว ซึ่งมีผลดีมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย สรรพคุณของน้ำมันปลา (จากส่วนหัวและเนื้อปลา , ไม่ใช่น้ำมันตับปลา) คือ
1. ช่วยลดโคเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตัน
2. ช่วยบำรุงสมองเสริมสร้างความจำ
3. ช่วยบรรเทาอาการปวดบวมของโรคข้ออักเสบ
4. ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ดังนั้นการบริโภคปลาหรือน้ำมันปลาเป็นประจำ จึงมีผลดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
เมื่อได้ทราบข้อมูลทั่วไปของปลาทับทิมกันแล้วจะนำท่านผู้อ่านสู่ภาคการเลี้ยง ซึ่งทีมงานนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำได้ติดต่อไปยังกอกวงฮวด ฟาร์มฟาร์มปลาทับทิมเก่าแก่ที่เลี้ยงปลาชนิดนี้มาตั้งแต่เริ่มแรกซึ่งยังไม่ได้ตั้งชื่อ และฟาร์มแห่งเป็นแหล่งผลิตปลาทับทิมที่มีคุณภาพสูงแห่งหนึ่ง ซึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้ปลามีคุณภาพนอกจากการเลี้ยงการจัดการแล้ว แหล่งน้ำถือได้ว่ามีความสำคัญ การเลี้ยงปลาในกระชังของที่นี่มีข้อได้เปรียบในเรื่องแหล่งน้ำ คือแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำสายสั้นที่คุณภาพน้ำดีมากส่งผลให้คุณภาพปลาออกมาดีด้วยดังนั้นก่อนจะทำความรู้จักกับฟาร์มโปรดดูข้อมูลเกี่ยวกับแม่น้ำก่อนอาจจะทำให้รู้จักฟาร์มแห่งนี้ดีขึ้น
แม่น้ำแม่กลองเป็นแม่น้ำสำคัญสายหนึ่งในภาคตะวันตกเกิดจากแม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อยไหลมาบรรจบกันที่ตำบลบ้านแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านจังหวัดราชบุรี สมุทรสงคราม และไหลลงสู่ปากอ่าวไทย มีความยาวประมาณ 132 กิโลเมตร พื้นที่รับน้ำที่ปากแม่น้ำแม่กลอง 30,106 ตารางกิโลเมตร
มีพื้นที่ลุ่มน้ำ 30,837 ตร.กม. หรือ 19.45 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม บางส่วนของจ.สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร อุทัยธานี และ ตาก ปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 7,973 ล้าน ลบ.ม.
ลุ่มน้ำแม่กลองแบ่งออก เป็นลุ่มน้ำย่อย 14 ลุ่มน้ำย่อย ได้แก่ แม่น้ำแควใหญ่ (1,445 ตร.กม.) ห้วยแม่ละมุง (910 ตร.กม.) ห้วยแม่จัน (862 ตร.กม.) แม่น้ำแควใหญ่ตอนกลาง (3,380 ตร.กม.) แม่น้ำแควใหญ่ตอนล่าง (4,094 ตร.กม.) ห้วยขาแข้ง (2,320 ตร.กม.) ห้วยตะเพียน (2,627 ตร.กม.) แม่น้ำแควน้อยตอนบน (3,947 ตร.กม.) ห้วยเขย็ง (1,015 ตร.กม.) ห้วยแม่น้ำน้อย (947 ตร.กม.) ห้วยบ้องตี้ (477 ตร.กม.) แม่น้ำแควน้อยตอนกลาง (2,042 ตร.กม.) ลำภาชี (2,453 ตร.กม.) ทุ่งราบแม่น้ำแม่กลอง (4,318 ตร.กม.)
ทันทีที่ทีมงานนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำเดินทางถึงฟาร์มภาพที่เห็นคือรีสอร์ทแห่งหนึ่งที่ตั้งริมแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งที่ตั้งอย่างเป็นทางการคือ 54 หมู่ 2 ต.บางนกแขวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม และคนที่ออกมาให้การต้อนรับคือคุณวรชัย แสงวณิช หรือเฮียกู้ เจ้าของฟาร์มผู้บุกเบิกการเลี้ยงปลาทับทิมในลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งคุณวรชัย ได้นำทีมงานไปนั่งพักที่ศาลาริมน้ำหาน้ำมาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ณ ตรงนี้มองเห็นกระชังปลามองด้วยสายตาคงไม่ต่ำกว่าร้อย ใกล้กันนั้นมีรีสอร์ท อีกด้านหนึ่งเป็นสนามแบดมินตันสนามประจำของชมรมราชบุรี และมักจะมีนักแบดฯจาก กทม.มาพักและตีแบดเป็นประจำและหลังจากคุยเรื่องทั่วไปพอหอมปากหอมคอทีมงานก็เริ่มสอบถามเรื่องธุรกิจการเลี้ยงปลาทับทิมทันที
ประวัติความเป็นมาของฟาร์ม?
ผมเลี้ยงปลาทับทิมมาเป็นเวลา 11 ปีเต็ม และเป็นผู้เลี้ยงรายแรกของประเทศไทย ที่นำปลาทับทิมของบริษัทซีพีมาเลี้ยงในกระชัง ตอนนั้นยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ จนกระทั่งได้รับพระราชทานชื่อในวันที่ 22 มกราคม 2541 แต่ผมเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2540 แต่ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ก็เลี้ยงปลาดุกและปลาช่อนในบ่อดินมาก่อนเริ่มเลี้ยงในกระชังเพิ่งเริ่มเมื่อปี 2539 เนื่องจากกรมประมงในขณะนั้นแจกกระชังและลูกพันธุ์ปลากะพงให้กับเกษตรกร แต่ตอนนั้นเลี้ยงแล้วไม่ได้ผล เนื่องจากปลากะพงเป็นปลาน้ำเค็มลูกปลาตายเยอะ เลี้ยงไปแล้วไม่คุ้มตอนนั้นเราใช้อาหารเม็ดของซีพี จึงขอลูกพันธุ์ปลากะพงจากทางซีพีแต่เขาไม่มีให้ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่กำลังพัฒนาปลาสายพันธุ์ใหม่อยู่พอดี เป็นปลาที่มีเป้าหมายด้านการส่งออก แต่ในทางปฎิบัติทำได้ยากเพราะต่างประเทศค่อนข้างเข้มงวดเรื่องกลิ่น สี และคุณภาพของเนื้อปลา ตอนที่ทดลองทำในบ่อดิน จึงมีกลิ่นสาบ อัตราการเจริญเติบโตก็ไม่ดี เมื่อไม่มีลูกปลากะพงซีพีจึงให้ปลาทับทิมมาลองเลี้ยง ปรากฏว่าได้ผลดีทั้งรสชาติ และการเจริญเติบโตและทางซีพีได้นำปลาไปตรวจสอบคุณภาพซึ่งปลาที่เราเลี้ยงผ่านมาตรฐาน ต้นทุนการเลี้ยงก็ไม่สูงมากนักสามารถขายในตลาดทั่วไปได้
ปลาสายพันธุ์ใหม่ทำตลาดอย่างไร?
ช่วงแรกประสบปัญหาด้านการตลาดเพราะเป็นปลาชนิดใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก รูปลักษณ์เหมือนปลานิลต่างกันที่สีของตัวปลาเท่านั้น แต่ความจริงแล้วผมลองเอามาทานดูรสชาติดีกว่านิลชนิดเทียบกันไม่ได้ ดังนั้นพอปลาได้ขนาดที่จับขายได้ก็เริ่มหาตลาดและประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักแรก ๆ เป็นเรื่องที่ยากมากเพราะคนไม่ยอมรับ จนเราไปเสนอขายตามร้านอาหารและโต๊ะจีนทั่ว ๆ ไป ให้ผู้บริโภคได้ชิม ไม่นานนักผู้บริโภคก็เริ่มติดใจในรสชาติและเริ่มสั่งปลามากขึ้น เพราะคนที่กินปลานิลแล้วมากินปลาทับทิมจะเห็นความแตกต่างและมักชอบปลาทับทิมมากกว่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดไปได้และในที่สุดตลาดก็ยอมรับปลาทับทิม และเริ่มเข้าสู่ธุรกิจโต๊ะจีนเมื่อตลาดไปได้เราก็หยุดส่งให้ร้านอาหารและโต๊ะจีนโดยตรง เราส่งให้กับแม่ค้าแทนและให้ร้านอาหารซื้อกับแม่ค้าแทนเพราะต้องการให้เกิดวงจรธุรกิจ เมื่อมีแม่ค้านำปลาไปขายและได้รับความนิยมจากผู้บริโภค แม่ค้ารายอื่น ๆ ก็เริ่มสนใจและหาซื้อมาขาย อย่างไรก็ตามกว่าตลาดจะยอมรับอย่างแพร่หลายต้องใช้เวลานานนับปี แต่พอผู้บริโภคเริ่มต้องการปลาทับทิมก็ขาดตลาดไปเลยในช่วงนั้นเพราะผลิตไม่ทันต่อความต้องการ ปลาทับทิมจึงหายไปจากตลาดช่วงหนึ่ง ทางบริษัทผู้ผลิตสายพันธุ์จึงขยายปริมาณพ่อแม่พันธุ์อย่างเต็มที่และขายลูกพันธุ์ทั่วประเทศ และเราเองก็ต้องปรับกระบวนการเลี้ยงจากเดิมที่มีเพียง 6 กระชัง เพิ่มเป็น 50 และเป็นกว่า 100 กระชังขยายจนเต็มพื้นที่ซึ่งหากรวมพื้นที่ที่เช่าด้วยปัจจุบันจะมีกระชังปลาทั้งหมดประมาณ 300 กระชัง ทำให้เป็นผู้เลี้ยงปลาทับทิมรายใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำแม่กลองซึ่งมีผู้เลี้ยงตลอดสายแม่น้ำประมาณ 100 ราย โดยเลี้ยงกระชังละประมาณ 800 ตัว เวลาที่ตลาดเปิดรับผลิตไม่ทันจริง ๆ เพราะการเลี้ยงต้องใช้เวลาหลายเดือนอย่างน้อย 6 เดือน จึงจะได้ปลาไซส์จาน และเมื่อเราประสบความสำเร็จทางราชการก็ตั้งให้เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบล และพยายามให้เราทำที่พักแต่ตอนนั้นยังไม่พร้อมเพิ่งมาทำเมื่อปี 50 ที่ผ่านมา และสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้เมื่อมกราคม 2551 และกำลังสร้างห้องพักเพิ่มเติมเพราะมีผู้สนใจเยอะโดยเฉพาะวันศุกร์-วันอาทิตย์
ตลาดปัจจุบันเป็นอย่างไร?
ความจริงตั้งแต่เลี้ยงปลาทับทิมมากว่า 10 ปี ยังไม่จอปัญหาด้านการตลาดยิ่งในปัจจุบันตลาดดีมากผลิตแทบจะไม่พอขาย อีกอย่างคุณภาพน้ำของแม่น้ำแม่กลองที่เราเลี้ยงอยู่มีคุณภาพดี ดีกว่าแม่น้ำสายอื่น ๆ ในภาคกลางถือได้ว่าดีที่สุดเป็นแม่น้ำสายสั้น เมื่อน้ำดีปลาที่เลี้ยงก็มีคุณภาพที่ดีด้วยหากเอาปลาทับทิมของเราไปเปรียบเทียบกับปลาทั่วประเทศเชื่อว่าที่นี่น่าจะเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องคุณภาพ และรสชาติ ตอนนี้ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดราชบุรี และสมุทรสงคราม ซึ่งตลาดใหญ่อยู่ในธุรกิจโต๊ะจีนซึ่งต้องมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงในเรื่องของรสชาติอาหาร และความสด สะอาดของวัตถุดิบที่ใชทำอาหาร
ข้อดี-ข้อเสียของปลาทับทิม?
ปลาทับทิมในความเห็นของผมคิดว่าเป็นปลาที่ไม่มีข้อเสีย ปลาชนิดนี้พัฒนาสายพันธุ์มาจากปลานิล และเมื่อพัฒนาแล้วคุณภาพดีกว่าปลานิลเยอะ ข้อดีของปลาทับทิมคือเป็นปลาที่ถูกพัฒนามาให้เลี้ยงในแม่น้ำที่มีน้ำไหล ซึ่งจะเป็นปลาที่ค่อนข้างสะอาดดังนั้นจะไม่สนับสนุนให้ไปเลี้ยงในบ่อดินเหมือนปลานิล แต่ถ้านำปลาทับทิมไปเลี้ยงในบ่อดินคงไม่มีอะไรแตกต่างจากปลานิล ทางซีพีจึงส่งเสริมให้เลี้ยงในแหล่งน้ำที่สะอาดเพื่อให้มีคุณภาพเนื้อที่ดี สามารถพัฒนาเป็นสินค้าส่งออกได้ในอนาคต แต่ปัจจุบันมีส่งต่างประเทศน้อยมากเพราะแค่ตลาดในประเทศก็ยังผลิตได้ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามในเรื่องของสายพันธุ์ปลาทับทิมมีผู้ผลิตลูกพันธุ์หลายรายซึ่งคุณภาพแตกต่างกันต้องเลือกผู้ผลิตลูกพันธุ์ที่มีคุณภาพ จะทำให้ผลผลิตออกมาดีและสามารถช่วยลดต้นทุนได้ รวมทั้งอาหารที่ใช้ต้องเหมาะกับสายพันธุ์จึงจะทำให้การเลี้ยงประสบความสำเร็จ
สายพันธุ์ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง?
ตอนนี้สายพันธุ์ปลานิลยังไม่นิ่งยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบางแห่งมีการพัฒนาสายพันธุ์ไปพร้อมกับการพัฒนาอาหารให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ประสิทธิภาพการเลี้ยงดีขึ้น ตอนที่ผมเลี้ยงตอนแรกใช้อาหารของปลาดุกเพราะยังไม่มีอาหารของปลาทับทิมโดยตรง จนกระทั่งบริษัทต่าง ๆ พัฒนาอาหารปลาทับทิมขึ้นมา อย่างของผมในปัจจุบันอัตราการแลกเนื้ออยู่ที่ 1.5 เพราะเราเลี้ยงเยอะต้องใช้คนงานแต่หากเลี้ยงเองจะที่ประมาณ 1.2-1.3 เท่านั้น
ปัจจัยในการเลี้ยงปลาทับทิมให้มีคุณภาพ?
ผมให้ความสำคัญกับสามส่วนคือ สายพันธุ์ อาหาร และคุณภาพน้ำ แต่ในเรื่องคุณภาพน้ำผมให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะคุณภาพน้ำที่ดีจะทำให้ปลาไม่มีกลิ่น อย่างของเราคุณภาพน้ำดีตลอด คุณภาพเนื้อปลาจึงดีตามและค่อนข้างคงที่ ปลาที่มีขายในท้องตลาดจะแข่งขันกันในเรื่องของราคา ปลาที่เลี้ยงในแหล่งน้ำที่ไม่ดี มีกลิ่นและคุณภาพเนื้อไม่ดีก็จะนำมาขายในตลาดที่มีราคาถูก แต่ของเราจะขายในราคาที่ถูกเหมือนกับปลาที่เลี้ยงในแหล่งน้ำที่มีดีหรือในบ่อดินไม่ได้ ต้องขายในราคาสูงกว่า เพราะต้นทุนเราสูงกว่า เราต้องขายคุณภาพ ตรงนี้ตัดสินกันที่ผู้บริโภคเพราะแม่ค้าจะขายแบบไหนก็มีกำไร ยิ่งนำปลาบ่อดินมาขายในราคาปลากระชังยิ่งมีกำไรมาก แต่ปัจจุบันผู้บริโภครู้แล้วว่าคุณภาพปลาบ่อดินกับปลากระชังจะต่างกันมาก เวลาเลือกปลาผู้บริโภคเลือกเองได้ ร้านอาหารบางแห่งที่ใช้ปลาของเราและเปลี่ยนเป็นปลาจากที่อื่นผู้บริโภคจะรู้ทันทีเพราะรสชาติแตกต่างกัน
มีวิธี การถ่ายทอดธุรกิจให้คนรุ่นหลังอย่างไร?
ผมมีลูกชายคนเดียวและลูกสาวอีกสองคน หลังจากลูกชายเรียนจบก็ให้มาช่วยดูแลเรื่องปลาทันทีเนื่องจากตอนนั้นมีฟาร์มสองที่ อีกที่หนึ่งเป็นบ่อดินเลี้ยงปลาดุกและปลาช่อนซึ่งผมอายุมากแล้ววิ่งไปวิ่งมาไม่ไหวจึงให้ลูกชายคือคุณฐิติธัญ แสงวณิช เข้ามาช่วย และต่อมาเลิกเลี้ยงปลาบ่อดินจึงเหลือที่นี่ที่เดียว แม้ต้องการขยายเพิ่มแต่ทำไม่ได้เพราะพื้นที่จำกัด ส่วนพื้นที่บ่อดินใช้เป็นที่อนุบาลลูกปลาทับทิมซึ่งต้องอนุบาลก่อน 2 เดือน จึงจะนำมาเลี้ยงต่อในกระชังอีก 4 เดือน ซึ่งขณะนี้ธุรกิจปลาทับทิมของครอบครัวมีลูกชายเป็นผู้ดูแล
ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ?
เราได้รับผลกระทบเช่นกันแต่ไม่ใช่ด้านการตลาด หากแต่เป็นเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้นค่าขนส่งก็มากขึ้นตาม อีกอย่างคือต้นทุนในเรื่องอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ราคาปลาจะขยับขึ้นแต่ขยับขึ้นมากไม่ได้ต้องคำถึงผู้บริโภคด้วย แต่การขึ้นราคาของปลายังน้อยกว่าหมูและไก่ อย่างไรก็ตามราคาที่ขยับขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะปลาทะเลจับได้น้อยลง ปลาในตลาดมีน้อยราคาก็ดีขึ้น แม้แต่ปลาน้ำจืดในธรรมชาติเองก็น้อยลง ทำให้เราสามารถขายปลาได้สะดวกขึ้น ดังนั้นภาพรวมแล้วยังไม่ได้รับผลกระทบทางลบจากภาวะเศรษฐกิจมากนัก
จะเห็นได้ว่าการเลี้ยงปลาทับทิมในปัจจุบันแม้เกษตรกรต้องเจอปัญหาในเรื่องต้นทุนการผลิตทั้งในเรื่องของอาหาร และน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ราคาปลาก็ขยับขึ้นเช่นกันจากผลพวงของปลาทะเลที่จับได้น้อยลงเพราะชาวประมงเจอปัญหาราคาน้ำมัน อีกทั้งปลาน้ำจืดที่มีในธรรมชาติน้อยลงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป แต่อย่างไรก็ตามเกษตรกรต้องผลิตปลาที่มีคุณภาพเท่านั้นจึงจะเป็นที่ต้องการของตลาด
ขอขอบคุณ คุณวรชัย และคุณฐิติธัญ แสงวณิช 034-730-182-3
 
|
|