| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: ลดปริมาณผลิตกุ้ง สถานการณ์บังคับผู้เลี้ยง แต่ห้องเย็นเมิน หวั่นตลาดพัง |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 12/02/2008-18:38 GMT+7  
ค.ถอดรหัสธุรกิจสัตว์น้ำ โดย...แควเดือด
เมื่อต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นโดย 2 สาเหตุหลักที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ อาหารเม็ดสำเร็จรูปและพลังงาน แต่ในทางกลับกันราคากุ้งไม่ได้ขยับตามขึ้นไปด้วยและมีแนวโน้มว่าราคาจะทรงและขยับต่ำลงกว่าในปีที่ผ่านมา ทางออกที่เหล่าสมาคม ชมรม ผู้เลี้ยงกุ้ง รวมไปหน่วยงานจากภาครัฐฟันธงออกมาพร้อมทั้งมีแผนงานในการรณรงค์ไปสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยทั่วประเทศ นั่นคือ การลดปริมาณการผลิตกุ้งลงมาประมาณ 20% หรือจากที่ผลิตได้ในปี 2550 ปริมาณ 5.3 แสนตัน เหลือเพียง 4.8 แสนตันในปี 51 ซึ่งกลุ่มผู้ที่ฟันธงออกมานั้นเชื่อว่าจะมีผลให้ราคากุ้งขยับสูงขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย
ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วก็น่าจะเป็นอย่างนั้นเพราะในช่วงเวลาที่กุ้งราคาตก เหตุผลประการหนึ่งที่ภาคผู้ส่งออกให้ข้อมูลออกมา คือปริมาณกุ้งที่ออกสู่ตลาดมีมากเกินไป ดังนั้นการลดปริมาณการผลิตลงเชื่อว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดประการหนึ่ง
แต่หลังจากที่เหล่าสมาคม ชมรมและหน่วยงานของภาครัฐได้ร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์การลดปริมาณการผลิตกุ้งออกมาพร้อมทั้งมีการกระจายแนวความคิดไปสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง กลับมีข่าวที่สร้างความฮือฮา และสับสนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เมื่อทางคุณพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย เปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อหลายฉบับว่า กลุ่มห้องเย็นที่เป็นสมาชิกของสมาคมไม่เห็นด้วยที่จะมีการลดปริมาณการผลิตกุ้งลงประมาณ 20% ด้วยหวั่นเกรงว่าจะกระทบความสามารถในการแข่งขัน เพราะผลผลิตจะมีไม่เพียงพอในการนำมาแปรรูปเพื่อส่งออก พร้อมทั้งยืนยันว่า ผู้เลี้ยงกุ้งไทยจะทำการลดปริมาณการผลิตกุ้งห้องเย็นก็มีความจำเป็นที่จะต้องนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศมาแปรรูปเพื่อส่งออก
โดยทางนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยขยายความว่า เข้าใจที่ผู้เลี้ยงกุ้งมีความจำเป็นที่ต้องลดปริมาณการผลิตกุ้งเพราะต้นทุนการเลี้ยงขยับขึ้นและหวังว่าการลดกำลังการผลิตลงมานั้นจะทำให้ราคากุ้งขยับสูงกุ้ง แต่ในส่วนของห้องเย็นนั้นผลกระทบที่จะตามมาคือ ความสามารถในการแข่งขันกาส่งออกกุ้งจะลดลงเนื่องจากห้องเย็นหรือโรงงานแปรรูปกุ้งก็มีต้นทุนสูงขึ้นเช่นกันและอาจขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจว่า จากตัวเลขการส่งออกกุ้งในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2550 มีการส่งออกกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปปริมาณรวม 269,378.16 ตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5% ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกในรูปกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งปริมาณ 166,237.38 ตัน และในรูปกุ้งแปรรูป ปริมาณ 103,140.78 ตัน ขยายตัว 24.15 และ-15.90% ตามลำดับ
จากข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การส่งออกรูปกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งซึ่งเป็นสินค้าพื้นฐานมีมูลค่าต่ำ มีคู่แข่งขันมาก และมีอัตราการขยายตัวในอัตราสูง ขณะที่การส่งออกรูปกุ้งแปรรูปซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงขยายตัวลดลง ดังนั้นถ้าเราหวังจะส่งกุ้งแช่แข็งธรรมดาเพื่อให้ได้เม็ดเงินมากขึ้นก็ต้องส่งออกในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ถ้าลดการเลี้ยงลงด้วย ส่งออกกุ้งที่มีมูลค่าเพิ่มลดลงด้วยแล้วเม็ดเงินจะอยู่ไหน หากวัตถุดิบไม่พอจึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาแปรรูป
ซึ่งจากการออกมาให้ข้อมูลของนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ซึ่งคงเหมารวมได้ว่าบรรดาผู้ส่งออกหรือห้องเย็นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่เหล่าสมาคม ชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง รวมไปถึงหน่วยงานของภาครัฐมีนโยบายที่จะลดปริมาณการผลิตกุ้งลง ผลที่ตามมาจึงเกิดคำถามคาใจผู้เลี้ยงกุ้งว่า จริงๆ แล้วภาพราคาที่ปรากฏออกมานั้นมันเกี่ยวข้องกับปริมาณกุ้งที่ออกมาเยอะเกินไปจริงหรือไม่ หรือมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรอีกบ้าง ในส่วนของ ค.คอลัมน์ถอดรหัสธุรกิจสัตว์น้ำ ฉบับนี้จึงถือว่าเป็นภาคต่อของข้อมูลการวิเคราะห์ทิศทางอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปี 51 ว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร โดยผมและทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำได้ทำการสอบถามข้อมูลจากแกนนำทั้งในส่วนของภาคการส่งออกและผู้เลี้ยงมานำเสนอในฉบับนี้ ซึ่งมีโอกาสพบเจอกันในงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารสินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์ปี 2550 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมพะยูน ตึกจุฬาภรณ์ กรมประมง
เริ่มต้นกันที่คำให้สัมภาษณ์ของคุณพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ในประเด็นที่ไม่เห็นด้วยในการลดปริมาณการผลิตกุ้งลง ว่า
อย่างที่ผมให้ข่าวออกไปในส่วนของสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยไม่เห็นด้วยกับการลดจำนวนการเลี้ยงกุ้ง เพราะ ณ วันนี้ห้องเย็นเองก็จะได้รับผลกระทบไม่น้อยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาจากค่าแรง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 20% รวมไปถึงผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง และราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้นสูง ดังนั้นเมื่อไม่มีวัตถุดิบ ก็ไม่สามารถวางแผนการตลาด และไม่สามารถจะคาดการณ์ผลประกอบไตรมาสแรกปีนี้ได้
โดยในตอนนี้ทางสมาคมจะเตรียมเรียกสมาชิกสมาคมที่มีโรงงานแช่แข็ง 80 โรง เข้าหารือถึงมาตรการและวิธีการที่จะลดต้นทุนในการผลิต และหาแหล่งวัตถุดิบที่ถูกกว่าเพื่อผลิตสินค้า ซึ่งมีความจำเป็นต้องมีการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศหากวัตถุดิบไม่เพียงพอเพื่อรักษาตลาดเอาไว้ และหากผู้เลี้ยงและผู้ผลิตอาหารแช่เยือกแข็งไม่สามารถเจรจากันได้ สมาคมจะเสนอให้รัฐบาลเป็นผู้ดูแลและจัดสรรเช่นเดียวกับสินค้าอ้อยที่รัฐบาลต้องเข้ามารับภาระส่วนหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
"ปัจจุบันกุ้งไซส์ 50 ตัว/กิโลกรัม ราคา 150 บาท ถือว่าเป็นราคาที่สูงมาก แต่ผู้เลี้ยงยังระบุว่าราคาต่ำ เราเองก็ไม่รู้จะรับซื้ออย่างไร เพราะต้นทุนการผลิตของเราก็เพิ่มขึ้น เช่น ต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้น 20% ไม่รวมผลกระทบจากค่าเงินบาทและวัตถุดิบ ขณะที่การต่อรองราคากับผู้นำเข้าก็ลำบาก เนื่องจากที่ผ่านมาเราปรับราคาขึ้นสูงมาก"
จากฝั่งห้องเย็นหรือผู้ส่งออก มาดูข้อมูลจากฝั่งของ นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย ซึ่งเป็นสมาคมที่มีการรณรงค์ให้มีการลดปริมาณการผลิตกุ้งลง
สำหรับบทสรุปของอุตสาหกรรมในปี 50 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเลี้ยงกุ้งขาวกันประมาณ 98% กุ้งกุลาดำประมาณ 2% มีการใช้ลูกกุ้งทะเลในการเลี้ยงถึง 72,437 ล้านตัว ได้เป็นผลผลิตกุ้ง 441,750 ตัน การส่งออกจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกสินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์เป็นปริมาณรวม 322,869 ตัน คิดเป็นมูลค่า 74,189 ล้านบาท และเมื่อสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถส่งออกได้ไม่น้อยกว่า 350,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยในเชิงปริมาณแม้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 5% แต่ในเชิงมูลค่าที่เป็นเงินบาทกลับลดลง โดยลดลงประมาณ 5% เช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาท
แต่ในปี 2550 ที่ผ่านมาถือเป็นอีกปีหนึ่งที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประสบภาวะขาดทุนกันพอสมควร เหตุผลหลักมาจากต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนด้านพลังงาน/ราคาน้ำมัน ต้นทุนด้านอาหารขยับสูงขึ้น และค่าเงินบาทแข็งตัว โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้วราคากุ้งตกต่ำอย่างหนักกุ้งไซส์ 50 ตัว/กิโลกรัม เหลือเพียงแค่ 95 บาทเท่านั้น และจากปัจจัยที่นำมาซึ่งความเสี่ยงในอาชีพการเลี้ยงกุ้งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ยังมีผลกระทบต่อเนื่องมาในปี 2551 รวมไปถึงประเทศคู่ค้ารายใหญ่อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งในปีที่ผ่านมาไทยส่งกุ้งเข้าไปในสัดส่วนที่สูงถึง 55% กำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ทางสมาคมฯได้แจ้งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งลดปริมาณการเลี้ยงกุ้งลง เพื่อจะดูแลในเรื่องของประสิทธิภาพมากกว่าในเรื่องของปริมาณ และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งต้องเลี้ยงกุ้งแบบวิเคราะห์ตามความต้องการ พร้อมใช้เทคโนโลยีการเลี้ยงให้กุ้งที่ได้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งคาดว่ามูลค่ารายได้จากการส่งออกกุ้งไทยปีนี้จะใกล้เคียงกับปี 2550 คือกว่า 350,000 ตัน มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท
ส่วนแนวทางการตลาดในปีนี้ เนื่องจากไทยได้ถูกสหรัฐอเมริกายกเลิกการเก็บภาษีการทุ่มตลาดกุ้ง จึงเชื่อว่าน่าจะทำให้มูลค่าการส่งออกมากขึ้น แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้คือเรื่องของการแข็งค่าของเงินบาทที่จะมีผลกระทบกับราคากุ้ง อย่างไรก็ดีอมริกายังเป็นตลาดหลักของไทยต่อไป แต่ยังมีอีกตลาดที่น่าสนใจ คือ ประเทศญี่ปุ่น จากข้อดีเรื่อง เจเทปป้า ที่จะส่งผลให้สินค้ากุ้งไทยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ทำให้น่าจะเป็นความหวังในการส่งกุ้งจำนวนเพิ่มขึ้น ส่วนตลาดในประเทศทางกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในได้ร่วมกันจัดโครงการธงฟ้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้ามากขึ้น
บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งคือคุณฤทธิรงค์ บุญมีโชติ ประธานกรรมการบริหารบริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลด์ จำกัด ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ภาคการตลาดไว้อย่างน่าสนใจว่า ในสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหลายๆ ด้าน ประเทศอื่นก็เจอเช่นกัน ทำให้ในปีนี้ปริมาณกุ้งทั่วโลกไม่น่าจะมีจำนวนต่างจากปีที่ผ่านมาหรืออาจจะลดลงด้วยซ้ำเพราะ ราคากุ้งไม่จูงใจให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นการดำเนินการเลี้ยงแบบประคองตัว
สำหรับปัจจัยที่จะมีผลให้ราคากุ้งในปีนี้ขยับขึ้นนั้นมีอยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ
1.เรื่องของภาษีเอดี หลังจากที่ไทยได้ยื่นฟ้ององค์การค้าโลก (WTO) ซึ่งคาดว่าเรามีโอกาสชนะทั้งคดี ซีบอนด์และซีโร่อิ้ง เพียงแต่ต้องใช้เวลาในขั้นตอนทางกฎหมายอีก 12-18 เดือน ในระยะยาวประมาณปี 2552 จะทำให้ราคากุ้งไทยมีราคาดีและมีเสถียรภาพ
2.การรีวิวรอบ 2 ของไทย โดยทางอเมริกาได้ดำเนินการไปตอนปลายปี 50 โดยไทยได้คัดบริษัทรายใหญ่ 4 รายด้วยกันที่มีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมั่นใจว่าปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ เราจะมีข่าวดีนั่นคือภาษีเอดีจะต่ำกว่าเดิมอย่างแน่นอน
สำหรับภาวะราคานั้น โดยส่วนตัวมองว่า ช่วงต้นปี ราคากุ้งน่าจะทรงตัวในระดับที่ดี แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ เดือนพฤษภาคม กรกฎาคม หากใครที่จับกุ้งช่วงนี้ต้องระวังหรือวางแผนการเลี้ยงให้ดี โดยราคากุ้งขาวโดยเฉลี่ยในปี 51 มองไว้ดังนี้
30 ตัว/กิโลกรัม ราคาประมาณ 180-210 บาท
40 ตัว/กิโลกรัม ราคาประมาณ 130-165 บาท
50 ตัว/กิโลกรัม ราคาประมาณ 110-135 บาท
60 ตัว/กิโลกรัม ราคาประมาณ 100-125 บาท
80 ตัว/กิโลกรัม ราคาประมาณ 75-90 บาท
100 ตัว/กิโลกรัม ราคาประมาณ 70-90 บาท
ประธานกรรมการบริหารบริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลด์ จำกัด กล่าวทิ้งท้ายฝากถึงผู้เลี้ยงกุ้งว่า ในปีนี้สิ่งที่ต้องเน้นย้ำและให้ความสำคัญมากที่สุดคือการหันมาพัฒนาต้นทุนการเลี้ยง และการวางแผนการเลี้ยงอย่างรอบคอบ พยายามมุ่งไปที่ความยั่งยืน ถึงแม้แต่ละบ่อได้กำไรน้อยแต่ได้กำไรอย่างต่อเนื่อง ดีกว่าไปหวังกับผลตอบแทนสูงแต่อยู่บนพื้นฐานของความเสี่ยง
และอย่างที่ได้กล่าวนำไปในเบื้องต้นหลังจากที่คุณพจน์ได้ออกมาแสดงทัศนะผ่านสื่อ ในประเด็นที่ห้องเย็นไม่เห็นด้วยกับการลดปริมาณการผลิตกุ้ง ได้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาโดยเฉพาะในส่วนของภาคการผลิตหรือการเลี้ยง อย่างชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี และชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล ซึ่งผมได้ประมวลมุมมองจากประธานชมรมทั้ง 2 ท่านมานำเสนอ เพื่อเป็นแนวทางให้กับเหล่าเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในการนำไปใช้ตัดสินใจว่าปีนี้ควรจะวางแผนการเลี้ยงอย่างไรดี เพราะข้อมูลจากประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งทั้ง 2 ท่าน ที่นำเสนอออกมานั้น นอกเหนือจากการวิพากวิจารณ์การไม่เห็นด้วยของห้องเย็นแล้ว ยังสอดแทรกด้วยข้อแนะนำในการผลิตกุ้งในปีนี้อีกด้วย
คุณเอกพจน์ ยอดพินิจ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฏร์ธานี มีคำแถลงการณ์ออกมาว่า
ต้องยอมรับว่าคุณพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล้าที่จะยอมรับว่าความสามารถการแข่งขันการแปรรูปกุ้งไทยในรูปกุ้งแปรรูปซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงขยายตัวลดลง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยลง(ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 2286)
เราเคยภาคภูมิใจมากต่อผู้แปรรูปกุ้งไทยว่าเก่ง ความสามารถสูงแต่แท้จริงแล้วใช้อยู่กลยุทธ์เดียวคือซื้อวัตถุดิบต้นทุนให้ต่ำที่สุด ราคากุ้งไทยต่ำมากและที่สำคัญคือต่ำกว่าคู่แข่งขันในราคากุ้งที่ซื้อปากบ่อ เกษตรกรจากเวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดียต่างก็ขายกุ้งได้รับเงินมากกว่า เกษตรกรไทยทั้งๆที่ประเทศไทยผลิตกุ้งมากกว่า 25% (530,000 ตัน จาก 2.1ล้านตัน) ของผลผลิตกุ้งทั้งโลก คนไทยเราเองมีความสามารถมากในเรื่องฮั้วกันซื้อวัตถุดิบ แต่แข่งกันขายของถูกแย่งกันตัดราคาขายกันเอง(ไปต่างประเทศ) เราควรที่จะรวมตัวกันขายของไปต่างประเทศไม่ใช่หรือ และสมาคมควรจะมีเป้าหมายที่จะช่วยพยุงราคา ช่วยกันทำตลาด เปิดตลาดใหม่ และที่สำคัญคือฮั้วกันขาย เราค่อนข้างที่จะมั่นใจว่าต้นทุนการผลิตกุ้งของประเทศไทยต่ำเพียงพอที่จะทำให้ผู้แปรรูปสามารถแข่งขันได้ ไม่ใช่สำหรับการแข่งขันกันเองโดยวิธีการตัดราคาขายไปยังลูกค้าต่างประเทศแล้ว เราจะภูมิใจกับการเป็นที่หนึ่งของการผลิตกุ้งโลกบนซากศพของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยหรือ
นโยบายการลดกำลังการผลิตลง 20% มาจากแนวคิดที่ว่า เราผลิตกุ้งมากเกินกว่าความสามารถในการผลิต การแปรรูป การขาย ของผู้แปรรูป ดังนั้นถ้ารถขนกุ้งเข้าตลาดกลางเกินวันละ 180 ตู้ ติดต่อกันเกิน 3-5 วันราคากุ้งภายในประเทศจะตกลงและถ้ากุ้งยังเข้าตลาดมากอยู่ ผู้ซื้อกุ้งจากต่างประเทศจะเฝ้ารอวันที่ราคาถูกที่สุด และราคานั้นก็จะถูกลงไปเรื่อยๆ และถูกนำไปใช้อ้างอิงการซื้อกุ้งทั่วประเทศไทย และทั่วโลก
การแปรเจตนาว่าให้ลงกุ้งบางทั่วประเทศจะทำให้กุ้งจะไปกระจุกตัวเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมาก เกษตรกรมีความถนัดอย่างไรก็เลี้ยงตามสไตล์เดิมไปไม่จำเป็นต้องใหญ่เสมอไป แต่ปล่อยกุ้งบางจะโตเร็ว ปัญหาระหว่างการเลี้ยงน้อยลง ลดระยะเวลาการเลี้ยงลง ความเสี่ยงน้อยลงที่สำคัญควรคุมปริมาณกุ้งของตัวเองให้น้อยลงด้วยวิธีการดังนี้
1.ปล่อยกุ้งบางลงจากเดิม 20% หรือ 100,000 ตัว/ไร่
2.ลดบ่อเลี้ยงลง
3.ลดรอบการเลี้ยงลง
เราต้องการให้เกิดดุลยภายของการผลิต และการแปรรูปในจุดตัดที่ชนะทั้งสองฝ่าย(เกษตรกรและผู้แปรรูป) การผลิตที่มากเกินไปนอกจากเกษตรกรจะขาดทุนแล้วประเทศยังเสียหายจาก การใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง ยังถูกดูถูกเหยียดหยามว่าผลิตมามากเกิน ของเต็มตลาดซื้อไม่ทัน แพจับกุ้งในพื้นที่ก็ขาดทุน ประเทศไทยไม่ได้อะไร นอกจากจะเสียหายเพียงอย่างเดียว
ผู้ผลิตกุ้งใหญ่ในโลกนอกจากประเทศไทยนี้แล้ว คงยากที่จะสร้างมาแข่งได้ง่าย 20 ปีที่เกษตรกรไทยสะสมองค์ความรู้ ประสบการณ์ สร้างกุ้งขาว 30-35 ตัว/กิโล ถ้าเราไม่ตัดราคาขายกันเองแล้วเรายังสามารถพ่วงกุ้งขนาดเล็กไปได้อีก(ซื้อเหล้าพ่วงเบียร์) อย่ากังวลเรื่องการกระจุกตัวของกุ้งใหญ่เลยไม่ใช่ทำง่าย ต้องใช้ทุนในการเลี้ยงสูง ควรจะห่วงว่ากุ้งมากจนผู้แปรรูปทำไม่ทันเพราะต้องทำของที่กำไรมากที่สุดก่อน จนต้องซื้อของถูก ถูกแล้วถูกอีกก็ยังมีเกษตรกรนำมาขายกันดีกว่า
นพ.ธีรพัฒน์ หงสกุล ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสตูล ให้มุมมองว่า ปี2550ที่เต็มไปด้วยวิกฤติราคากุ้งได้ผ่านพ้นไปแล้ว ราคากุ้งช่วงปลายปีได้กระเตื้องขึ้นมา เหมือนฝนที่ตกยามหน้าแล้ง แต่วัฏจักรราคากุ้งจะยังคงย่ำรอยเดิมได้เสมอ และปี2551นี้ จะยังคงเป็นปีที่มีความเสี่ยงสูงในการเพาะเลี้ยงกุ้งอยู่เช่นเดิมไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรค ที่ปัจจุบันเราพบโรคใหม่ๆที่เรายังไม่รู้จัก เป็นสิ่งแสดงถึงภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากเดิม และส่งผลให้เชื้อก่อโรคมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป และย้อนกลับมาส่งผลกับกุ้งขาว ที่แต่เดิมมีเชื้อที่ก่อโรคไม่มากนัก
นอกจากเรื่องโรคแล้วภาวะเศรษฐกิจโลก อันผูกอยู่กับเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งอยู่ในภาวะถดถอย ก็เป็นปัจจัยที่จะส่งผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งในแง่ของค่าเงินบาท
ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น อันเนื่องจากค่าเงินดอลล่าห์สหรัฐที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลง ทำให้ผู้ส่งออกกุ้งของไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และผลกระทบในท้ายที่สุดย่อมตกแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในแง่ของราคารับซื้อกุ้งอาจจะตกต่ำลงได้มาก ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเงินบาทมีการแข็งค่าระดับใด และปัจจัยค่าเงินบาทนี้ อาจจะเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าปริมาณผลผลิตกุ้งในประเทศ กล่าวคือ ถึงแม้ผลผลิตกุ้งจะไม่ล้นตลาดแต่ราคาผลผลิตกุ้งอาจจะตกต่ำได้ เพียงเพราะว่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป
นอกจากนี้แล้ว ยังมีปัจจัยเรื่องต้นทุนการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมัน ตลอดจนราคาอาหารกุ้ง และปัจจัยการผลิตอื่นๆ ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้ความเสี่ยงในการเพาะเลี้ยงกุ้งมีสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากผลกำไรที่ลดน้อยลงไปจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว
ดังนั้น จึงสมควรที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จะได้หันมาทบทวนถึงกระบวนการผลิตว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ เพราะต้นทุนการผลิตที่จะต่ำลงย่อมขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ว่าดีเพียงใดและยึดหลักในการพยายามลดความเสี่ยงในทุกขั้นตอนการผลิต
ตลอดจนยึดหลักความพอเพียง (บริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่เพิ่มความเสี่ยงให้ตนเองในระดับที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย)
ส่วนผลการดำเนินงานของผลการดำเนินงานของ คณะกรรมการบริหารสินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์ปี 2550 ได้รับการเปิดเผยจาก คุณนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองอธิบดีกรมประมง รองอธิบดีกรมประมง และประธานคณะกรรมการฯ ว่า ในภาพรวมถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่งแม้ว่าอุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้านด้วยกัน โดยในปีที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถส่งออกกุ้งได้ 360,000 ตัน มูลค่า 80,000 ล้านบาท โดยในส่วนของปริมาณเพิ่มขึ้น 5% แต่มูลค่าลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้น เป็นผลมาจากเงินบาทแข็งค่า
ในส่วนของบทบาทหรือแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดนี้จะพยายามดำเนินงานในการผลักดันนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้ง สร้างความเข้มแข็ง และเสริมสร้างช่องทางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการผลิตและการตลาดระหว่างผู้ผลิตกับผู้ส่งออก ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์สินค้ากุ้งทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ พร้อมทั้งการดำเนินงานเชิงรุกในด้านการตลาดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก รวมทั้งสนับสนุนองค์กรที่เกี่ยวข้องกุ้งมีบทบาทต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น การปลูกป่าชายเลน การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรประมงให้คงอยู่สืบไป
และจากการที่ได้มีโอกาสสอบถามความคืบหน้ากุ้งอินทรีย์ ซึ่งเป็นอีกโครงการหนึ่งของกรมประมงในการยกระดับการผลิตกุ้งพีเมี่ยมหรือการเปิดตลาดกุ้งอีกช่องทางหนึ่งนั้น ท่านรองอธิบดีกรมประมงให้รายละเอียดว่า ขณะนี้กรมประมงอยู่ระหว่างการพิจารณาทำแผนนโยบายกุ้งอินทรีย์เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะผู้บริหาร และ ณ ปัจจุบันนี้กรมประมงได้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิตกุ้งอินทรีย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะขาดก็แค่เพียงแผนการทำตลาดภายในประเทศ ที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้น เพราะจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง นอกเหนือจากตลาดต่างประเทศตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างมาตรฐานของสินค้าให้มีมากขึ้น
สำหรับกลุ่มเป้าหมายของผู้ผลิตกุ้งอินทรีย์นั้นจะเน้นส่งเสริมให้แก่กลุ่มเกษตรกรรายย่อยเข้ามาดำเนินการเรื่องนี้ เนื่องจากการผลิตกุ้งอินทรีย์มีลักษณะพิเศษ มีรูปแบบการผลิตกึ่งธรรมชาติ จึงจะเน้นการสร้างคุณภาพของสินค้ามากกว่าการเพิ่มปริมาณของผลผลิต
จากเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเรื่องราวการตลาดกุ้งที่ทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำทั้งหมด เราจะเห็นได้ว่า สถานการณ์กุ้งไทยในปีนี้ก็ยังไม่ราบเรียบ มีปัจจัยหลายๆ อย่างด้วยกันที่จะมีผลกระทบต่อภาคการเลี้ยงหรือเกษตรกรผู้เลี้ยงอีกพอสมควร และที่มองแล้วถือว่าไม่สวยงามเท่าที่ควร คือยุทธศาสตร์ที่ขัดกันอย่างสิ้นเชิงของภาคผู้ผลิตและภาคผู้ส่งออก เพราะนำมาซึ่งความสับสนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมทั้งระบบ โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อย
ยุทธศาสตร์การลดกำลังจากภาคผู้ผลิตหรือผู้เลี้ยงโดยหวังว่าจะช่วยทำให้ราคากุ้งดีขึ้น แต่ห้องเย็นกลับไม่เห็นด้วยพร้อมทั้งสารภาพว่าจำเป็นต้องมีการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ มันสื่อให้เห็นถึงความซับซ้อนของอุตสาหกรรมกุ้งไทยมากขึ้นไปเป็นลำดับ และเป็นการสื่อให้เห็นกันอีกครั้งว่า อุตสาหกรรมไทยกุ้งยังคงขาดซึ่งความสมาฉันท์อย่างสิ้นเชิง
 
|
|