| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: ไอ.ที.ฟู้ดส์ฯร่วมแจม ดันปลานิลเข้ายุโรป |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 12/02/2008-18:39 GMT+7  
โฟกัสธุรกิจสัตว์น้ำ โดย หนุ่มลำมูล
ผลผลิตปลานิลของไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมา ประมาณ 80 % ของทั้งหมดใช้เพื่อการบริโภคภายในประเทศ ส่วนที่เหลืออีก 20 % เป็นการส่งออก ซึ่งหากเทียบสัดส่วนแล้วถือว่าน้อยมาก แต่ก็ยังมีข้อดีอยู่บ้างคือ ยังไงผลผลิตก็ถูกใช้บริโภคทั้งหมด ถึงแม้ว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นในทุกๆปี เพราะปลานิลเป็นปลาน้ำจืดที่มีผู้บริโภคทุกระดับชั้น นี่คือจุดแข็งของปลาชนิดนี้ที่เป็นที่ยอมรับ ทำให้เกษตรกรยึดอาชีพนี้เรื่อยมา ถึงแม้ว่าราคาโดยภาพรวมทั้งประเทศในรอบปีอาจจะแกว่งไปบ้างก็ตาม
ด้วยสัดส่วนการส่งออกอันน้อยนิดดังกล่าว หลายๆหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนพยายามผลักดันสัดส่วนการส่งออกให้เพิ่มขึ้นด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆนานา รวมไปถึงการหาตลาดใหม่ พร้อมทั้งส่งเสริมเกษตรกรในภาคการเพาะเลี้ยง ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมการส่งออกปลานิล และได้คาดการณ์ไว้ว่าในปี 51 การส่งออกปลานิลมีแนวโน้มสดใสกว่าปี 50 เนื่องจากความต้องการบริโภคปลาน้ำจืดของผู้บริโภคในตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และรัสเซีย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก เพราะการผลิตภายในประเทศนั้นๆไม่เพียงพอ จึงทำให้หันมาบริโภคปลาน้ำจืดจากเขตร้อนมากขึ้น เพราะมีราคาถูกกว่าปลาเขตหนาว
เมื่อสถานการณ์ของประเทศคู่ค้าเป็นเช่นนั้น ทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการส่งออกทั้งโรงเพาะฟัก เกษตรกร บริษัทอาหาร และผู้ส่งออกเร่งผลิตปลาเนื้อเพื่อส่งออกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลผลิตที่ส่งออกต้องมีคุณภาพมากกว่าปลาที่ใช้บริโภคภายในประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เกษตรกรที่ผลิตปลาเพื่อบริโภคภายในประเทศจะละเลยมาตรฐานการผลิต แต่ควรใช้มาตรฐานเดียวกับการส่งออก โดยเฉพาะเรื่องสารตกค้าง ทั้งนี้หากมีออร์เดอร์จากต่างประเทศเข้ามาก็สามารถโยกปลาเหล่านี้แทนที่ได้เลย เพราะหลายๆห้องเย็นจะให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพปลาเป็นอย่างมาก
ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ได้รับข้อมูลจากบรรดาห้องเย็นต่างๆคือ ออร์เดอร์จากต่างประเทศมีปริมาณมาก โดยในแต่ละห้องเย็นต่างก็มีประเทศคู่ค้าหลักที่แตกต่างกันไป เช่น อเมริกาหรือประเทศในกลุ่มยุโรป ซึ่งเงื่อนไขหรือมาตรการทางการค้าจะแตกต่างกันตามไปด้วย โดยหนึ่งในห้องเย็นที่มีการส่งออกปลานิลไปยังกลุ่มประเทศเหล่านั้นคือ บริษัท ไอ.ที.ฟู้ดส์ อินดัสทรีส์ จำกัด ที่เข้าไปร่วมวงไพบูลย์ส่งปลาชนิดนี้ออกไปยังต่างประเทศเช่นเดียวกับห้องเย็นอื่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยคุณวิเชียร บำเรอรักษ์ กรรมการผู้จัดการได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับห้องเย็นนี้ไว้ว่า
บริษัทเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 2533 โดยใช้ชื่อว่า บริษัท อินเตอร์ ทรอบปิค ฟู้ดส์ โดยมีคุณสินธุ ล้อสีทอง ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท และคุณวิเชียร บำเรอรักษ์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน บทบาทหลักคือการรับจ้างผลิตสินค้าประเภทอาหารแช่แข็ง โดยเช่าพื้นที่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการเป็นสถานที่ดำเนินงาน เริ่มต้นด้วยกำลังการผลิตประมาณ 30 ตัน/เดือน จากนั้น 2 ปีคือเดือนเมษายนปี 2535 ได้ทำการก่อตั้งบริษัท ไอ.ที.ฟู้ดส์ อินดัสทรีส์ จำกัด โดยจะดำเนินงานด้านการตลาดและส่งออก แต่บริษัท อินเตอร์ ทรอบปิค ฟู้ดส์ก็ยังคงดำเนินงานด้านการผลิตอยู่ และได้ย้ายมาเช่าพื้นที่ในเขตจังหวัดสมุทรสาคร
จนกระทั่งในปี 2538 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือมีการรวมบริษัท อินเตอร์ ทรอบปิค ฟู้ดส์และบริษัท ไอ.ที.ฟู้ดส์ อินดัสทรีส์ เป็นบริษัทเดียวกัน โดยใช้ในนามของบริษัท ไอ.ที.ฟู้ดส์ อินดัสทรีส์ จำกัด และในปี 2543 บริษัทฯได้ดำเนินการก่อสร้างโรงงานใหม่ในเขตอุตสาหกรรมสมุทรสาคร โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแห่งประเทศไทยหรือ BOI โดยโรงงานตั้งอยู่ที่ 39/108 หมู่ 2 ตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร โทรศัพท์ 0-3449-0461-4,0-3482-9150-2 และได้ใช้สถานที่แห่งนี้ดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบัน
การบริหารงานด้านการผลิตที่ผ่านมา ได้เพิ่มและสรรหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเสริมอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับการผลิตให้ขยายเพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของสินค้าพร้อมรับประทานและสินค้าสำเร็จรูปอื่นๆ นอกจากนี้ทางบริษัทฯยังได้มีการนำปัจจัยการผลิตเช่นเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในโรงงานเพิ่มมากขึ้น โดยการดำเนินงานนั้นจะส่งออกทั้งด้านสัตว์น้ำและกลุ่มพืช สำหรับด้านสัตว์น้ำจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านวัตถุดิบมาโดยตลอดคือ
ในช่วงแรกของการดำเนินการนั้นจะส่งออกปลาดุก ปลาตะเพียน และปลาหมอเป็นหลัก ส่วนปลานิลยังมีน้อยมาก หลายปีผ่านไปออร์เดอร์ปลานิลจากต่างประเทศเริ่มเข้ามามากขึ้น สัดส่วนการส่งออกปลาชนิดนี้จึงทยอยเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆจนในปัจจุบันได้ส่งออกปลานิลไม่ต่ำกว่า 85 % ของการส่งออกวัตถุดิบทั้งหมด และส่งออกปลาชนิดอื่นๆน้อยลง โดย 60 % ของปลานิลส่งออกทั้งหมดเป็นออร์เดอร์จากประเทศในกลุ่มยุโรป รองลงมาเป็นอเมริกาและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
รูปแบบการดำเงินงานของบริษัทฯเริ่มจากการรับออร์เดอร์จากกลุ่มประเทศคู่ค้าเพื่อให้ทราบถึงเงื่อนไข ทั้งปริมาณ คุณภาพ มาตรฐานการผลิต และวันส่งมอบ เมื่อตกลงรับออร์เดอร์เรียบร้อย จากนั้นเข้าสู่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งไอ.ที.ฟู้ดส์ฯเองมีวิธีการจัดหาวัตถุดิบคือการรับซื้อจากแพปลาต่างๆ ทั้งนี้เพื่อความสะดวก เพราะแพเป็นแหล่งรวบรวมปลาเนื้อจากเกษตรกร ห้องเย็นสามารถรับซื้อได้คราวละปริมาณมาก หรือหากมีออร์เดอร์เพิ่มเข้ามา แต่ปริมาณปลามีจำกัด การรับซื้อจากผู้เลี้ยงโดยตรงก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของบริษัทฯ โดยเกษตรกรสามารถนำปลามาจำหน่ายยังหน้าโรงงานได้เลย แต่ต้องมีการเจรจาตกลงเรื่องไซส์และราคากันก่อน เช่น ไซส์ 300-500 กรัมราคารับซื้อที่ 18-20 บาทต่อกิโล ไซส์ 500-800 กรัมราคา 25-28 บาท และไซส์ 800 กรัมขึ้นไปราคา 28-32 บาท แต่ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกลไกทางการตลาด ซึ่งในรอบปีปริมาณการส่งออกจะแตกต่างกันไปในแต่ละเดือน และเมื่อเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 400 ตัน/เดือน
คุณวิเชียรได้ให้รายละเอียดของปริมาณการส่งออกปลาในรอบปีของไอ.ที.ฟู้ดส์ฯที่มีความแตกต่างกันในแต่ละเดือนคือ ในช่วงหนาวหรือเดือนธันวาคมและมกราคม จะเป็นช่วงที่มีการส่งออกน้อยที่สุด เหตุผลคืออยู่ในช่วงระหว่างเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่ ผู้บริโภคปลายทางจะใช้ปลาเพื่อเป็นอาหารในช่วงนี้เป็นจำนวนมาก และจะไม่ซื้อปลาในช่วงนี้ แต่ผู้บริโภคจะซื้อปลาเก็บไว้ในสต็อคในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ดังนั้นในช่วง 2 เดือนนี้จะเป็นช่วงที่ไอ.ที.ฟู้ดส์ส่งปลาไปยังยุโรปมากที่สุดในรอบปี คือนอกจากจะส่งตามออร์เดอร์ปกติแล้ว ก็ยังเพิ่มออร์เดอร์วัตถุดิบที่จะใช้ในช่วงเทศกาลเข้าไปอีก เท่ากับว่าได้เพิ่มปริมาณปลาในการส่งแต่ละล็อตเข้าไปอีกเท่าตัว บริษัทฯจึงรับซื้อปลาจากเกษตรกรหรือแพในช่วงนี้เป็นจำนวนมาก
ส่วนลักษณะของวัตถุดิบส่งออกไปในแต่ละประเทศจะมีในหลายไซส์เช่นตัวละ 300-500 กรัม,500-800 กรัม และตัวละ 800 กรัมขึ้นไป และรูปแบบที่เหมือนกันเช่น ทั้งตัว ฟิลเล่ต์ ขอดเกล็ดผ่าท้อง เป็นต้น แต่โดยส่วนใหญ่จะส่งออกไปในรูปของขอดเกล็ดผ่าท้อง โดยลูกค้าในแต่ละรายอาจจะมีออร์เดอร์ในหลายลักษณะก็เป็นได้ แต่ตลาดในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันเงื่อนไขทางการค้ามากกว่า โดยประเทศในกลุ่มยุโรปจะใช้มาตรฐานการนำเข้าของลูกค้าในลักษณะเดียวกัน แต่สำหรับอเมริกาเองแล้ว เงื่อนไขและข้อกำหนดของลูกค้าในแต่ละรัฐไม่เหมือนกัน ซึ่งบางรัฐมีความเข้มงวดมาก ทำให้การส่งวัตถุดิบมีข้อจำกัด แต่บางรัฐกลับส่งเข้าได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นฐานข้อมูลของกลุ่มลูกค้าจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการติดต่อซื้อขาย ส่วนปัญหาในการส่งออกที่นอกเหนือจากนี้แล้ว ทางบริษัทฯจะตระหนักในเรื่องสารตกค้างมากเป็นพิเศษ เพราะเรื่องลักษณะนี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการส่งวัตถุดิบในอดีต โดยวัตถุดิบเหล่านั้นถูกตีกลับหรือทำลาย เพราะฉะนั้นวัตถุดิบที่รับซื้อจากเกษตรกรเพื่อส่งออกจะต้องเป็นปลาที่ไม่มีสารตกค้าง
นอกจากนี้คุณวิเชียรยังได้กล่าวถึงประเทศคู่แข่งด้านการผลิตและส่งออกปลานิลไว้ว่า ตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกปลานิลมากที่สุดในโลก รองลงมาเป็นไต้หวัน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเหล่านี้ส่งวัตถุดิบไปยังประเทศคู่ค้าเดียวกับไทย นั่นคืออเมริกา ที่มีการนำเข้าปลานิลมากที่สุดในโลก รองลงมาได้แก่สหภาพยุโรป จากข้อมูลดังกล่าว ถึงแม้ว่า ไอ.ที.ฟู้ดส์จะไม่ได้ส่งเข้าอเมริกาเป็นหลัก แต่ก็ได้รับผลกระทบพอสมควร โดยได้ให้เหตุผลว่าวัตถุดิบของจีนเกิดจากการเลี้ยงโดยใช้ต้นทุนต่ำ เพราะฉะนั้นจึงสามารถส่งได้ในราคาต่ำ แต่ถึงอย่างไร ระบบการเลี้ยงโดยภาพรวมทั้งประเทศนั้น ไทยยังมีความได้เปรียบอยู่คือเทคโนโลยีการเลี้ยง อันจะส่งผลต่อไปถึงคุณภาพของปลา แต่ในระยะหลังจีนเริ่มมีการปรับตัว พัฒนารูปแบบและคุณภาพการเลี้ยงให้ได้มาตรฐานมากขึ้นกว่าเดิม
ส่วนสภาพปัญหาและอุปสรรคหลักๆในการส่งออกปลานิลของบริษัทฯคือเรื่องวัตถุดิบ ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้จะมีข้อจำกัดคือเรื่องปริมาณที่ไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่ในบางพื้นที่ไม่สามารถเลี้ยงปลาได้ ทำให้ผลผลิตที่จะออกมานั้นน้อย เพราะฉะนั้นจึงต้องทำการรับซื้อปลามาสต็อคไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ให้มากที่สุด แต่ถึงอย่างไร ในส่วนของไอ.ที.ฟู้ดส์ฯในปัจจุบันก็นับว่าประสบความสำเร็จในด้านการส่งออก ซึ่งเกิดจากการบริหารงานที่ผ่านมา ซึ่งมักจะได้รับการยอมรับจากลูกค้าเก่าที่ทำธุรกิจติดต่อกันมาเป็นเวลานับสิบๆปี เพราะมีความเชื่อมั่นในด้านการผลิตของบริษัทฯ จึงสั่งออร์เดอร์ตลอดทั้งปี แต่จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับฤดูกาลดังที่ได้กล่าวไปแล้ว นอกจากลูกค้าเก่าที่ติดต่อซื้อขายกันมานานแล้ว การหาลูกค้าใหม่ก็เป็นนโยบายในการพัฒนาบริษัทต่อไป
โดยในปี 51 นี้ ได้มีการประชุมและวางแผนไว้ว่า จะเริ่มเจาะตลาดใหม่ๆหรือเพิ่มปริมาณในกลุ่มลูกค้าเก่าเช่นกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นอีกกลุ่มที่มีความต้องการปลานิลจากไทยเช่นเดียวกัน หากแต่จะแตกต่างจากยุโรปและอเมริกาตรงที่สเป๊คปลาคือเป็นปลาอีกเกรด เพราะกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับราคามากกว่าคุณภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปลาที่ส่งไปตะวันออกกลางจะด้อยคุณภาพ เพียงแต่คุณภาพดีไม่เท่ากับปลาที่ถูกส่งไปยังกลุ่มประเทศอื่นๆเท่านั้นเอง
ในทุกๆปีได้เกิดการขยายตัวขึ้นของปริมาณการส่งออกปลานิล โดยในปี 50 ได้มีการส่งออกปลานิลเพิ่มขึ้นจากปี 49 ไปอีก 15 % ทั้งนี้เกิดจากการเพิ่มจำนวนของผู้บริโภค และในปี 51 นี้ คาดว่าปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้นจากปี 50 ประมาณ 20 % โดยผลผลิตอาจจะถูกส่งไปยังกลุ่มประเทศใหม่ๆก็เป็นได้ นอกจากจะส่งออกปลานิลไปยังต่างประเทศประมาณ 85 % แล้ว ปลาและสัตว์น้ำชนิดอื่นๆก็อยู่ในแผนการส่งออกเช่นปลาดุก ปลาช่อนปลาหมอ ปลากะพง รวมไปถึงกุ้งขาว แต่พบว่าสัตว์น้ำดังกล่าวจะถูกส่งออกไปในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง โดยคุณวิเชียรได้กล่าวถึงการส่งออกปลาชนิดอื่นไว้ว่า
ส่งปลาดุกปีละประมาณ 100 ตัน ไม่มาก ส่วนปลาหมอไทยส่งเข้าอเมริกาเป็นหลัก รวมไปถึงยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ ส่วนใหญ่จะเป็นไซส์ 6-7 ตัวโล และ8-10 ตัวโล ส่วนไซส์ 4-5 ตัวโลมีบ้างประปราย โดยส่งเป็นปลาทั้งตัว และขอดเกล็ดผ่าท้อง สำหรับตลาดปลาช่อนไม่กว้างเท่าไหร่ มีสัดส่วนต่ำกว่าตลาดปลาดุกด้วยซ้ำไป เราส่งออกปลาช่อนปีละไม่เกิน 5 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมาก ทั้งนี้เกิดจากราคาที่รับซื้อจากเกษตรกรสูง เพราะในบางช่วงตกกิโลละ 100 กว่าบาท เพราะเป็นช่วงที่ปลาขาดตลาด ลูกค้าไม่สามารถซื้อได้ในราคาที่สูงกว่านี้ เพราะฉะนั้นปลาช่อนที่เราส่งออกได้ก็จะอยู่ในช่วงราคาที่ตกต่ำลงมาที่ประมาณ 75 บาท ก็สามารถหาตลาดได้ ซึ่งปลาทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะส่งพ่วงไปกับปลานิล
ยังมีปลาอีกชนิดที่กำลังเป็นที่ฮือฮาว่าจะมีวัตถุดิบส่งออกหรือไม่ นั่นคือปลาเนื้อขาว ซึ่งไอ.ที.ฟู้ดส์ก็ยังได้รับการทาบทามว่าให้ส่งปลาชนิดนี้เข้าไปยังอเมริกาและกลุ่มประเทศยุโรปเช่นเดียวกัน แต่ข้อมูลที่ได้รับก็เป็นเช่นเดียวกับห้องเย็นอื่นๆคือ มีออร์เดอร์เข้ามาจริง แต่ติดปัญหาตรงที่ไม่มีวัตถุดิบ หลายท่านอาจสงสัยว่ามีการเลี้ยงกันแล้วในหลายพื้นที่ แต่ทำไมธุรกิจการส่งออกปลาเนื้อขาวยังไม่กระเตื้องเท่าที่ควร นั่นเป็นเพราะคุณภาพยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ลูกค้ากำหนดหรือคุณภาพไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องสี เท่าที่ผ่านมามีผู้ผลิตปลาเนื้อขาวตรงสเป๊คอย่างต่อเนื่องน้อยมาก ซึ่งกลุ่มผู้เลี้ยงเหล่านั้นได้ส่งปลาไปยังห้องเย็นอื่นๆอยู่แล้ว ไอ.ที.ฟู้ดส์จึงยังไม่มีวัตถุดิบชนิดนี้ แต่ที่ผ่านมาเคยส่งตัวอย่างปลาไปให้ลูกค้าตรวจเช็ค แต่ผลปรากฏว่าไม่ผ่าน แต่ถึงอย่างไรก็ยังกล่าวว่า ในปัจจุบันหากเกษตรกรท่านใดที่เลี้ยงปลาเนื้อขาวและมั่นใจในคุณภาพของวัตถุดิบก็สามารถติดต่อเพื่อขอส่งตัวอย่างมาที่โรงงานได้ เพื่อจะนำไปพิจารณาอีกครั้ง
นั่นเป็นสถานการณ์การส่งออกไปยังต่างประเทศที่มุ่งเน้นไปที่ปลานิลเป็นหลัก แต่ทางบริษัทฯยังมีรูปแบบการดำเนินการด้านการตลาดอื่นๆอีกคือ เจาะกลุ่มลูกค้าตลาดภายในประเทศ ซึ่งจะอยู่ในรูปของสินค้าอาหารสำเร็จหลายๆผลิตภัณฑ์ วางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์และคาร์ฟู โดยวัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็นอาหารดังกล่าวเป็นวัตถุดิบชนิดเดียวกันกับการส่งออก แต่เกรดต่ำกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยจะเริ่มวางจำหน่ายยังห้างสรรพสินค้าในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป และคาดว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะติดตลาดภายใน 3 ปีข้างหน้า
ดูเหมือนว่าบริษัท ไอ.ที.ฟู้ดส์ อินดัสทรีส์ จำกัด ได้เล็งเห็นถึงอุตสาหกรรมการส่งออกปลานิลมาก เพราะหากดูจากการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ซึ่งในช่วงแรกเริ่มของการก่อตั้งบริษัทนั้น จะเห็นว่ามีการส่งออกปลานิลน้อยมาก แต่ต่อมาเริ่มส่งวัตถุดิบปลานิลเพิ่มเข้ามามากขึ้นเป็นลำดับในแต่ละปี จนในปัจจุบัน 85 % ของการส่งออกเป็นปลานิลไปแล้ว ซึ่งต่อไปในอนาคตก็ไม่แน่ว่าตัวเลขอาจจะเพิ่มขึ้นกว่านี้ เพราะอัตราการส่งออกปลานิลเพิ่มขึ้นในทุกๆปี ปีละประมาณ 15-20 %
ล่าสุดได้ติดต่อและทำสัญญากับแพปลาแห่งหนึ่งเรื่องการรับซื้อวัตถุดิบ ซึ่งแพจะต้องนำปลามาให้ที่โรงงานเดือนละ 150 ตัน นี่เป็นเพียงแพเดียวเท่านั้น ยังมีแพอื่นๆและเกษตรกรรายอื่นๆอีกที่พร้อมจะนำปลาเนื้อมาจำหน่าย เพราะฉะนั้นตัวเลข 400 ตันต่อเดือนจึงเป็นเรื่องที่ทำไม่ยากสำหรับห้องเย็นนี้ บางทีอาจจะเกินด้วยซ้ำ และไม่เพียงเฉพาะไอ.ที.ฟู้ดส์ฯเท่านั้น หากห้องเย็นอื่นๆร่วมกันส่งเสริมการผลิตปลานิลแก่เกษตรกร อาจจะเข้าโครงการคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ทั้งนี้เพื่อส้รางความสบายใจให้แก่ผู้เลี้ยงว่ามีตลาดรองรับที่ชัดเจน หากเป็นเช่นนั้น สัดส่วนการส่งออกปลานิลต้องมากกว่า 20 % แน่นอน
สุดท้ายคุณวิเชียรได้กล่าวว่า หากเกษตรกรหรือแพปลาที่ต้องการระบายปลานิลสามารถติดต่อเข้ามาที่บริษัทฯได้ และยังได้กล่าวย้ำอีกว่า ปลานิลเป็นปลาที่มีแหล่งตลาดรองรับชัดเจน เกษตรกรเลี้ยงต่อไปได้ แต่ต้องตระหนักถึงคุณภาพของปลาด้วย เพราะหากมีสารตกค้าง นั่นหมายความว่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่คอยสร้างความเสียหายให้แก่อุตสาหกรรมการส่งออกปลานิลต่อไปในอนาคต
 
|
|