| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ:: ระวังปลานิลพันธุ์ทาง โตช้า ไม่น่าทาน |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 07/06/2008-11:33 GMT+7  
NEW โดย...กระเบนธง ในวงการปลานิลนอกเหนือจากอาหารเม็ดขยับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่องแล้ว ณ ปัจจุบัน ยังมีประเด็นที่น่าสนใจซึ่งผู้เลี้ยงปลาหลายคนเริ่มที่จะเจอและตั้งข้อสงสัย คือ เรื่องของพันธุกรรมปลานิล โดยหลายพื้นที่ด้วยกันเจอภาวะการเลี้ยงปลาโตช้า พร้อมทั้งโครงสร้างของตัวปลาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น ความหนาของสันเล็กลง สีของปลามีรอยด่าง ซึ่งที่ผ่านมานนั้นมีการตั้งข้อสันนิษฐาน 3 ประการด้วยกัน คือ
1.เกิดปัญหาเลือดชิดในพันธุกรรมปลานิล ทำให้หลายฟาร์มด้วยกันแก้ปัญหาด้วยการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ปลานิลจากต่างประเทศ
2.อาหารเม็ดขึ้นราคา ทำให้ผู้เลี้ยงปลาหันไปผลิตอาหารขึ้นมาใช้เอง ซึ่งการทำอาหารใช้เองนั้นหากลงลึกในรายละเอียดแล้วมีรายละเอียดปลีกย่อยที่อาจส่งผลการเลี้ยงหลายประการด้วยกัน เช่น ค่าโปรตีน , คุณภาพของวัตถุดิบ , การเก็บรักษา ฯลฯ
3.การเติบโตและขยายตัวในการเลี้ยงปลานิลของประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้มีการนำเข้าพันธุ์ปลาจากประเทศไทย จึงมีการตั้งข้อสงสัยว่า พันธุ์ปลาเกรดเอ ได้มีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วยเพราะมีออร์เดอร์ที่นิ่งและราคาค่อนข้างดี
และล่าสุดมีการนำเสนอข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อ19 พฤษภาคม ที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องราวปัญหาของพันธุกรรมปลานิล ซึ่งทำให้ผู้ที่อยู่ในวงการเพาะเลี้ยงปลานิลเกิดความวิตก เมื่อมีงานวิจัยของน.ส.ศรีจรรยา สุขมโนมนต์ นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) จากภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าปลานิลในธรรมชาติบางแห่งมีการปนเปื้อนยีนของปลาหมอเทศอย่างรุนแรง โดยในข่างมีการระบุว่า ในอนาคตหากมีการนำปลานิลที่มียีนปลาหมอเทศปนเปื้อนก็อาจจะมีผลทำให้โครงสร้างของปลานิลเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ
เพื่อให้เกิดความกระจ่างในเรื่องนี้ ทีมงานนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำจึงได้ติดต่อไปยัง ศ.ดร.อุทัยรัตน์ ณ นคร แห่ง ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรกรศาสตร์ (บางเขน) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาการวิจัยของ น.ส.ศรีจรรยา ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมรวมไปถึงผลกระทบที่อาจตามมาหากมีการนำปลานิลพันทางตัวนี้ไปทำการเพาะพันธุ์ว่า
จริงๆ แล้วทั้งปลานิลและปลาหมอเทศนั้นเป็นปลาที่มีการนำเข้ามาเมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่ผ่านมา แต่ปลาหมอเทศนั้นการรู้จักหรือการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ยังไม่แพร่หลายมากนัก และมีข้อมูลที่น่าสนใจซึ่งพบเจอในหลายประเทศที่มีปลา 2 ชนิดนี้อาศัย คือ ปลา 2 ชนิดสามารถที่จะผสมพันธุ์กันได้ โดยลูกที่ออกมาก็จะมีลักษณะบางส่วนที่เหมือนกับปลานิลและปลาหมอเทศ แต่ไม่เป็นผลดีในการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ กล่าวคือ ปลานิลที่มีการปนเปื้อนของยีนปลาหมอเทศนั้น จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนกับปลานิลจิตรดาที่มีการพัฒนาสายพันธุ์มาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น อัตราการเจริญเติบโตที่ช้ากว่า ลักษณะสีสันที่มีความกระด่างกระดำไม่น่ารับประทาน
สำหรับการค้นพบการปนเปื้อนของยีนปลาหมอเทศในปลานิลในธรรมชาตินั้น มีมานานพอสมควรแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่ล่าสุดหลังจากที่การเลี้ยงปลานิลในหลายพื้นที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเจริญเติบโต พร้อมทั้งมีการนำเสนอข้อมูลจากสื่อจึงทำให้เรื่องนี้ได้รับความสนใจ ซึ่งในกระบวนการแก้ปัญหานั้น คงไม่สามารถทำอะไรในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ แต่ในการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์บรรดาโรงเพาะต่างๆ ไม่ควรใช้พ่อแม่พันธุ์ปลานิลจากธรรมชาติที่มีโอกาสสุ่มเสี่ยงต่อการปนเปื้อนมาใช้ในการเพาะพันธุ์
โดยอ้างอิงจากงานวิจัยพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า พันธุกรรมปลานิลของแหล่งน้ำในบางพื้นที่มีการปนเปื้อนยีนปลาหมอเทศปรากฏอยู่ในปลานิล อย่าพื้นที่สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้ไปเก็บข้อมูลจะพบมากที่สุด รองลงมาเป็นปลานิลจากบางพระ ซึ่งเกี่ยวกับงานวิจัยเรื่องนี้เราจะมีทีมงานที่จะทำงานต่อไป โดยหากใครมีข้อมูลหรือสงสัยว่าในแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่หรือปลานิลที่กำลังเลี้ยงอยู่มีโครงสร้างที่เปลี่ยนไป อาจมีการปนเปื้อนของยีนปลาหมอเทศ สามารถโทรศัพท์มาสอบถามหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ที่ ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรกรศาสตร์ (บางเขน) โทร.02-5792924
ข้อมูลจากการให้รายละเอียดเพิ่มเติมของ ศ.ดร.อุทัยรัตน์ ณ นคร ซึ่งทางทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ ถือว่ามีประโยชน์ต่อวงการเพาะเลี้ยงปลานิลของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับเหล่าบรรดาโรงเพาะพันธุ์ปลานิลทั้งหลายซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ดังที่ได้กล่าวไปในเบื้องต้นว่า มีหลายโรงเพาะด้วยกันที่มีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ดี นั่นคือการ ปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลเพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาเนื้อได้ผลการเลี้ยงที่ดี จึงมีการเสาะแสวงพันธุ์ปลานิลจากแหล่งต่างๆ มาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ แต่จากผลงานวิจัยการปนเปื้อนยีนปลาหมอเทศในปลานิล ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรระวัง ซึ่งในหลายประเทศด้วยกันดังที่ ศ.ดร.อุทัยรัตน์ ได้กล่าวถึงและทางผู้เขียนก็พอทราบรายละเอียดมาบ้างเช่นกัน กับผลกระทบหากมีการปนเปื้อนของยีนปลาหมอเทศหรือแม้แต่ปลาตัวอื่นที่มีโอกาสผสมพันธุ์กันได้
ในส่วนของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาเอง ณ วันนี้ กับเหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้น ควรให้ความสำคัญกับพันธุ์ปลาเพิ่มมากขึ้น โดยก่อนจะซื้อเสียเวลานิดหนึ่งเพื่อสอบถามถึงแหล่งที่มาที่ไปของพ่อแม่พันธุ์ รวมไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยในการเพาะฟัก แม้ว่าจะไม่การันตีผลว่าท่านจะได้พันธุ์ปลานิลคุณภาพ 100% ไปเลี้ยง แต่ผมก็เชื่อว่าดีกว่าท่านจะไม่ใส่ใจในรายละเอียดเหล่านี้เลย หรือหากใครสนใจข้อมูลในเรื่องพันธุกรรมปลานิล โดยละเอียด เชิญพบเจอและแลกเปลี่ยนทัศนะกันได้ที่ งานวันปลาน้ำจืดครั้งที่ 3 วันที่ 21 มิถุนายน ศกนี้ ด้วยความปรารถนาดีจากผม กระเบนธงและทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำ
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลาหมอเทศ
ปลาหมอเทศ มีชื่อสามัญว่า mozambique mouth breeder หรือบางครั้ง เรียกว่า Java tilapia เป็นปลาในครอบครัว Cichlidae ซึ่งมีปลาอยู่ทั้งหมด ๑๖ ชนิด คนไทยรู้จักปลาหมอเทศเป็นอย่างดีเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว โดยเรียกชื่อ ตามสกุลว่าปลาตีลาป แต่เนื่องจากมีรูปร่างลักษณะคล้ายปลาหมอ (Anabas testudineus) เลยตั้งชื่อเรียกใหม่ว่าปลาหมอเทศ แต่ปัจจุบัน ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันมากนัก ปลาชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ได้ดี ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย มีขนาดโตที่สุดที่เคยมี รายงานในประเทศไทย ความยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร
ปลาหมอเทศถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ โดยท่านอธิบดีกรมประมงในสมัยนั้น (นายบุญ อินทรัมพรรย์) ได้นำพันธุ์ ปลาหมอเทศ จำนวน ๒๕๘ ตัว จากปีนัง ประเทศมาเลเซียมาทดลองเลี้ยงที่ แผนกทดลองและเพาะเลี้ยง บางเขน (ที่ตั้งสถาบันประมงน้ำจืด แห่งชาติในปัจจุบัน) ซึ่งการเลี้ยงครั้งนั้นให้ผลเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ลักษณะโดยทั่วไป
ปลาหมอเทศ มีรูปร่างคล้ายปลาหมอ ลำตัวสั้นป้อม แบนข้าง ความยาวจากหัวถึงหางเป็น ๒-๓ เท่าของความสูง เกล็ดเล็กและกลม เส้นข้างลำตัวมีรอยแบ่งเป็น ๒ ตอน ๆ แรกมีเกล็ด ตามแนว ๑๘-๒๑ เกล็ด ตอนที่ ๒ มี ๑๐-๑๕ เกล็ด ลำตัวมีสีเขียวปนเทา หรือน้ำตาลอ่อนความ หรือค่อนข้างดำครีบท้องและครีบหูมีสีค่อนข้างดำ ส่วนบนของลำตัวมีแถบสีอ่อนพาดไปตาม ยาวของลำตัว ๙-๑๑ แถบ
การแพร่พันธุ์
ปลาหมอเทศ สามารถแพร่พันธุ์ วางไข่ได้รวดเร็ว อายุประมาณ ๓ เดือน หรือ จะมีความยาว ประมาณ ๘ เซนติเมตร ก็วางไข่ได้ ปลาเพศผู้ที่เจริญเต็มวัยจะมีปุ่มหรือหนวดอยู่บนหัวแต่ปลา เพศเมียจะไม่มีลักษณะดังกล่าว แม่ปลาแต่ละตัวสามารถวางไข่ได้ปีละ ๘-๑๑ ครั้ง ในแต่ละครั้ง จะวางไข่ประมาณ ๗๕-๒๕๐ ฟอง ทั้งนี้แม่ปลามีนิสัยชอบวางไข่ในยามเงียบสงัดตอนเช้ามืด โดยเริ่มจากปลาเพศผู้ขุดหลุมที่ก้นบ่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๕ เซนติเมตรลึก ประมาณ ๖ เซนติเมตร หลังจากปลาเพศเมียวางไข่แล้วจะอมไข่ไว้ในปากเพื่อให้ปลาเพศผู้ ปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสมกับไข่ในช่องปาก ไข่ที่ผสมกับน้ำเชื้อจะฟักออกเป็นตัวภายในปากของ แม่ปลา ใช้เวลาประมาณ ๓-๕ วัน และแม่ปลาจะดูแลป้องกันภัยโดยการอมลูกไว้อีก ๑๐-๑๕ วันจึงจะปล่อยออกมาภายนอกแต่เมื่อมีภัยอันตรายเกิดขึ้นลูกปลาเหล่านี้ก็จะว่ายน้ำหลบเข้าปากแม่ ซึ่งดูแลอยู่ใกล้ ๆ นั่นเอง
ข้อมูลจาก www.talaadthai.com
 
|
|