| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ:: ปรับอีกรอบแล้ว ถึงปากบ่อเพิ่มประมาณ 6% |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 07/06/2008-11:35 GMT+7  
เข้าเวรมารายงานตัวกันอีกฉบับกับผมนายกุลาดำ ก่อนเขียนบทความฉบับนี้ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมกับทีมกองบรรณาธิการธุรกิจสัตว์น้ำในฐานะทีมงานกิตติมศักดิ์ เกี่ยวกับการปรับรูปแบบการทำงานและเนื้อหาที่จะนำมาเสนอผ่านธุรกิจสัตว์น้ำ เหตุผลเพราะอะไร ทำไมต้องปรับ ตรงนี้เชื่อว่าแฟนธุรกิจสัตว์น้ำทุกท่านคงทราบกันดีว่า ตอนนี้สถานการณ์ในวงการเราเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปแล้ว และในแต่ละเดือนสถานการณ์ก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นเด่นชัดมากที่สุดคือ เรื่องของสิ่งแวดล้อมและต้นทุน ซึ่งมีผลกับความสำเร็จในการเลี้ยงเป็นอย่างยิ่ง สำหรับบทสรุปของการประชุมทีมกองบรรณาธิการเป็นอย่างไรนั้นผมไม่ทราบเพราะนั่งอยู่แป๊บเดียวด้วยเพราะมีธุระส่วนตัวต้องออกไปทำต่อ แต่ก่อนออกจากที่ประชุมก็ได้ทิ้งข้อมูลในส่วนที่ผมพอทราบในเรื่องการตลาด เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานในฉบับต่อไปของทีมกองบรรณาธิการ
สำหรับข้อมูลในภาคการตลาดที่ผมทิ้งท้ายไว้นั้น เชื่อว่าหลายคนอยากทราบ แต่ผมก็ไม่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังมากนัก ซึ่งจะเห็นว่าในหลายฉบับที่ผ่านมาผมจะเลี่ยงเขียนถึงภาคการตลาดด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ
1.มีเพื่อนๆ ในวงการห้องเย็นขอร้องไว้ เขากลัวว่าจะกลายเป็นลบมากกว่าบวก โดยเฉพาะผลในแง่ของจิตวิทยาที่จะมีกับผู้ประกอบการในวงการ
2.ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร ตรงนี้ยอมอรับจริงๆ ว่า คนทำตลาดกุ้งตลาดต่างประเทศเดี๋ยวนี้เหนื่อยครับ บางช่วงถึงขึ้นเผลอเลย เพราะปัจจัยลบเยอะมาก ยิ่งต้นทุนการเลี้ยงกุ้งสูงขึ้น แต่ราคากุ้งกลับขยับขึ้นไม่ได้ มันกลายเป็นความอึดอัดใจ เพราะถ้าซื้อถูกก็เห็นใจผู้เลี้ยงกุ้ง ซื้อแพงไปโอกาสเสี่ยงกับภาวะขาดทุนมีสูง ครันจะไปวิ่งไล่ซื้อกุ้งจากต่างประเทศที่ราคากุ้งปากบ่อต่ำกว่าไทย มันก็เป้เรื่องยากในการประสานงาน ยกเว้นห้องเย็นที่มีศักยภาพ ซึ่ง ณ วันนี้มีการขนกันโครมๆ ซึ่งการทำงานเช่นนี้ถ้ามองในเชิงธุรกิจ ต้องเข้าใจห้องเย็นนะครับ มันเป็นทางออก ถ้าไม่ทำห้องเย็นก็ตาย แต่ถ้ามองในแง่มโนธรรม ผู้เลี้ยงกุ้งไทยย่อมไม่เห็นด้วย และพาลให้คิดถึงรายละเอียดปลีกย่อยอีกกลายข้อด้วยกันซึ่งผมได้เขียนและกล่าวถึงไปหลายฉบับที่ผ่านมาแล้ว
สำหรับเนื้อหาที่ผมจะเขียนถึงในฉบับนี้ ไม่รู้ว่าทางกองบรรณาธิการได้นำมาเสนอหรือบอกเล่าเก้าสิบกันบ้างหรือยัง เกี่ยวกับราคาอาหารที่ได้ปรับขยับสูงขึ้นอีกรอบแล้วเมื่อประมาณกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมไม่แน่ใจว่าปรับขึ้นทุกพื้นที่หรือเปล่า แต่ข้อมูลที่ผมรับทราบมาเป็นพื้นที่การเลี้ยงกุ้งทางภาคใต้ครับที่ทราบก็เพราะลงไปติดต่อซื้อกุ้งครับ
การปรับราคาของอาหารเม็ดครั้งนี้เท่าที่ผมได้คุยกับเอเย่นต์และผู้เลี้ยงกุ้งหลายท่านด้วยกัน อาหารเม็ดเมื่อถึงมือผู้เลี้ยงกุ้งจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 6% โดยส่วนตัวผมเองไม่ทราบว่าอาหารแต่ละเบอร์ที่ใช้เลี้ยงกุ้งลูกละเท่าไหร่ แต่พอทราบมาคร่าวๆ ว่าโดยเฉลี่ยประมาณ 500 บาท ซึ่งถ้ายึดตามราคานี้เท่ากับว่า ต้นทุนอาหารจะขยับขึ้นลูกละ 30 บาท ถ้าลองคำนวณต่อกับการเลี้ยงกุ้ง 1 ไร่ ผมคิดแค่ได้ผลผลิต 1 ตัน FCR 1.3 เท่ากับว่า ต้องใช้อาหาร 1.3 ตัน หรือ 65 ลูก (1 ลูก = 20 กิโลกรัม) เท่ากับว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 1,950 บาท ถ้า FCR สูงกว่านี้ต้นทุนต่อไร่ก็ขยับสูงขึ้นไปอีกซึ่งผมพบว่าผู้เลี้ยงกุ้งหลายคนด้วยกันที่ได้ผลการเลี้ยงที่ FCR สูงไปถึง 1.5 ซึ่งจริงๆ แล้วเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้ผู้เลี้ยงกุ้งหลายท่านทราบดี โดยเฉพาะระดับมืออาชีพที่ในการลงกุ้งแต่ละครอปจะมีการวางแผนไว้คร่าว แต่ในส่วนของผู้เลี้ยงเลี้ยงรายย่อยผมยังเจอลักษณะแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ เยอะมาก ถึงเวลาก็ให้อาหาร เปิดใบพัดตีน้ำ เติมจุลินทรีย์ หลายท่านด้วยกันที่ได้สอบถามทราบต้นทุนขยับขึ้น แต่ขยับขึ้นเท่าไหร่ตอบไม่ได้ ถ้าท่านได้อ่านบทความที่ผมเขียน ย้ำว่าอันตรายนะครับ คิดดูว่าถ้าบ่อ 4 ไร่ ต้นทุนจะขยับขึ้นร่วม 8,000 บาท ถ้าเลี้ยง FCR เกิน 1.3 ต้นทุนก็ปาเข้าไปร่วม 10,000 บาท
มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับราคาอาหารซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามีกฎระเบียบทางราชการหรือเปล่า นั่นคือ ต้องมีการทำเรื่องขออนุญาตหรือไม่ ซึ่งถ้ามีก็ไม่รู้ว่ามีการขออนุญาตกันบ้างหรือเปล่า เพราะตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ราคาอาหารแทบจะปรับทุกเดือนกันเลย ที่ผมกล่าวเช่นนี้ขอออกตัวก่อนว่าไม่มีความประสงค์จะโจมตีเหล่าบริษัทผู้ผลิตอาหารแต่ประการใด เพียงแต่อยากให้เกิดความยุติธรรม ความโปร่งใส่เท่านั้นเอง เพราะการปรับราคาอาหารแต่ละครั้งผมทราบมาว่าผู้เลี้ยงกุ้งแทบไม่ได้ตั้งตัวกันเลย หลายคนบอกกับผมว่า ไปถึงร้านจึงทราบว่าอาหารขึ้นราคาอีกแล้ว แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะปล่อยกุ้งลงบ่อแล้ว มีหลายคนบอกกับผมว่า ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาในการเลี้ยงกุ้ง 1 ครอป ต้องเจอกับการขยับขึ้นราคาอาหาร 2-3 ครั้ง ถึงรู้ว่าต้องปรับตัว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะปรับอย่างไร
มาถึงตรงนี้ก่อนจากกัน หากจะถามผมว่ามีอะไรจะแนะนำใหม่ สำหรับข้อมูลที่ผมทราบมา เชื่อว่าอีกไม่นานอาหารกุ้งจะปรับเพิ่มขึ้นไปอีก เหตุผลนั้นมาจากราคาน้ำมันและพื้นที่การเพาะปลูกวัตถุดิบลดลง ผมคำนวณว่า อย่างต่ำอาหารจะปรับเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 5-8% หรือต่อ 1 ลูกจะเพิ่มขึ้น 25-40 บาท เมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณนี้ ส่วนราคากุ้งถ้าคุยกันตรงๆ ไม่น่าจะมีการเคลื่อนไหวมากนัก ดีไม่ดีอาจจะตกต่ำลงกว่านี้อีกหากอ้างอิงจากสถิติที่ผ่านมาของทุกเพราะเป็นช่วงเวลาที่กุ้งทั่วโลกจะออกมาพร้อมกัน
กล่าวถึงภาคการตลาดผมมีข้อมูลความเคลื่อนไหวในสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งของประเทศจีนมาเล่าสู่กันฟังเล็กน้อย เพราะแม้ว่าจีนอาจจะไม่ใช่ประเทศคู่แข่งหมายเลขหนึ่งของไทย และทราบมาว่าในปีนี้ช่วงกีฬาโอลิมปิคจีนอาจมีการนำเข้ากุ้งและสินค้าหลายชนิดจากไทย ซึ่งอาจจะส่งผลให้สินค้าบางตัวราคาขยับขึ้น สำหรับสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งในจีนครอปแรก ซึ่งหากเป็นสถานการณ์ปกติผลผลิตกุ้งจะออกมาในช่วงนี้ แต่ในปีนี้สถานการณ์การผลิตกุ้งรวมทั้งสัตว์น้ำอีกหลายชนิดได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งของจีนทำการลงกุ้งประมาณ 40-50% ของพื้นที่การเลี้ยงทั้งหมด โดยสัตว์น้ำเศรษฐกิจอีกหลายตัวภาวการณ์ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ผลที่ตามมาคือ เมื่อสินค้าขาด ราคาจึงมีการขยับขึ้น และมีการคำนวณกันว่าในอนาคตอันไกลซึ่งกีฬาโอลิมปิคกำลังงวดเข้ามาทุกขณะ ราคากุ้งและสินค้าที่ใช้ในการบริโภคอีกหลายชนิดด้วยกันก็จะขยับขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวทีด้วย
สำหรับราคากุ้งของจีนในไตรมาสที่ 1 โดยเฉลี่ย กุ้งขาวไซส์ 50 ตัว/กก. ประมาณกิโลกรัมละ 184 บาท ,ไซส์ 60 ตัว/กก. ประมาณกิโลกรัมละ 152 บาท และไซส์ 70 ตัว/กก. ประมาณกิโลกรัมละ 139 บาท
การขยับราคาขึ้นของสินค้ากุ้งหรืออีกหลายชนิดด้วยกัน มาถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่าเพราะกีฬาโอลิมปิค ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เหตุเพราะหากอ้างอิงตามกระแสของโลก ณ ตอนนี้อาหารประเภทโปรตีน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าสัตว์น้ำทั้งที่มาจากการเพาะเลี้ยงและจับได้จากธรรมชาติ เหตุเพราะเป็นอาหารที่ให้โปรตีนที่มีประโยชน์และมีผลกระทบข้างเคียงน้อยมาต่อผู้บริโภค หรือที่หลายคนเรียกว่า โปรตีนบริสุทธิ์ ในหลายประเทศด้วยกันที่ราคามีแนวโน้มขยับขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับประเทศไทยเรา โดยในปีนี้ผมมีโอกาสพูดคุยกับบุคคลในวงการเพาะและเลี้ยงหลายท่านด้วยกันได้ข้อมูลมาว่า ในครึ่งปีแรก ผลผลิตน่าจะลดลงไม่ต่ำกว่า 20-30% เลยทีเดียว และยิ่งราคาอาหารขยับขึ้นในรอบล่าสุด คาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี ผลผลิตก็ไม่น่าจะกระเตื้องขึ้น แต่สิ่งที่ปรากฏอย่างผิดปกติในเชิงเศรษฐศาสตร์คือ ราคากุ้งขยับลง จนผู้เลี้ยงกุ้งทนไม่ไหว ล่าสุดผมทราบข่าวมาว่า กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งทางภาคใต้ได้รวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือต่อภาครัฐให้เข้ามาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยข้อเรียกร้องมี 3 ข้อด้วยกัน คือ การนำมาตรการแทรกแซงราคากุ้ง โดยการประกันราคาโครงการรับจำนำ ลดราคาอาหารกุ้งอย่างน้อย 10 % และขยายระยะเวลาการชำระหนี้ที่จะครบกำหนด ในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ออกไปอีก 1 ปี โดยขีดเส้นตายไว้ที่ สิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งผลที่จะตามมาจะเป็นอย่างไร รัฐจะเข้ามาช่วย หรือต้องรอให้กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ปิดสะพานติณสูลานนท์ จ.สงขลาประท้วง เชื่อว่าทีมข่าวธุรกิจสัตว์น้ำคงนำมาเสนอในฉบับต่อไป
เกี่ยวกับแนวโน้มราคากุ้งยังมีอีกประเด็นที่มีการกล่าวถึงกันในตอนนี้ ซึ่งบุคคลในวงการหลายท่านด้วยกันฟันธงว่าจะมีผลกระทบ ทำให้ราคากุ้งตกลงมาอีก นั่นคือ การที่เอ็นจีโอของสหรัฐได้กล่าวหาว่าอุตสาหกรรมกุ้งของประเทศไทยได้มีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานต่างด้าว โดยมีการกดขี่แรงงานและปฏิบัติเหมือนทาส ซึ่งที่ผ่านมานนั้นทางกลุ่มผู้เกี่ยวข้องในวงการได้ทำหนังสือชี้แจงไปแล้ว แต่ข่าวล่าสุดทางสหรัฐจะส่งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านนี้เข้ามาสุ่มตรวจสอบโรงงานแปรรูปและแกะเปลือกกุ้งของไทยในเดือนมิถุนายน สิ่งที่ตามมาคือ บรรดาห้องเย็นหรือบรรดาผู้แปรรูปกุ้งหลายโรงงานด้วยกันได้ชะลอการผลิตเพื่อรองดูสถานการณ์หรือมาตรการต่างๆ ที่จะตามมา
สำหรับประเด็นการกล่าวหาเรื่องแรงงานเด็กและแรงงานต่างด้าวนั้น หลายคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องของเกมการเมือง ซึ่งจะว่าอย่างนั้นก็ได้ และถ้าเราไม่ผิดก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร แต่อยากบอกกล่าวให้ทราบกัน ซึ่งเชื่อว่าหลายคนในวงการห้องเย็นหรือผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจและเคยไปดูงานต่างประเทศ ยอมทราบเป็นอย่างดีว่า บรรดาประเทศต่างที่เจริญแล้ว เขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการใช้แรงงานเด็กเป็นอย่างยิ่ง หลายประเทศด้วยกันที่นำมาเป็นเงื่อนไขทางการค้า ดังนั้นการที่สหรัฐให้ความสำคัญหรือนำเรื่องของแรงงานเด็กหรือแรงงานต่างด้าวมาเป็นเกมการเมืองจึงว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เช่นเดียวกันกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ผมเคยกล่าวถึงไป ไม่ช้าก็เร็วการผลิตที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมลพิษที่มาจากกระบวนการผลิตทั้งในส่วนของการเพาะ เลี้ยง และการแปรรูป จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน อันเป็นเทรนฮอตตอนนี้ ต้องมีการนำมาเป็นมาตรการหรือเงื่อนไขทางการค้าอย่างแน่นอน
จากข้อมูลที่ผมนำมาเสนอเชื่อว่าน่าจะมีประโยชน์บ้างนะครับ ทีนี้เป็นหน้าที่ของผู้เลี้ยงกุ้งแล้วครับที่ต้องเอาไปคิดต่อว่า กุ้งที่ลงไปนั้นจะมีกำไรเท่าไหร่ เงินที่เตรียมไว้จะเพียงพอต่อการใช้จ่ายในการเลี้ยงหรือไม่ หรือจะมีวิธีการจัดการเลี้ยงอย่างไรที่จะทำให้ต้นทุนการเลี้ยงลดลงและสอดรับกับมาตรการต่างๆ ที่จะทยอยตามมาอย่างต่อเนื่องซึ่งท่านต้องติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องนะครับ เพราะ ณ วันนี้อาชีพการเลี้ยงกุ้งของท่านได้พลิกตาลปัตรไปหลายตลบแล้ว สวัสดีครับ
 
|
|