| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: วิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมกุ้งไทยปี 2551 |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 12/02/2008-18:41 GMT+7  
สถานการณ์ด้านการผลิต
- พื้นที่การเลี้ยงกุ้งราว 330,000 ไร่ โดยกรมประมงพัฒนาและยกระดับเข้าสู่ระบบฟาร์มมาตรฐานได้ทั้งหมดแล้ว อัตรากำลังการผลิตกุ้งขาวอยู่ที่ 1,730 กิโลกรัม/ไร่ กุ้งกุลาดำ 740 กิโลกรัม/ไร่ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตสำหรับกุ้งขนาด 40 ตัว/กิโลกรัม กุ้งขาวอยู่ที่ 120 บาท/กิโลกรัม กุ้งกุลาดำอยู่ที่ 140 บาท/กิโลกรัม
- ต้นทุนในการเลี้ยงกุ้งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตามการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันและค่าอาหารกุ้งที่มีสัดส่วนรวม 64% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ส่งผลให้เกษตรกรชะลอการขยายพื้นที่เพาะเลี้ยง และผู้ประกอบการที่เป็นเกษตรกรรายย่อยตลอดจนฟาร์มที่ไม่ได้มาตรฐานต่างประสบปัญหาขาดทุน ทำให้ขณะนี้จำนวนฟาร์มเพาะเลี้ยงลดลงจาก 38,654 ฟาร์มในปีที่ผ่านมาเหลือ 21,672 ฟาร์มเท่านั้น
-โรงงานแปรรูปกุ้งเพื่อการส่งออกมีประมาณ 957 ราย สถานประกอบการแปรรูปเบื้องต้น 458 ราย สถานประกอบการห้องเย็น (รับฝาก) 92 ราย แพปลา พ่อค้าคนกลางผู้รวบรวมสัตว์น้ำ 2,016 ราย และจำนวนเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงกุ้ง 13,537 ราย โดยมีคนงานรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 700,000 คน
- ปรับยุทธศาสตร์กุ้งครอบคลุมกุ้งกุลาดำ กุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก
มาตรการรัฐบาลที่ส่งผลต่อราคากุ้งในประเทศ
รับจำนำกุ้งขาวหมื่นตัน พยุงราคาตลาดในประเทศ กรมประมงดำเนินการแก้ไขปัญหาราคากุ้งขาวตกต่ำด้วยการจำนำจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมงจำนวนทั้งสิ้น 10,000 ตัน โดยมีระยะเวลาตั้งแต่เดือน ส.ค. ต.ค. 2550 และมีระยะเวลาไถ่ถอนภายใน 4 เดือน นับจากเดือนที่รับจำนำและล่าสุดมีเกษตรกรเข้ารับการจำนำ 354 ราย มีปริมาณกุ้งรวมทั้งสิ้น 2,753 ตัน ซึ่งเมื่อสิ้นสุดโครงการมีกุ้งรวมกันไม่เกิน 3,500 ตัน
กรมประมงเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์ในตลาดโลกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ข้อมูลในการวางแผนการผลิต พร้อมทั้งแจ้งเตือนล่วงหน้าควบคู่กับการจัดทำโครงการรับจำนำกุ้ง ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ราคารับซื้อกุ้งในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ตลาดสหรัฐฯ
1.การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศลดลงและการปรับตัวอ่อนค่าลงมากของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้นในสายตาของผู้บริโภคในประเทศ
2.กระทรวงพาณิชย์ สหรัฐฯ ประกาศผลการพิจารณาการทบทวนภาษีการทุ่มตลาดกุ้งขั้นต้น (Administrative review) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2550 ไทยถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดขั้นต้นในอัตราร้อยละ 2.34-57.64 ขณะที่อัตราเฉลี่ยทั้งประเทศที่มีอัตราระหว่างร้อยละ 5.79-6.82 ได้ถูกปรับลดลงเหลือร้อยละ 4.24 มีบริษัทที่ได้อานิสงส์ดังกล่าวประมาณ 23 บริษัทขนาดกลาง และขนาดเล็กเท่านั้น เพราะบริษัทผู้ส่งออกรายใหญ่เกือบทั้งหมด 60 กว่าบริษัท ล้วนแต่ยอมรับข้อเสนอของภาคเอกชนผู้เลี้ยงกุ้งในสหรัฐฯด้วยการจ่ายเงินให้กับภาคเอกชนผู้เลี้ยงกุ้งในสหรัฐฯแลกกับการคงอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดไว้เท่าเดิมคือ ร้อยละ 5.79-6.82 อีก 1 ปี เพื่อลดความเสี่ยงในการที่จะถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดเพิ่มขึ้นหลังการทบทวนประจำปี นอกจากนี้ เมื่อเทียบผลการประกาศพิจารณาทบทวนภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดนั้นโดยรวมแล้วไทยยังคงได้เปรียบคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐฯ ดังนั้นคาดว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งของไทยไปยังตลาดสหรัฐฯในช่วงครึ่งปีหลังจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
3.ห้างวอลมาร์ตซึ่งเป็นผู้ซื้อกุ้งรายใหญ่ในสหรัฐฯได้กำหนดให้สินค้ากุ้งที่วางจำหน่ายในห้างต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจาก Aquaculture Certification Council,lnc (ACC) โดยมีผลบังคับใช้สำหรับโรงงานแปรรูปกุ้ง (ห้องเย็น) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 และสำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้ง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 เป็นต้นมา ข้อกำหนดดังกล่าวส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมกุ้งไทยมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดทั้งวงจร
4.การประกาศอัตราทบทวน AD แบ่งประเทศออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
-กลุ่มประเทศที่การผลิตควบคุมโดยรัฐ(จีน และเวียดนาม) บางบริษัทมีอัตราภาษีเป็น 0 ส่งผลให้การขยายตัวของการส่งออกของจีนและเวียดนามเพิ่มขึ้น
-กลุ่มประเทศอื่นๆ (ไทย บราซิล อินเดีย เอกวาดอร์)
5.คำตัดสินของ WTOเรื่อง AD(การคำนวณส่วนเหลื่อมไม่เป็นธรรม) และ C-BOND(ภาษีซ้ำซ้อน)
-เอกวาดอร์ และอินเดีย ฟ้องเรื่อง AD คำตัดสินเอกวาดอร์ชนะ 15 สค.50 สหรัฐฯต้องเปลี่ยนวิธีการคำนวณภาษีAD
-ไทยฟ้อง 2 กรณี คำตัดสินธค. 2550 ไทยชนะ มีแนวโน้มว่าผู้ส่งออกกุ้งไทยจะเสียภาษีADลดลง แต่สหรัฐฯไม่ยอมรับในกรณีเลิกเก็บภาษี C-BOND และยื่นอุธรณ์ต่อคณะลูกขุน โดยอ้างว่าต้องเรียกเก็บเนื่องจากกลัวผู้ส่งออกจีนและเวียดนามจะไม่ยอมจ่าย คาดว่าทราบผลเดือนเมษายน 2551
6.การวางC-BOND ในการส่งออกกุ้ง เดือนมกราคม 2551 ไทยต้องวางC-BOND ใหม่ ทางสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย คาดว่าทั้ง 4 รอบรวมเป็นเงินประมาณ 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ที่ผ่านมาไทยวางเงินไปแล้ว 3 รอบ รวมเป็นเงิน 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ปัจจุบันยังไม่การคืนเงินค้ำประกัน ส่งผลให้ผู้ส่งออกขาดเงินทุนหมุนเวียน
ตลาดญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นนำเข้ากุ้งและผลิตภัณฑ์ 53,000-54,000 ตัน มูลค่า 60,000-70,000 ล้านเยน( 550-642 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยไทยนั้นติดอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซีย และเวียดนาม เดิมนั้นญี่ปุ่นเคยนำเข้ากุ้งและผลิตภัณฑ์จากไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง แต่หลังจากเกิดภาวะโรคระบาดในพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้ง ทำให้ญี่ปุ่นหันไปนำเข้าจากอินโดนีเซียและเวียดนามมากขึ้น
กุ้งและผลิตภัณฑ์ของไทยที่ส่งไปยังตลาดญี่ปุ่นนั้นส่วนใหญ่เป็นกุ้งปอกเปลือกและมีหาง ซึ่งคู่แข่งสำคัญของไทยในการส่งออกกุ้งประเภทนี้คือ เวียดนาม
ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างไทย ญี่ปุ่น (JTEPA) ทำให้มีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้ากุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งและกุ้งแปรรูปของไทยลงจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 0
การเจาะขยายตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นต้องพิจารณาแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในญี่ปุ่นที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กล่าวคือ ตลาดญี่ปุ่นเริ่มมีความต้องการกุ้งขนาดกลางเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ต้องการเพียงกุ้งขนาดใหญ่ อันเป็นผลมาจากอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปในญี่ปุ่นต้องการกุ้งขนาดกลางเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบในการทำซูชิและเทมปุระ รวมทั้งผู้บริโภคในญี่ปุ่นเริ่มนิยมบริโภคกุ้งขนาดกลางมากขึ้นด้วย นอกจากนี้มีแนวโน้มว่าตลาดญี่ปุ่นเริ่มนำเข้ากุ้งแปรรูปเพิ่มขึ้น และสัดส่วนการนำเข้ากุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งมีอัตราการขยายตัวที่ชะลอลง โดยเฉพาะกุ้งคลุกขนมปังป่น ซูชิ และผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูปประเภทอื่นๆ
ตลาดสหภาพยุโรป
ไทยได้รับสิทธิ GSP กลับคืนมายิ่งส่งผลให้การส่งออกกุ้งไทยในตลาดยุโรปดูมีแนวโน้มสดใสยิ่งขึ้น ที่สำคัญสหภาพยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณการบริโภคกุ้งมากที่สุดในโลก คิดเป็นประมาณ 700,000 ตันต่อปี โดยร้อยละ 50 เป็นการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ ปัจจัยบวกสำคัญจากการที่ไทยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ทำให้กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่ลดลงเหลือ 4.2% และกุ้งแปรรูปลดลงเหลือร้อยละ 7 และไม่มีการจำกัดการนำเข้าอีกต่อไป ส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกกุ้งไปยัง สหภาพยุโรปได้มากขึ้น
ตลาดยุโรปยังมีลักษณะเป็นตลาดร่วมของประเทศสมาชิกรวมแล้วถึง 27 ประเทศ และมีประชากรกว่า 450 ล้านคน โดยล่าสุดตลาดยุโรปได้ขยายตัวออกไปในยุโรปตะวันออก ซึ่งยังมีโอกาสทางการตลาดอีกมาก ดังนั้นหากผู้ผลิตและผู้ส่งออกสามารถเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรปได้นั่นหมายถึงการเข้าถึงกำลังซื้อกุ้งทั่วทั้งภูมิภาคยุโรปนั่นเอง
สหภาพยุโรปถือเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กุ้งขาวแช่แข็งที่ต้องมีการแข่งขันทั้งด้านราคาและคุณภาพกับคู่แข่งที่สำคัญ เช่น เอกวาดอร์ และ บราซิล ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่าของไทย
สหภาพยุโรปเคร่งครัดกับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าอาหารทุกประเภทรวมทั้งกุ้ง และสินค้าอาหารทะเลอื่น ๆ เป็นอย่างมาก โดยจะนำเข้าเฉพาะจากผู้ผลิต/ผู้ส่งออกที่เชื่อถือได้ในด้านคุณภาพ สินค้าประมงที่จะส่งมายังสหภาพยุโรปต้องมีใบรับรองสุขภาพที่ออกโดยกรมประมง และฟาร์ม และโรงงานที่แปรรูปเพื่อการส่งออกก็ต้องมีมาตรฐานของฟาร์มและโรงงานที่ได้รับการรับรองจากสหภาพยุโรป นอกจากนั้น ยังมีการนำระเบียบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) มาใช้ และระบบ EU Rapid Alert System on Food and Feed ซึ่งเป็นระบบการเตือนภัยเร่งด่วนสำหรับอาหารและอาหารสัตว์
ปัญหาการส่งออก
1. เงินบาทแข็งค่า กุ้งไทยมีราคาสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง
2. ประเทศที่ผลิตกุ้งขาวแวนาไม มีประมาณ30ประเทศ ในขณะที่ประเทศที่ผลิตกุ้งกุลาดำนั้น มีประมาณ7ประเทศ จากตัวเลขดังกล่าว พอจะกล่าวได้ว่า กุ้งกุลาดำมีคู่แข่งที่น้อยกว่า โอกาสที่จะมีความสดใสในตลาดโลก ก็ย่อมจะมีมากกว่า
3. ต้นทุนการผลิตกุ้งของไทย มีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน การที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะในกุ้ขาวนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการลดต้นทุนการผลิตลงให้ได้ ซึ่งภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดต้นทุนการผลิต เช่น ราคาค่าไฟฟ้า ควรที่จะจัดให้เป็นอัตราของอุตสาหกรรม ให้การสนับสนุนเรื่องน้ำมันดีเซล หรือลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบในการผลิตอาหารกุ้ง เพื่อลดราคาอาหารกุ้งลงจากปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ หากเป็นรูปธรรมขึ้นมา บวกกับส่งเสริมความรู้ให้กับเกษตรกรในส่วนการเลี้ยงว่าเลี้ยงอย่างไรจึงจะมีต้นทุนต่ำลง ย่อมจะเป็นหนทางที่จะทำให้ไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดีกว่าปัจจุบันนี้
4. การส่งออกกุ้งของไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีคู่แข่งสำคัญ ได้แก่ จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบการแข่งขันในการส่งออกกุ้ง ระหว่างไทยกับประเทศผู้ส่งออกรายอื่น ๆ แล้ว พบว่าแรงงานของไทยมีฝีมือดี มีประสบการณ์สูง เนื่องจากทำงานในอุตสาหกรรมมายาวนาน แต่มีค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่าคู่แข่ง เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับจีน ส่วนในด้านการเพาะเลี้ยง ไทยมีเทคโนโลยีการเลี้ยงที่ก้าวหน้ากว่า ฟาร์มส่วนใหญ่มีการเลี้ยงในระบบพัฒนา และปัจจุบันยังมีแนวโน้มที่จะหันไปเน้นการใช้อาหารชีวภาพมากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาสารตกค้างในกุ้ง ขณะที่เวียดนามเริ่มมีการเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนามากขึ้น ทำให้ปัจจุบันผลผลิตมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกุ้งกุลาดำ ซึ่งเวียดนามมีการเลี้ยงมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากไทย แต่มีราคาส่งออกที่สูงกว่าไทย ส่วนจีนซึ่งมีเนื้อที่ในการเพาะเลี้ยงมาก จึงสามารถเพาะเลี้ยงกุ้งได้หลายสายพันธุ์ ทำให้มีกุ้งส่งออกสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ค่อนข้างมากและหลากหลาย อีกทั้งมีต้นทุนการเพาะเลี้ยงและค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ จึงทำให้ราคาส่งออกกุ้งของจีนต่ำกว่าของประเทศคู่แข่ง สำหรับอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มี ศักยภายในการผลิตทั้งกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ โดยเฉพาะผลผลิตกุ้งขาวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก แต่มีปัญหาเรื่องภูมิประเทศซึ่งมีพื้นที่เป็นเกาะ ทำให้การขนส่งไม่สะดวกและการแปรรูปยังทำได้ไม่มากนัก
แนวโน้มกุ้งและผลิตภัณฑ์
1.แผนยุทธศาสตร์กุ้งคาดว่าจะมีการเพิ่มพื้นที่การเลี้ยงกุ้งอีกร้อยละ 10.0 และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือการเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มผลผลิตกุ้งขาวให้ได้ 950 กิโลกรัมต่อไร่ และกุ้งกุลาดำ 700 กิโลกรัมต่อไร่ จากในปัจจุบันที่มีผลผลิตเฉลี่ย 800 กิโลกรัมต่อไร่ และ 565 กิโลกรัมต่อไร่ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีการปรับสัดส่วนพื้นที่การผลิตกุ้ง โดยการขยายพื้นที่เลี้ยงกุ้งขาว ซึ่งเป็นกุ้งที่เป็นที่นิยมบริโภคทั้งในตลาดสหรัฐฯและสหภาพยุโรป จากเดิมที่มีการเลี้ยงกุ้งขาวร้อยละ 45 ของพื้นที่เลี้ยงกุ้งทั้งหมด และกุ้งกุลาดำร้อยละ 55 มาเป็นกุ้งขาวร้อยละ 70 กุ้งกุลาดำร้อยละ 30 สำหรับกุ้งกุลาดำซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคในตลาดญี่ปุ่นแต่ต้องเป็นกุ้งขนาดใหญ่นั้นก็มีการปรับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้ได้ตามความต้องการของตลาด
2.คาดว่าในปี 2551 การเลี้ยงกุ้งน่าจะมีการเลี้ยงขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ หลีกเลี่ยงการแข่งขันในกุ้งขนาดเล็กจากคู่แข่งขันอย่างจีน และเวียดนาม (ต้องตามข่าวความเสียหายจากโรคระบาดในเวียดนาม)
3.ประเทศคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ต่างใช้มาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบใหม่ เช่น มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม การใช้แรงงานเด็ก และมาตรการด้านสังคม ทำให้ไทยต้องปรับแผนการส่งเสริมอุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยจะเน้นใน 3 ประเด็นหลัก คือ ลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาพ่อแม่พันธุ์กุ้งที่มีคุณภาพ ต้านทานโรคอัตราการเจริญเติบโตดี ปรับปรุงมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศผู้นำเข้า และทำแผนการตลาดสินค้ากุ้งในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในต่างประเทศ
4.กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมแผนที่จะเปิดตลาดใหม่เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณที่จะใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ของสินค้า และทำการตลาดเชิงรุก เบื้องต้นจึงสั่งการให้กรมประมงเร่งจัดทำแผนเพื่อผลักดันการส่งออกไปสู่ตลาดที่มีศักยภาพก่อน อาทิ การจัดโรดโชว์ในประเทศต่างๆ ที่ผู้บริโภคมีอำนาจซื้อสูง และตลาดมีอัตราการขยายตัว โดยเฉพาะประเทศสเปน รัสเซีย อียิปต์ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี อังกฤษ เบลเยียม และฝรั่งเศส โดยการเข้าไปสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าด้วยระบบตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability) ที่ไทยมีศักยภาพ รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการส่งออกกุ้งแช่เย็น(Chilled) ให้เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายจาก 15,000 ล้านบาท เป็น 30,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมอบหมายให้กรมประมงประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์เร่งพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าประมง(Distribution Center: DC) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กุ้งไทยยังคงเป็นผู้นำด้านการผลิตและการส่งออกในตลาดโลก
5.สินค้ากุ้งที่เป็น Commodity Product หรือสินค้ากุ้งสดแช่เย็น และแช่แข็งต้องประสบกับการแข่งขันที่สูงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กุ้งขาวแช่แข็งต้องแข่งขันทั้งด้านราคา และคุณภาพกับคู่แข่ง อาทิ เอควาดอร์ และบราซิลที่บางครั้งสามารถผลิตในต้นทุนที่ต่ำกว่าไทย ดังนั้น นอกจากการส่งออกสินค้ากุ้งแบบ Commodity product แล้ว เกษตรกรผู้ผลิตกุ้ง และผู้ประกอบการส่งออกกุ้งจึงควรหันมาสร้างความหลากหลาย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้ากุ้งไทยให้มากขึ้น โดยการปรับเปลี่ยนจากกุ้งสดแช่แข็งให้เป็นกุ้งแปรรูปในลักษณะต่าง ๆ อาทิ กุ้งปรุงสุกที่เหมาะแก่การประกอบอาหารของชาวต่างชาติ เช่น กุ้งใส่สลัด กุ้งที่เป็นส่วนประกอบสำหรับการประกอบอาหารไทย อาหารไทยสำเร็จรูปแบบแช่แข็งที่มีส่วนประกอบที่ทำมาจากกุ้ง เช่น ข้าวกระเพรากุ้ง ผัดไทยกุ้ง ผัดสปาเก็ตตี้กุ้ง ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันก็มีบริษัทไทยหลายบริษัทที่ประสบความสำเร็จจากการส่งออกสินค้ากุ้งแปรรูปและอาหารไทยแช่แข็งที่มีส่วนประกอบมาจากกุ้ง การนำ Concept ของการปรุงอาหารแบบไทย และอาหารไทยมาผสมผสานเป็นผลิตภัณฑ์กุ้งใหม่ ๆ คือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้ากุ้งด้วยภูมิปัญญาของคนไทย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการตลาดของสินค้ากุ้งไทยที่มีศักยภาพอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญการออกแบบหีบห่อ (packaging) ให้ดึงดูด ดูดี แปลกตา น่าซื้อหา และมีคุณภาพในการเก็บรักษาอาหารให้คงสภาพสดอยู่เสมอ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยบนหีบห่ออาจมีการชูความเป็นกุ้งไทยซึ่งเหมาะกับการประกอบอาหารไทย (ซึ่งชาวตะวันตกรู้จักและนิยมชมชอบอาหารไทยมาก) ซึ่งเป็นการสร้างจุดเด่นแก่สินค้ากุ้งไทยในตลาดยุโรปได้อีกด้วย
6.ตลาดสหภาพยุโรปยังมีความต้องการกุ้งกุลาดำ และกุ้งก้ามกรามอีกมาก แม้จะมีราคาสูงแต่ก็เป็นที่นิยมในตลาดยุโรปมาก เพราะมีเนื้อแน่นและสีสันสวยงาม โดยเฉพาะในวงการภัตตาคาร และโรงแรมชั้นนำ อีกทั้งผู้บริโภคยุโรปมีกำลังซื้อสูง เน้นของดี มีคุณภาพ กุ้งกุลาดำจากประเทศไทยเป็นที่รู้จักดีในยุโรป และยังมีช่องทางตลาดอีกมาก
ข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
 
|
|