| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::กลไกการตลาดสัตว์น้ำ (ที่ยังไม่นิ่ง) |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 07/06/2008-11:36 GMT+7  
บทความพิเศษ โดย...ปัทวี บัวทอง วิทยาลัยประมงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ในรอบ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนเฝ้าติดตามสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกษตรกรค่อนข้างประสบปัญหาอย่างรุนแรง โดยสาเหตุก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างไม่จบ ซึ่งเหตุประการหนึ่งที่ถูกยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันมากที่สุด คือ ในรอบ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไป ท้ายที่สุดโรงงานหนีบน้ำมันปาล์มไม่สามารถดำเนินการผลิตได้ทันกำลังการผลิต กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการพืชพลังงานที่มีการคาดการณ์กันว่ามีอนาคตที่สดใส ถือเป็นบทเรียนสำคัญอีกบทหนึ่งในวงการเกษตรไทย ที่สินค้าตัวใดตัวหนึ่งมาแรง จึงมักมีการพูดถึงกันแต่ด้านบวก ผู้ที่ส่งเสริมก็เร่งส่งเสริม ส่วนเกษตรกรนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นอาชีพที่ต้องทำเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง สุดท้ายเมื่อผลผลิตออกมาล้นตลาด เกษตรกรคือผู้รับกรรม
วกกลับเข้ามาในเรื่องราววงการสัตว์น้ำของเรากันบ้าง ซึ่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมาก็เคยมีเหตุการณ์ผลผลิตกุ้งล้านตลาดเช่นกัน และในที่สุดเมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมๆ กัน ราคาก็ตกลงอย่างน่าใจหาย ตรงนี้จึงพอสรุปได้ว่า ในวงการสัตว์น้ำหรือแม้แต่วงกาสินค้าเกษตรอีกหลายชนิดด้วยกัน เรายังขาดสื่อกลางที่ค่อยทำหน้าที่ประสานด้านการตลาด ขาดผู้ที่จะมาทำหน้าที่บริหารการจัดการความพอดี
การผลิตหลาย ๆ ครั้ง ที่เรามักจะเริ่มต้นอาชีพการเลี้ยงสัตว์น้ำเพราะเห็นว่าเพื่อน ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงทำแล้วประสบผลสำเร็จ หรือเห็นว่าสถานการณ์ราคาดีก็เลยนำเอาปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ออกมาใช้ในการผลิตด้วย ที่สุดแล้วเมื่อผลผลิตออกพร้อม ๆ กัน ทุก ๆ ส่วนการผลิตปริมาณการผลิตก็ล้นตลาดอีก ซึ่งเกษตรกรกลุ่มนี้ เมื่อล้มเหลวก็จะมองอาชีพด้านสัตว์น้ำที่ไม่ดี
ผู้เขียนเคยสอบถามกับหน่วยงานของกรมประมงที่มีหน้าที่ในการขึ้นทะเบียนผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งโดยทั่ว ๆไป จากการขึ้นทะเบียนนี้จะทำให้สามารถทราบได้ว่า ในรอบ 2- 3 เดือน ข้างหน้าจะมีผลผลิตสัตว์น้ำ ออกสู่ตลาดเท่าไร สอดคล้องกับความต้องการของตลาด หรือไม่หากผลผลิตมากเกินไปจะวางแผนขยายตลาดอย่างไร และในทางกลับกัน หากผลผลิตยังไม่เพียงพอ ควรจะกระตุ้นภาคการผลิตอย่างไร
กับอีกส่วนหนึ่งที่จะมีผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกร คือ หากเกิดภาวะภัยพิบัติทางธรรมชาติผลผลิตถึงขั้นเสียหายหลาย ๆ ครั้ง ในอดีตที่เรามักจะพูดกัน คือ คนที่ไม่ได้ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์น้ำมักจะได้รับเงินชดเชย ซึ่งก็มีผลสืบเนื่องมาจาก การไม่ขึ้นทะเบียนผู้เลี้ยงสัตว์น้ำนี่เอง ซึ่งเมื่อมาถึงวันนี้คงต้องรณรงค์ และเชิญชวนทั้งผู้ที่สนใจและกำลังประกอบอาชีพ การเลี้ยงสัตว์น้ำอยู่หากจะให้อาชีพนี้ ยืนอยู่ได้ควบคู่กับความต้องการของผู้บริโภค อย่างมีเสถียรภาพ ก็คงต้องช่วยกันในเรื่องของการขึ้นทะเบียน
แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลทำให้สถานการณ์ราคาสินค้าสัตว์น้ำ ยังคงเคลื่อนไหวขึ้นลงมาแน่นอน คือ ความต้องการบริโภคของตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ตามสภาวะของแต่ละตลาด ซึ่งในส่วนนี้จริง ๆ แล้วตัวเกษตรกรเองไม่ค่อยมีโอกาสได้รับทราบข้อมูลมากนัก หลาย ๆ ครั้งที่มีโอกาสได้พูดคุยกับเกษตรกร เกษตรกรไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผลผลิต ที่ตนกำลังผลิตอยู่จะเลี้ยงไปขายที่ไหน และต้องขายราคาเท่าไร ถึงจะมีกำไร เพราะที่สุดแล้ว ผลผลิตออกสู่ตลาด ก็แล้วแต่ตลาด จะซื้อราคาเท่าไร ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลทำให้ ราคาสินค้าสัตว์น้ำไม่นิ่ง คือ ในเรื่องของปัจจัยภายนอก อันได้แก่ วัตถุดิบอาหารและปัจจัยสภาวะแวดล้อม ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนั้น ข้าพเจ้าได้เคยพูดไว้ในฉบับก่อน ๆ แต่ที่นำมาพูดคุยกันในวันนี้ คือในเรื่องของอาหารซึ่งคงไม่ต้องพูดถึงอาหาร เมล็ดสำเร็จรูป ที่มีต้นทุนสูง แต่มีข้อดี คือ ปริมาณสารอาหารที่แน่นอน ซึ่งผลที่ตามมา คืออัตราการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ก็จะดีทางด้านของอาหารสดที่เกษตรกร ผลิตเอง ซึ่งใช้ปลาเป็ดเศษสิ่งเหลือใช้จากภาคการเกษตร ซึ่งทุกวันนี้ ราคาก็พุงสูงขึ้นตามไปด้วยอันเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตของวัตถุดิบ ต่าง ๆ ถอยออกจากระบบเพราะทนแบกรับภาวการณ์เปลี่ยนแปลงของราคาไม่ไหว
หากสถานการณ์ยังคงเดินไปอย่างนี้ข้าพเจ้ามีความเชื่อลึก ๆ ว่าอีกไม่นานนัก เราอาจจะต้องนำเข้าวัตถุดิบสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศ ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น แน่นอนที่สุดผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าสัตว์น้ำในราคาที่สูงมาก ๆ วันนี้หากจะตั้งป้อมรับมือกับปัญหา ก็ควรจะออกมาดูแลควบคุม ราคาทั้งวัตถุดิบ และผลผลิตโดยหน่วยงานหรือองค์กรกลางที่คอยทำหน้าที่ควบคุม สักหน่วยงานหรือก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
 
|
|