| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ:: CPFสั่งดันยอดฮ่องกงเพิ่ม3เท่า ชี้อานิสงส์โอลิมปิกจีน/พร้อมเตรียมแผนลุยมาเก๊า |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 22/05/2008-13:57 GMT+7  
ค.ข่าวในวงการเกษตร
อานิสงส์โอลิมปิกจีน ซีพีเอฟสั่งปรับเป้ายอดขายสินค้าอาหารในฮ่องกงโตพรวด 3 เท่า พร้อมเร่งแผนบุกตลาดกลุ่มฟูดเซอร์วิสเต็มสูบ หลังตลาดกลุ่มโมเดิร์นเทรดไปได้สวย ตั้งเป้าปีนี้ครองแชร์ตลาดเป็น 20% ขณะที่เตรียมแผนลุยมาเก๊าชี้อนาคตตลาดใหญ่กว่าเกาะฮ่องกง
นายสุธา ด่านเสริมสุข ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซี.พี.เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด(ฮ่องกง) ในกลุ่มบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผย จากการที่กลุ่มซีพีเอฟได้เริ่มนำสินค้าอาหารที่มีมูลค่าเพิ่มภายใต้แบรนด์ "CP" เข้าไปทำตลาดฮ่องกงอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา(ก่อนหน้านี้ขายผ่านคนกลางหรือแพ็กเกอร์ที่ซื้อสินค้าของซีพีเอฟแล้วนำไปแพ็กขายในแบรนด์ของตัวเอง)ส่งผลให้ยอดขายของกลุ่มซีพีเอฟในฮ่องกงเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ โดยในปี 2549-2550 มียอดขาย 87 และ 360 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ในปี 2551 เบื้องต้น ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 680 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมากว่า 1 เท่าตัว
สำหรับสินค้าของกลุ่มซีพีเอฟที่วางจำหน่ายในตลาดฮ่องกงภายใต้แบรนด์ CP ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 27 รายการ ในกลุ่มสินค้าอาหารพร้อมรับประทานแช่เย็น แช่แข็ง อาทิ เกี๊ยวกุ้ง โจ๊กหมู ข้าวต้มปลา ไก่แปรรูปประเภทต่างๆ ไส้กรอก และไข่สด เป็นต้น ทั้งนี้สินค้าของบริษัทจะจำหน่ายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรดเป็นหลัก ซึ่งรวมโมเดิร์นเทรดทุกรายในฮ่องกงมีอยู่ประมาณ 1,500 สาขา ซึ่งเวลานี้สินค้าของกลุ่มสามารถเข้าไปวางจำหน่ายได้แล้วสัดส่วนประมาณ 95% ของจำนวนสาขาทั้งหมด อาทิ ห้างเวลคัม กลุ่มร้านซีอาร์ซี กลุ่มดาชองฮอง กลุ่มเซเว่นอีเลฟเว่น กลุ่มเซอร์เคิล-เค กลุ่มอีออน กลุ่มโซโก้ซิตี้ซูเปอร์มาร์เก็ต กลุ่มเซยู กลุ่มยูนิ และวิงออน เป็นต้น
นายสุธา กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ในปีนี้ซีพีเอฟฮ่องกงมีแผนที่จะเพิ่มสินค้าอาหารไปฮ่องกงอีก 5-6 กลุ่มได้แก่ กลุ่มหมูแปรรูป กลุ่มหมูสด กลุ่มปลาแซลมอน และกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน ขณะเดียวกันได้เตรียมขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น โดยจะรุกเข้าสู่กลุ่มลูกค้าที่เป็นฟูดเซอร์วิส ทั้งเชนร้านอาหารและภัตตาคาร บริษัทรับจัดงานเลี้ยง กลุ่มสถาบัน และกลุ่มสายการบิน ซึ่งขณะนี้ได้ลูกค้ารายใหญ่บ้างแล้ว อาทิกลุ่ม Maxims(เจ้าของสตาร์บัคส์) ซึ่งมีร้านอาหารฟาสต์ฟูดในฮ่องกงประมาณ 200 ร้าน และร้านเบเกอรี่ 250 สาขา
"ตลาดสินค้าอาหารในฮ่องกงมีมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท ที่มีข้อมูลคือกลุ่มเกี๊ยวมูลค่า 560 ล้านบาท กลุ่มไข่ 1,200 ล้านบาท ไก่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไก่สด 1,100 ล้านบาท อาหารแช่แข็งส่วนใหญ่เป็นสินค้ากุ้งมูลค่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งในกลุ่มลูกค้าโมเดิร์นเทรดในภาพรวมเวลานี้เรามีส่วนแบ่งตลาดแล้วประมาณ 10% ในปีนี้ตั้งเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 20% ในจำนวนนี้สินค้าไข่เรามีส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง โดยในปีที่ผ่านมามียอดขายประมาณ 100 ล้านบาท"นายสุธา กล่าวและว่า
ตลาดสินค้าอาหารในฮ่องกงมีการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันเรื่องราคาจากสินค้าจีนที่ครองตลาดฮ่องกงอยู่ในเวลานี้ อย่างไรก็ดีบริษัทได้มุ่งเน้นการทำตลาดระดับบนที่คำนึงถึงคุณภาพมาตรฐานเป็นหลัก โดยกลยุทธ์หลักคือการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ในท้องถิ่น ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ป้ายโฆษณากลางแจ้ง และในร่ม เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รูจัก และที่ให้ความสำคัญมากที่สุดคือการออกบูธชง-ชิมอาหารในอีเวนต์ต่างๆร่วมกับห้าง(อินสตอร์โปรโมชัน) เพื่อให้เข้าถึงรสนิยมและความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด โดยการโฆษณาประชาสัมพันธ์จะใช้งบประมาณ 10% ของยอดขาย"
ด้านนายพงษ์ วิเศษไพฑูรย์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ซีพีเอฟ กล่าวว่า จากการที่จีนจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปีนี้ได้ให้นโยบายสำนักงานในฮ่องกงเพิ่มเป้าหมายยอดขายขึ้น 3 เท่าจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากการที่ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการบิน และเป็นเมืองท่องเที่ยว คาดในปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวและนักกีฬาจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้าฮ่องกงก่อนเข้าจีน รวมทั้งเมื่อแข่งกีฬาเสร็จแล้วจะเข้ามาฮ่องกงเพื่อท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และต้องกินต้องใช้ จากปกติฮ่องกงจะมีนักท่องเที่ยวประมาณปีละ 32 ล้านคน และประชากรในประเทศจำนวน 7 ล้านคนซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่อยู่แล้ว ส่วนปี 2552 คาดยอดขายของซีพีเอฟในฮ่องกงจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 200% และในปีต่อๆ ไปตั้งเป้าขยายปีละเท่าตัวเพราะเป็นตลาดที่กำลังเติบโต
ขณะเดียวกันนายพงษ์ กล่าวว่า ทางซีพีเอฟมีแผนที่จะบุกตลาดอาหารในมาเก๊า เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้ากาสิโนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปประมาณปีละ 50 ล้านคน ซึ่งต้องกินต้องใช้ โดยในอนาคตตลาดอาหารพร้อมรับประทานในมาเก๊าทั้งในกลุ่มโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกจะมีขนาดใหญ่กว่าฮ่องกง ถือเป็นโอกาสของบริษัท ซึ่งในปีที่ผ่านมาทางกลุ่มได้เริ่มส่งสินค้าแบรนด์ CPเข้าไปจำหน่ายในมาเก๊าแล้ว มียอดขายประมาณ 50 ล้านบาท
ข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์" ห้องเย็นกับวิกฤตส่งออกกุ้ง
ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นกับการส่งออกทั้งอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้น สถานการณ์ปริมาณวัตถุดิบขาดแคลนและมีราคาแพงจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาหารแช่เยือกแข็งไทยโดยเฉพาะกุ้งขยับทิ้งห่างคู่แข่งไปหลายเท่า "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ "พจน์ อร่ามวัฒนานนท์" นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยถึงแนวทางปรับวิกฤตเป็นโอกาสสำหรับอาหารแช่เยือกแข็งของไทย
สถานการณ์ส่งออกในไตรมาส 2
การส่งออกในช่วงไตรมาสที่ 2 โดยปกติแล้วจะปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาสแรก และค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน แต่ปีนี้คาดการณ์ได้ยากว่าไตรมาส 2 จะเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะในช่วงต้นปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมกุ้งเจอปัญหาหนักถึง 3 ข้อ
1) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 จนถึงวันนี้ บาทไทยแข็งค่าขึ้น 30% มากกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม ที่อ่อนค่าลง 2%, เอกวาดอร์เป็นอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ และถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) เพียง 0% เท่ากับว่าไทยเสียเปรียบเอกวาดอร์ 30%, จีน เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเพียง 7% ส่วนอัตราเอดียังไม่ได้ประกาศ, อินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 10% และอินเดียแข็งค่า 10%
2) อัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดที่สหรัฐประกาศ ผลเบื้องต้นของไทยอยู่ที่ 6.09% จาก 5% ไทยเสียเปรียบ ส่วนอินเดีย 1% เศษ, อินโดนีเซียและเอกวาดอร์ 0% มีเพียงจีนที่ยังไม่ได้ประกาศ ซึ่งในส่วนของไทยกำลังรีวิวอยู่ เชื่อว่าจะได้อัตราที่ดีขึ้น หรือไม่ก็ยังคงเท่ากับอัตราประกาศเบื้องต้น
3) ปัญหาต้นทุนการเลี้ยงกุ้งที่ปรับตัวสูงขึ้น ราคาน้ำมันเพิ่ม ค่าไฟฟ้าเพิ่ม โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบการผลิตอาหารกุ้งเพิ่มขึ้น หลังจากถูกดึงไปผลิตพลังงานทดแทนน้ำมันซึ่งมีราคาสูงขึ้น จนมีการประเมินว่าภาวการณ์แย่งชิงพืชพลังงานและพืชอาหาร อาจจะทำให้เกิดวิกฤตการขาดแคลนอาหารในอนาคต แต่ขณะนี้ต้นทุนไทยพุ่งขึ้น เดิมหากไม่มีปลา ปลาหมึก ก็จะหันมาผลิตกุ้งแทน แต่ล่าสุดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบทั้งกุ้งตาย โดนโรคระบาดไวรัส ไม่รู้ว่าจะ เหลือกี่เปอร์เซ็นต์ เราทำหนังสือถามไปที่กรมประมงแล้ว เพื่อขอทราบข้อมูลปริมาณวัตถุดิบกุ้งอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงในด้านตลาด โดยเฉพาะตลาดหลักของไทย คือ สหรัฐ ซึ่งเจอภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้กำลังซื้อลดลง สถานการณ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนบีบให้ไทยต้องปรับขึ้นราคาสินค้า แต่ก็ปรับขึ้นได้เพียงเล็กน้อย โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 5-10% ทั้งที่ต้นทุนเราขึ้นมาก
วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐ
ปัญหาซับไพรมในสหรัฐจะกระทบกำลังซื้อของสหรัฐแน่ แต่ผู้ผลิตในไทยยังมั่นใจว่าจะรักษาตลาดสหรัฐไว้ได้ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะตลาดค้าปลีก (retail) ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 45% แต่ที่น่าเป็นห่วงส่วนที่เหลืออีก 55% ซึ่งเป็นตลาดธุรกิจบริการอาหาร (food service) ที่จะสนใจเรื่องราคาเป็นหลัก กลุ่มนี้จึงมีโอกาสที่จะไปซื้อสินค้าจากเวียดนาม หรือประเทศอื่นๆ แทน
การที่ประเทศคู่แข่งได้อัตราเอดีต่ำลง จะทำให้คู่แข่งทั้งเวียดนาม อินเดีย หันไปส่งออกตลาดสหรัฐเป็นหลัก ซึ่งอาจจะทำให้สัดส่วนการส่งออกกุ้งของไทยไปตลาดสหรัฐลดลงเหลือเพียง 45-48% ของการส่งออก จากเดิมที่เคยมีสัดส่วน 50% อีกด้านหนึ่งมองว่า ไทยน่าจะหันไปบุกตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง สหภาพยุโรป ตลาดญี่ปุ่น เราได้ประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ และค่าเงินเยนแข็งสอดคล้องกับค่าบาท แต่ยังต้องระวังปัญหาเศรษฐกิจภายในญี่ปุ่นซึ่งอาจจะกระทบกำลังซื้อ
แต่ตลาดใหม่แม้ว่าจะมีปริมาณความต้องการในตลาดมาก แต่มีข้อจำกัดในเรื่องต้นทุนโลจิสติกส์และพันธมิตรคู่ค้าผู้นำเข้า แต่เดิมตลาดกลุ่มนี้จะนำเข้าผ่านประเทศที่สาม ดังนั้นสมาคมมีแผนจะเดินหน้านำร่องหาช่องทางตลาดใหม่ ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้
เคล็ดลับปรับตัวฝ่าวิกฤต
ธุรกิจอาหารแช่เยือกแข็งไม่ใช่เพียงเฉพาะกุ้งอย่างเดียว ยังมีสินค้าอื่นทั้งปลา ปลาหมึก และอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่ประสบปัญหาจากการขาดแคลนวัตถุดิบ และราคาวัตถุดิบปรับสูงขึ้น ปลาทะเลก็มีปัญหาจับไม่คุ้มเพราะน้ำมันแพง ปัญหาใบอนุญาตในอินโดนีเซียอีก ช่วงครึ่งปีมานี้สินค้าประมงน้อยมาก แต่เดิมหากไม่มีปลา ปลาหมึกไม่มี คนจะหันมาทำกุ้ง แต่ที่แย่คือกุ้งเลี้ยงก็ตาย ที่ไม่รู้ผลผลิตจะเหลือเท่าไหร่
ดังนั้นผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว เริ่มหันไปนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งที่ไทยมีความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี อาศัยความได้เปรียบในด้านภาษีนำเข้า รวมทั้งหาคู่พันธมิตรทั้งในด้านจับมือกันนำเข้าวัตถุดิบทุกประเภทเพื่อการผลิต ปรับธุรกิจในด้านแปรรูปเพิ่มมูลค่ามากขึ้น และหาตลาดส่งออกใหม่
ข้อมูลจาก :ประชาชาติธุรกิจ
แอฟริกาผ่อนกฎเหล็กประมง ลดคุมเข้มสินค้านำเข้าจากไทย/มั่นใจระบบตรวจสอบ
ดร.จิราวรรณ แย้มประยูร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตลาดแอฟริกาใต้เป็นอีกหนึ่งตลาดส่งออกสินค้าประมงของไทยที่น่าสนใจและมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งสินค้าที่แอฟริกาใต้มีการนำเข้าจากไทยมากที่สุด คือ ปลาทูน่ากระป๋อง โดยสัดส่วนการนำเข้าปลาทูน่ากระป๋องจากไทยมากถึง 85% ของการนำเข้าทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ สินค้าสัตว์น้ำแช่เยือกแข็ง กรมประมง ในขณะเดียวกรมประมงและ South African Bureau of Standards (SABS) แห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ยังได้มีการลงนามความตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล กฎ ระเบียบของทั้งสองประเทศ รวมทั้งแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพ ความปลอดภัยของสินค้าสัตว์น้ำที่ส่งออกจากไทย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการแลกเปลี่ยนมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ อีกทั้งมีการแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบในการฝึกอบรมระบบ การตรวจสอบรับรองของทั้งสองประเทศด้วย ทำให้ SABS เชื่อมั่นในระบบการตรวจสอบรับรองสินค้าสัตว์น้ำของไทยมากยิ่งขึ้น
รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กรมประมงได้เจรจากับแอฟริกาใต้ ให้ลดการตรวจสอบนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำของไทย ซึ่งในเบื้องต้น SABS ยินดีลดการสุ่มตรวจจากเดิมที่มีการตรวจทุกรุ่นของสินค้าลงเหลือเพียงร้อยละ 20 ของจำนวนชิฟเมนต์ที่นำเข้าทั้งหมด อีกทั้งสินค้าที่ถูกสุ่มตรวจจะไม่ถูกกักกัน ณ ด่านนำเข้า หากผลการดำเนินการในเบื้องต้นเป็นที่น่าพอใจ SABS จะพิจารณาลดการตรวจสอบลงในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ด้วย ทั้งนี้ โครงการลดการตรวจสอบฯ จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 เป็นต้นไป
ข้อมูลจาก : แนวหน้า
 
|
|