โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ:: การศึกษาการเปลี่ยนแปลงค่าอัลคาไลนิตี้ในบ่อเพาะเลี้ยงกุ้งขาว
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ:: การศึกษาการเปลี่ยนแปลงค่าอัลคาไลนิตี้ในบ่อเพาะเลี้ยงกุ้งขาว  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 22/05/2008-14:27 GMT+7  

เอื้อเฟื้อบทความโดย นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ฉบับเดือน พฤษภาคม 2551
สนใจลงโฆษณา หรือประสงค์จะนำเสนอบทความ ติดต่อได้ที่
คุณทิพวรรณ์ ซื่อสัตย์กุล
โทร. 02-912-1592, 081-441-5710
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์
หลักสูตรวาริชวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ฉบับนี้ขอนำเสนอผลงานที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งในหัวข้อ “การศึกษาการเปลี่ยนแปลงค่าอัลคาไลนิตี้ในบ่อเพาะเลี้ยงกุ้งขาว (Effect of alkalinity in the white shrimp (Litopenaeus Vannamei) pond)” โดย นฤวรรณ จันทร์บูรณะศิริ และคณะ จากกลุ่มวิจัยวาริชวิศวกรรมศาสตร์ (AquaCultural Engineering Research Group) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลงค่าอัลคาไลนิตี้ในบ่อเพาะเลี้ยงกุ้งขาว ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพารา มิเตอร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำ เช่น ค่าความกระด้าง (ในรูปของ Ca2+, Mg 2+) ค่าความเป็นกรด-ด่าง ค่าความเค็ม และเวลา โดยการทดลองแบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนแรก ศึกษาถึงผลการเปลี่ยนแปลงของค่าอัลคาไลนิตี้ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในน้ำ โดยพิจารณาผลที่เกิดในตัวเนื้อของน้ำโดยไม่มีดิน และผลที่เกิดในระหว่างน้ำและดิน โดยใช้เกลือน้ำทะเลสังเคราะห์ ซึ่งเตรียมน้ำเค็มเริ่มต้นที่มีค่าความกระด้าง 100-5,000 ppm ค่าความเป็นกรด-ด่าง ในช่วง 6-10 ค่าความเค็มในช่วง 5-29 ppt และระยะเวลาที่ศึกษาภายใน 30 วัน จากการทดลองพบว่า ค่าอัลคาไลนิตี้ของน้ำในช่วง 100-160 ppm มีค่าที่เหมาะสมสอดคล้องในการเพาะเลี้ยงกุ้งอยู่ในช่วงของค่าความเป็นกรด-ด่าง เท่ากับ 8-9 ค่าความกระด้าง เท่ากับ 2,027-6,060 ppm ค่าความเค็ม เท่ากับ 15-45 ppt และผลการเปลี่ยนแปลงค่าอัลคาไลนิตี้ที่เกิดในตัวเนื้อของน้ำโดยไม่มีดิน และผลที่เกิดในระหว่างน้ำและดิน ศึกษาโดยใช้การถ่ายเทมวลของไอออนแคลเซียมและแมกนีเซียม ตอนที่สอง ศึกษาถึงผลการเปลี่ยนแปลงของค่าอัลคาไลนิตี้ในบ่อเพาะเลี้ยงกุ้งขาว ลิโทพีเนียส แวนนาไม ซึ่งทดลองเพาะเลี้ยงที่ความหนาแน่น 62.50 head/m2 ในบ่อเพาะเลี้ยงขนาด 10 m3 จากการทดลองพบว่า ค่าอัลคาไลนิตี้ที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยง คือที่ 120 ppm ซึ่งเป็นค่าที่มีอัตรารอดสูงที่สุด เท่ากับ 90.54% โดยสะท้อนให้เห็นถึงปริมาณไอออนแคลเซียมและแมกนีเซียม และปริมาณไคตินที่สูงกว่าที่ค่าอัลคาไลนิตี้อื่นๆ และสามารถอธิบายผลการแลกเปลี่ยนไอออนที่เกิดขึ้นระหว่างกุ้ง น้ำ และดิน โดยใช้หลักการถ่ายเทมวล
วัตถุประสงค์
1. ศึกษาความสัมพันธ์ของค่าอัลคาไลนิตี้ในน้ำกับตัวแปรต่างๆ คือ ความกระด้าง, ความเป็นกรดเป็นด่าง, ความเค็มและเวลา
2. เปรียบเทียบค่าอัลคาไลนิตี้ ระหว่างระบบที่มีดินและระบบที่ไม่มีดิน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกุ้ง, น้ำทะเล และดินในระบบบ่อเพาะเลี้ยง
3. ศึกษาผลของค่าอัลคาไลนิตี้ต่อการเจริญเติบโตของกุ้งขาวในสภาวะที่เหมาะสม
วิธีดำเนินการ
การทดลองแบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้
ตอนแรก ศึกษาถึงผลการเปลี่ยนแปลงของค่าอัลคาไลนิตี้ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ค่าความกระด้าง (ในรูปของ Ca2+, Mg 2+), ค่าความเป็นกรด-ด่าง, ค่าความเค็ม และเวลา ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในน้ำ โดยพิจารณาผลที่เกิดในตัวเนื้อของน้ำโดยไม่มีดิน และผลที่เกิดในระหว่างน้ำและดิน โดยใช้เกลือน้ำทะเลสังเคราะห์ ซึ่งเตรียมน้ำเค็มเริ่มต้นที่มีค่าความกระด้าง 100-5,000 ppm ค่าความเป็นกรด-ด่าง ในช่วง 6-10 ค่าความเค็มในช่วง 5-29 ppt และระยะเวลาที่ศึกษาภายใน 30 วัน และศึกษาผลการเปลี่ยนแปลงค่าอัลคาไลนิตี้ที่เกิดในตัวเนื้อของน้ำโดยไม่มีดิน และผลที่เกิดในระหว่างน้ำและดิน โดยใช้การถ่ายเทมวลของไอออนแคลเซียมและแมกนีเซียม
ตอนที่สอง ศึกษาถึงผลการเปลี่ยนแปลงของค่าอัลคาไลนิตี้ในบ่อเพาะเลี้ยงกุ้งขาว ลิโทพีเนียส แวนนาไม ซึ่งทดลองเพาะเลี้ยงที่ความหนาแน่น 62.50 head/m2 ในบ่อเพาะเลี้ยงขนาด 10 m3 โดยมุ่งศึกษาผลของค่าอัลคาไลนิตี้ต่อการเจริญเติบโตของกุ้งขาวในสภาวะที่เหมาะสม จากค่าอัตราการเจริญเติบโตรายวันเฉลี่ย (Average Daily Gain: ADG) และค่าอัตรารอด (Survival Rate: SR)
ผลการทดลอง
จากการทดลองตอนที่ 1 พบว่า ค่าอัลคาไลนิตี้ของน้ำในช่วง 100-160 ppm มีค่าที่เหมาะสมสอดคล้องในการเพาะเลี้ยงกุ้งอยู่ในช่วงของค่าความเป็นกรด-ด่าง เท่ากับ 8-9 ค่าความกระด้าง เท่ากับ 2,027-6,060 ppm ค่าความเค็ม เท่ากับ 15-45 ppt และผลการเปลี่ยนแปลงค่าอัลคาไลนิตี้ที่เกิดในตัวเนื้อของน้ำโดยไม่มีดิน และผลที่เกิดในระหว่างน้ำและดิน ศึกษาโดยใช้การถ่ายเทมวลของไอออนแคลเซียมและแมกนีเซียม ดังแสดงไว้ในรูปที่ 1 ถึง 6 ตามลำดับ
จากการทดลองตอนที่ 2 พบว่า ค่าอัลคาไลนิตี้ที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยง คือที่ 120 ppm ซึ่งเป็นค่าที่มีอัตรารอดสูงที่สุด เท่ากับ 90.54% โดยสะท้อนให้เห็นถึงปริมาณไอออนแคลเซียมและแมกนีเซียม และปริมาณไคตินที่สูงกว่าที่ค่าอัลคาไลนิตี้อื่นๆ และสามารถอธิบายผลการแลกเปลี่ยนไอออนที่เกิดขึ้นระหว่างกุ้ง น้ำ และดิน โดยใช้หลักการถ่ายเทมวล พบว่าเกิดการถ่ายเทมวลในรูปปริมาณไอออนแคลเซียมและแมกนีเซียมที่มีอยู่ในตัวกุ้งระหว่างน้ำ-ดิน โดยการชะพา (Leaching) ของน้ำ มีค่าเท่ากับ 3382 g Ca2+, 954.3g Mg 2+ ตามลำดับ ซึ่งมีค่ามากกว่าปริมาณไอออนแคลเซียมและแมกนีเซียมที่สูญเสียในดินซึ่งมีค่าเท่ากับ 3,282 g Ca2+, 905 g Mg 2+ ตามลำดับ ซึ่งยืนยันให้เห็นว่ากุ้งขาวไม่ได้เพียงใช้แร่ธาตุจากน้ำเท่านั้น ยังใช้แร่ธาตุจากดินอีกด้วย ดังแสดงไว้ในรูปที่ 7-8
สรุปผลการทดลอง
1. ค่าอัลคาไลนิตี้ในช่วง 100-160 ppm ได้ค่า pH 8-9 ค่าความกระด้าง 2,027-6,060 ppm และค่าความเค็ม 15-45 ppt เฉลี่ย 30 ppt
2. ดินสามารถดูดซับแร่ธาตุจากน้ำทะเลและสามารถชะแร่ธาตุ ทั้งแคลเซียมและแมกนีเซียมจากดิน ทำให้ระบบน้ำที่มีดิน มีค่าอัลคาไลนิตี้, ความเค็ม, pH ลดลง แต่มีค่าความกระด้างเพิ่มขึ้น
3. ค่าอัลคาไลนิตี้ที่ดีที่สุดในการเลี้ยงกุ้งคือ 120 ppm ซึ่งกุ้งขาวจะใช้แร่ธาตุทั้งแคลเซียมและแมกนีเซียมในการเจริญเติบโตโดยการถ่ายเทมวลระหว่างน้ำทะเล-กุ้ง และ กุ้ง-ดิน และ น้ำทะเล-ดิน
เอกสารอ้างอิง
1. Clesceri, L. S., Greenberg, A. E. and Trussel, R. R., 1989. Standard Methods for the Examination of Water and Wastewater, American Public Health Association, New York.
2. Dore, I. and Frimodt, C., 1987. An Illustrated Guide to Shrimp of the World. Osprey Books, Huntington, NY, U.S.A.: 229.
3. Fast, A. W., 1992. Penaeid Growout Systems: An Overview, Marine Shrimp Culture: Principles and Practices, in Fast, A. W. and Lester, L. J. (Eds.), Elsevier Science Publishers B.V., The Netherlands: 345-353.
4. Kitani, H., 1993. Morphology of postlarvae of the Whiteleg Shrimp Penaeus vannamei. Nippon Suisan Gakkaishi 59(2): 223-227.
5. Szuster, B. W., and Flaherty, M., 2001. Inland Low-salinity Shrimp Farming in the Central Plains Region of Thailand. Department of Geography. University of Victoria. Canada.
6. Wenner, E. C. and Knott, D. M., 1992. Occurrence of Pacific white shrimp, Penaeus vannamei, in coastal waters of South Carolina. in: M. R. DeVoe, edi. Proceedings of the conferences and workshop: introductions and transfers of marine species: achieving a balance between economic development and resource protection. Unpublished report, South Carolina Sea Grant Consortium, Charleston,: 173-181.
หากสนใจข้อมูลรายละเอียด หรือขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือในการวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไขปัญหาทางลึกในระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สามารถติดต่อได้ที่หลักสูตรวาริชวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งขณะนี้กำลังเปิดหลักสูตรปริญญาโท ภาคพิเศษ เรียนวันหยุด ทำงานไปด้วยได้ เรียนเป็นโมดูล โดยทีมงานมืออาชีพ เรียนรู้จากของจริง จบแล้วใช้งานได้จริง www.kmutt.ac.th/aquaeng
(อ่านต่อฉบับหน้า)






  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss