| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::มหกรรมกุ้งไทย 51 มิติแห่งการพัฒนาจริงหรือ? |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 26/04/2008-14:25 GMT+7  
NEW โดย...แควเดือด
กล่าวกันว่าสิ่งที่ขาดหายไปจากอุตสาหกรรมกุ้งประการหนึ่ง ซึ่งมีผลต่อการขาดเสถียรภาพของอุตสาหกรรมกุ้งในภาพรวม คือ นโยบายการส่งเสริมและพัฒนาที่ยังขาดความชัดเจนจากภาครัฐ ดังนั้นในยามที่อุตสาหกรรมกุ้งมีปัจจัยลบนานัปการถาโถมเข้ามา ความเดือดร้อนจึงเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการในทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อย อย่างรุนแรงและรวดเร็ว
ที่ผ่านมานั้นมีหลายครั้งด้วยกันที่ภาคเอกชนได้รวมตัวกัน ได้พยายามแจงสีเบี้ยให้ภาครัฐรับทราบโดยผ่านหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้รับทราบถึงปัญหา ความเดือดร้อนหรือ จุดอ่อนบางประการที่ต้องอาศัยศักยภาพของรัฐเป็นผู้แก้ไข โดยเฉพาะกระบวนการค้ากับต่างประเทศ ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีมาตรการต่างๆ จากประเทศผู้นำเข้ากุ้งไทย หรือแม้แต่ในส่วนของการนำเข้าวัตถุดิบต่างๆ ที่ต้องนำมาใช้ในกระบวนการผลิตกุ้งไทย ไม่ราบรื่นเท่าที่ควร
ดังนั้นกับปรากฏการที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมาถือเป็นปรากฏการที่น่าสนใจและได้รับการจับตามองเป็นเป็นอย่างยิ่งจากกลุ่มผู้ประกอบในวงการกุ้งไทย เมื่อ กรมประมง ได้จับมือกับเครือข่ายอุตสาหกรรมกุ้งทั่วประเทศ ได้จัดงาน มหกรรมกุ้งไทย 2551 ณ โรงแรมโซฟิเทล เซนทรัล แกรนด์ กรุงเทพ ภายใต้สโลแกนของงานว่า มหกรรมกุ้งไทย 2551 มิติแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ โดยมีนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมทั้งมีบุคคลสำคัญจากภาครัฐอีกหลายท่านด้วยกันมาร่วมงานในครั้งนี้
สำหรับบรรยากาศของงานนั้น ทางผู้จัดได้เนรมิตสถานที่ให้ผู้เข้าร่วมงานเห็นถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างครบวงจร ทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมไปถึงภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งระบบสหกรณ์ว่ามีข้อดีอย่างไร และมีความก้าวหน้าไปแค่ไหนแล้ว มีการแสดงนวัตกรรมและการพัฒนาของอุตสาหกรรมที่เป็นไปตามยุทธศาสตร์กุ้ง คือ กุ้งอินทรีย์และกุ้งชีวภาพ ที่บ่งบอกถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมของชาวกุ้ง
โดยนายสมศักดิ์ ได้กล่าวเปิดงานด้วยเนื้อหาที่น่าสนใจว่า กระผมเองมีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานเปิดงานมหกรรมกุ้งไทย 2551 ในครั้งนี้ ในฐานะที่ผมเองเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาสินค้าเกษตรที่ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ทราบว่าอุตสาหกรรมกุ้งไทยได้ทำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีเกือบ หนึ่งแสนล้านบาท พร้อมทั้งมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกุ้งอีกมากมาย รวมทั้งมีการใช้แรงงานภายในประเทศร้อยละ 90 ส่งผลให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยเป็นผู้นำของโลกมาตั้งแต่ปี 2533 ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาจากความร่วมมือร่วมใจของทุกท่าน ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยง โรงงานแปรรูป/ผู้ส่งออก และอีกหลายภาคส่วน อุตสาหกรรมกุ้งไทยจึงนับเป็นตัวอย่างที่ดีในความมุ่งมั่นและพัฒนาจนก้าวไปสู่ระดับแนวหน้าของโลก
ในฐานะตัวแทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงขอขอบคุณทุกท่านที่ได้สร้างอุตสาหกรรมกุ้งที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ในอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นทั้งจากภายในและต่างประเทศเพื่อร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งให้คงสถานภาพการเป็นผู้ผลิตและส่งออกภายใต้มาตรฐานการผลิตที่เป็นสากล โดยการผลักดันให้เป็นวาระสำคัญของชาติ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นความสำคัญของกุ้งไทยที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
และผมเชื่อมั่นว่า งานมหกรรมกุ้งไทย 2551 จะนำไปสู่ความร่วมมือในการช่วยกันคิดแก้ไขปัญหาและพัฒนาทางเลือก รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในธุรกิจกุ้ง เพื่อร่วมกันรังสรรค์ธุรกิจกุ้งไทยให้ยั่งยืนต่อไป
ส่วนเนื้อหาการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังจากทำพิธีเปิดงานไปแล้วมีใจความว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ประเมินตลาดส่งออกกุ้ง โดยเฉพาะตลาดใหญ่ในสหรัฐที่มีภาวะเศรษฐกิจชะลอ ส่งผลให้การบริโภคกุ้งชะลอตัวตามไปด้วย รวมทั้งเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกกุ้งของไทยลดลง 10-15% ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ วิตกกับสถานการณ์ดังกล่าว จึงสั่งให้กรมประมงประสานกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ ทำแผนการตลาดเชิงรุก โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย นำสินค้าและผลิตภัณฑ์กุ้งของไทย ไปแสดงให้ผู้บริโภคในประเทศต่างๆ ได้รู้จักให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ตลาดในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ญี่ปุ่นและแคนาดา ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและมีโอกาสที่กุ้งไทยจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้
นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้กรมประมงเร่งศึกษาและวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคของประเทศคู่ค้าหลัก เป็นรายประเทศ ตั้งแต่เรื่องของรสชาติ รูปแบบผลิตภัณฑ์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมการบริโภค เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปกุ้งของไทย ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของแต่ละประเทศมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยขยายช่องทางการตลาด และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์กุ้งไทยได้
"ปัจจุบันการส่งออกสินค้าเกษตรในลักษณะของวัตถุดิบ ต้องแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง และเผชิญกับมาตรการด้านสุขอนามัยที่เข้มงวด ที่สำคัญ เมื่อสินค้าเกษตรชนิดใดมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคก็จะหันไปบริโภคสินค้าชนิดอื่นแทน ดังนั้น เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาของสินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์ จึงกำชับให้กรมประมงเร่งศึกษาพฤติกรรมการบริโภค รวมทั้งความเป็นไปได้ในการลงทุนร่วมกับประเทศคู่ค้าพัฒนาผลิตภัณฑ์กุ้งไทยให้มีความหลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะต้องมีการปรับตัว ปรับประสิทธิภาพให้เป็นที่ยอมรับของตลาดด้วย"
นอกจากนี้บุคคลสำคัญจากรัฐบาลอีกท่านหนึ่ง คือนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ อุตสาหกรรมกุ้ง:นัยแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ ใจความสรุปว่า ณ วันนี้รัฐได้รัฐทราบปัญหาต่างๆ ในอุตสาหกรรมกุ้ง อย่างเรื่องของการส่งออกที่ตอนนี้กฎหมายระหว่างประเทศบางข้อของบางประเทศคืออุปสรรคสำคัญในการส่งออก ซึ่งทางภาครัฐกำลังศึกษาและเจรจาเพื่อให้เกิดความสะดวกในภาคการส่งออก พร้อมกันนี้ในเรื่องของการตลาด เราก็คงต้องมีการส่งเสริมให้รักษาตลาดเดิมเอาไว้ พร้อมทั้งทำการเปิดตลาดใหม่เพื่อสร้างโอกาสและเป็นทางเลือกให้กับผู้ส่งออกและสินค้ากุ้งไทยต่อไป
ส่วนในภาคการผลิต ทราบว่าตอนนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกำลังประสบปัญหากับต้นทุนการเลี้ยงที่ขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่ค่อนข้างแพง แต่คำว่าแพงในที่นี้กำลังมีการศึกษาอยู่เช่นกันว่า แพงจนเกษตรกรผู้เลี้ยงรับไม่ได้จริงหรือเปล่า ในรายละเอียดนั้นแน่นอนว่าถ้ามีปัญหารัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือ
ผู้เขียนเองยอมรับว่า งานมหกรรมกุ้งไทย 2551 มีรูปแบบการจัดที่สมบูรณ์แบบเป็นอย่างยิ่ง เพราะโชว์ให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมกุ้งไทยว่า ถึงวินาทีนี้ เราไม่เป็นสองรองใครในโลกนี้ แต่วินาทีนี้อีกเช่นกันเหล่าผู้ประกอบในอุตสาหกรรมกำลังเผชิญวิกฤตต่างๆ อย่างที่พวกเราทราบกันดี ดังนั้นเชื่อว่าการที่คณะผู้จัดงานจัดงานครั้งนี้ขึ้นมา ส่วนหนึ่งเพื่อหวังที่จะให้รัฐบาลได้เข้ามารับทราบถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการที่ได้รับ
ซึ่งจริงๆ แล้ว ผู้เขียนทราบมาว่า คณะผู้จัดงานได้เชิญบุคคลหมายเลขหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้มาร่วมงาน นั่นคือ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แต่ไม่ทราบว่าติดภารกิจที่สำคัญกว่า หรือมองอุตสาหกรรมกุ้งเป็นอย่างไร จึงได้ส่งตัวแทนมาร่วมงาน อย่างไรก็ดีตัวแทนที่ส่งมาก็ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญในรัฐบาลชุดนี้และรับผิดชอบงานในกระทรวงที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกุ้งโดยตรง และเหตุนี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนได้โฟกัสไปยังเนื้อหาของ 2 บุคคลสำคัญมานำเสนอ เพราะเป็นสัญญาประชาคมที่ทั้ง 2 ท่านให้ไว้กับผู้เข้าร่วมงานหลายร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกุ้งครบทุกภาคส่วน ซึ่งถ้าฟังจากเนื้อหาที่ทั้ง 2 ท่านกล่าวออกมา ก็ชวนให้โล่งใจไปในขั้นต้นว่า รัฐมนตรีผู้ที่รับผิดชอบกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกุ้งโดยตรง เข้าใจในปัญหาความเดือดร้อนของชาวกุ้งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ หน้าประวัติศาสตร์เก่าจะย้อนรอยกลับมาอีกหรือไม่นั่นคือ เหตุการณ์คลื่นกระทบฝั่ง ซึ่งคงใช้เวลาอีกไม่นานก็จะได้รู้กัน และถ้าทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม สิ่งที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกุ้งจะต้องทำต่อไป นั่นคือ ทำใจ
 
|
|