| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::การปรับตัวในการเลี้ยงปลากระชังในภาวะราคาอาหารสูงขึ้น |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 26/04/2008-14:34 GMT+7  
บทความพิเศษ โดย บรรยง สิทธิพรมมา
ก้าวเข้าสู่เดือนเมษายน ที่กล่าวกันว่าเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบปีของไทย แต่ถึงอย่างไรก็ขออย่าให้เราชาวเกษตรกรใจร้อนไปตามสภาพอากาศนะครับ เช่นเคย เดือนนี้กระผมได้รับเกียรติจากทีมงานนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำอีกครั้งสำหรับการอาสารับใช้ท่านผู้อ่านถึงการนำเสนอบทความที่ได้กลั่นกรองจากข้อมูลในพื้นที่จริง
อย่างที่ทราบกันว่าต้นทุนการเลี้ยงปลาในช่วงนี้อยู่ในภาวะวิกฤต ถึงแม้ว่าราคาปลาในภาพรวมจะดูดี แต่ถึงอย่างไรตัวผู้เลี้ยงเองก็พยายามลดคอร์สต้นทุนการเลี้ยงให้ต่ำลงให้มากที่สุด โดยเกษตรกรได้มีการปรับตัวทั้งในเรื่องการอนุบาลลูกปลาเอง โดยการซื้อลูกพันธุ์ไซส์ใบมะขามมาอนุบาลจนได้ไซส์ลงกระชัง เพื่อลดต้นทุนค่าลูกพันธุ์, การปรับตัวด้านอาหารเม็ดที่มีราคาสูงขึ้น โดยรวมกลุ่มกันซื้อในราคาต่ำลงกว่าการแยกซื้อเป็นรายคน,การปรับตัวในด้านการจัดการฟาร์ม โดยนำเทคนิคการเลี้ยงเข้ามาใช้มากขึ้น,ปรับตัวด้านการตลาด หรือการปรับตัวด้านเลี้ยงนำปลาชนิดอื่นมาเลี้ยง โดยต้องเป็นปลาที่มีความต้องการของตลาด แต่ต้องอยู่ในข่ายต้นทุนต่ำ และราคาปลาสูง ซึ่งตัวอย่างหนึ่งในการปรับตัวของผู้เลี้ยงที่จะเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบในฉบับนี้คือ การปรับตัวด้านการจัดการฟาร์มทั้งหมด ซึ่งวิธีการนี้มีการใช้มากขึ้นในเขตอีสาน
การอนุบาลลูกปลา
หัวใจหลักของวิธีการเลี้ยงนี้คือการลดต้นทุน เริ่มจากการลดต้นทุนด้านลูกพันธุ์ปลา โดยการอนุบาลเองในกระชังบ่อดิน ซึ่งก่อนอื่นต้องมีการเตรียมบ่อและกระชังก่อน โดยมีขั้นตอนดังนี้
-กำจัดหญ้าทั้งในและรอบบ่อขนาด 1 งานออกให้หมด
-กำจัดปลาที่หลงเหลือภายในบ่อ โดยเฉพาะปลากินเนื้อ โดยการใช้ไซยาไนด์ปริมาณ 1 กก./บ่อ
-เติมปูนขาวและปูนโดโลไมท์อย่างละ 25 กก.
-ปล่อยน้ำเข้าบ่อให้ได้ระดับ 1.20 เมตร
-กั้นมุ้งฟ้าป้องกันศัตรูปลาอีกครั้งเช่น กบ เขียด หรืองู
-นำปลาป่น 5 กก. ปุ๋ย 15-15-15 ปริมาณ 1 กก. ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ปริมาณ 2 กก. ละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อ
-วางกระชังมุ้งฟ้าขนาด 3×3×1.5 เมตร
-เตรียมไดโวสูบน้ำ เครื่องฟอกอากาศเพื่อเปิดให้ลูกปลาที่จะปล่อยลงอนุบาลต่อไป
-หลังจากเตรียมน้ำ 3 วัน ปล่อยลูกปลาขนาดน้ำหนักอยู่ในช่วง 0.35-50 กรัม/ตัว โดยใช้ความหนาแน่น 25 ตัว/ตารางเมตร โดยบ่อพื้นที่ 1 งานจะปล่อย 10,000 ตัว
ส่วนวิธีการปล่อยลูกปลาลงกระชังคือ
-สาดเกลือปริมาณ 40 กก.ลงในบ่อก่อนปล่อยลูกปลา
-นำถุงใส่ลูกพันธุ์ลงแช่น้ำในกระชังประมาณ 5-10 นาที ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้ลูกปลาปรับอุณหภูมิน้ำในบ่อ
-เปิดปากถุงลอยในกระชัง
-นำน้ำในบ่อผสมกับน้ำในถุงลูกพันธุ์แล้วค่อยๆปล่อยลูกพันธุ์ลงในกระชัง
-เปิดเครื่องให้อากาศที่เตรียมไว้ในเบื้องต้น
-หลังจากนั้น 3 ชั่วโมงจะมารผสมยาป้องกันโรคในอาหารให้ลูกปลากิน

 การเพิ่มอัตรารอด
วิธีการเพิ่มอัตรารอดของปลาที่เกษตรกรใช้กันคือ
-เตรียมปลาให้แข็งแรงที่สุดก่อนปล่อยลงกระชัง
-อดอาหารปลาไห้ได้ก่อนลงปลา 3 วัน
-กรณีขนย้ายไกลควรปล่อยปลาในช่วงเช้ามืดหรือตอนเย็น
-ปรับอุณหภูมิลูกปลาในถุงกับน้ำข้างนอกโดยการแช่ถุงปลาประมาณ 30 นาที
-ให้อาหารปลาตามตามต้องการของปลา ค่อยๆให้และสังเกตหรือใช้เปอร์เซ็นต์การกินอาหารเทียบกับน้ำหนักปลา
-ขนาดเม็ดอาหารปลาและโปรตีนต้องเหมาะสมกับช่วงอายุปลาเช่นปลาอายุ 1-2 เดือนให้อาหารโปรตีน 32 %จากนั้นช่วงอายุ 2 เดือนขึ้นไปจึงให้อาหารปลากลาง
ซื้ออาหารในราคาถูก
เกษตรกรรายย่อยควรรวมกลุ่มกันเพื่อเหตุผลดังนี้
-การรวมกลุ่มการซื้อ/เงินสด ตัวแทนจำหน่ายจะลดราคาและไม่คิดดอกเบี้ยเหมือนกรณีการปล่อยเครดิต
-ค่าขนส่งต่อเที่ยวจะลดลงเนื่องจากขนครั้งละมากๆจะลดค่าขนส่งได้อย่างมาก
-การรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์หรือกลุ่มผู้เลี้ยงสามารถซื้อตรงกับบางบริษัทได้
-กลุ่มเกษตรกรต้องช่วยเหลือตัวเองให้มากขึ้นเช่นการหาตลาดปลาเอง เพราะกลุ่มจะสามารถขึ้นราคาปลาได้
การปรับตัวเรื่องการตลาด
-รู้จักคนจับปลาให้มากขึ้น
-รู้สภาวะโดยทั่วไปของกระชังเลี้ยงปลา เช่น ปริมาณปลาที่มี ราคาที่จับ
-ใช้ประสบการณ์เรื่องภาวะราคามาวางแผนการผลิต
-เช็คราคาปลาที่อื่นๆบ้างเช่นจากสะพานปลากรุงเทพ ตลาดไท เป็นต้น
การเลี้ยงปลาชนิดอื่น
-การเลี้ยงปลาหมอไทย
-การเลี้ยงปลากะพงขาวน้ำจืด
-การเลี้ยงปลาเผาะ
-การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม
จะเห็นได้ว่าแนวทางต่างๆในการปรับตัวของเกษตรกรนั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว เพียงแต่หลายๆรายมองข้ามไป โดยส่วนตัวผู้เขียนเองแล้ว อยากให้เกษตรกรรายอื่นๆหันมามองในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆนี้บ้าง เพื่อให้การเลี้ยงปลานิลของท่านมีสภาพคล่องไปทั้งระบบ สวัสดีครับ
 
|
|