| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: มุมปลาดุกหลังสวน |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 05/07/2007-19:53 GMT+7  
เอื้อเฟื้อบทความโดย นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ สนใจลงโฆษณา หรือประสงค์จะนำเสนอบทความ ติดต่อได้ที่ คุณทิพวรรณ์ ซื่อสัตย์กุล โทร. 02-587-4855, 081-441-5710 |
ค.สอดแนมมาเล่า โดย...จักรพงศ์ บัวทอง ช่องว่างที่ยังไม่ลงตัวด้วยบทบาทของตัวผมเอง ณ ตอนนี้ หลังจากที่ได้คลอดธุรกิจสัตว์น้ำมา 1 ปี เต็มและกำลังก้าวสู่ปีที่ 2 มาตั้งแต่ ฉบับที่ 13 จากการพลิกบทบาทการทำงานของคำว่าผู้สื่อข่าว ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะทำหน้าที่แค่การเจาะข้อมูลมานำเสนอข่าวเพียงอย่างเดียว มาทำหน้าที่อีกบทบาทหนึ่ง นั่นคือ การเข้าไปร่วมสร้างอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้กับกลุ่มพี่น้องเกษตรกรรายย่อย ดังนั้นในหลายเล่มที่ผ่านมาจึงมีข้อมูลในพื้นที่จริงมานำเสนออย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้ เกิดการประสานข้อมูลในแนวดิ่งระหว่างเกษตรกรกับกลุ่มผู้ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม ระหว่าง ผู้ซื้อวัตถุดิบสินค้าสัตว์น้ำ ที่อาจจะมีสถานะเป็น แพหรือห้องเย็น , บริษัทผู้ผลิตอาหาร , ผู้ค้าปัจจัยการผลิต , ผู้ผลิตพันธุ์สัตว์น้ำ กับ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ ยกตัวอย่างเกษตรกรผู้ปลากลุ่มหนึ่ง ที่ในวงการรู้จักกันในนามว่า ชมรมผู้เลี้ยงปลาดุก อ.หลังสวน โดยมี คุณธณัติ ไกรทอง หรือ จ่าดำ เป็นแกนนำกลุ่ม และ อ.ปัทวี แห่งวิทยาลัยประมงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เป็นที่ปรึกษา บุคคลทั้ง 2 ท่านนี้ผมมีโอกาสได้โทรศัพท์พูดคุยกันโดยตลอด และหากมีโอกาส ได้เดินทางลงไปทางใต้ ก็จะแวะเข้าไปเยี่ยมเยือน ซึ่งทุกครั้งที่ลงไปก็จะได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ โดยตลอดเช่นกัน
โดยล่าสุดผมมีโอกาสเดินทางไปพบกับชมรมผู้เลี้ยงปลาดุกในบรรยากาศที่ค่อนข้างเป็นทางการ เนื่องจากทางวิทยาลัยประมงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ได้ทำการฝึกอบรมระยะสั้นให้กับกลุ่มผู้เลี้ยงปลาดุก โดยผู้ดำเนินการจัดในครั้งนี้ คือ อ.ปัทวี ซึ่งได้แรงสนับสนุนทางผู้บริหารของสถาบันแห่งนี้ 2 ท่านด้วยกัน คือ นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองผู้อำนวยการ และนายอุดมภูเบศวร์ สมบูรณ์เรศ ผู้อำนวยการวิทยาลัย ส่วนตัวผมเองได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานครั้งนี้ในฐานะวิทยากรผู้ให้ความรู้ในเรื่องของสถานการณ์ทิศทางการตลาดประดุกและแนวทางการเลี้ยงที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการของผู้บริโภค
และพร้อมกันนี้ทางผู้จัดยังได้เชิญเหล่าบริษัทอาหารเม็ดเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย เพื่อมาพูดคุยตกลงกันในเงื่อนไขต่างๆ โดยจากการบอกกล่าวจาก อ.ปัทวี ทราบว่า ได้ประสานไปกับบริษัทหลายรายด้วยกัน แต่ให้การตอบรับและเดินทางมาร่วมงานแค่ 2 บริษัท เท่านั้น คือ บริษัท ไทยยูเนี่ยนและ เบทาโกร
สำหรับเนื้อหาการสนทนานั้น ในภาพรวมทั้งหมด มีการแลกเปลี่ยนความรู้ในการเลี้ยงปลาดุกซึ่งมีเทคนิคดีๆ เยอะมากทีเดียว พร้อมกันนี้มีการคุยกันในเรื่องของการจัดตั้งกลุ่มให้เป็นระบบมากขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การเร่งผลิตปลาเนื้อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และการผลิตปลาเนื้อให้ตรงตามความต้องการของตลาด แต่ข้อมูลเทคนิคการเลี้ยงส่วนนี้ผมได้พูดคุยกับทาง อ.ปัทวีแล้ว เพื่อให้ท่านได้เจาะข้อมูลโดยละเอียดมานำเสนอในโอกาสต่อไป และขอบอกว้าว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะปลาดุกที่เลี้ยงกันมีต้นทุนแค่ กิโลกรัมละ 18-19 บาท/กิโลกรัม
โดยประเด็นหลักที่ผมได้รับทราบจากงาน ร่วมทั้งการมีโอกาสได้เดินทางไปดูสถานการณ์จริงๆ จากทั้งผู้เลี้ยง ตลาดปลา และพูดคุยกับผู้ซื้อปลา มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า สถานการณ์ปลาน้ำจืดทางภาคใต้มีทิศทางที่เป็นด้านบวก ปริมาณปลายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค อันมาจากสาเหตุที่ว่า
1.ปลาที่มาจากใต้เล่าไก่ เล้าหมู และการเลี้ยงทั่วๆ ไปทางภาคกลางโดนตัดตอนออกไปด้วยต้นทุนการขนส่งที่แพงขึ้น จากเมื่อก่อนปลาในตลาดที่มีการบริโภคกันเกิน 50% ที่มาจากภาคกลาง
2.ปริมาณปลาทะเลและแหล่งน้ำจืดธรรมชาติหายไป ในประเด็นนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นชัดเจนมากทีเดียว ข้อมูลจากการหน่วยงานของกรมประมงในพื้นที่ และแพปลาต่างๆ พบว่า หลังจากกรมประมงประกาศห้ามจับสัตว์น้ำในฤดูวางไข่ แต่ในรอบหลายปีที่ผ่านมาหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาห้ามจับ ในความน่าจะเป็นปริมาณสัตว์น้ำต้องมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่กลับพบว่าปริมาณสัตว์น้ำในทะเลที่จับได้มีจำนวนลดลง พร้อมกันนี้เมื่อหันไปดูต้นทุนในการจับสัตว์น้ำก็พบว่า มีต้นทุนที่สูงขึ้น
3.โดยการดำเนินอาชีพของประชากรชาวใต้ โดยส่วนใหญ่ คือ ปลูกปาล์มกับยางพารา รองลงมาเป็นการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งเป็นอาชัพที่มีต้นทุนต่อหน่วยพื้นที่ค่อนข้างสูงพอสมควร เมื่อเทียบกับอาชีพการเลี้ยงปลา ดังนั้นสถานภาพของการเลี้ยงปลาน้ำจืดในวันนี้จีงเป็นเพียงแค่อาชีพเสริม เป็นส่วนใหญ่
เหล่านี้ คือประเด็นที่ทำให้ราคาปลาน้ำจืดทางใต้ค่อนข้างสูงและไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด อีกประเด็นหนึ่งที่ขอกล่าวถึง จากการที่ได้ไปนั่งอยู่ในการเจรจาระหว่างชมรมผู้เลี้ยงปลาดุกกับบริษัทอาหาร คือ ต้นทุนของการใช้อาหารที่บริษัทอาหารนำเสนอนั้น ผู้เลี้ยงรับไม่ได้ เพราะจะต่างกันกับที่ดำเนินการเลี้ยงด้วยอาหารที่ผลิตขึ้นมาเองประมาณ 5-6 บาทในระยะเวลาการเลี้ยงที่ต่างกันแค่ 15-20 วัน ข้อมูลตรงนี้เชื่อว่าบริษัทอาหารทุกรายทราบดีอยู่แล้ว และทราบดีเช่นกันว่า อาหารเม็ดจำเป็นมากสำหรับการเลี้ยง แต่การเลี้ยงปลาน้ำจืดหลายชนิดด้วยกันจะใช้เพียงอาหารเม็ดอย่างเดียวไม่ได้
ในมุมมองของผม ซึ่งต้องอนุญาตนำมากล่าวกันตามตรงว่า ในเมื่อกลุ่มบริษัทอาหารทราบดีอยู่แล้วว่าผู้เลี้ยงปลาไม่สามารถใช้อาหารเม็ดได้ตลอดการเลี้ยง เพราะต้นทุนค่อนข้างสูง โดยเฉลี่ยเท่าที่เจอประมาณ 25-28 บาท แต่ปลาขายได้โดยเฉลี่ยประมาณ 30-35 บาท ยกเว้นปลาทับทิมซึ่งมีราคาประมาณ 40-45 บาท ซึ่งนี่คือภาวะราคาปกติ ส่วนผลกำไรเมื่อรวมค่าจัดการ และค่าปัจจัยการเลี้ยงเข้าไปด้วย เฉลี่ยแล้ว ต่อการเลี้ยงปลา 1 กิโลกรัม ถ้าเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด ผู้เลี้ยงจะได้กำไรประมาณ 5-8 บาท ถ้าจะเลี้ยงปลาเป็นอาชีพหลักจะต้องเลี้ยงให้ได้ปริมาณเยอะ ดังนั้น บริษัทอาหารเม็ดจึงน่าจะมีงานทดลองในประเด็นที่ว่าใช้อาหารเม็ดอย่างไรให้ต้นทุนต่ำ เช่น ใช้ร่วมกับอาหารที่ผลิตขึ้นมาเอง เหล่านี้เป็นต้น แล้วข้อมูลที่ได้ไปนำเสนอให้กับผู้เลี้ยงปลา ซึ่งถ้าได้กำไรจากการเลี้ยงไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 10 บาท เชื่อว่าน่าจะเป็นแรงจูงใจที่ดีในการเลือกใช้อาหารของบริษัทท่าน แต่ที่มากไปกว่านี้คือการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชีวิตที่อยู่ดีกินดีให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาชาวไทย
[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: web เมื่อ 2007-07-10 21:48 GMT+7]
 
|
|