โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: เปิดเทคนิค เลี้ยงวานาไม ย้อนยุค
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: เปิดเทคนิค เลี้ยงวานาไม ย้อนยุค  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 05/07/2007-19:55 GMT+7  

เอื้อเฟื้อบทความโดย นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ
สนใจลงโฆษณา หรือประสงค์จะนำเสนอบทความ ติดต่อได้ที่
คุณทิพวรรณ์ ซื่อสัตย์กุล
โทร. 02-587-4855, 081-441-5710

ค.เลาะขอบบ่อ โดย...กระเบนธง
เปิดเทคนิค เลี้ยงวานาไม ย้อนยุค
หลายท่านด้วยกันที่ผมมีโอกาสคุยด้วยในประเด็น ราคากุ้งตกต่ำ ผู้เลี้ยงกุ้งจะปรับตัวอย่างไรหรือมีทางออกอย่างไร ซึ่งแต่ละคนได้แนะนำเทคนิคหรือแนวทางการจัดการเลี้ยงที่แตกต่างกัน แต่เป้าหมายหรือหลักการที่เหมือนกันคือ ต้องทำการลดต้นทุนการเลี้ยงและวางแผนการเลี้ยงให้ชัดเจน
โดยหนึ่งในบุคคลที่ผมได้มีโอกาสสนทนาด้วย รวมทั้งขอความรู้มานำเสนอผ่าน ค.เลาะขอบบ่อ คือคุณสมพนธ์ เพชรรักษ์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เลี้ยงกุ้งระดับแนวหน้าอีกท่านหนึ่งซึ่งได้ดำเนินอาชีพการเลี้ยงกุ้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 และเป็นรายแรกๆ ที่เริ่มทำการเลี้ยงกุ้งขาววานาไมใน จ.ชุมพร
“โดยส่วนตัวแล้วมองว่า ณ วันนี้เมื่อดูจากสถานการณ์ราคากุ้ง คนเลี้ยงกุ้งมีทางเลือกอยู่ 2 ทางด้วยกัน คือจะเลี้ยงต่อหรือจะหยุดเลี้ยง ซึ่งถ้าหยุดเลี้ยงทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าจะเลี้ยงต่อ จะต้องหันมาดูในส่วนของต้นทุนการเลี้ยงทั้งระบบ หรือต้องมีการกำหนดแผนการเลี้ยงให้ชัดเจนไปเลยว่า ในการเลี้ยง 1 ครอป หรือต่อกุ้ง 1 กิโลกรัมที่เลี้ยงได้ใช้ต้นทุนไปเท่าไหร่ และคำนวณต่อไปว่า ในราคาขายที่ต่ำสุดนั้นจะอยู่ได้หรือไม่ ผมว่าหมดยุคแล้วที่จะทำการเลี้ยงไปเรื่อยๆ แล้วไปวัดดวงกันตอนจับ” เป็นคำกล่าวของคุณสมพนธ์ ซึ่งได้สะท้อนภาพออกมาอย่างชัดเจนว่า มาถึงยุคที่ผู้เลี้ยงกุ้งจะต้องทำการปฎิวัติแนวทางหรือการจัดการเลี้ยงอีกครั้ง โดยโฟกัสสำคัญอยู่ที่ต้นทุนการเลี้ยง และต้องขอออกตัวไว้ตั้งแต่เบื้องต้นก่อนเลยว่า หากผู้เลี้ยงกุ้งสนใจจะดำเนินการเลี้ยงในแนวทางนี้จะต้องศึกษาหลักการและต่อยอดมาสู่การปฏิบัติด้วยความเข้าใจ จึงจะได้ผลการเลี้ยงอย่างคุณสมพนธ์
สำหรับในเรื่องของต้นทุนการเลี้ยงนั้น คุณสมพนธ์ ขยายความต่อว่า ที่ผ่านมานั้น โดยเฉลี่ยแล้วระยะเวลาในการเลี้ยงกุ้งแต่ละครอปประมาณ 4 เดือน ไซส์เฉลี่ยประมาณ 50-80 ตัว/กิโลกรัม อัตราการโตจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เลี้ยง และสภาพพื้นที่ โดยในระยะเวลาการเลี้ยงกุ้งประมาณ 4 เดือน ต้นทุนโดยเฉลี่ยประมาณ 80-100 บาท การที่ผู้เลี้ยงกุ้งจะได้กำไรเท่าไหร่อยู่ที่ว่า กุ้งที่เลี้ยงได้มีขนาดเท่าไหร่ ที่ผ่านมาถ้าไซส์ใหญ่ถือว่ามีกำไร แต่ในอนาคตที่บอกว่าต้องทำการปรับการจัดการเลี้ยงเพราะราคากุ้งมีแนวโน้มต่ำลง อย่าง ณ วันนี้ก็ถือว่าผู้เลี้ยงกุ้งอยู่กันยากแล้วถ้าไม่ปรับการเลี้ยง แล้วถ้าราคาต่ำลงไปกว่านี้ ผลการเลี้ยงที่ได้ที่ผ่านมา เช่น เลี้ยง 4 เดือน ได้ไซส์ 50-80 ตัว ต้นทุนการเลี้ยง 80-100 บาท คำตอบมันมีอยู่ในตัวแล้วว่า อยู่ไม่ได้
และที่ผ่านมาจากข้อมูลการเลี้ยงโดยส่วนตัวและเพื่อนฝูงที่รู้จักกัน ผลการเลี้ยงมีทั้งได้และเสียและเมื่อยิ่งนานวันเข้าความจริงที่ปรากฏ คือ ความเสี่ยงในการเลี้ยงจะสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเอาความจริงมาคุยกัน จะพบว่าเมื่อดูผลการเลี้ยง คือกำไร คนที่เลี้ยงกุ้ง 10 บ่อ ผ่าน 7 บ่อ ไม่ผ่าน แค่ 3 บ่อ แต่พอบวกลบกันแล้ว แทบจะเสมอตัว อย่างในพื้นที่ อ.สวี และ อ.ทุ่งตะโก ซึ่งผมได้ทำการเลี้ยงกุ้งขาววานาไมอยู่ ณ ปัจจุบันในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมารู้สึกว่าโรคระบาดจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กล่าวได้ว่า เรื่องของโรคระบาด ผู้เลี้ยงจะประมาทไม่ได้เลยในการ มันเลยทำให้ต้องกลับมาคิดว่า ทุกอย่างในการจัดการ ได้ทำอย่างเต็มที่ พยายามดูข้อบกพร่องของตัวเอง แต่กลับได้ผลการเลี้ยงที่สวนทางกัน ที่หนักขึ้นไปอีก คือเมื่อเราดำเนินการในทุกขั้นตอนอย่างเต็มที่ ต้นทุนการเลี้ยงจะสูงขึ้น แต่ราคากุ้งกลับอ่อนตัวลง
เลยคิดว่าน่าจะมีวิธีการเลี้ยงที่ลดความเสี่ยงในการเลี้ยงลงมาและทำให้อาชีพการเลี้ยงกุ้งมีความยั่งยืน พอดีได้มีโอกาสได้ไปดูการเลี้ยงของ อาจารย์ท่านหนึ่ง ได้ทำการเลี้ยงกุ้งระบบกึ่งพัฒนา หรือจะใช้คำว่าย้อนยุคก็ว่าได้ เพราะในลักษณะการเลี้ยง จะเน้นสภาพแวดล้อมภายในบ่อ ให้เป็นไปตามธรรมชาติ มีการใช้อาหารบ้าง ตามความสะดวก แต่กุ้งกลับอยู่ได้ ทั้งๆ ที่ในบางครั้งสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงสวนทางกับสิ่งที่คนเลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่เข้าใจกัน แต่กุ้งก็ยังโตได้ตามปกติ
“มีบ่ออยู่บ่อหนึ่ง ซึ่งเป็นของผมเอง หลังจากได้นำแนวทางนี้มาใช้ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นครอปแรกที่ปรับแนวทางการเลี้ยง ในขณะที่เกิดตัวแดงระบาดหนักในบริเวณรอบค้าง แต่กุ้งในบ่อกลับไม่เป็นอะไรเลย ทั่งๆ ที่ไม่ได้ใช้ยาหรือสารเคมีอะไรเลย แถมตอนสูบน้ำเข้าบ่อยังไม่ได้ทำการฆ่าเชื้อน้ำด้วยซ้ำไป”
เกี่ยวกับการเกิดโรคระบาด มองว่าสาเหตุประการหนึ่ง น่าจะมาจากการที่ทำการปล่อยกุ้งแน่นเกินไป พอกุ้งโต ทำให้ในบ่อเกิดความหนาแน่นจึงส่งผลให้กุ้งเครียด รวมทั้งการเกิดของเสียในบ่อปริมาณมาก เมื่อสภาพร่างกายของกุ้งไม่แข็งแรง โรคมันก็เข้ามาได้ง่าย เพราะโรคต่างๆ ที่สามารถระบาดได้ในกุ้ง ณ วันนี้มองว่ามันมีอยู่ทุกพื้นที่ที่มีการเลี้ยงกุ้ง สิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องจัดการ คือทำอย่างไร อย่าให้ปัจจัยในการเกิดโรค เกิดขึ้นมาพร้อมกัน ซึ่งในหลักการนั้นเชื่อว่าคนเลี้ยงกุ้งทราบกันอยู่แล้ว เช่น กุ้งต้องไม่เครียด อย่าให้เกิดของเสียในบ่อ อย่าให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงในทางลบ แต่ในการจัดการ ตรงนี้คือรายละเอียดที่หลายคนยังทำกันไม่ได้ เพราะมีบางปัจจัยที่อาจอยู่นอกเหนือการควบคุมอย่างในฟาร์มที่เลี้ยงยอมรับว่าเกิดโรคระบาดเช่นกัน ทั้งๆ ที่กระบวนการจัดการทุกขั้นตอนได้ทำอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการตรวจเชื้อ เพราะเรามีแลปของตัวเอง แต่ในภาพรวมก็ไม่ดีขึ้น
จากภาพรวมทั้งหมดที่กล่าวปัจจุบันในพื้นที่การเลี้ยงทั้งหมดประมาณ 300 กว่าไร่ ใน อ.สวีและ อ.ทุ่งตะโก ทางคุณสมพนธ์ ได้ปรับระบบการเลี้ยงมาสู่แนวทางกึ่งพัฒนา หรือแนวทางที่เคยทำการเลี้ยงมาตั้งแต่อดีต หรือจะเรียกว่าเลี้ยงแบบแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงขององค์ในหลวงก็ว่าได้ โดยมีแผนการเลี้ยงดังต่อไปนี้
อัตราการปล่อยกุ้ง 50,000 ตัว/ไร่
ต้นทุนการเลี้ยง 40-50 ตัว/การผลิตกุ้ง 1 กิโลกรัม
ไซส์กุ้ง 30-40 ตัว/กิโลกรัม
เป้าหมายการผลิตต่อไร่ ประมาณ 700 กิโลกรัม
เป้าหมายทางการตลาด ส่งผลผลิตเข้าโครงการคอนแทรคฟาร์มมิ่งบริษัทเอชี่ยนที่ไซส์ 30 ตัว/กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 200 บาท
หมายเหตุ อาจมีการพาเชียลกุ้งออกเมื่อเลี้ยงได้ระดับ เพื่อลดต้นทุนการใช้พลังงานและค่าใช้จ่าย เพราะถ้ากุ้งเหลือเยอะจำเป็นต้องเพิ่มการตีน้ำ และอาหาร รวมทั้งอาจเกิดของเสียในบ่อเยอะ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้น
แนวทางการเตรียมบ่อ ในการจัดการเตรียมบ่อถือว่าไม่มีอะไรซับซ้อน ทำเหมือนกับการเลี้ยงกุ้งช่วงแรกๆ ที่ไม่มีการใช้สารเคมีฆ่าเชื้อน้ำ แต่หลักการสำคัญคือการสร้างอาหารธรรมชาติ หรือกลุ่มสัตว์หน้าดิน ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เป็นอาหารของลูกกุ้งวัยอ่อน และก่อนให้อาหารเม็ด โดยวิธีการสร้างมีหลายวิธี และเน้นการใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือใช้ต้นทุนการเลี้ยงที่ไม่สูงมากนัก
การเตรียมดิน ในการปฏิบัตินั้น ดูจากสภาพดินเป็นหลัก ซึ่งการจัดการแต่ละบ่ออาจจะไม่เหมือนกัน แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้ปูนขาวในการปรับสภาพดิน ถ้าบางบ่อมีขี้กุ้งหรือเลนในปริมาณไม่มากนัก จะไม่ทำการตักออก แต่จะทำการตากให้แห้ง รวมทั้งมีการใช้กากผงชูรส และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อปรับสภาพให้ดินมีความสมบูรณ์ และเป็นตัวสร้างสัตว์หน้าดินหรืออาหารธรรมชาติต่อไปหลังจากที่สูบนำเข้าบ่อ
ในกรณีที่บ่อเคยเลี้ยงด้วยระบบเคมี หรือพื้นบ่อเสื่อมโทรม ต้องทำการล้างบ่อก่อน โดยวิธีดึงน้ำเข้าบ่อขังทิ้งไว้แล้วถ่ายออก ทำประมาณ 1-2 ครั้ง หรือดูตามสภาพดิน
โดยสรุปจะทำการเตรียมดินประมาณ 5 วัน และใช้ต้นทุนแบ่งได้ดังนี้ ปูนขาวประมาณ 200 กิโลกรัม/ไร่ ถ้า 5 ไร่ เท่ากับ 1 ตัน คิดเป็นเงินประมาณ 3,000 บาท , ค่ากากผงชูรส 5 ไร่ ใช้ประมาณ 1,000 ลิตร คิดเป็นเงิน 4,000 บาท บวกค่าปุ๋ยชีวภาพไปอีกประมาณ 3,000 บาท รวมแล้วในการเตรียมบ่อ 5 ไร่ ใช้เงินไป 10,000 บาท หรือ เฉลี่ย 2,000 บาท/ไร่
การเตรียมน้ำ เหมือนกับการเลี้ยงทั่วๆ ไป คือถ้ามีบ่อพักน้ำ อาจจะต้องทำการพักน้ำก่อนสูบลงบ่อเลี้ยง และนำที่สูบขึ้นมาต้องทำการกรองด้วยอวนตาถี่ แต่จะไม่ใช้ยาฆ่าเชื่อน้ำ เพราะไม่อยากทำให้สภาพน้ำขาดความสมดุลตามธรรมชาติ คือในระบบนี้ในบ่อของเราอาจจะมีพวกสัตว์น้ำธรรมชาติอยู่ด้วย เช่นปลาตัวเล็ก ผู้เลี้ยงต้องไม่กลัว กังวลหรือกำจัดทิ้ง เพราะถ้าทำลาย เท่ากับว่า เราไปทำลายระบบสมดุลของธรรมชาติ รูปแบบการเลี้ยง และผลการเลี้ยงที่ได้จะเปลี่ยนไป
ส่วนในการสร้างสีน้ำ คงจะบอกไม่ได้ว่าต้องใส่อะไรลงไปบ้าง ต้องขึ้นอยู่กับสีน้ำหรือคุณภาพน้ำ เพราะสิ่งที่เราใช้ไปในการเตรียมดิน ช่วยทำให้สีน้ำและอาหารธรรมชาติเกิดขึ้นมา โดยหลังจากสูบน้ำลงบ่อเลี้ยงแล้ว อาจจะทำการเติมกากผงชูรส กับปุ๋ยธรรมชาติ เพื่อล่อแมลงและทำสีน้ำ ในกรณีที่สีน้ำยังไม่ขึ้น หรือไม่สวย ในกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 10 วัน
ในขั้นตอนการเตรียมบ่อ จะมีการปลูกสาหร่ายไส้ไก่มาด้วยหรือถ้ามีอยู่ในบ่อแล้วจะไม่ทำลายทิ้ง หรือแม้แต่สาหร่ายชนิดอื่นด้วย เพราะคุณประโยชน์ของสาหร่ายเหล่านี้ คืออาหารธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง รวมทั้งสาหร่ายจะมีประโยชน์ในการล่อแมลงหรือพวกสัตว์หน้าดินตัวเล็ก ซึ่งเป็นอาหารของกุ้งได้อีกชนิดหนึ่งด้วย
การเลือกลูกกุ้ง เน้นที่ลูกกุ้งคุณภาพ โดยดูจากระบบการเพาะฟัก และยอมรับว่า ผมไม่ได้ใช้ลูกกุ้งราคาแพงมากนัก เพราะจะทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูง เพราะเรากำลังคุยถึงการเลี้ยงแบบลดต้นทุน
การตีน้ำ จะเริ่มตีน้ำตอน กุ้งมีอายุประมาณ 2 เดือน โดยจะเน้นทำการตีน้ำตอนกลางคืน ตั้งแต่ 4 ทุ่ม – 6 โมงเช้า โดยบ่อขนาด 5 ไร่จะใช้ใบพัดตีน้ำแค่ 1-2 แขนเท่านั้น
การให้อาหาร จะเริ่มให้ตอนกุ้งอายุ 45 วัน ที่เบอร์ 4 หรือเบอร์ 5 โดยอาหารที่ให้จะให้วันละมื้อ และให้ตามเวลาที่สะดวก ส่วนปริมาณที่ให้ จะใช้โปรแกรมของการให้อาหารที่ลงกุ้งวันแรก ส่วนพอกุ้งมีอายุ 2 เดือน จะเริ่มปรับตามการเช็คยอ แต่จะเน้นให้ในปริมาณที่น้อยกว่าความเป็นจริง
จากหลักการและแนวทางการเลี้ยงโดยรวม คุณสมพนธ์ ได้กล่าวถึงการเลี้ยงกุ้งในแนวทางนี้ว่า เริ่มต้นเชื่อว่าผู้เลี้ยงต้องมีความกังวลใจเพราะยังไม่เคยชินที่ต้องปล่อยให้ธรรมชาติเป็นผู้ควบคุมกลไกการเลี้ยงทั้งหมด ในการจัดการผู้เลี้ยงต้องทำหน้าที่ให้ธรรมชาติมีความสมดุล โดยปัจจัยที่ทางฟาร์มใช้อยู่ คือการเติมจุลินทรีย์ และกากผงชูรสลงไป พร้อมกันนี้สิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องเจอในครอปแรก คือการเจริญเติบโตของกุ้งที่อาจช้ากว่าปกติ ซึ่งต้องเข้าใจว่าเพราะบ่อมีปัญหามาจากการขาดความสมดุลในระบบธรรมชาติ การเลี้ยงกุ้งในแนวทางนี้จะเริ่มให้ผลการเลี้ยงที่ดีเมื่อผ่านการเลี้ยงไปนานๆ รวมทั้งเป็นแนวทางที่เหมาะกับผู้เลี้ยงกุ้งที่มีต้นทุนการเลี้ยงไม่สูงมากนัก เพราะปัจจัยการเลี้ยงที่ใช้ จะเน้นใช้วัสดุในท้องถิ่น เช่น กล้วย น้ำหวานมะพร้าว มาหมักขยายเชื้อจุลินทรีย์ ทำให้ต้นทุนประมาณลิตรละ 1 บาท และตรงนี้กล่าวได้เลยว่าคือความยั่งยืนของอาชีพการเลี้ยงกุ้ง
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับเป้าหมายทางการตลาด ที่จะขายกุ้งเข้าโครงการคอนแทรคนั้น โดยส่วนตัวมองว่า จะทำให้เราสามารถกำหนดแผนการเลี้ยงได้อย่างเป็นรูปธรรมว่า เมื่อจะขายกุ้งได้ในราคา 200 บาท แล้วเราจะใช้ต้นทุนการเลี้ยงเท่าไหร่จึงจะมีกำไร หรือต้องการทำกำไรเท่าไหร่ ก็ต้องมาดูที่ต้นทุนการเลี้ยงของตัวเอง และที่น่าสนใจ และยอมรับว่าห้องเย็นยุติธรรมคือ ถ้าราคาในตลาดสูงกว่าราคาคอนแทรค เขาก็ยินยอมให้เราเอากุ้งไปขายนอกโครงการได้ แต่ต้องบอกให้เจ้าของโครงการทราบก่อนว่า จะรับซื้อคืนในราคาที่สูงกว่าได้หรือไม่
แต่ในรายละเอียดของการเลี้ยงนั้น ผู้เลี้ยงควรจะมีแผนการรองรับ หรือหวังว่าเราจะเน้นผลกำไรที่ ไซส์คอนแทรคเท่านั้น ณ วันนี้ในการเลี้ยงกุ้งคอนแทรค สมมติตั้งเป้าไว้ที่ 30 ตัว/กิโลกรัม ใช่ว่า ต้องเลี้ยงได้ 30 ตัว แล้วจึงมีกำไร ในส่วนของผมเองต้องวางแผนว่าถ้าไม่ถึง 30 ตัว เช่นได้ 50 ตัวก็ยังมีกำไร ซึ่งในรูปแบบการเลี้ยงที่กำลังดำเนินการอยู่ เชื่อว่ามีกำไรทุกไซส์


[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: web เมื่อ 2007-07-08 14:01 GMT+7]

[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: web เมื่อ 2007-07-10 21:48 GMT+7]






  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss