| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::จีน ตลาดแห่งความหวัง |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 30/09/2008-15:04 GMT+7  
ถือเป็นข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งกับการขยับตัวของ กรมประมง ที่ได้ประสานความร่วมมือกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในการไปสำรวจตลาดประเทศจีน พร้อมหารือกับผู้ประกอบการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการขยายตลาดส่งออกกุ้งขาว/กุ้งกุลาดำขนาดใหญ่ ไปยังจีน อีกทั้ง ยังได้เห็นรูปแบบที่ทันสมัยได้มาตรฐานในการบริหารจัดการด้านการตลาดอย่างครบวงจร ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับตลาดสินค้าประมงของไทย
รายงานจากประชาสัมพันธ์ของกรมประมงระบุว่า จากการสำรวจตลาดค้าส่งสินค้าประมงในเมืองกวางโจวและเซียงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่า ตลาดสินค้าประมงของจีนในเมืองดังกล่าว เป็นตลาดหลักขนาดใหญ่ในการทำธุรกิจสินค้าประมง และเป็นจุดกระจายสินค้าประมงไปยังเขตพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการกุ้งกุลาดำขนาดใหญ่ที่มีชีวิต และกุ้งขาวขนาดใหญ่แช่เย็น (30 ตัว/กก.) เป็นอย่างมาก เนื่องจาก อุปนิสัยในการบริโภคของชาวจีน นิยมบริโภคสัตว์น้ำที่มีชีวิต กล่าวคือ นำสัตว์น้ำที่ยังมีชีวิตอยู่ไปปรุงอาหาร ประกอบกับจีนไม่สามารถผลิตกุ้งได้ในช่วงฤดูหนาว จึงส่งผลให้มีการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงคาดว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ที่จีนจะเป็นตลาดอีกแห่งหนึ่งในการส่งออกสินค้ากุ้งทะเลขนาดใหญ่ของไทย ทั้งกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ
นอกจากนี้ ตลาดสินค้าประมงของจีน ยังมีการดำเนินธุรกิจในเชิงรุก (Pro-active) คือ นำหลักการบริหารจัดการที่เรียกว่า Market & Marketing เข้ามาใช้ โดยพัฒนาให้เข้าสู่รูปแบบของ Fish Market Complex อันประกอบด้วย พื้นที่จำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำมีชีวิต สัตว์น้ำแช่เย็นแช่แข็ง สินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมด้วยส่วนที่เป็นร้านอาหารและภัตตาคาร ส่วนการจัดแสดงสินค้า พื้นที่ธนาคารและสินเชื่อ รวมถึง ส่วนสำนักงาน หน่วยตรวจคุณภาพสินค้า และศูนย์ Information Technology Center เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลลูกค้าและการซื้อขายบน internet ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตลาดประมงที่ครบวงจร และเหมาะที่จะนำมาปรับใช้ให้เข้ากับการบริหารจัดการตลาดสินค้าประมงของไทยอย่างยิ่ง
สำหรับจีน ณ วันนี้ถือเป็นประเทศที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจ หลายประเทศแม้แต่ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐมีความพยายามที่จะประสานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การดำเนินการของกรมประมงครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพเศรษฐกิจของจีนที่กว้างและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เราลองไปดูข้อมูลจาก ศูนย์สารสนเทศการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์การปรับตัวทางด้านนโยบายทางการค้า และโอกาสของนักลงทุนของไทยในประเทศจีน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
การปรับนโยบายการค้าและมาตรการต่างๆ ของจีน
แม้จีนจะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่ความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนได้สร้างความกังวลให้กับรัฐบาลจีน ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงพยายามที่จะลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจและมาตรการในสาขาต่างๆ ของจีน
รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจเลือกใช้นโยบายทางการเงินเพื่อชะลอสถานการณ์ดังกล่าว เช่น การเพิ่มอัตราดอกเบี้ย การตั้งเงินสำรองของธนาคารสูงขึ้น การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (เพิ่มถึง 7 ครั้งในช่วง 2 ปี) อย่างไรก็ดี การเจริญเติบโตของจีนเป็นผลมาจากการขยายตัวด้านการส่งออกและการลงทุนมากกว่าการบริโภคในประเทศ โดยการขยายตัวด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาช่องว่างระหว่างประชาชนเมืองกับชนบท ซึ่งรัฐบาลได้พยายามใช้นโยบายต่างๆ เพื่อการชะลอการส่งออกและส่งเสริมการบริโภคภายในให้มากขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาความไม่สมดุลต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การเพิ่มจำนวนสินค้าที่มีภาษีส่งออก การยกเลิกการคืนภาษี VAT ในสินค้าประมาณ 2,800 รายการ ให้กับผู้ส่งออก การห้ามการส่งออกและลดการส่งออกสินค้าที่ใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติสูง เป็นต้น
ในรายงานการทบทวนนโยบายการค้าของจีนยังได้กล่าวถึงมาตรการด้านภาษีและมิใช่ภาษีของจีน กล่าวคือในปี 2550 อัตราภาษีที่จีนเก็บจากสมาชิก WTO (MFN) เฉลี่ยของจีนอยู่ที่ร้อยละ 9.7 โดยอัตราภาษีที่เรียกเก็บจริง (applied MFN tariff) สำหรับสินค้าเกษตรอยู่ที่ร้อยละ 15.3 สินค้าอุตสาหกรรมร้อยละ 8.8 และอัตราภาษีเฉลี่ยภายใต้ความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ อยู่ในช่วงร้อยละ 3.5-9 ทั้งนี้ จีนได้ยกเลิกมาตรการโควตาภาษี (TRQ) สำหรับสินค้าน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม และน้ำมันเรฟซีส ตั้งแต่ปี 2549 คงเหลือสินค้าที่มี TRQ เพียง 8 รายการเท่านั้น
สำหรับมาตรการที่มิใช่ภาษี จีนได้ลดจำนวนรายการสินค้าที่ต้องมีการขอใบอนุญาตแบบอัตโนมัติ (automatic import licensing) ให้น้อยลง แต่นโยบายในเรื่อง SPS ยังมีความซับซ้อนและมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ส่วนในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ กฎหมายอนุญาตให้รัฐสามารถซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในต่างประเทศได้ในบางกรณีแต่ในทางปฏิบัติแล้วรัฐซื้อสินค้าจากผู้ผลิตในต่างประเทศอยู่เสมอ
หลังจากที่จีนให้ความสำคัญกับภาคการผลิตซึ่งเน้นการใช้เครื่องจักรมาโดยตลอด รัฐบาลจีนได้เริ่มให้ความสนใจกับภาคบริการที่ใช้ปัจจัยแรงงานมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างงานให้กับประชาชนในชนบทเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ที่ผ่านมาภาคการเงินนับเป็นสาขาที่มีความก้าวหน้ามากกว่าภาคอื่นๆ แต่ระบบธนาคารยังมีการพัฒนาน้อยและไม่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลอนุญาตให้ธนาคารต่างชาติสามารถทำธุรกรรมที่เป็นสกุลเงินหยวนกับคนจีนได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ แต่ข้อกำหนดต่างๆ ที่ใช้กับธนาคารต่างชาติยังเป็นไปอย่างเข้มงวดสำหรับการเปิดเสรีภาคบริการยังเป็นไปอย่างเชื่องช้าส่งผลให้ภาคบริการส่วนใหญ่ยังอยู่ในการควบคุมของรัฐ
ภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีรายได้คิดเป็นร้อยละ 13.4 ของ GDP และจ้างงานสูงถึงร้อยละ 40 ของแรงงานจีนทั้งหมด ได้มีการเปลี่ยนนโยบายเป็นการให้การสนับสนุนมากขึ้น โดยในปี 2549 จีนได้ยกเลิกภาษีเกษตรกรรม (ภาษีที่เก็บจากรายได้ของเกษตรกร) และจัดให้มีการสนับสนุนทางการเงินมากขึ้น และเนื่องจากแรงงานในภาคเกษตรของจีนสร้างผลผลิตได้เพียง 1 ใน 5 ของผลผลิตทั้งประเทศแต่มีแรงงานอยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้รายได้ของประชากรในชนบทแตกต่างจากประชาชนเมืองเป็นอย่างมากดังนั้นแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ฉบับที่ 11 ของจีน (ปี 2549-2553) จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิต การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานการสร้างเทคโนโลยี และการให้ความรู้แก่เกษตรกรอย่างจริงจังมากขึ้น
จะเห็นว่าการออกนโยบายต่างๆ เพื่อชะลอการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนดังกล่าว เป็นไปเพื่อการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และเป็นการลดแรงต้านจากการที่สินค้าจีนได้บุกตลาดไปทั่วโลกด้วยราคาที่ถูกกล่าว โดยหันมาเน้นตลาดบริโภคภายในประเทศ ลดการส่งออก และเพิ่มการนำเข้า เนื่องจากค่าเงินหยวนได้เริ่มแข็งค่าขึ้นทำให้ราคาสินค้าจีนเริ่มแพงขึ้น ภาวการณ์เช่นนี้น่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะได้ส่งออกสินค้าไปตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ใช้สิทธิภายใต้ FTA อาเซียน - จีน ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าจีนที่เริ่มสูงขึ้นจะทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดประเทศที่สาม
ชี้ช่องทุนไทยลุยตลาดจีนใต้
ความเป็นไปที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (ไทย พม่า ลาว จีนตอนใต้) ที่เริ่มกลายเป็นพื้นที่การค้า-การลงทุนใหม่ ที่เปิดขึ้นหลังการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ที่เดินหน้าผลักดันเต็มที่ภายใต้นโยบาย ตงหมง เปิดเส้นทางออกสู่ทะเลให้แก่ 5 มณฑลทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน หรือที่เรียกว่า ซีหนาน มีมณฑลหยุนหนัน (ยูนนาน) เป็นศูนย์กลางหลัก เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดนแถบนี้ให้เทียบเท่ากับชายฝั่งทะเลตะวันออก
นอกจากจะทุ่มงบประมาณพัฒนาเส้นทางคมนาคมทุกช่องทางจนเกือบเสร็จสมบูรณ์ 100%แล้วล่าสุด จีน ได้ร่วมลงนามกับมาเลเซีย เพื่อใช้มาเลเซียเป็นศูนย์กลาง (HUB ) สำหรับขนส่งสินค้าเข้า-ออก ซึ่งแน่นอนว่า จะทำให้ไทย กลายเป็นทางผ่านสินค้าเท่านั้น
ภายใต้นโยบายตงหมงของ จีน มีการผ่อนปรนเงื่อนไขค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่องทางการค้า อื่น ๆ ของจีน แต่ตลอดระยะที่ผ่านมาการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเข้ายึดกุมตลาดในย่านนี้ โดยเฉพาะตลาดจีนตอนใต้ ซึ่งในเขต 5 มณฑลที่เรียกว่าซีหนานนั้น เป็นตลาดที่มีผู้บริโภคมากกว่า 300 ล้านคน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย พยายามที่จะให้เอกชนไทยใช้หลักกวนซี่ หรืออาศัยความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเข้าทำตลาดในจีน ปล่อยให้สินค้าออกทางชายแดนภาคเหนือ เข้าไปสวมสิทธิ์เป็นสินค้าพม่า ลาว ที่ได้สิทธิ์สินค้าชายแดนเข้าไปขายในจีน โดยที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า หรือทำให้เป็นสินค้าลอดรัฐ เพื่อหนีนโยบายเข้มงวดการค้า การลงทุนจากต่างชาติของจีน
ขณะที่ FTA ไทย-จีน มีผลบังคับใช้ พืช ผัก ผลไม้ จีนนำเข้าไทยภายใต้ภาษี 0% แต่สินค้าเกษตรไทย แม้นำเข้าจีนเสียภาษี 0% แต่ต้องเจอ VAT แต่ละมณฑลอยู่ รวมถึง Non Tariff Barrier อีกหลากหลายกรณี เช่น นโยบาย One License For One Product ที่ต้องมีใบอนุญาตนำเข้า ใบอนุญาตค้าส่ง ใบอนุญาตค้าปลีก / กฎระเบียบการนำเข้า ทั้งการตรวจโรคพืช มาตรฐานความปลอดภัยสินค้า ใบแสดงถิ่นกำเนิด / มาตรฐานสินค้าที่แตกต่างกัน (องค์การอาหารและยา หรือ อย. ,เครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม หรือ มอก.) เป็นต้น
 
|
|