โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::ชาวทับทิมแม่น้ำน้อยเจอพิษปลาตาย รอสร้างโอกาสหลังหมดวิกฤต
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::ชาวทับทิมแม่น้ำน้อยเจอพิษปลาตาย รอสร้างโอกาสหลังหมดวิกฤต  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 30/09/2008-15:05 GMT+7  

เอื้อเฟื้อบทความโดย นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ฉบับเดือน กันยายน 2551
สนใจลงโฆษณา หรือประสงค์จะนำเสนอบทความ ติดต่อได้ที่
คุณทิพวรรณ์ ซื่อสัตย์กุล
โทร. 02-912-1592, 081-441-5710
เป็นเวลาหลายเดือนแล้วที่ปลาน้ำจืดมีราคาสูง โดยเริ่มขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นรายเดือน จนถึงปัจจุบัน สถานการณ์ด้านราคาก็ยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นไปอีก ปลาน้ำจืดที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในอุตสาหกรรมนี้คือปลานิล ที่พ่อค้าแม่ค้า รวมถึงห้องเย็นต่างก็มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น เกิดการแข่งขันด้านราคา ทำให้ผู้เลี้ยงมีสิทธิ์เลือกที่จะขายปลาเนื้อให้ผู้ซื้อที่เสนอราคาสูงที่สุด สถานการณ์เช่นนี้นับว่าเป็นผลดีต่อผู้เลี้ยง หากไม่สะดุดกับอะไรบางอย่าง
ไม่เพียงแต่ราคาปลาเท่านั้นที่พุ่งสูงขึ้น แต่ปัจจัยการผลิตก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่ปรับราคากันทุกๆเดือนพร้อมกับราคาปลาเนื้อ เพราะฉะนั้นส่วนต่างระหว่างต้นทุนกับราคาปลาก็ไม่ได้ห่างกันมากเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะกับรายย่อยที่ต้องซื้ออาหารในราคาสูง ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น วิกฤตปลาตายในหลายพื้นที่ทั้งภาคกลางและอีสาน ซึ่งถือว่าเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ การสันนิษฐานเบื้องต้นคือ อาจเกิดจากสภาพน้ำ,ลูกพันธุ์ และโรค ซึ่งนำไปสู่กระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งผลออกมาว่า สาเหตุส่วนหนึ่งของปลาตายเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งตามที่เสนอไปแล้วในคอลัมน์โฟกัสธุรกิจสัตว์น้ำฉบับที่ผ่านมา(ฉบับที่ 29)
ด้วยสาเหตุส่วนหนึ่งดังกล่าว ทำให้ผลผลิตออกมาน้อย ผู้เลี้ยงขายได้น้อย ถึงแม้ว่าราคาปลาเนื้อจะพุ่งสูงขึ้นก็ตาม และเหมือนเคราะห์กรรมซ้ำเติมที่ตามหลอกหลอน เมื่อเดือนที่ผ่านมาหลายจังหวัดภาคอีสานและภาคเหนือบางส่วนที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงต่างก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม ผู้ที่เลี้ยงปลาในกระชังหรือบ่อดินต่างก็ได้รับความเสียหาย ถึงแม้ว่าวันนี้ระดับน้ำจะเริ่มลดลงแล้วก็ตาม จากที่กล่าวมา ทำให้ผลผลิตปลานิลที่ออกสู่ตลาดในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาน้อยลงไปมาก นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวงการปลานิลในปัจจุบัน
สำหรับปลาน้ำจืดอีกชนิดที่เป็นญาติใกล้ชิดกับปลานิล และพบว่ามีการเลี้ยงกันไม่น้อยนั่นคือ ทับทิม ต่างก็มีคำถามว่าที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้มีอะไรเกิดขึ้นกับปลาชนิดนี้กันบ้าง ซึ่งจริงๆแล้ว พื้นที่ผลิตปลาทับทิมโดยส่วนใหญ่จะกระจายตามแหล่งที่มีน้ำไหล นั่นก็คือตามแม่น้ำลำคลองต่างๆ และยังมีคำถามต่ออีกว่า ปลาทับทิมที่เลี้ยงๆกันอยู่นั้นประสบปัญหาแบบเดียวกันกับปลานิลหรือไม่
จังหวัดสิงห์บุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีลำน้ำตามธรรมชาติที่สำคัญไหลผ่านหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำลพบุรี และยังมีลำน้ำสายอื่นๆอีกเช่น ลำอม่ลา ลำการ้อง ลำเชียงราก และลำโพธิ์ชัย เป็นต้น เพราะฉะนั้น จังหวัดสิงห์บุรีจึงเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีผู้ประกอบอาชีพการเลี้ยงปลา ทั้งที่เลี้ยงในกระชังและที่เป็นบ่อดิน หากเป็นการเลี้ยงในกระชัง จะเลี้ยงตามริมแม่น้ำและคลองต่างๆ แต่หากเลี้ยงบ่อดินก็จะอาศัยน้ำจากคลองส่งน้ำชลประทาน ธุรกิจสัตว์น้ำฉบับนี้ได้ลงพื้นที่สำรวจแหล่งผลิตปลาทับทิมในกระชังแหล่งหนึ่งในเขตจังหวัดสิงห์บุรี โดยเลือกกระชังที่เลี้ยงกันบริเวณแม่น้ำน้อย เพราะเป็นแม่น้ำที่มีสภาพเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังมากที่สุดในจังหวัด
จากการที่ทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำลงสำรวจพื้นที่ในวันนั้น(22 สิงหาคม 2551)พบว่าระดับน้ำได้ลดลงไปบ้าง มีกระชังผูกติดอยู่ริมตลิ่งเหมือนกับการเลี้ยงปลาในกระชังทั่วๆไป แต่เมื่อสังเกตุดีๆกลับพบว่าไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งตัวปลาที่อยู่ภายในกระชังและผู้เลี้ยง ซึ่งได้รับคำตอบในหลังจากคุณชารินทร์ อุ่นดี(ผู้เลี้ยงปลาทับทิมกระชังตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี)ว่า บริเวณนี้เดิมทีมีการสร้างกระชังเพื่อเลี้ยงปลาทับทิมจำนวนมาก สำหรับสภาพการเลี้ยงที่ผ่านมาคือ ผู้เลี้ยงซื้อลูกพันธุ์ไซส์ 3 นิ้วมาปล่อยลงกระชังทันที แต่สำหรับบางรายซื้อลูกพันธุ์ปลามาอนุบาลให้ได้ไซส์เดียวกันก่อนปล่อยลงเลี้ยง โดยใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปตลอดระยะเวลาการเลี้ยง ปลาโตดี อัตรารอดสูง อัตราความสูญเสียน้อย สามารถจับขายแล้วมีกำไร จะมีบ้างที่ประสบปัญหาคือเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย เช่นน้ำน้อย น้ำขุ่น หรือในช่วงรอยต่อระหว่างหน้าร้อนและหน้าฝนที่เป็นสาเหตุทำให้ปลาตายบ้าง แต่ไม่มาก ซึ่งก็ถือว่าเป็นปกติในทุกๆปี
แต่สำหรับปี 51 ปัญหาต่างๆเริ่มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น พบว่ามีปลาตายจำนวนมากลอยขึ้นมาเหนือน้ำในกระชัง สถานการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือนแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นปลาที่ปล่อยลงกระชังประมาณ 2 เดือน รวมไปถึงปลาไซส์ใกล้จับขายคือประมาณ 400 กรัม ซึ่งในช่วงแรกที่ปลาตาย ผู้เลี้ยงยังไม่ทันตั้งตัว ปลาก็ได้ตายไปหมดกระชัง แต่บางรายไหวตัวทัน จับปลาที่ยังไม่ตายจำหน่ายในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงมาก แล้วลงลูกพันธุ์ใหม่ ปลาก็เริ่มตายเหมือนเดิม ผลสุดท้ายก็คือผู้เลี้ยงยกกระชังขึ้นมาทำความสะอาดแล้วแขวนกระชังไว้ชั่วคราว รอดูสถานการณ์ไปก่อน แต่ที่ร้ายหนักไปกว่านั้นคือ แยกชิ้นส่วนกระชังขายแล้วล้มเลิกธุรกิจด้านนี้ไปเลย
ผู้เลี้ยงหลายรายที่ไม่มีเงินทุนตั้งแต่แรกเริ่ม ได้หยิบยืมและกู้เงินจากแหล่งเงินกู้หลายสถาบัน เพื่อนำมาใช้เป็นทุนในการสร้างอาชีพ แต่ไม่ทันไรก็ประสบกับปัญหาน้ำท่วมเมื่อปีก่อน ปลาในกระชังหายไปในทันที แต่ก็ยังไม่ย่อท้อ ได้ลงลูกพันธุ์ใหม่อีกหลายรอบ จนกระทั่งน้ำลด แล้วมาเจอปัญหาปลาตาย แต่ในครั้งนี้ หลายรายที่เลิกเลี้ยงไปกล่าวว่าเกินทน บางรายสันนิษฐานว่าสาเหตุน่าจะมากจากน้ำไม่ดี บางรายว่าเกิดจากโรค บางรายกล่าวว่าเกิดจากปัญหาลูกพันธุ์ไม่มีคุณภาพ แต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่เกิดจากความคิดของผู้เลี้ยงรายย่อยเท่านั้น จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีผู้ที่ให้คำตอบแน่ชัดแก่พวกเขาเหล่านั้นว่า สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร หรือว่าอาจจะเกิดจากทั้ง 3 สาเหตุ
สำหรับคุณชารินทร์เองแล้ว ก็หนีไม่พ้นกับปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนอย่างที่รายอื่นๆที่เจอ โดยส่วนตัวแล้วมีกระชังเลี้ยงปลาทั้งหมด 20 กระชัง ทยอยปล่อยลงเลี้ยงเพื่อให้ได้ผลผลิตต่อเนื่อง แต่ปัญหาเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นและปลามาเริ่มตายหนักๆในเดือนเมษายนที่ผ่านมา และโดยส่วนใหญ่เป็นปลาที่ลงกระชังเลี้ยงแล้วประมาณ 2 เดือน แต่สำหรับปลาไซส์เล็กกว่านี้พบว่าอัตราการตายยังเป็นปกติ ทั้งนี้เกิดจากการลงมือการเลี้ยงด้วยตัวเอง ซึ่งเมื่อซื้อลูกพันธุ์ปลาทับทิมไซส์ใบมะขามมาแล้วจะนำไปอนุบาลในกระชังเพื่อให้ได้ไซส์ความยาวประมาณ 3 นิ้ว แต่ในช่วงอนุบาล ปลาไม่ตายเลย ทั้งๆที่อนุบาลในแหล่งน้ำเดียวกันกับที่เลี้ยงปลาเนื้อ
ประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนปลาที่ปล่อยลงกระชังทั้งหมดนั้นได้เริ่มทยอยตาย มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านด้วยกันที่เข้ามาแนะนำถึงวิธีป้องกัน แนวทางหนึ่งที่นำมาใช้กันคือการใช้ยาปฎิชีวนะซึ่งมีอยู่หลายตัว วิธีการใช้คือ นำมาคลุกกับอาหารเม็ดสำเร็จรูปให้ปลากินทุกมื้อเป็นระยะเวลาประมาณ 7 วัน แต่ก็ช่วยได้ไม่มาก ก็ยังพบว่าปลาตายอยู่ พอหยุดใช้ยาปลาก็เริ่มกลับมาตายหนักขึ้น จึงหันไปใช้ยาตัวใหม่ แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น จนถึงทุกวันนี้มีการใช้ยาน้อยมาก เพราะปลาในกระชังเหลือจำนวนน้อยลงแล้ว ซึ่งคุณชารินทร์และผู้ที่ยังเลี้ยงปลากันอยู่นั้นได้กล่าวว่า ตอนนี้อยากให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีความรู้ด้านนี้โดยเฉพาะเข้ามาให้คำแนะนำที่ถูกต้องเรื่องการป้องกัน เพราะต้องป้องกันไว้ก่อนดีกว่าเกิดปัญหาแล้วมาแก้ไข ถ้าทราบแน่ชัดแล้วว่ามีตัวยาตัวใดที่ใช้แล้วสามารถลดอัตราการตายลง ถึงแม้ว่าจะมีราคาสูงไปอีกนิด ก็จะซื้อมาใช้ เพราะต้องการให้ปลาโตได้ไซส์เพื่อจับขายในปริมาณมาก
สรุปแล้ว แนวทางการป้องกันความเสี่ยงของผู้เลี้ยงคือ ชะลอการเลี้ยงลงไป เพราะไม่ต้องไปจมกับทุนที่ลงไป แต่แนวทางการป้องกันในกรณีที่เป็นผู้เลี้ยงที่มีปลาในกระชัง ซึ่งยังต้องเลี้ยงไปเรื่อยๆคือ ลดต้นทุนด้านการผลิตออกให้เหลือน้อยที่สุด นั่นคือพยายามหลีกเลี่ยงใช้อาหารเกรดสูงหรือเกรดพรีเมี่ยม เพราะมีราคาสูงมาก และหากเป็นไปได้ก็จะเลือกใช้อาหารที่มีราคาต่ำที่สุด
หลายรายที่ยังคงกัดฟันสู้เลี้ยงปลาทับทิมต่อไปนั้นให้เหตุผลว่า ช่วงนี้และต่อไปอีกนานหลายเดือนเป็นช่วงที่ปลามีราคาสูง ซึ่ง ณ ปัจจุบัน(22 สิงหาคม 2551)ปลาทับทิมไซส์ 500 กรัมมีราคา 75 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะมีพ่อค้ามาจับถึงปากกระชัง แต่ก็ได้ผลผลิตเพียงน้อยนิดเท่านั้น ราคานี้เป็นราคาปลาที่จับเฉพาะบริเวณนี้เท่านั้น ซึ่งคุณชารินทร์บอกว่า ปลาทับทิมจังหวัดอื่นๆมีราคาสูงกว่านี้มาก เช่นที่จังหวัดลพบุรี ราคากระโดดไประหว่าง 80 บาทต่อกิโลกรัม บางแหล่งเกือบ 90 บาทต่อกิโลกรัม ฟังแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าปลาทับทิมจะมีราคาสูงขนาดนี้
ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไรก็ตาม แต่หากไม่มีใครให้คำตอบที่กระจ่างได้ มีโอกาสสูงที่ผู้เลี้ยงเหล่านั้นจะหันไปประกอบอาชีพการเลี้ยงปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆที่มีราคาสูงหลายชนิด อีกทั้งยังไม่ประสบกับปัญหาปลาตายอย่างเช่นปลาทับทิม ซึ่งจากการที่ทีมงานสำรวจความคิดเห็นผ่านเกษตรกรหลายราย ต่างก็มีความสนใจไม่น้อยที่จะนำปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆเลี้ยงแทนปลาทับทิม เพราะมีตลาดการรับซื้อที่แน่นอน อีกทั้งยังมีราคาสูง ความเสี่ยงก็มีน้อยลง
คุณชารินทร์ยังได้กล่าว่า ผู้เลี้ยงที่แขวนกระชังไปก่อนหน้านี้นั้นมีแนวโน้มสูงที่จะลงลูกพันธุ์ปลาใหม่อีกครั้ง อย่างเร็วที่สุดก็ปลายเดือนกันยายนเป็นต้นไป ซึ่งระดับน้ำน่าจะเพิ่มสูงขึ้น และความขุ่นของน้ำก็น่าจะลดลง ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น โอกาสที่จะเห็นกระชังลอยอยู่ริมแม่น้ำน้อยเพิ่มมากขึ้นก็จะมีสูง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ปลาทับทิม แต่อาจจะกลายเป็นปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆก็เป็นได้ และนอกจากชาวสิงห์บุรีจะเลี้ยงปลาในกระชังแล้ว บริเวณอื่นๆที่ไม่อยู่ติดกับแม่น้ำก็สามารถเลี้ยงปลาน้ำจืดอีกหลายๆชนิดได้โดยที่ไม่ประสบปัญหาแต่อย่างใด และจะเป็นการเลี้ยงแบบบ่อดิน โดยผู้เลี้ยงจะใช้น้ำจากแหล่งน้ำหลายสายที่ไหลผ่าน แหล่งน้ำที่สำคัญในจังหวัดสิงห์บุรีที่ใช้ในการเลี้ยงปลาและใช้เพื่อทำการเกษตรอื่นๆได้แก่
1.แม่น้ำเจ้าพระยา
แม่น้ำสายหลักนี้ไหลผ่านพื้นที่อำเภออินทร์บุรี อำเภอเมืองสิงห์บุรี และอำเภอพรหมบุรี มีความยาวประมาณ 49 กิโลเมตร โดยในปัจจุบันประโยชน์ของการใช้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาของจังหวัดสิงห์บุรีด้านการเกษตรโดยตรงน้อย ทั้งนี้เนื่องจากในฤดูฝนจะมีน้ำไหลมากเกินไป ส่วนใหญ่ในหน้าแล้งปริมาณน้ำจะน้อยลง ระดับน้ำจะอยู่ร่องกลางแม่น้ำ จึงเป็นสาเหตุให้ไม่สามารถนำน้ำมาใช้ในด้านการเกษตรได้สะดวก
2.แม่น้ำน้อย
เป็นลำน้ำธรรมชาติที่รับน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ไหลผ่านพื้นที่อำเภอบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน และอำเภอท่าช้าง มีความยาวประมาณ 35 กิโลเมตร โดยมีประตูระบายน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชันสูตร ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอำเภอบางระจัน และประตูระบายน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายางมณี ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอำเภอท่าช้าง ซึ่งแม่น้ำน้อยเป็นแหล่งน้ำที่นำมาใช้ด้านการเกษตรมากที่สุด เนื่องจากสามารถควบคุมระดับน้ำให้อยู่เต็มฝั่ง พร้อมที่จะนำน้ำมาสู่พื้นที่การเกษตรได้โดยสะดวก
3.แม่น้ำลพบุรี
เป็นลำน้ำธรรมชาติ แยกจากฝั่งซ้ายแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณด้านทิศเหนือไปยังทิศตะวันออกของอำเภอเมืองสิงห์บุรี ความยาวประมาณ 11 กิโลเมตร ในฤดูฝนจะมีน้ำหลาก มีน้ำล้นถึงริมฝั่ง แต่ในฤดูแล้งเมื่อน้ำลดลง การเกษตรที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ จะสามารถใช้พื้นที่จากบริเวณลาดตลิ่งของแม่น้ำไปจนถึงระดับน้ำในแม่น้ำสำหรับปลูกพืชผักและพืชไร่อายุสั้น
4.ลำแม่ลา ลำการ้อง
เป็นลำน้ำธรรมชาติ มีลักษณะเป็นคลองยาวมีน้ำตลอดปี อยู่ในเขตอำเภอเมืองสิงห์บุรีถึงอำเภออินทร์บุรี มีความยาวประมาณ 18 กิโลเมตร ความกว้าง 40-80 เมตร
นอกจากแม่น้ำ 4 สายหลักแล้ว ก็ยังมีแหล่งน้ำอื่นๆที่ไหลผ่านพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีอีกเช่น คลองเชียงรากและคลองโพธิ์ชัย รวมไปถึงหนองหรือบึงต่างๆประมาณ 117 แห่งที่มีสภาพปิดในฤดูแล้ง ไม่สามารถระบายถ่ายเท หมุนเวียนน้ำไปสู่แหล่งน้ำอื่นๆได้เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และแม่น้ำลพบุรี จนเกินความสามารถในการรองรับของแหล่งน้ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดการเน่าเสียอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีคลองส่งน้ำชลประทานขนาดเล็กอีก 118 แห่ง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและเป็นแหล่งทำการประมงของชาวสิงห์บุรี ในฤดูฝน จะมีการเริ่มส่งน้ำเข้าคลองส่งน้ำสายต่างๆในเขตรับผิดชอบของแต่ละโครงการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายนของทุกปี เพื่อให้เกษตรกรทำนาปีเป็นส่วนใหญ่ ส่วนในฤดูร้อน จะเริ่มส่งน้ำเข้าคลองส่งน้ำต่างๆในเขตรับผิดชอบของโครงการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายนของทุกปี เพื่อให้เกษตรกรทำนาปรังเป็นส่วนใหญ่
ประมาณปลายเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ เป็นช่วงที่ผู้เลี้ยงหลายรายที่ได้แขวนกระชังไปก่อนหน้านี้รออยู่ เพราะเป็นช่วงเวลาที่จะมีการปล่อยลูกพันธุ์ปลาลงเลี้ยงกันอีกระลอก แต่ในช่วงเวลานั้นแม่น้ำทั้งสายจะมีจำนวนกระชังลอยอยู่ริมลำน้ำมากหรือน้อยก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ และเรื่องน้ำขุ่นจะหายไปมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญ ปัญหาการตายของปลาจะลดลงหรือไม่ ล้วนแล้วแต่เป็นตัวแปรสำคัญที่จะบ่งชี้ว่าอาชีพการเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังของชาวแม่น้ำน้อยจะเดินไปในทิศทางใดต่อไป






  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss