| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ:: รายงานสถานการณ์การตายของปลานิล-ปลาทับทิม |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 30/09/2008-15:06 GMT+7  
จากฉบับที่ผ่านมานิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำได้ติดตามสาเหตุการตายของปลาซึ่งปรากฏในหลายพื้นที่ที่มีการเลี้ยง มาในฉบับนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งที่ทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำได้ทำการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ , ระยะเวลาการการตายและลักษณะการตายของปลาตั้งแต่เมษายน-มิถุนายน 2551 โดยเหตุผลในการนำมาเสนอก็เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาได้รับทราบข้อมูลว่าพื้นที่ทีทำการเลี้ยงปลาอยู่นั้นเกิดเหตุการณ์ปลาตายอย่างรุนแรงหรือไม่ และหากจะลงปลาในครั้งต่อไปจะได้เตรียมการป้องกัน
สำหรับการตายของปลาอย่างรุนแรงนั้นพบมากที่สุดในตั้งแต่เดือน เมษายน-มิถุนายน 2551 โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นประเมินได้ว่า ปลาที่เลี้ยงในกระชังตายประมาณ 24,000 กระชัง จากปริมาณการจำนวนนี้ อาหารเม็ดที่ใช้ในการเลี้ยงจะหายไปประมาณ 10,000 ตัน
สรุปการตายของปลานิล-ปลาทับทิมในพื้นที่การเลี้ยงปลาทั่วประเทศ
เดือนเมษายน เริ่มพบการตายของปลาที่ไม่ปกติใน นครปฐม ราชบุรี
กลางเดือนเมษายน การตายของปลาเริ่มกระจายไปยัง กาญจนบุรี
ปลายเดือนเมษายน การตายของปลาเริ่มกระจายไปยัง ปทุมธานี สิงห์บุรี
ต้นเดือนพฤษภาคม พบการตายของปลาที่ สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง ของแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ระยอง
กลางเดือนพฤษภาคม พบการตายของปลาที่ สระบุรี ชัยนาท อุทัยธานี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา หนองคาย สกลนคร ยโสธร
ต้นเดือนมิถุนายน พบการตายของปลาที่ อุบลราชธานี พิษณุโลก อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง
กลางเดือนมิถุนายน พบการตายของปลาที่ เวียงจันทร์ (บริเวณแม่น้ำโขง)
ลักษณะการตายของปลาในแต่ละพื้นที่
เดือนเมษายน ซึ่งพบปลานิลที่ทำการเลี้ยงในบ่อดินตายอย่างรุนแรง ในเขต นครปฐม ราชบุรี ลักษณะการตายของปลา มีอาการตกเลือดบริเวณครีบ ตาโปน และปลามีการตายอย่างฉับพลัน โดยเมื่อนำตัวอย่างไปตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus agalactiae
กลางเดือนเมษายน พบการตายของปลานิล-ปลาทับทิม ที่ทำการเลี้ยงในกระชัง ในเขตกาญจนบุรี ลักษณะการตายของปลา มีอาการตกเลือดตามผิวหนัง เหงือกซีด เนื้อตาย เป็นแผลลึก หางกร่อน และมีการตายอย่างฉับพลับ ทั้งปลาเล็กและปลาใหญ่ ตัวอย่างปลาตายที่นำไปตรวจพบเชื้อ Aeromonass hydrophila+gเชื้อรา แต่ลักษณะภายนอกทั่วไปเหมือนตายด้วยเชื้อ Edwardsiella tarda
ปลายเดือนเมษายน พบการตายของปลาที่เลี้ยงในกระชังในเขต ปทุมธานี และ สิงห์บุรี โดยลักษณะการตายของปลาเหมือนกับที่เกิดในกาญจนบุรี แต่เมื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาเริ่มพบได้รีบจับปลาขายก่อน และหยุดการลงปลาชั่วคราว
ต้นเดือนพฤษภาคม การตายของปลานอกเหนือจากพบในเขตภาคกลาง คือ สุพรรณบุรี อยุธยา และอ่างทอง ยังมีการพบในเขตทางภาคอีสานเป็นครั้งแรก ได้แก่ ของแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด รวมทั้งกระจายไปทางภาคตะวันออก คือ ระยอง ส่วนลักษณะการตายใกล้เคียงกันกับที่เกิดขึ้นที่ กาญจนบุรี ส่วนพฤติกรรมของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาเหมือนกับเกษตรกรในพื้นที่ปทุมธานี
กลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งพบการตายของปลาที่ สระบุรี ชัยนาท อุทัยธานี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา หนองคาย สกลนคร ยโสธร ลักษณะการตายเหมือนที่เกิดขึ้นในกาญจนบุรี
ต้นเดือนมิถุนายน การตายของปลาได้ระบาดไปยังพื้นที่ทางภาคเหนือ และเช่นเดียวกันลักษณะการตายเหมือนที่เกิดขึ้นในกาญจนบุรี
จากข้อมูลในพื้นที่ที่พบปลาตาย สังเกตได้ว่า ลักษณะการตายของปลาทั้งภายนอกและภายในนั้น ค่อนข้างจะเหมือนหรือใกล้เคียงกันมาก ดังนั้นหากจะสรุปข้อมูลได้ในเบื้องต้นดังข้อมูลจากการเปิดเผยข้อมูลจาก ผศ.น.สพ.วิศณุ บุญญาวิวัฒน์ อาจารย์สังกัดภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กับนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำเมื่อฉบับที่ผ่านมา ระบุว่า เอ็ดเวิร์ดซิลา ทาดา (Edwardsiella tarda) คือสาเหตุที่ทำให้ปลาตาย โดยกลุ่มตัวอย่างปลาที่นำมาตรวจสอบนั้น มากจาก 3 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ กาจนบุรี สุพรรณบุรี และหนองคาย
ทั้งหมดที่กล่าวมาคือความคืบหน้าล่าสุดที่ทีมงานนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำได้ติดตามข้อมูลจากพื้นที่การเลี้ยงมานำเสนอ ซึ่งต้องขอขอบพระคุณผู้ที่ให้ความร่วมมือทุกท่านและสุดท้ายนี้ก็อยากจะทำความเข้าใจกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยที่นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำได้นำเสนอข่าวคราวความเคลื่อนไหวการพบปลาตายมานำเสนอ เราขอย้ำด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า เหตุผลที่นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำนำเสนอเรื่องนี้ เพราะมองว่าหากปล่อยให้การตายของปลาดำเนินไปโดยไม่มีคำตอบ จะถือว่าเป็นเรื่องอันตรายมาก ด้วยเพราะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาหลายท่านด้วยกันที่ทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำได้มีโอกาสสนทนาด้วยมองการตายของปลาไปในทิศทางที่ต่างกัน
ดังนั้นการนำเสนอข้อมูลเรื่องก็เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาที่ยังไม่ทราบ ได้รับทราบสิ่งที่ผ่านการพิสูจน์แล้วในเชิงวิทยาศาสตร์ และหลังจากนี้ที่ต้องทำต่อหากจะทำการเลี้ยงต่อ ก็จะได้สร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงสู่การเลี้ยงที่ประสบความสำเร็จต่อไป
 
|
|