โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::จากบิ๊กอุยสู่รัสเซีย การปรับตัวที่สอดรับกับสถานการณ์
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ::จากบิ๊กอุยสู่รัสเซีย การปรับตัวที่สอดรับกับสถานการณ์  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 30/09/2008-15:08 GMT+7  

เอื้อเฟื้อบทความโดย นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ฉบับเดือน กันยายน 2551
สนใจลงโฆษณา หรือประสงค์จะนำเสนอบทความ ติดต่อได้ที่
คุณทิพวรรณ์ ซื่อสัตย์กุล
โทร. 02-912-1592, 081-441-5710
ในบรรดาปลาน้ำจืดที่อยู่ใจของผู้บริโภค เชื่อว่าต้องมีชื่อของปลาดุกติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของปลายอดนิยม ด้วยเพราะเป็นปลาที่มีราคาไม่แพงมากนักบวกกับรสชาติความอร่อยของเนื้อ ซึ่งสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายอย่างด้วยกัน จึงเป็นเหตุผลที่ต่อเนื่องกันไปในส่วนของภาคการเลี้ยง กล่าวคือ ปลาดุก เป็นปลาเศรษฐกิจน้ำจืดอีกตัวหนึ่งที่มีการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย และสร้างรายได้ในเกณฑ์ที่น่าพอใจให้กับผู้เลี้ยง
แต่กับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน อย่างที่ทราบกันดีในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยว่า อาชีพการเลี้ยงสัตว์น้ำกำลังประสบปัญหาวิกฤตในทางด้านต้นทุนการเลี้ยง โดยเฉพาะตัวหลักคือ อาหารเม็ดสำเร็จรูป พร้อมกันนี้ในหลายพื้นที่ด้วยกันเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้ความเสี่ยงในการเลี้ยงเพิ่มขึ้น
และยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่ง คือเรื่องของสายพันธุ์ปลา ซึ่งการเลี้ยงในหลายพื้นที่ด้วยกันได้ผลการเลี้ยงที่ด้อยไปจากเดิม อย่างเช่นปลาดุก ซึ่งถือเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจตัวหนึ่ง โดยที่ผ่านมานั้นเมื่อกล่าวถึงพันธุ์ปลาดุกที่มีการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย คือ ปลาบิ๊กดุกอุย ซึ่งเป็นปลาดุกลูกผสมระหว่างปลาดุกอุยและปลาดุกเทศ บางคนจึงเรียกปลาดุกลูกผสมตัวนี้ว่า ปลาดุกอุยเทศ แต่กับสถานการณ์การเลี้ยงปลาดุก ณ ปัจจุบัน ได้มีกระแสการนำปลาดุกรัสเซียมาทดแทนปลาดุกบิ๊กอุย อย่างเช่นฟาร์ม คุณศักดา อัศสานึก เจ้าของซ้งพันธุ์ปลา จ.ฉะเชิงเทรา ผู้ซึ่งทำการเพาะเลี้ยงปลาดุกมาหลายสิบปี หลายคนยกให้เป็นเซียนปลาดุกท่านหนึ่งของประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลกับทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำว่า
เริ่มแรกในการเลี้ยงปลาดุกของประเทศไทยจะเป็นปลาดุกด้าน แต่มีปัญหาด้านสายพันธุ์ เลยมีการพัฒนาปลาดุกบิ๊กอุยขึ้นมา แต่ทั้งหมดถ้ามองในภาพรวมของวงการปลาดุกมันจะมีความเสื่อม 3 ประการด้วยกันที่ทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลง โดยในจุดนี้ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่าใครจะจับกระแสได้ก่อนและปรับตัวได้เร็วแค่ไหน
สำหรับความเสื่อม 2 ประการได้แก่
1.สายพันธุ์เสื่อม
เหตุผลที่ตอนนี้ผมหันมาเลี้ยงปลาดุกรัสเซียลูกร้อย โดยทำการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาเองนั้น เกิดจากปลาบิ๊กอุยมีที่สายพันธุ์ด้อยลงเพราะ ขาดการพัฒนาสายพันธุ์ โดยเฉพาะแหล่งพ่อแม่พันธุ์นั้นกล่าวได้ว่าใช้ปลาจากครอบครัวเดียวกันมาใช้ ภาพตรงนี้คล้ายกับกุ้งก้ามกราม คือ เอากุ้งในบ่อที่เลี้ยงซึ่งเป็นครอบครัวเดียวกันมาคัดใช้ทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งมาทำอย่างนี้นานๆ ไปหลายรุ่น แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คือ อัตราการเจริญเติบโตช้าลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในส่วนของปลาดุกผลจากการเลี้ยงในวันนี้พบว่า จากปลาไซส์เดียวกัน ระยะเวลาจะนานขึ้น จาก 3 เป็น 4 , 5 , 6 ล่าสุดต้องใช้เวลาเลี้ยงถึง 7 เดือนจึงจะได้ปลาไซส์ที่เดิมทีเคยใช้เวลาเลี้ยงแค่ 3-4 เดือนเท่านั้น
2.อาหารเสื่อม
ตั้งข้อสังเกตว่า เคยมีข่าวออกมาหรือไม่ว่า บริษัทอาหารเคยถูกสั่งปิดโรงงานอันมีสาเหตุมาจากผลิตอาหารไม่ได้คุณภาพ ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนบริษัททำอาหารเกินสูตร ประโยชน์จึงตกอยู่กับเกษตรกร เช่นว่า มาตรฐานบังคับไว้โปรตีนต้อง 35% บางบริษัททำโปรตีนไปถึง 40% แถมวิตามินและอาหารเสริมตัวอื่นๆ ผสมเข้ามาเยอะมาก เพื่อแข่งขันให้เกษตรกรเลือกอาหารของบริษัทตัวเอง แต่วันนี้ไม่ต้องมองในส่วนเกินเข้ามาแค่แหล่งโปรตีนก็ยังมั่ว
จากเมื่อก่อนปลาป่นคือแหล่งโปรตีนหลัก แต่วันนี้บางบริษัทเอาอะไรก็ได้มาใส่ขอแค่มีค่าโปรตีนหรือที่เรียกกันว่ากลุ่มโปรตีนเทียมซึ่งไม่ได้ทำจากปลาป่น โดยเมื่อนำไปตรวจแล้วค่าโปรตีนผ่านตามมาตรฐานที่ราชการกำหนดไว้ เท่าที่ทราบก็มีหลายตัวด้วยกัน เช่น ขนไก่ น้ำมันปลาจากโรงงานปลากระป๋อง ผลที่ปรากฏคือ คุณภาพอาหารด้อยลง และสุดท้ายทำให้ปลาโตช้าลง และเมื่อนำความเสื่อมด้านอาหารไปรวมกับพันธุ์ปลาที่ด้อยลง อะไรจะเกิดขึ้น แต่พฤติกรรมเช่นนี้ บางบริษัทตั้งใจทำ บางบริษัทไม่ทราบเพราะถูกหลอกมาจากผู้ผลิตวัตถุดิบอีกทอดหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ณ วันนี้แหล่งโปรตีนที่นำมาใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ หรือปลาป่น ค่อนข้างจะมีปัญหา เหตุมาจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้เรือประมงที่ออกไปจับปลาขาดทุน บางลำหยุด บางลำขายเรือไปเลย สุดท้ายส่งผลให้ปริมาณปลาป่นหายไป โดยตอนนี้พอทราบข้อมูลมาว่ามีหลายบริษัทด้วยกันกำลังหาวัตถุดิบทดแทนซึ่งอาจใช้สารอะไรสักอย่างไปทำปฏิกิริยาทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้ค่าโปรตีนที่ได้มาตรฐานและสัตว์นำไปใช้ได้ แต่โดยมุมมองส่วนตัวผมมองว่า วัตถุดิบตัวไหนก็สู้ปลาป่นไม่ได้ และไม่เชื่อว่าโปรตีนที่ได้มาจากวัตถุดิบทดแทนคุณค่าทางโภชนาการจะดีกว่าปลาป่น อย่าลืมว่าสารอาหารที่ได้จากปลาป่นนั้นไม่ได้มีเฉพาะโปรตีนเพียงตัวเดียว
และจากจุดนี้ผู้เลี้ยงปลาต้องต้องเข้าใจ ตามให้ทัน และเป็นเหตุผลที่ว่าในกลุ่มผู้เลี้ยงปลารายใหญ่จะปรับตัวเรื่องอาหารอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ ในการเลี้ยงจะไม่ใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว แต่จะมีการใช้วัตถุดิบที่ทำให้ปลาได้สารอาหารที่ครบถ้วน นอกเหนือจากเหตุผลที่ทุกคนทราบกันดี คือ ถ้าใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว โอกาสที่จะมีกำไรหรือประสบความสำเร็จในการเลี้ยงจะน้อยลง เพราะในอนาคตเมื่อมองจากสถานการณ์วัตถุดิบตอนนี้ ราคาอาหารเม็ดอาจมีการปรับราคาขึ้นอีก แต่ในทางกลับกันโอกาสที่ราคาปลาจะขยับขึ้นนั้นมีน้อยมาก
สำหรับตลาดปลาดุกวันนี้ถือว่ายังเดินไปได้เรื่อยๆ ไม่หวือหวา แต่ราคาก็นิ่งและมีขยับขึ้นบางในบางช่วง โดยในส่วนของตลาดนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นความเสื่อมอีกตัวหนึ่งที่ทำให้กำไรในการเลี้ยงปลาดุกลดลง จะเห็นได้ว่าในการขายปลา ณ วันนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาแต่ละคนจะขายปลาได้ในราคาที่แตกต่างกันทั้งๆ ที่ปลามีไซส์และคุณภาพที่ไม่ต่างกัน โดยความต่างตรงนี้บางครั้งจะเหลื่อมกันกิโลกรัมละ 2-5 บาท อย่างของผมเองจับขายรวมไซส์เฉลี่ยตกกิโลกรัมละ 40-42 บาท แต่เกษตรกรบางคนกลับขายได้สูงสุดไม่เกิน 38 บาท ยิ่งตอนนี้การตั้งราคาปลาจะมีปัจจัยมาจากค่าขนส่งอันเป็นเหตุมาจาก ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งพ่อค้าจะผลักค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตรงนี้มาให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา
โดยในประเด็นการผลักภาระมาให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานั้น จริงๆ แล้วพ่อค้าที่จับปลาไม่น่าจะทำอย่างนี้ มีแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับทางออกในเรื่องนี้ซึ่งผมเห็นกลุ่มพ่อค้าหลายคนพลิกวิกฤตด้านน้ำมันแพงให้เป็นโอกาส นั่นคือ การจัดระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการไม่วิ่งรถเปล่า ขาไปเอาปลาไปส่ง ขากลับก็รับสินค้าตัวอื่นๆ กลับมา โดยการจัดระบบอย่างนี้ถือว่าเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ผมอยากจะแนะนำว่า เมื่อคุณมาซื้อปลาจากเกษตรกรไปขาย ตอนกลับมาหาเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาอีกรอบน่าจะมีอะไรบรรทุกกลับมาเพื่อให้เกิดประโยชน์ เป็นต้นว่า วัตถุดิบบางตัวที่ใช้ในการเลี้ยงปลา
โดยในส่วนของระบบโลจิสติกส์ตอนนี้ทราบว่ากำลังมีการปรับตัว แม้แต่ระบบโลจิสติกส์ในการขนส่งปลา ซึ่งจะส่งผลให้การซื้อขายปลามีราคาที่ต่างกันระหว่างพ่อค้าที่มีการจัดการระบบที่ดีกับพ่อค้าที่จัดการระบบไม่ดี
และเมื่อกล่าวถึงราคาปลาดุกหรือสินค้าเกษตรกรที่มีการซื้อขายกัน ณ วันนี้ เท่าที่ผมอยู่ในวงการมาหลายสิบปี กฎเกณฑ์การขึ้นลงของราคาในภาพรวมแล้วไม่ได้เป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ (อุปสงค์-อุปทาน) แต่มันขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลางและบารมีของคนขาย และจากตรงนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ วงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยรายย่อยจะหายไป ที่เหลือจะเป็นรายใหญ่ นอกเหนือไปจากปัจจัยเรื่องของเงินทุน ซึ่งภาพตรงนี้มันก็ชัดเจนเช่นกันว่า การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีสายป่านที่ยาว เพราะหากซื้ออาหารเครดิต คิดดูว่า เอเย่นต์บวกเพิ่มไปเท่าไหร่ แค่เงินสดผู้เลี้ยงก็สู้ราคาไม่ได้แล้ว แถมบางพื้นที่ที่หนักไปกันใหญ่เอเย่นต์ไม่ปล่อยเครดิตเลย หรืออย่างคนที่จะเลี้ยงโดยใช้วัตถุดิบทดแทน วัตถุดิบบางตัวต้องใช้เงินวางจองล่วงหน้า ต้องใช้เงินในการประมูล
กลับมาในส่วนของการหันมาเลี้ยงปลาดุกรัสเซีย ซึ่งได้ทำการเลี้ยงมาประมาณ 3 ปีแล้วนั้น เริ่มจากในส่วนของตลาด หลายคนอาจจะไม่กล้าเลี้ยงเพราะกลัวจะขายไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วตอนนี้ผู้บริโภคให้การตอบรับที่ดีพอสมควร ตรงนี้ยืนยันได้จากที่ทำการเลี้ยงมา 3 ปี ตลาดปลาดุกรัสเซียไม่มีปัญหา โดยแหล่งตลาดที่ตอนนี้ให้การยอมรับได้แก่ ภาคเหนือ อีสาน และใต้ ส่วนภาคกลางนั้น ตอนนี้ตลาดเริ่มหันมาสนใจไม่ต่ำกว่า 30% ส่วนที่เหลือนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่ยอมรับ แต่เกิดจากการที่ในพื้นที่ภาคกลางยังมีปริมาณปลาดุกบิ๊กอุยพอสมควร แต่เชื่อว่าภายใน 2 ปี รัสเซียก็จะเข้ามาทดแทนได้
เหตุผลที่ตลาดหันมาสนใจปลาดุกรัสเซีย คือ เรื่องราคาปลา โดยปลาดุกรัสเซียจะถูกกว่าปลาดุกบิ๊กอุยไม่ต่ำกว่า 3 บาท ส่วนเหตุผลด้านการเลี้ยงที่สอดรับกับการตลาด คือ ปลาดุกรัสเซียจะโตเร็วกว่าปลาดุกบิ๊กอุยอันมีเหตุผลจากที่กล่าวไปตอนต้น คือปลาดุกบิ๊กอุยจะมีความเสื่อมด้านสายพันธุ์ แต่ปลาดุกรัสเซียยังไม่มีปัญหาตรงนี้ แถมเราพัฒนาสายพันธุ์ด้วยตนเอง ปัญหาเรื่องสายพันธุ์จึงหมดไป เมื่อโตเร็วกว่า ต้นทุนในการเลี้ยงก็จะถูกกว่า แม้ราคาขายจะต่ำกว่าบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบต่อหน่วยการลงทุนแล้ว ปลาดุกรัสเซียจะมีกำไรที่ดีกว่าพอสมควร
“ผลการเลี้ยงปลาดุก 2 ตัวนี้ ณ ปัจจุบันจะมีความต่างกันอย่างชัดเจน คือ ปลาดุกรัสเซีย ตัวละ 0.5-1 กิโลกรัม ใช้เวลาการเลี้ยงประมาณ 5 เดือน แต่ถ้าเป็นปลาดุกบิ๊กอุยต้องใช้เวลาต่ำสุดประมาณ 8 เดือน จากผลการเลี้ยง ต้นทุนอาหาร และราคาปลา โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าปลาดุกบิ๊กอุยคงจะจบในอนาคตอันใกล้ เหตุผลไม่ใช่เพราะผู้บริโภคไม่กินปลาดุกบิ๊กอุย แต่เพราะราคาปลาจะแพงขึ้น ส่วนคนเลี้ยงใช่ว่าจะเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุยไม่ได้ แต่จะโดนบังคับจากเงื่อนไข ทั้งในเรื่องของสายพันธุ์ และต้นทุนการเลี้ยง”
อย่างไรก็ดีเมื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทราบข้อมูลตรงนี้แล้วขอแนะนำว่าอย่าเพิ่งปรับมาทำการเลี้ยงปลาดุกรัสเซียโดยทันที เพราะนิสัยของปลาดุกรัสเซียจะต่างกับปลาดุกบิ๊กอุย โดยเฉพาะความดุร้าย ซึ่งหากมีความผิดพลาดในการให้อาหารมันจะกัดกันเอง ดังนั้นหากจะหันมาทำการเลี้ยงปลาดุกรัสเซียจะต้องศึกษาข้อมูลในการเลี้ยงให้ดีเสียก่อน รวมทั้งแหล่งพันธุ์ที่จะนำมาเลี้ยง เพราะหากไม่ได้แหล่งพันธุ์ที่ดีโอกาสที่การเลี้ยงจะมีปัญหาเรื่องความเสื่อมด้านสายพันธุ์ก็มีสูง พร้อมกันนี้การเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จต้องรวมไปถึง การจัดการคน การจัดการด้านอาหาร และการจัดการด้านตลาด หรือกล่าวในภาพรวมก็คือ หลักเศรษฐศาสตร์ในการบริหารธุรกิจนั้นเอง
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของอาหารเม็ด ซึ่งทุกคนทราบว่า ณ วันนี้หากใช้อาหารเม็ดในการเลี้ยง 100% ถือว่าเสี่ยงกับการขาดทุน ผมเองจะใช้อาหารเม็ดประมาณ 20% ของการเลี้ยงในแต่ละครอป เราก็ต้องมาดูว่า ใช้อาหารตัวอื่นมาทดแทนได้ไหม ซึ่งในฟาร์มของผมหากถามว่าใช้อะไรเลี้ยง ตอบว่า อะไรก็ได้ที่ปลากิน แต่เราต้องมาดูตามหลักโภชนาการว่า สิ่งที่ปลากินนั้นได้สารอาหารครบถ้วนตามที่ปลาต้องการหรือไม่ และที่สำคัญต้นทุนการเลี้ยงต้องประหยัดกว่าการใช้อาหารเม็ด
“สมติว่า ตอนนี้ผมเลี้ยง FCR 5 เหตุเพราะผมใช้วัตถุดิบที่ค่าโปรตีนต่ำแต่ราคาถูก ราคาประมาณ กิโลกรัมละ 4 บาท เท่ากับปลาที่เลี้ยง 1 ครอป ต้นทุนตกกิโลกรัมละ 20 บาท ในขณะที่ใช้อาหารเม็ด FCR ประมาณ 1.4-1.7 โดยอาหารปลาตอนนี้ตีให้ต่ำสุดน่าจะตกกิโลกรัมละ 25 บาท เท่ากับว่าต้นทุนการเลี้ยงต่อปลา 1 กิโลกรัมไม่ต่ำกว่า 30 บาท ภาพตรงนี้มันชัดเจนเพียงแต่คนที่เลี้ยงอย่างผมต้องเข้าใจในหลักโภชนาการ ต้องมีระบบการจัดการหาวัตถุดิบที่ดี และต้องเข้าใจระบบการให้อาหาร ทำอย่างไรปลาจึงกินอิ่ม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยอมรับว่าต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควร คนที่จะทำตามอย่าหลงทาง ใช่ว่าทำอย่างผมแล้วจะประสบความสำเร็จทุกคน ”
และตอนนี้แนวทางที่ผมทำอย่างควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลาดุก คือ การใช้น้ำจากบ่อปลาดุกมาใช้ในการปลูกข้าว ซึ่งจริงๆ แล้วแนวทางนี้ถือว่าไม่ใช้แนวทางใหม่ แต่เป็นแนวทางที่นำสมัยมาตลอด เพียงแต่ไม่มีใครคิดจะทำอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่หากมีการจัดระบบให้ดี จะเป็นแนวทางที่ทำให้เราได้ผลผลิต 2 ทาง โดยข้อดีของการใช้น้ำจากบ่อปลาดุกมาปลูกข้าวนั้น เป็นน้ำที่มีธาตุอาหารสมบูรณ์ เหมาะที่จะใช้ในการนำไปใช้กับพืช
กล่าวโดยสรุปในการเลี้ยงปลาหรือการทำอาชีพเกษตร ณ วันนี้ ผมมองว่าธุรกิจเดินทางมาสู่ยุคของการปรับตัว ด้วยเพราะถูกบีบบังคับด้วยเงื่อนไขทั้งในเรื่องของต้นทุนและการตลาด อย่างปลาดุกหรือแม้แต่ปลาน้ำจืดตัวอื่นๆ ถามว่าราคาแพงไปดีไหม คำตอบ คือดีสำหรับเกษตรกร แต่ไม่ดีสำหรับผู้บริโภค เพราะเมื่อราคาปลาสูงต่อเนื่อง ตลาดมันจะเริ่มหดตัวแคบลง ผู้บริโภคแม้อยากกิน แต่เมื่อเงินน้อยก็ต้องไปหาอาหารตัวอื่นทดแทน ดังนั้นผู้เลี้ยงจึงต้องมาปรับแนวทางว่า ทำอย่างไรตนเองอยู่ได้ ผู้บริโภคอยู่ได้
พร้อมกันนี้ในการจัดการฟาร์มเลี้ยงก็ถือว่ามีความสำคัญมาก เราต้องมาดูว่าสิ่งไหนที่จะทำผสมผสานควบคู่กันไปได้บ้าง อย่างเราเลี้ยงปลา น้ำจากบ่อเลี้ยงปลาจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง โดยที่ผมทำอยู่ตอนนี้คือการเอาไปทำนาข้าวเหล่านี้เป็นต้น
และสุดท้าย คือ ต้องพยายามวิเคราะห์ เกาะติดสถานการณ์ และเดินนำหน้าให้ได้ เราเลี้ยงปลาวันนี้ต้องมองไปข้างหน้าให้ออกว่าอะไรจะเกิดขึ้น แล้วต้องปรับตัวให้ทันหรือถ้าเดินหน้าไปก่อนได้จะยิ่งดี อย่างวันนี้มันเห็นชัดว่า อาหารจะแพง สายพันธุ์เริ่มมีปัญหา รวมไปถึงสภาพแวดล้อมในบางพื้นที่ก็ไม่เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์น้ำ สิ่งเหล่านี้เราต้องมาวิเคราะห์และหาแนวทางแก้ปัญหา หากจะยังคงเดินอยู่ในอาชีพนี้









  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss