| ผู้ที่โพสต์ |
เชื่อหรือไม่ ! เลี้ยงกุ้งดำ 18 ตัว/กก. ได้ในเวลา 3 เดือน |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 22/06/2007-20:17 GMT+7  
เอื้อเฟื้อบทความโดย นสพ.กุ้งไทย ฉบับที่81 สนใจสมัครสมาชิก นสพ.กุ้งไทย หรือติดต่อลงโฆษณา ได้ที่เบอร์ 02-422-6346 |
ช่วงนี้เกษตรกรหลายรายกำลังฮิตกลับมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำกันเป็นจำนวนมาก ดูจากจำนวนเรือจับพ่อแม่พันธ์ที่เริ่มคึกคักกันอีกรอบ แม้ว่าราคาน้ำมันจะแสนแพง เพื่อทำตามต้องการของโรงเพาะฟักทั้งในภาคใต้และย่านฉะเชิงเทรา ในส่วนของเกษตรกรหลายรายเลือกที่จะปล่อยกุ้งกุลาดำแบบบางกึ่งธรรมชาติ เพื่อเลี้ยงไซซ์ใหญ่ และไม่ต้องมาเสี่ยงกับโรค ในขณะที่ราคากุ้งดำตอนนี้ค่อนข้างเอื้ออำนวย
นอกจากนี้ ทีมงานได้ยินข่าวกันมากค่ะว่า ในภาคใต้มีการตระเวนเช่าพื้นที่บ่อร้าง มาปล่อยกุ้งกุลาดำตามแนวทางของคนเลี้ยงใน จ.สมุทรสาคร คือปล่อยกึ่งธรรมชาติ ไม่ต้องให้อาหาร ไม่ต้องใช้เครื่องตีน้ำ เราก็เลยมาดูค่ะว่า ใครหนอที่เลี้ยงกุ้งแบบนี้ ก็มาถึงบางอ้อค่ะ เมื่อพบว่า คุณนิธิศ ภัทรกุลชัย เลขานุการสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด ร่วมกับดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ ท่านได้ดำเนินการทดลองโครงการต้นแบบการเลี้ยงกุ้งกุลาดำและเก็บข้อมูล ปรากฏว่าได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ ในระยะเวลาเพียง 4 เดือนได้กุ้งไซซ์ 10-20 ตัว/กก. เลยทีเดียว จนต้องนำออกเผยแพร่เพื่อช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม จนถึงเพชรบุรี ได้ใช้ดำเนินการต่อไป
เราไปดูกันว่าแนวทางเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติกับผลผลิตที่ได้ มันน่าทำจริงๆ ในช่วงที่วิกฤตราคาแบบนี้
คุณนิธิศ บอกว่า เริ่มเดิมทีชาวบ้านแถบนี้เลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ เมื่อน้ำขึ้นก็จะเปิดบ่อ เอาเชื้อเข้ามา ก็มีทั้งกุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย หอยและปลาต่างๆ ปีนึงก็มีรายได้ล้านกว่าบาทต่อบ่อ แต่ภายหลังเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เชื้อที่ได้จากธรรมชาติตาย ผลผลิตก็เลยลดลงตามไปด้วย ปัจจุบันได้ผลผลิตคิดเป็นมูลค่า 2-3 แสนบาทต่อบ่อ/ปี เท่านั้น ทางตนและดร.ชลอจึงมาคิดกันว่า ทำอย่างไรสามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้ ก็เลยทำโครงการทดลองขึ้นมา เริ่มตั้งแต่นำลูกกุ้งมาปล่อยในขนาดพี 10-15 แต่ผลผลิตออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงได้ทดลองใหม่โดยการใช้ลูกกุ้งที่อนุบาลจนได้ขนาดไซซ์ 300-500 ตัว/กก. มาปล่อยแทน โดยใช้เทคนิคการขนส่งที่ต่างจากเดิม ทำให้อัตรารอดกุ้งแทบจะ 100 % เลยทีเดียว
ค่ะ รูปแบบบ่อที่ทีมงานมาดูนั้น เป็นลักษณะวังกุ้งในสมัยก่อน คือบ่อเลี้ยงจะอยู่ติดทะเล เมื่อน้ำขึ้นก็จะเปิดประตูเพื่อให้น้ำทะเลไหลเข้ามาในบ่อ และให้เชื้อ(กุ้ง หอย ปู ปลา)ที่มีอยู่ในน้ำทะเลตามธรรมชาติเข้ามาเจริญเติบโต จากนั้นคุณนิธิศ ก็จะนำลูกกุ้งกุลาดำที่อนุบาลในบ่อดินจนได้ขนาด 200-500 ตัว/กก. (ใช้เวลาในการอนุบาลในบ่อดินประมาณ 30-45 วัน) มาปล่อยในอัตรา 1,000 ตัว/ไร่ เท่านั้น(ในบ่อมีกุ้งที่ติดมาจากธรรมชาติส่วนหนึ่ง)โดยไม่ต้องให้อาหารใดๆทั้งสิ้น แต่กุ้งจะกินอาหารจากธรรมชาติที่อยู่ในน้ำทะเล ส่วนเชื้อพวกกุ้ง หอยปู ปลาที่ติดเข้ามาในบ่อ ก็จะทำหน้าที่บำบัดน้ำไปในตัว ไม่ทำให้น้ำเน่าเสีย
คุณนิธิศบอกว่า ในช่วงแรกที่ทำ ชาวบ้านก็มาดูกันมาก แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้ผลหรือไม่ เราจึงต้องทำเป็นตัวอย่างหลายๆ ครั้ง เพื่อนำผลมายืนยันให้เกิดความมั่นใจ ซึ่งปัจจุบันมี ชาวบ้านสนใจเข้าร่วมโครงการนี้กว่า 50 ราย โดยในปีหน้ากรมประมงจะมาขยายโครงการก็คาดว่าน่าจะช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
ส่วนกุ้งที่ปล่อยก็อยู่ที่ 100,000 ตัว/บ่อ (เฉลี่ยแล้วก็ประมาณ 1,000 ตัว/ไร่) ซึ่งในบ่อจะมี กุ้ง หอย ปู และปลา ซึ่งจะช่วยกันบำบัดและเป็นอาหารของกุ้งกุลาดำ โดยที่ไม่ต้องให้อาหารและไม่ต้องใช้เครื่องตีน้ำ สำหรับความลึกของน้ำก็ประมาณ 1 เมตรกว่าๆ สำหรับระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 2-3 เดือนกว่าๆ จึงได้กุ้งกุลาดำไซซ์ที่ใหญ่มาก ประมาณ 10-20 ตัว/กก. มีขนาดลำตัวยาวถึง 8 นิ้ว/ตัว ซึ่งหากมีการเลี้ยงในลักษณะนี้ เชื่อว่า สามารถพัฒนาให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ในอนาคต
คุณนิธิศ กล่าวว่า เมื่อเลี้ยงไปได้ 2-3 เดือนก็จะจับโดยการเปิดประตูน้ำ แล้วจับที่ประตู กุ้งที่ยังไม่ได้ขนาดที่ต้องการก็จะคัดออกแล้วใส่ไว้ในบ่อเพื่อเลี้ยงต่อไปอีก ซึ่ง การเลี้ยงลักษณะนี้ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรเพราะจะได้ทั้งกุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย หอย ปู ปลา ไปพร้อมกันในที่เดียว เฉลี่ยแล้วเมื่อจับจะมีรายได้เพิ่มถึง 2แสน-3แสน บาท/ครอป (2-3 เดือน )เลยทีเดียว
เมื่อจับกุ้งเสร็จ (มีน้ำอยู่ในบ่อระดับหนึ่ง ไม่ได้เปิดทั้งหมด) ก็จะเปิดน้ำใหม่เข้ามาเลย และใช้วิธีการเช่นนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องทำให้บ่อแห้ง แต่ในกรณีที่เลี้ยงไปหลายๆครอปและต้องการจะปรับปรุงหน้าดินก็จะเปิดประตูน้ำให้น้ำออกจนแห้ง ทำการตากบ่อ ปรับปรุงดิน คันดินตามสมควร เมื่อน้ำขึ้นก็จะเปิดน้ำจากทะเลเข้ามาเพื่อให้เชื้อธรรมชาติเข้ามาเจริญเติบโตทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ
คุณนิธิศ อธิบายเพิ่มเติมว่า การเปิดน้ำจากทะเลเข้ามาก็จะมีช่วงที่ชาวบ้านจะเรียกกันว่า น้ำเกิด ซึ่งน้ำเกิดนี้จะอยู่ในช่วง 14-15 ค่ำ จนถึง 6 ค่ำ ซึ่งจะเป็นช่วงที่น้ำขึ้น เมื่อลูกกุ้งอายุได้ 1 เดือน(หลังจากปล่อย) ก็จะเริ่มเปิดให้น้ำเข้ามาในช่วงน้ำเกิดประมาณ 10 ครั้ง จนกว่าจะจับ เพื่อเติมเชื้อและอาหารธรรมชาติให้เข้ามาในบ่อ แต่การนำน้ำเข้ามานี้ ก็จะต้องระวังและดูว่าน้ำเป็นขี้ปลาวาฬหรือไม่ ถ้าเป็นก็จะเว้นระยะห่างออกไปจนกว่าน้ำจะปกติดี
การขนส่งลูกกุ้งที่อนุบาลมาสู่บ่อดิน
ปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยสำหรับการเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ คือการขนส่งลูกกุ้งที่อนุบาลจนได้ขนาด 300-500 ตัว/กก. หรือประมาณ 45 วัน มายังบ่อเลี้ยง เนื่องจากลูกกุ้งตัวใหญ่ การขนส่งใส่ถุงแบบเดิมทำให้กุ้งเสียหาย จึงใช้วิธีการขนส่งโดยการลำเลียงในกระบะเป็นชั้นๆ ชั้นละประมาณ 10 กก. และเปิดเครื่องให้อากาศไว้ตลอดจนมาถึงบ่อ ทำให้กุ้งที่ขนส่งเสียหายเพียงแค่ 1-5 % เท่านั้น และลงกุ้งในเวลากลางวันหรือตอนเช้ามืด ซึ่งลูกกุ้งที่ได้จากการอนุบาลนี้ จะมีภูมิต้านทานมากกว่ากุ้งเล็ก เมื่อนำมาปล่อยลงบ่อจะมีอัตรารอดสูง และโตเร็วมาก (เมื่อปล่อยแบบบาง) จึงไม่มีปัญหาระหว่างการเลี้ยง และใช้เวลาเลี้ยงเพียง 2-3 เดือน ก็จะได้กุ้งไซซ์ 18 ตัว/กก.(รวมเวลาตั้งแต่อนุบาลกุ้งจนถึงจับ คือ 4 เดือน) แถมยังได้แชบ๊วยไซซ์ใหญ่ๆ ราคากก.ละ 400-500 เป็นของแถมอีกเพียบ
ส่วนตลาดที่รับซื้อ คุณนิธิศ บอกว่าตลาดหลักคือ ที่ ตลาดมหาชัย ที่มีความต้องการมากจะมีคนมาแย่งซื้อกันเลยทีเดียว เพราะตลาดหลักส่วนใหญ่จะเป็น ร้านอาหารและตามโรงแรม
[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: web เมื่อ 2007-06-22 20:24 GMT+7]
 
|
|