| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: สศก.ฟันธงวัตถุดิบอาหารสัตว์ปี 51แนวโน้มราคาสูง |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 22/11/2007-11:02 GMT+7  
วัตถุดิบอาหารสัตว์คือหัวใจสำคัญในการเลี้ยงสัตว์ทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บกในขณะเดียวกันก็เป็นปัญหากับผู้เลี้ยงสัตว์มาโดยตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาเพราะราคาขยับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งปลาป่น กากถั่วเหลือง ข้าวโพดและตัวอื่น ๆ เนื่องจากความต้องการใช้มีมากขึ้น ราคาน้ำมัน และปริมาณการผลิตที่ไม่สมดุลกับความต้องการจึงเป็นยุคทองของผู้ปลูกแต่เป็นยุควิกฤติของผู้ใช้เมื่ออาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงสัตว์ทยอยขึ้นผลักภาระให้เกษตรกรเพราะไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ต้องขายตามกลไกตลาดซึ่งการแก้ไขปัญหาอาหารสัตว์ราคาแพงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะวัตถุดิบส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยไม่สามารถควบคุมได้และที่ผลิตได้ในประเทศการวางนโยบายก็ต้องเกี่ยวเนื่องกับหลายอาชีพและต้องอาศัยภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ และหน่วยงานหนึ่งของภาครัฐที่มีความสำคัญในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลให้กับภาครัฐใช้ในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ นั่นคือสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรกระทรวงเกษตรฯดังนั้นทางทีมงานนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำได้เข้าพบคุณมณฑล เจียมเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญให้กับผู้เลี้ยงสัตว์น้ำนำไปใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม
คุณมณฑล เปิดเผยว่าหน้าที่หลักของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคือผลิตข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรทุกชนิดอย่างเป็นทางการให้กับกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ด้วยโดยเฉพาะข้าวโพด กากถั่วเหลือง มันสำปะหลังและปลาป่นซึ่งข้อมูลจะเก็บตลอดทั้งปีอย่างต่อเนื่องซึ่งข้อมูลของวัตถุดิบอาหารสัตว์แยกเป็นชนิดมีดังนี้
ปลาป่น
อุตสาหกรรมการผลิตปลาป่นของโลกจะได้ผลผลิต 2 ชนิดจากอุตสาหกรรมนี้คือปลาป่น(Fish meal)และน้ำมันปลา(Fish oil) ปริมาณการผลิตปลาป่นของโลกมีแนวโน้มลดลงจากผลของภาวะโลกร้อนทำให้ปริมาณปลาที่จับได้สำหรับเป็นวัตถุดิบผลิตปลาป่นลดลงประกอบกับประเทศผู้ผลิตปลาป่นรายใหญ่ของโลกคือ เปรูและชิลี ต้องการฟื้นฟูแหล่งขยายพันธุ์ปลาจึงลดปริมาณการจับปลาลงทำให้ปริมาณการผลิตปลาป่นลดลงด้วย ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาผลผลิตปลาป่นโลกเฉลี่ยปีละ 5.3 ล้านตัน ปริมาณการใช้ปลาป่นของโลกก็อยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันโยมีประเทศจีนเป็นผู้ใช้รายใหญ่ของโลกรองลงมาคือ ญี่ปุ่น ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU27) และไต้หวันส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 50 ปลาป่นจะใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสำหรับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ร้อยละ 20 ใช้ผสมในอาหารสุกร ที่เหลือใช้ในการเลี้ยงสัตว์ปีกอื่น ๆ ปริมาณการค้าปลาป่นของโลกเฉลี่ยประมาณปีละ 5 ล้านตัน ประเทศผู้ส่งออกสำคัญคือเปรู ชิลี เดนมาร์กและเยอรมันนี
สำหรับราคาปลาป่นในประเทศชิลีผู้ส่งออกรายใหญ่มีแนวโน้มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2548 จากการที่ปริมาณการผลิตของผู้ผลิตสำคัญลดลง ราคาได้ขยับตัวสูงขึ้น ถึงตันละ 1,250 เหรียญสหรัฐฯ ในปี 2549 แต่ปัจจุบันปรับตัวลดลงเหลือตันละ 1,050 เหรียญสหรัฐฯ จากการที่กลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปมีความต้องการใช้ปลาป่นเป็นอาหารสัตว์น้อยลงเนื่องจากความกังวลในเรื่องสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในปลาป่น
ทางด้านสถานการณ์ปลาป่นในประเทศไทยซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ปลาป่น 1 ใน 10 อันดับของโลกปริมาณการผลิตในรอบ 10 ปี เฉลี่ยปีละ 5 แสนตัน ซึ่งใกล้เคียงกับความต้องการใช้ในประเทศในช่วงก่อนปี 2546 มีการนำเข้าปลาป่นโปรตีนสูงกว่า 60 % เป็นจำนวนมากเนื่องจากการขยายตัวของการเลี้ยงกุ้งกุลาดำซึ่งต้องใช้ปลาป่นโปรตีนสูงเป็นส่วนผสมของอาหาร ต่อมาเกิดปัญหาโรคระบาดในกุ้งกุลาดำเกษตรจึงเปลี่ยนมาเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมแทนถึงกว่าร้อยละ 90 ทำให้มีการนำเข้าปลาป่นโปรตีนสูงกว่า 60% ลดลงมากเหลือเพียง 3 พันตันในปี 2549 ส่วนด้านการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยปี 2549 ส่งออกได้มากถึง 68.6 พันตันสูงกว่า 26.41 พันตันในปี 2548 คิดเป็นร้อยละ 159.8 ตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยคือ ไต้หวัน ฟิลิปปินส์และเวียดนาม
คุณมณฑลกล่าวต่อว่าสำหรับราคาปลาป่นในประเทศไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากปริมาณการผลิตที่ลดลงเนื่องจากเรือประมงอวนลากที่จับปลาเป็ดหรือปลาเบญจพรรณหยุดดำเนินกิจการไปบางส่วน อันเนื่องมาจากภาวะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ปลาเป็นซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปลาป่นมีจำนวนลดลงราคาปลาเป็ดและปลาป่นในประเทศจึงสูงขึ้นประกอบกับการขยายตัวของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมและปลาน้ำจืด ความต้องการปลาป่นเพื่อเป็นอาหารสัตว์น้ำจึงสูงขึ้นอย่างไรก็ตามสำหรับปลาป่นนั้นเป็นวัตถุดิบเพียงชนิดเดียวที่พอมีทางออกไม่ให้ราคาสูงขึ้นนั่นคือการเจรจาเรื่อง FTA กับประเทศเปรูผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลกหากทำได้จะทำให้ราคาปลาป่นถูกลงแต่ขณะนี้การดำเนินการยังไม่คืบหน้ามากนักอาจจะต้องรอรัฐบาลชุดต่อไปให้มีการดำเนินการต่อ
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (Corn)
คุณมณฑล กล่าวว่า ปริมาณการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของโลกเฉลี่ยในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมาเฉลี่ยปีละ 700 ล้านตัน ประเทศผู้ผลิตที่สำคัญของโลกอันดับหนึ่งคือสหรัฐอเมริกา ผลิตได้มากถึงร้อยละ 40 ของผลผลิตโลกรองลงมาคือจีน บราซิลและอาร์เจนติน่าตามลำดับ ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่ใช้ในประเทศจึงมีข้าวโพดเหลือเพื่อทำการค้าในตลาดโลกเฉลี่ยเพียงปีละ 80 ล้านตัน ประเทศผู้ส่งออกสำคัญคือสหรัฐอเมริกาและอาร์เจนติน่า ประเทศผู้นำเข้าสำคัญคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และไต้หวัน
ส่วนราคาข้าวโพดที่ซื้อขายกันในตลาดโลกจะอ้างอิงตลาดชิคาโก ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการของผู้ใช้รายใหญ่คืออเมริกาสูงขึ้นเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์และเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานทดแทนอีกอย่างประเทศจีนมีความต้องการใช้เป็นอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของภาคปศุสัตว์ที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ จะเห็นได้จากราคาข้าวโพดในตลาดชิคาโกเฉลี่ยตันละ 5,083 บาท (ม.ค-ก.ย) เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยตันละ 3,525 บาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 44.32
ทางด้านสถานการณ์ของไทยผลผลิตเฉลี่ยในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมาเฉลี่ยปีละ 4 ล้านตันผลผลิตที่ได้เกือบทั้งหมดใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ ไม่มีการใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบผลิตพลังงานทดแทน เหลือส่งออกไปยังประเทศแถบเอเชียและประเทศสมาชิก อาเซียนเฉลี่ยปีละ 2 แสนตันและมีการนำเข้าเล็กน้อยเฉลี่ยปีละ 6 หมื่นตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านตามโครงการ ACMECS
สถานการณ์ด้านราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2548 จากการที่พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงเนื่องจากพืชแข่งขันของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เช่น มันสำปะหลังและถั่วเหลืองมีราคาดีเกษตรกรจึงเปลี่ยนไปปลูกพืชดังกล่าวแทนอย่างไรก็ตามผลผลิตต่อไร่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้ปริมาณการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยรวมไม่เปลี่ยนแปลงมากนักปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกินร้อยละ 14.5 ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 6.66 บาท (ม.ค-ก.ย 50) สูงขึ้นจากเฉลี่ยกิโลกรัมละ 5.19 บาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 28.32 สำหรับราคา ณ ระดับตลาดอื่น ๆ จะมีทิศทางสอดคล้องไปในทางเดียวกัน
ข้อมูลจากการพยากรณ์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่าในปีการเพาะปลูก 2550/51 เนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 5.990 ล้านไร่ลดลงจากปีที่แล้ว 50,018 ไร่ หรือลดลงร้อยละ 0.83 ผลผลิตรวมทั้งประเทศ3.619 ล้านตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 120,748 ตัน หรือลดลงร้อยละ 3.23 ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 604 กิโลกรัม ลดลงจากปีที่แล้ว 15 กิโลกรัมหรือลดลงร้อยละ 2.42
สถานการณ์การผลิตภาพรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2550 คาดว่าเนื้อที่เพาะปลูกลดลงจากปีที่แล้วเล็กน้อยถึงแม้ว่าราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะสูงขึ้นแต่ต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้นด้วย เกษตรกรจึงเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงานและมันสำปะหลังซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า อีกทั้งยังดูแลรักษาง่ายกว่าแหล่งผลิตที่สำคัญของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีการเปลี่ยนแปลง ภาคเหนือได้แก่ กำแพงเพชร พิษณุโลก นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ปรับเปลี่ยนไปปลูกมันสำปะหลังและอ้อยโรงงานทดแทนยกเว้นพะเยา ลำปาง ปลูกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่ เลย หนองบัวลำภู หนองคาย ปรับเปลี่ยนไปปลูกยางพาราอุดรธานีปรับเปลี่ยนไปปลูกมันสำปะหลังและยางพาราแทน นครราชสีมา ปรับเปลี่ยนไปปลูกมันสำปะหลังและอ้อยโรงงานส่วนภาคกลางแหล่งปลูกใหญ่เช่น สระบุรีเนื้อที่ปลูกลดลงเกษตรกรส่วนใหญ่หันไปปลูกมันสำปะหลังและอ้อยโรงงานแทนยกเว้นกาณจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ที่ปลูกเพิ่มในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า
ผลผลิตต่อไร่ในปี 2550 ได้รับผลกระทบฝนทิ้งช่วงระหว่างเดือน มิถุนายน-กรกฎาคม 2550 ในแหล่งผลิตที่สำคัญได้แก่ พิจิตร นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ เลย หนองบัวลำภู และหนองคาย ซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กำลังออกดอก/ติดฝักอ่อน ผลผลิตต่อไร่จึงลดลงส่งผลให้ผลผลิตในภาพรวมลดลง
สถานการณ์ตลาดและราคาสำหรับความต้องการใช้ข้าวโพดโลกปี 2550/51 มี 769.70 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 722.87 ล้านตันของปี 2549/50 ร้อยละ 6.48 เนื่องจากสหรัฐฯ มีนโยบายขยายการผลิตเอทานอล ซึ่งทำจากข้าวโพดทำให้มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้อาร์เจนติน่า ประชาคมยุโรป บราซิล จีน อินเดีย เม็กซิโกไนจีเรีย อัฟริกาใต้มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นด้วย การค้าโลกมี 83.80 ล้านตันเพิ่มขึ้นจาก 83.74 ล้านตันของปีก่อนร้อยละ 0.07 แม้ว่าสหรัฐฯ จะส่งออกลดลงแต่หลายประเทศเช่น อาร์เจนตินา บราซิล และยูเครนส่งออกได้เพิ่มขึ้น ส่วนประเทศผู้นำเข้าเช่นเม็กซิโก ไต้หวัน มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น
กากถั่วเหลือง (Soybean meal)
สถานการณ์โลกผลผลิตกากถั่วเหลือง เป็นผลผลิตที่ได้จากอุตสาหกรรมการสกัดน้ำมันถั่วเหลืองดังนั้นปริมาณการผลิตจึงขึ้นอยู่กับปริมาณเมล็ดถั่วเหลืองที่เข้าสู่อุตสาหกรรมการสกัดน้ำมันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาผลผลิตกากถั่วเหลืองของโลกมีปริมาณเฉลี่ยปีละ 145 ล้านตัน โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกรองลงมาคือจีน อาร์เจนติน่าและบราซิลตามลำดับส่วนผู้ใช้รายใหญ่ของโลกก็เป็นผู้ผลิตรายใหญ่นั่นเอง ปริมาณการใช้กากถั่วเหลืองโลกเฉลี่ยปีละ 144.5 ล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณการผลิตของโลก จึงมีสต็อกคงเหลือปลายปีเพียงประมาณปีละ 5 ล้านตัน สำหรับปริมาณการค้ากากถั่วเหลืองของโลกในแต่ละปีเฉลี่ยปีละ 50.5 ล้านตัน ประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่คือ สหภาพยุโรป (EU27) และประเทศแถบเอเชีย
สถานการณ์ของไทยผลผลิตกากถั่วเหลืองของไทยได้จากอุตสาหกรรมการสกัดน้ำมันถั่วเหลืองที่ได้จากผลผลิตเมล็ดถั่วเหลืองที่ปลูกในประเทศและเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้าเมื่อรวมผลผลิตกากถั่วเหลืองที่เข้าโรงงานสกัดจากเมล็ดทั้งสองส่วนได้ปริมาณกากถั่วเหลืองเฉลี่ยปีละ 0.8 ล้านตันแต่ผลผลิตดังกล่าวยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศจึงมีการนำเข้ากากถั่วเหลืองมาอีกส่วนหนึ่งเฉลี่ยปีละ 1.6 ล้านตัน ซึ่งมีความต้องการใช้เฉลี่ยปีละ 2.4 ล้านตัน ราคากากถั่วเหลืองในประเทศขึ้นอยู่กับราคากากถั่วเหลืองในตลาดโลกซึ่งอ้างอิงราคากากถั่วเหลืองในตลาดชิคาโก นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับราคากากถั่วเหลืองจากเมล็ดในประเทศขั้นต่ำที่ผู้นำเข้ากากถั่วเหลืองต้องรับซื้อจากโรงงานสกัดน้ำมันถั่วเหลือง ตามสัญญาที่ทำไว้กับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯในแต่ละปีอีกด้วย อย่างไรก็ตามแนวโน้มของราคากากถั่วเหลืองในตลาดระดับต่าง ๆ จะมีทิศทางที่สอดคล้องกัน และคาดว่าราคาจะมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการที่พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกคือสหรัฐอเมริกาลดลงเพื่อนำพื้นที่ไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นเพื่อใชเป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอล ทำให้มีเมล็ดถั่วเหลืองเข้าสู่อุตสาหกรรมสกัดน้ำมันน้อยลง ขณะที่ความต้องการกากถั่วเหลืองยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันราคากากถั่วเหลืองในประเทศเฉลี่ยเดือนมกราคม-กันยายน 2550 เป็นดังนี้ ราคานำเข้า (CIF) เฉลี่ย 9.65 บาท/กก. ราคาขายส่ง ณ หน้าโกดังผู้นำเข้าเฉลี่ย 10.78 บาท/กก. ราคาขายส่งกากจากเมล็ดนำเข้า ณ หน้าโรงงานสกัดเฉลี่ย 11.18 บาท/กก. และราคาขายส่งกากจากเมล็ดในประเทศ ณ หน้าโรงงานสกัดเฉลี่ย 11.61 บาท/กก ซึ่งสูงกว่าราคาของปีที่ผ่านมาทุกระดับตลาด และจะเห็นว่าราคากากจากเมล็ดในประเทศจะสูงกว่าราคากากนำเข้าและกากจากเมล็ดนำเข้า เนื่องจากเป็นกากจากเมล็ดถั่วเหลือง Non GMOs ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์จากสัตว์มาก
อย่างไรก็ตามเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในประเทศไม่ได้ปลูกเพิ่มขึ้นเนื่องจากประเทศไทยมีพืชชนิดอื่อที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าอีกอย่างประเทศไทยมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกถั่วเหลืองไม่มากนักที่ปลูกกันมากเช่น สุโขทัย เชียงใหม่ อุตรดิษต์ ตาก และลพบุรีถั่วเหลืองเป็นพืชที่ต้องการแสงเยอะมากกว่าสิบสองชั่วโมงต่อวันในขณะที่ประเทศไทยมีแสงอย่างมากไม่เกินสิบชั่วโมงผลผลิตต่อไร่จึงต่ำประมาณสามร้อยถึงสี่ร้อยกิโลกรัมต่อไร่ในขณะที่อเมริกาผลิตได้ประมาณ 1,000 กิโลกรัม/ไร่ และสายพันธุ์ถั่วยังไม่มีการพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพอากาศเพื่อให้มีผลผลิตที่ดีขึ้นราคาจะได้ต่ำลงผู้ผลิตมีกำไรผู้ใช้อยู่ได้
คุณมณฑล กล่าวถึงผลกระทบจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น ต่อภาคการผลิตประมงและปศุสัตว์ว่าวัตถุดิบทั้งสามชนิดที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ภาครัฐโดยการกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายอาหาร มีนโยบายเพื่อคุ้มครองผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศซึ่งสองในสามชนิดนี้เป็นสินค้าที่มีโควตาภาษี คือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองมีอัตราภาษีที่เก็บจริงในโควตาร้อยละ 20 แลร้อยละ 4 ตามลำดับ สำหรับปลาป่นไม่ใช่สินค้าที่มีโควตาภาษีแต่ไม่แต่ไม่อนุญาตให้นำเข้าปลาป่นโปรตีนต่ำกว่าร้อยละ 60 โดยเสรี หากต้องการนำเข้าผู้นำเข้าต้องขออนุญาตนำเข้าจากกรมการค้าต่างประเทศก่อน เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมปลาป่นในประเทศซึ่งส่วนใหญ่ผลิตได้ในคุณภาพโปรตีนต่ำกว่าร้อยละ 60 การนำเข้าปลาป่นเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 15
เมื่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลให้ราคาอาหารสัตว์สำเร็จรูปเพื่อเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นค่าใช้จ่ายในต้นทุนการผลิตปศุสัตว์และประมงถึงประมาณร้อยละ 60 แม้ว่าราคาอาหารสัตว์สำเร็จรูปจะถูกควบคุมราคาโดยกรมการค้าภายในก็ตาม หากราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูปสามารถขอปรับราคาจำหน่ายต่อกรมการค้าภายในได้ นอกจากนี้ผู้ผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูปยังสามารถปรับเปลี่ยนสูตรอาหารสัตว์ได้อีกโดยใช้วัตถุดิบชนิดอื่นที่ทดแทนกันได้ทดแทนในสูตรอาหาร โดยให้ค่าโภชนาการที่สัตว์ต้องการเหมือนเดิมหรือใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตามการทดแทนโดยปรับเปลี่ยนวัตถุดิบในส่วนผสมอาหารสัตว์ ก็มีข้อจำกัดสำหรับปริมาณการใช้ในสัตว์แต่ละชนิด ดังนั้นการทดแทนจึงไม่อาจทำได้ทั้งหมดเช่นการทดแทนโปรตีนจากถั่วเหลืองกับโปรตีนจากปลาป่นเป็นต้น ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนสูตรอาหารต้องเป็นไปตามที่แจ้งขอขึ้นทะเบียนไว้กับกรมปศุสัตว์และกรมประมงด้วยการที่อาหารสัตว์มีราคาแพงจึงขึ้นอยู่กับผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง คือกรมปศุสัตว์และกรมประมงที่ต้องกำกับดูแลในเรื่องคุณภาพของวัตถุดิบอาหารสัตว์และอาหารสำเร็จรูป และกรมการค้าภายในที่ต้องดูความเหมาะสมในการขอปรับราคาอาหารสัตว์สำเร็จรูป
สถานการณ์ถั่วเหลืองปีการเพาะปลูก 2550/51 เนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 883,553 ไร่ลดลงจากปีที่แล้ว 20,870 ไร่หรือลดลงร้อยละ 2.24 ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 217,870 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 2,920 ตัน หรือลดลงร้อยละ 1.32 ผลผลิตต่อไร่ทั้งประเทศเฉลี่ย 247 กิโลกรัมเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3 กิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ1.23
โดยรวมเนื้อที่เพาะปลูกถั่วเหลืองปีการเพาะปลูก 2550/51 ลดลงจากปีที่ผ่านมาเนื่องจากราคาของถั่วเหลืองที่เกษตรกรขายได้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อยู่ในระดับทรงตัวโดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 10-11 บาท ในปี 2550 ราคากิโลกรัมละ 12 บาท ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เมล็ดพันธุ์ขาดแคลนและมีราคาแพง อีกทั้งถั่วเหลืองเป็นพืชที่ต้องดูแลรักษามากแต่ผลตอบแทนที่ได้รับไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่นจึงทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อ้อยโรงงาน มันสำปะหลังและข้าวนาปรัง ซึ่งราคาจูงใจและให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองลดลงในแหล่งผลิตที่สำคัญทางภาคเหนือได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่ จังหวัดอุดรธานี กาฬสินธุ์ หนองคาย มหาสารคาม และภาคกลางได้แก่ จังหวัดสระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ปราจีนบุรี สระบุรี
สำหรับผลผลิตต่อไร่ คาดว่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหากภูมิอากาศเอื้ออำนวย มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต เกษตรกรมีการดูแลรักษาที่ดีไม่มีโรคและแมลงรบกวนแต่ผลผลิตในภาพรวมทั้งประเทศลดลงเล็กน้อยเนื่องจากการลดลงของพื้นที่เพาะปลูก
ทางด้านการตลาดและราคา คาดว่าความต้องการใช้เมล็ดถั่วเหลืองภายในประเทศจะมีปริมาณ 1.720 ล้านตัน ขณะที่ผลผลิตปี 2550/51 ประมาณการไว้ 0.220 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 13 จึงต้องมีการนำเข้าถึงร้อยละ 87 ประกอบกับผลผลิตของประเทศผู้ผลิตสำคัญคือ สหรัฐฯลดน้อยลง สืบเนื่องจากสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งช่วงติดฝักอ่อนซึ่งจะทำให้เมล็ดถั่วเหลืองสูงขึ้น อย่างไรก็ตามสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น อาจส่งผลให้ราคาเมล็ดถั่วเหลืองไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
มันสำปะหลัง
คาดว่าจะมีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 7.303 ล้านไร่ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 101,717 ไร่ หรือร้อยละ 1.41 ส่วนผลผลิตคาดว่าจะได้ 27.619 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 1,207,530 ตัน หรือร้อยละ 4.57 ผลผลิตต่อไร่คาดว่าจะได้ประมาณ 3,782 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นไร่ละ 114 กิโลกรัม หรือร้อยละ 3.11
สถานการณ์การผลิตเนื้อที่เก็บเกี่ยวภาพรวมทั้งประเทศปี 2551 ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาแม้ว่าราคาจะจูงใจให้เกษตรกรปลูกแต่เกษตรกรก็ไม่สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้มากนัก เนื่องจากพื้นที่ทางการเกษตรมีอยู่อย่างจำกัด รวมทั้งขาดแคลนท่อนพันธุ์อย่างไรก็ดีการตัดสินใจเพาะปลูกของเกษตรกรในแต่ละแหล่งผลิตแตกต่างกันตามสภาพอากาศและภาวะตลาดของพืชแข่งขันเดิมคืออ้อยโรงงานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีเช่นกันในขณะที่บางพื้นที่เกษตรกรหันไปปลูกยางพาราและยูคาลิปตัสมากขึ้น
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางจังหวัดเช่น หนองคาย เลย หนองบัวลำภู ต้นยางพาราโตทำให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกมันสำปะหลังในร่องยางพาราเนื้อที่จึงลดลง ในขณะที่จังหวัดมหาสารคาม ขอนแก่น นครราชสีมา เนื้อที่ปลูกเพิ่มขึ้นจากการปลูกทดแทนอ้อยโรงงาน และในจังหวัดพิจิตร นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ อุดรธานี ชัยภูมิ พื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นจากการปลูกในพื้นที่รกร้างว่างเปล่าและปลูกทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนทางภาคตะวันออกบางจังหวัดเช่น ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี เกษตรกรหันไปปลูกยางพาราแลยูคาลิปตัสมากขึ้นแต่ในจังหวัดชลบุรี ระยองเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นแทนสับปะรดและอ้อยโรงงาน
สำหรับผลผลิตต่อไร่ ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเนื่องจากเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์ดี ดูแลรัษาดี ใส่ปุ๋ยมากขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมการผลิตเพิ่มขึ้น
ด้านการตลาดและราคาฤดูการผลิตปี 2549/50 ที่ผ่านมา ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศมีความต้องการผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นจำนวนมาก เนื่องจากจีนยังคงมีความต้องการนำเข้ามันเส้นเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ ประกอบกับธัญพืชของสหภาพยุโรปประสบภัยธรรมชาติทำให้ผลผลิตเสียหาย จึงหันมานำเข้ามันอัดเม็ดจากไทยในปริมาณมากขึ้น รวมทั้งตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่าราคาส่งออกทั้งมันเส้นและแป้งมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี ราคาหัวมันสด ณ เดือนสิงหาคม 2550 ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 1.71 บาท อย่างไรก็ดีระดับราคาดังกล่าวอาจจูงใจให้เกษตรกรขุดหัวมันออกขายก่อนครบอายุเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ในส่วนของเกษตรกรควรพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตหัวมันสำปะหลังให้สูงขึ้นเช่น การใช้พันธุ์มันสำปะหลังให้เหมาะสมกับพื้นที่ ระยะปลูกระหว่างต้นที่เหมาะสม การใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพ การบริหารการเก็บเกี่ยวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมไปถึงการดูแลคุณภาพความสะอาดของหัวมันสำปะหลัง
จากสถานการณ์วัตถุดิบทั้งสี่ชนิดซึ่งเป็นโปรตีนหลักในอาหารสัตว์ไม่มีปัจจัยใดที่เป็นผลดีต่อผู้เลี้ยงสัตว์น้ำเลยล้วนมีแนวโน้มที่จะขึ้นราคาสิ่งที่ตามมาคืออาหารสำเร็จรูปจำเป็นต้องขึ้นราคาเพราะแบกรับภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ไหวแม้ที่ผ่านมามีการพยายามตรึงราคาอาหารสัตว์สำเร็จรูปแต่ดูจากรูปการแล้วในปีหน้าคงตรึงไว้ไม่ไหวผู้เลี้ยงสัตว์น้ำทั้งกุ้งและปลาต้องเตรียมรับมืออย่างทันท่วงที
 
|
|