| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: ไพบูลย์ พลสุวรรณา มองอุตสาหกรรมกุ้งปี 51 |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 22/11/2007-11:04 GMT+7  
ค.โฟกัสธุรกิจสัตว์น้ำ โดย...กระเบนธง
สำหรับ ค.โฟกัสธุรกิจสัตว์น้ำในฉบับนี้ ข้อมูลที่ผมและทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำได้ไปเจาะลึกมานำเสนอมาให้พวกเราในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะในแวดวงธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้ง บอกกล่าวกันในเบื้องต้นเลยว่าพลาดไม่ได้โดยประการทั้งปวง ด้วยเพราะผมและทีมงานได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษบุคคลระดับแกนนำและมีบทบาทสำคัญในภาคการส่งออกที่มีนามว่าไพบูลย์ พลสุวรรณา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ส่วนอีกบทบาทหนึ่ง คือการดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง บริษัทธารสมุทรฟู้ด จำกัด และในอดีตนั้นเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยในปี 2542-2546
โดยข้อมูลในการสัมภาษณ์พิเศษจะแยกเป็น 2 ประเด็นใหญ่ด้วยกันคือ โครงการ อาเซียน ซีซีไอ ซึ่งถือเป็นข่าวสารความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง กับแนวความคิดในการประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนในภูมิภาคอาเซียน โดยสินค้าที่จะนำร่องเป็นตัวแรกคือกุ้ง และอีกประเด็นหนึ่ง คือเรื่องของสถานการณ์กุ้งในปีหน้า ว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร
ธุรกิจสัตว์น้ำ : ขอเริ่มต้นในส่วนของ โครงการ อาเซียน ซีซีไอ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และไทยจะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
คุณไพบูลย์ : สำหรับที่มานั้น เกิดจากภาคเอกชนของประเทศในอาเซียน ทั้ง 10 ประเทศ พยายามดำเนินกิจกรรมให้สอดประสานไปกับรัฐบาลของแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งมีการคุยกันมานานพอสมควรแล้วในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งจากตรงนี้ในภาคเอกชนของแต่ละประเทศในกลุ่มอาเชียนมีแนวความคิดว่าในบางเรื่องด้านเศรษฐกิจถ้าเราจะมารวมตัวกันแล้วเสนอผ่านรัฐบาลเพื่อให้เห็นว่าเราต้องการอะไรในภาคธุรกิจ
ประกอบกับในปีนี้ในกลุ่มอาเซียนในส่วนของเอกชน ตัวแทนจากประเทศไทยได้เป็นประธาน ส่วนภาครัฐ ทาง ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ จะไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนในปีหน้า เท่ากับว่า ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนในอาเชียน ตัวแทนจากประเทศไทยได้เข้าไปนั่งเป็นผู้นำ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผลต่อการผลักดันโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จต่อไป
ในโครงการ อาเซียน ซีซีไอ นั้นอธิบายโครงสร้าง หรือภาพให้เข้าใจกันง่ายว่าจะมีผลอย่างไร หรือเกิดอะไรภาคในภาคธุรกิจ ให้มองไปที่กลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่ง ณ วันนี้ค่อนข้างมีความเข็มแข็งในด้านเศรษฐกิจ แต่กว่าจะมีวันนี้ได้กลุ่มสหภาพยุโรปต้องใช้เวลามานานพอสมควร แต่เมื่อทุกอย่างลงตัว ทุกอย่างก็เดินไปอย่างราบรื่น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งเป้าไว้ กล่าวคือ ประเทศสมาชิกได้รับผลประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจร่วมกัน
โดยในส่วนของอาเซียนนั้น ที่ผ่านมาเกือบ 40 ปี ที่มีการพูดคุยกันในการร่วมกลุ่มประเทศในอาเซีย ในการประสานในทุกๆ ด้าน แต้องยอมรับความจริงว่า มีความคืบหน้าไปน้อยมาก ดังนั้นในปีนี้เมื่อตัวแทนจากประเทศไทยเราในส่วนของภาคเอกชนได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธาน เราจึงมีแนวความคิดในการผลักดันโครงการนี้ขึ้นมาและพยายามดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ให้เศรษฐกิจของชาติอาเซียนเกื้อและเอื้อซึ่งกันและกัน โดยในปี 2015 เราคาดหวังว่า จะเกิดประชาคมอาเซียนขึ้นมา
กลับมามองในการประสานด้านเศรษฐกิจ เรากำลังมองว่าในกลุ่มอุตสาหกรรมอะไรบ้างที่เราไม่ต้องแข่งขันกันและสามารถที่จะช่วยเหลือพึ่งพากันได้ ซึ่งตัวหนึ่งที่เห็นชัดคือ สินค้ากุ้ง โดยในกลุ่มของอาเซียน ณ ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ที่ทำการเลี้ยงและส่งออกกุ้ง โดยทั้ง 5 ประเทศกุ้งที่มาจากการเลี้ยงเกินครึ่งที่ได้ส่งออกไปยัง อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ซึ่งเป็น 3 ตลาดหลัก ในการประสานกันนี้จะปรากฏออกมาในหลายรูปแบบ เช่น ลูกกุ้งค้าต้องการกุ้งบางชนิดที่ไทยไม่ได้เลี้ยง แต่มีบางประเทศที่เลี้ยงอยู่ เราก็อาจไปเอาวัตถุดิบจากประเทศนั้นๆ มาทำการแปรรูปส่งออก โดยหลังจากกุ้งแล้ว ตัวที่เรามองต่อไป คือ ไก่ ซึ่งในชาติอาเซียนเราก็มีการเลี้ยงไก่กันเยอะพอสมควร
ธุรกิจสัตว์น้ำ : กล่าวมาถึงตรงนี้ขอเรียนตามตรงว่ามีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยมุมมองของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยนั้น สะท้อนออกมาว่า ไม่เห็นมีความจำเป็นที่เราจะไปประสานประโยชน์ในเรื่องของกุ้ง เพราะ ณ วันนี้เมื่อกล่าวถึงกุ้ง เราคือหมายเลขหนึ่งของอาเซียน และอาจจะเป็นหมายโลกหนึ่งของโลกด้วยซ้ำในการผลิตกุ้งเพื่อการส่งออก
คุณไพบูลย์ : ถ้ามองอย่างนี้ คือการมองแบบเห็นแก่ตัว เรามามองภาพรวมว่าในการผลิตสินค้าของชาติอาเซียน ส่วนใหญ่ไม่ต่างกัน สิ่งที่ต่างกันคือ แต่ละชาติจะมีความเด่นในสินค้าบางชนิด อย่างไทยคือกุ้ง แต่ตัวอื่นละที่เรายังมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาชาติอื่น ที่นี้ในการประสานความร่วมมือ ถ้าเรามองแค่ว่าตัวไหนเราดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเข้าร่วม ส่วนตัวไหนยังตามหลังชาติอื่น ก็เข้าร่วม มันก็จบ เพราะชาติอื่นเขาก็มีสิทธิที่จะคิดเช่นได้เหมือนกัน และวันนี้เหตุผลอีกอย่างที่ยกเรื่องกุ้งมาพูดก่อน เพราะเรามีความถนัดหรือเด่นในเรื่องของกุ้ง อย่างต่อไปในอนาคตซึ่งมีการพูดถึงกันบ้างแล้ว คือปลาบาซา หรือในในประเทศไทยรู้จักกันในนามปลาเนื้อขาว ประเทศที่ต้องเป็นผู้นำ คือเวียดนาม เพราะเขาเด่นที่สุดในตอนนี้ ซึ่งหลายประเทศที่ต้องการเลี้ยงปลาบาซาก็จำเป็นต้องอาศัยเวียดนามในการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ในแนวคิดที่เราจะก้าวต่อไป คือ เราน่าจะกำหนดชะตามกรรมของวัตถุดิบสินค้าได้โดยชาติอาเซียนเราเอง นั่นคือ การกำหนดมาตรฐานการผลิตขึ้นมาเอง ซึ่ง ณ ปัจจุบัน พวกเราก็ทราบกันดีว่า ผู้ซื้อ คือผู้กำหนด โดยการกำหนดในบางมาตรการ บางข้อ เมื่อมองในรายละเอียดมันคือข้อกีดกันทางการค้า แต่ถ้าเรารวมกันได้มันคือการสร้างอำนาจการต่อรองในการขาย ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในสินค้าหลายชนิดในโลกนี้ ผู้ผลิตคือผู้กำหนดมาตรฐานและราคาขึ้นมา แต่การที่ผู้ผลิตทำได้ต้องมีความเข้มแข็ง ในจุดนี้ ถ้าเราทำประเทศเดียว ถามว่าทำได้ไหม ซึ่งตรงนี้คือคำตอบที่ชัดเจนเลยว่า ประสานประโยชน์กันแล้วจะได้อะไรบ้าง
และอย่ามองว่าไทยเหนือกว่าคู่แข่งชาติอาเซียนแล้วไม่มีความจำเป็นต้องประสานความร่วมมือ แม้ว่ากุ้งเป็นสินค้าที่มีการผลิตเหมือนกัน โดยส่งออกไปตลาดสหภาพยุโรปและตลาดสหรัฐเป็นหลัก แต่ที่ผ่านมาการส่งออกกุ้งกลับประสบปัญหาถูกใช้มาตรการทางการค้าต่างๆ ทั้งมาตรฐานด้านสุขอนามัย การตรวจสอบสารตกค้าง รวมถึงการใช้มาตรการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด และวางพันธบัตรค้ำประกัน เขาสร้างมาตรฐานสูงมากทั้งที่ไม่ได้เลี้ยงเลย ถ้าผู้ผลิตสามารถรวมตัวกันและสร้างมาตรฐานของกลุ่มขึ้นมาได้ มันจะกลายเป็นอำนาจต่อรองกับผู้บริโภค
ธุรกิจสัตว์น้ำ : ในภาพรวมตอนนี้เท่าที่คุยมาดูเหมือนในภาคอุตสาหกรรม กลุ่มห้องเย็น จะได้รับประโยชนกันเต็มๆ แต่ถ้ามองย้อนกลับมาในส่วนของเกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อย จะได้อะไรบ้าง
คุณไพบูลย์ : ถ้าทำความเข้าใจ มองให้ลึกลงไป ทุกภาคส่วนจะได้ประโยชน์กระจายกันไป เมื่อทุกอย่างมีความชัดเจน มีมาตรฐานที่เป็นของชาติอาเซียนเอง เสถียรภาพในด้านราคา เสถียรภาพในมาตรฐานการผลิต เราคือผู้กำหนด ไม่ต้องให้ใครมาบอกเราว่า มาตรฐานแค่นี้ขายไม่ได้ มาตรฐานอย่างนี้กุ้งส่งออกไม่ได้ เกษตรกรจะรู้โดยธรรมชาติว่า เลี้ยงกุ้งอย่างไรจึงส่งออกได้โดยไม่มีปัญหา
ธุรกิจสัตว์น้ำ : ทั้งหมดที่กล่าวมา ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
คุณไพบูลย์ : ยอมรับว่าในแนวความคิดที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะวัฒนธรรมของคนในชาติอาเซียนมักไม่ค่อยไว้ใจซึ่งกันและกัน แต่ที่ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำโอกาสตายมีสูง คำว่าตายในที่นี้ คือโอกาสที่เราจะเจอกับมาตรการต่างๆ จากประเทศผู้ซื้อ ทำให้การส่งออกยุ่งยากขึ้นจะมีอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกวันนี้ลักษณะของชาติตะวันตก เขากำลังเอาประสบการณ์ที่เคยมี ซึ่งในอุตสาหกรรมพวกนี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยทำ แต่ตอนนี้ที่ทำไม่ได้เพราะ ต้นทุนสูง วัตถุดิบไม่มี เลยใช้วิธีล่าวัตถุดิบจากประเทศบริวาร แต่ตอนนี้ประเทศบริวารได้เพิ่มศักยภาพในการผลิตขึ้นมา ทำให้กลุ่มประเทศตะวันตก อย่างยุโรปหรือปแม้แต่อเมริกาจึงตั้งมาตรการกีดกันทางการค้าขึ้นมา เพราะถ้าคุณมีปัญหา ก็ต้องขายวัตถุดิบเช่นเดิม
แต่ในมุมกลับกัน อาหารคือปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิของมนุษย์ ถ้าไม่มีคุณก็ต้องซื้อ นี้คือช่องที่ชาติผู้ผลิตสามารถพัฒนาไปสู่ความได้เปรียบหากสามารถรวบตัว สร้างมาตรฐานของตัวเอง สร้างอำนาจต่อรองของตัวเองขึ้นมา เราจะเห็นถึงประโยชน์ของการประสานประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปได้เป็นอย่างดี ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการขึ้นราคาแทบทุกปี เมื่อมองย้อนกลับมาในสินค้าภาคการเกษตรกรถามว่าทำไมเราจะเพิ่มราคาขึ้นบ้างไม่ได้
ธุรกิจสัตว์น้ำ : ในการประสานความร่วมมือตรงนี้ หมายรวมไปถึงการส่งสินค้าร่วมกันในนามอาเซียนหรือการแบ่งออร์เดอร์สินค้าในการส่งออกด้วยหรือเปล่าครับ
คุณไพบูลย์ : คงไม่ถึงขนาดนั้น และตรงนี้ยอมรับว่า มันมีความยากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ในการประสานประโยชน์หรือประสานความร่วมมือกันนั้น ขอขยายความในส่วนของการสร้างมาตรฐานร่วมกัน ซึ่งตรงนี้มีการคุยถึงกันพอสมควรในส่วนของเกษตรกรว่า ทำมาตรฐานไปทำไม เพราะทำไปแล้วไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้นมาเลย ซึ่งในตรงนี้ความหมายของเกษตรกร คือ อยากขายสินค้าในราคาที่แพงขึ้น ซึ่งมันก็ควรเป็นอย่างนั้น เมื่อผู้บริโภคอยากได้ของดี ก็ต้องยอมซื้อในราคาที่สูงขึ้น โดยราคาที่สูงขึ้นนั้นมันก็มีที่มาที่ไปที่สมเหตุสมผล กล่าวคือ ผู้ผลิตต้องเพิ่มกระบวนการจัดการต่างๆ ให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น แต่ในปัจจุบัน ทำดี มาตรฐานดี มีคุณภาพ แต่ราคากุ้งเป็นไปตามกลไกที่ผู้ซื้อตั้งขึ้น
แต่ในแนวความคิดที่จะทำกันคือ เมื่อเรามีมาตรฐานของอาเซียน ลูกค้าต้องจ่ายหรือซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้น เพราะคุณอยากได้ของดี และเมื่อทำมาตรฐานเดียวกันราคาสินค้าก็จะไม่ต่างกัน
ธุรกิจสัตว์น้ำ : ขณะนี้ตัวแทนจากประเทศไทยเป็นประธานของอาเซียนอยู่ แล้วต่อไปถ้าไม่ใช่คนไทย คิดว่าโครงการนี้จะยังได้รับการสานต่อหรือไม่
คุณไพบูลย์ : คิดว่าน่าจะมีการสานต่อนะ ซึ่งในปีหน้ายังเป็นตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้นั่งเป็นหัวขบวน เราจะดำเนินเรื่องนี้ต่อไปอย่างเต็มที่ ส่วนตัวแทนจากประเทศที่จะมารับไม้ต่อจากไทย เป็นเวียดนาม ซึ่งมีกุ้งเป็นอุตสาหกรรมหลักเช่นกัน ดังนั้นเชื่อว่าโครงการนี้จะได้รับการสานต่อแน่นอนแม้ว่าตัวแทนจากประเทศไทยจะหมดวาระไปแล้ว
และโครงการความร่วมมือนี้ ในอาเซียน ประเทศไทยคือผู้ขายไอเดีย ที่ผ่านมายังไม่มีใครเคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน ดังนั้นเมื่อเราคิดขึ้นมาแล้ว เราจึงเปรียบเสมือนเจ้าภาพในการดำเนินการในแทบทุกด้าน โดยตอนนี้ สิ่งที่ดำเนินการ คือการทำการเข้าใจ จากนั้นภาคเอกชนแต่ละประเทศต้องไปประสานกับรัฐบาลของพวกเขา
ธุรกิจสัตว์น้ำ : เท่าที่คุยกันมา เข้าใจว่ารัฐบาลต้องให้การสนับสนุนด้วยโครงการนี้จึงจะประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลขึ้นมา อย่างประเทศไทยเรา ณ วันนี้มีความชัดเจนแล้วว่า 23 ธันวาคม จะมีการเลือกตั้งกัน ซึ่งต้องมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา ตรงนี้จะมีมีผลกระทบหรือไม่
คุณไพบูลย์ : ไม่มีปัญหา เพราะราชการยังอยู่ อย่างตอนนี้กระทรวงเกษตรฯ มีท่าน จรัลธาดา เป็นปลัดกระทรวงอยู่ ซึ่งถือว่าท่านเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถ ที่สำคัญท่านไปจากกรมประมง ซึ่งรู้เรื่องกุ้งดีอยู่แล้ว โดยตอนนี้ท่านก็เห็นด้วยกับสิ่งที่เราคุยกัน ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด
ธุรกิจสัตว์น้ำ : จากเรื่องของ อาเซียน ซีซีไอ ในฐานะที่คุณไพบูลย์อยู่ในแวดวงผู้ส่งออกกุ้งไทย อยากให้วิเคราะห์สถานการณ์กุ้งไทยในปีหน้าว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้าง
คุณไพบูลย์ : เราต้องมาคุยทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมกุ้งราคาตก มันมีสาเหตุ 2 ประเด็นด้วยกัน คือ
1.การผลิตมีมากกว่าการบริโภค โดยเฉพาะกุ้งขาววานาไม ที่ตอนนี้แทบทุกประเทศที่มีการเลี้ยงกุ้งได้หันมาหากุ้งขาววานาไมกันหมด แต่ถ้าดูสถิติราคากุ้งกุลาดำ ซึ่งเราจะเห็นว่ามีการเลี้ยงบางประเทศเท่านั้น เช่น เวียดนาม อินเดีย ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ราคาจึงค่อนข้างนิ่ง ในส่วนของกุ้งขาววานาไม นอกเหนือจากการเลี้ยงกระจายไปแทบทุกพื้นที่แล้ว กุ้งขาววานาไมเป็นกุ้งที่เลี้ยงค่อนข้างง่าย โตเร็ว ตายยาก และที่น่าสนใจคือ เมื่อมีการเลี้ยงกุ้งขาววานาไมกันมากขึ้น ได้ส่งผลกระทบ โดยการฉุดราคาให้กุ้งกุลาดำราคาตกตามลงมาด้วย เพราะผู้ซื้ออ้างว่า มันคือกุ้งเหมือนกัน ถ้ากุลาดำราคาแพงกว่าก็หันไปซื้อกุ้งขาววานาไมก็ได้ แถมเมื่อมีการเลี้ยงกุ้งขาววานาไมไซส์ใหญ่ได้ก็ยิ่งไปกันใหญ่
2.เกิดจากภาวะเศรษฐกิจหดตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจในอเมริกา ซึ่งได้ส่งผลกระทบไปยังอีกหลายประเทศ เพราะหลายประเทศผลิตสินค้าส่งเข้าไปขายในอเมริกา ซึ่งภาวะของผู้บริโภคในอเมริกา เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี รายได้น้อยลง ก็ต้องซื้อของน้อยลงหรือใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น อย่างญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งที่สินค้าผลิตแล้วส่งเข้าอเมริกา เมื่อส่งสินค้าเข้าไปได้น้อยลง ก็มีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่น กำลังซื้อของผู้บริโภคญี่ปุ่นน้อยลง เราคงทราบข่าวกันแล้วว่า ตอนนี้ โอเวอร์ไทม์ หรือการทำงานล่วงเวลาหรือเวลาพิเศษลดลง เป็นผลทำให้รายได้ลดลง ซึ่งภาพตรงนี้มันเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกัน และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราคากุ้งตก
ส่วนภาพรวมในปีหน้า โฟกัสไปที่อเมริกา ตอนนี้สัญญาณส่งออกมาอย่างชัดเจนว่า วิกฤตซับไพร์มจะส่งผลต่อเศรษฐกิจอเมริกา ลักษณะเหมือนกับที่เกิดในเมืองไทยประมาณปี 2540 ที่ฟองสบู่แตก คนที่ผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด หนีหนี้ ไม่มีเงินจ่าย เพียงแต่เศรษฐกิจอเมริกามีความเข็มแข็งพอสมควร สภาวะที่เกิดจึงไม่รุนแรงเหมือนที่ประเทศไทยเคยเจอ อเมริกา คือประเทศเดียวที่ผลิตเงินได้เองโดยที่ไม่ต้องนำทองคำไปอ้างอิง
สภาวการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่ง คือ ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นประเมินว่าน่าจะถึง 20% และเมื่อน้ำมันคือปัจจัยสำคัญในกระบวนการขนส่งหรือการเดินทางทั้งหมด สิ่งที่ตามมาคือต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้น กลุ่มโรงงานผู้ผลิตก็จะมีปัญหา จากตรงนี้จะส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังประชากรในส่วนของรายได้ เมื่อรายได้ประชากรไม่เพิ่มขึ้น แถมบางส่วนต้องขาดหายไปอย่างที่ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น สิ่งที่จะตามมาคือกำลังการบริโภคสินค้าจะลดลง ดังนั้นหากจะสรุปว่าในปีหน้ากุ้งจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่หวังว่าราคากุ้งจะขยับขึ้น จากที่ผมกล่าวมาทั้งหมด คำตอบมันมีอยู่ในตัวอยู่แล้ว และในส่วนของการผลิตหรือการเลี้ยงกุ้งของเกษตรกร ที่น่าจับตามองอีกประเด็นหนึ่ง ต้นทุนการเลี้ยง อันมีสาเหตุมาจากราคาวัตถุดิบอาหารก็มีสัญญาณว่าจะขยับตัวขึ้นเช่นกัน โดยการขยับขึ้นของราคาวัตถุดิบอาหาร สาเหตุประการหนึ่งก็มาจากภาวะราคาน้ำมันอีกเช่นกัน
ธุรกิจสัตว์น้ำ : มาถึงตรงนี้ในปีหน้าเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งยังน่าเป็นห่วง
คุณไพบูลย์ : จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ผมว่าเกษตรกรไทยเก่ง เชื่อว่ามีแนวทางการปรับตัวได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีความเข้มงวดในการใช้จ่ายมากขึ้น อะไรที่ฟุ่มเฟือยต้องลดลง
อยากให้แสดงทัศนะเกี่ยวกับการเมืองนิดหนึ่ง เพราะ ณ วันนี้ ภาพมันฟ้องชัดเจนว่า การเมืองได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
คุณไพบูลย์ : โดยส่วนตัวแล้วผมยังมองว่าหลังการเลือกตั้งแล้วการเมืองก็ยังไม่นิ่ง ส่วนจะมีสาเหตุมาจากอะไรนั้นขอละไว้ก็แล้วกัน แต่เชื่อว่าทุกคนทราบ
และหากมามองนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ก็ยังไม่ชัดเจน พรรคที่ได้รับการคาดการณ์ว่าจะได้เสียงข้างมาก ก็ยังไม่แน่ว่าจะได้จัดตั้งรัฐบาลหรือเปล่า หรือถ้าได้จัดตั้งก็มีคำถามต่อว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ไม่เฉพาะชาวไทย ต่างชาติเขาก็มองเรื่องนี้เช่นกัน
ธุรกิจสัตว์น้ำ : ที่ชัดเจนอีกอย่างคือภาคเอกชนต้องทำงานหนักขึ้น
คุณไพบูลย์ : จริงๆ แล้วในส่วนของอุตสาหกรรมกุ้ง หรือในส่วนของภาคการเกษตรอีกหลายสาขา ภาคเอกชนทำงานหนักมานานแล้ว อย่างในวงการกุ้งผู้ส่งออกหรือห้องเย็นจะเป็นจำเลยมาโดยตลอดในยามที่ภาวะกุ้งราคาตก ตอนที่ผมดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง เคยทะเลาะกับผู้เลี้ยงกุ้งมาหลายครั้ง เคยทะเลาะกับหน่วยงานของรัฐมาหลายรอบ เพราะเรามองจากภาพใหญ่ และเป็นภาพแห่งความจริง อย่างล่าสุดวิกฤตค่าเงินบาทที่เกิดขึ้น ถามว่าใครได้รับปัญหามากที่สุด ถ้าไม่ใช่กลุ่มห้องเย็นหรือผู้ส่งออก
ธุรกิจสัตว์น้ำ : คุยถึงการทำงานของภาครัฐที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งคือยุทธศาสตร์การเพิ่มจำนวนการผลิต แต่พอกลางปีหลายฝ่ายกลับบอกว่าเพราะผลผลิตออกมาเยอะเกิน ตรงนี้มันเกิดอะไรขึ้น
คุณไพบูลย์ : ผมเองก็สนใจเช่นกัน สนใจตั้งแต่ยุทธศาสตร์ให้มีการเพิ่มกำลังการผลิตแล้ว ว่าหน่วยงานของรัฐไปเอาข้อมูลมาจากไหน ผมจะบอกอะไรสักอย่างคุณจะเชื่อไหมว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ห้องเย็นไม่เคยรู้กำลังการผลิตกุ้งที่แท้จริงเลยว่ามีเท่าไหร่ จะรู้อีกทีก็ตอนปลายปีแล้ว ซึ่งรู้แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ เวลามีการประชุมระหว่างสมาคมส่วนใหญ่จะบอกข้อมูลไม่ตรงตามความเป็นจริง คือจะบอกน้อยไว้ก่อน แต่พอถึงปลายปีตัวเลขผลผลิตกับทะลัก ตรงนี้มันส่งผลไปถึงแผนการตลาดเพราะเมื่อเราไม่รู้ เราก็วางแผนการตลาดไม่ได้
คุยถึงเรื่องของปริมาณผลผลิตสินค้า ผมยกตัวอย่างเรื่องของมังคุดซึ่งปีนี้มันออกมาล้นตลาด เหตุเพราะปีนี้มังคุดออกดอกสองครั้ง ผมเคยคุยกับคนปลูกมังคุดว่าทำไมเมื่อดอกออกเยอะจึงไม่ยอมตัดทิ้งเสียบ้าง คัดเอาแต่ดอกสมบูรณ์หรือเอาแต่ผลสมบูรณ์ไว้ เขาตอบว่าเสียดาย อีกอย่างผมมองว่าเขากลัวจะได้น้อยกว่าคนอื่นที่ไม่ยอมตัด แต่ที่นี้พอมังคุดออกมาพร้อมๆ กันใครจะช่วยเหลือได้ กรณีนี้มันก็คล้ายๆ กับกุ้ง ซึ่งสรุปได้ว่า ในกระบวนการการเลี้ยงหรือผลิตกุ้งเนื้อ เรายังขาดองค์ความรู้ในการทำงานประสานกัน แม้ในช่วงที่มีการรณรงค์กันว่าควรมีการปล่อยกุ้งให้น้อยลงเพื่อลดปริมาณกุ้งที่ออกตลาด กลับมีบางคน ผมไม่แน่ใจว่าเป็นกลุ่มแกนนำผู้เลี้ยงด้วยหรือเปล่าก็ยังเลี้ยงตามปกติ ตรงนี้มันคือภาพสะท้อนให้เห็นว่าวงการกุ้งไทยเรายังขาดความร่วมมือที่จริงใจ
ธุรกิจสัตว์น้ำ : ไหนๆ ก็คุยเรื่องของภาครัฐแล้วอยากให้คุยต่อไปในส่วนของโครงการรับจับกุ้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการกล่าวถึงกันพอสมควร โดยเฉพาะสมาคมที่ออกมาแถลงการณ์ไม่เห็นด้วย
คุณไพบูลย์ : เรื่องนี้ห้องเย็นก็เป็นจำเลยอีกเช่นเคย มีการกล่าวหาว่าเราไม่ช่วยเกษตรกร แต่อย่างที่ผมกล่าวมา เราต้องมองภาพใหญ่ก่อน แล้วจึงลงย่อยมาสู่การปฏิบัติ เหตุที่ไม่เห็นด้วยเพราะของเก่ายังค้างอยู่ในห้องเย็น ซึ่งเมื่อเรามาดูมาตรฐานหรือคุณภาพกุ้งที่เก็บอยู่ มันใช้ไม่ได้แล้ว กุ้งขาวเก็บได้นานเต็มที่แค่ 18 เดือน แต่กุ้งที่มีอยู่มันผ่านมาเท่าไหร่แล้ว นี่คือความจริงแต่หลายคนไม่เข้าใจ
ธุรกิจสัตว์น้ำ : สุดท้ายอยากกล่าวอะไรไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหรือบุคคลในอุตสาหกรรมกุ้งบ้าง
คุณไพบูลย์ : ผมมีคำแนะนำในภาพรวมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งกุ้งก็เป็นส่วนหนึ่ง ว่าถ้าจำทำให้ยั่งยื่น
1.ผู้เลี้ยงหรือผู้ผลิตต้องเข้าใจมาตรฐานของอาหารที่มนุษย์บริโภค
2.กฎระเบียบหรือกฎหมายที่ใช้บังคับต้องเป็นตัวเดียวกัน ตรงนี้ในเมืองไทยเราจะเห็นช่องว่างหรือความเลื่อมล้ำกันพอสมควร
3.ทุกคนในอุตสาหกรรมต้องเรียนรู้องค์ความรู้ในห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ และมีการประสานกันในภาพรวม อย่าต่างคนต่างคนต่างทำ
 
|
|