| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: ความหวังกุ้งไทยในออสเตรเลียและอเมริกา |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 22/11/2007-11:08 GMT+7  
ค.ถอดรหัสธุรกิจสัตว์น้ำ โดย...นายกุลาดำ
สวัสดีครับกลับมาพบกันอีกครั้งกับ ผมนายกุลาดำ ในนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ซึ่งผมรับอาสาเป็นคอลัมน์นิสต์ประจำเป็นฉบับที่ 3 แล้ว หลังจากที่เขียนผ่านมา 2 เล่ม ไม่รู้ว่าสิ่งที่นำมาเสนอเป็นอย่างไรกันบ้าง ถ้ามีข้อผิดพลาดจุดใด หรือบทความที่นำเสนอไปกระทบกับใคร ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย แต่ขอยืนยันด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า สิ่งที่ได้นำมาเสนอนั้น เพื่อร่วมด้วยช่วยกันในการพัฒนาวงการของเรา เพราะเชื่อว่าข้อมูลและสาระที่นำมาเสนอน่าจะมีประโยชน์กับพวกเราในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบ้างไม่มากก็น้อย และหากใครสนใจที่อยากทราบข้อมูลอะไรก็โทรมาบอกกล่าวได้ที่กองบรรณาธิการธุรกิจสัตว์น้ำได้นะครับ รับปากเลยว่า ถ้านำมาเสนอกันได้ จะนำมาเสนอโดยทันที
สำหรับในช่วงปลายปี เรื่องของการตลาดถือว่ามีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจหลายประเด็นด้วยกัน จึงอยากให้พวกเราในวงการ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรผู้เลี้ยงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะข่าวสารที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของมาตรการหรือเงื่อนไขในการนำเข้ากุ้งของแต่ละประเทศหรือแต่ละตลาด จะเป็นเหตุผลประการหนึ่งในการนำมาซึ่งการวางแผนการผลิตกุ้ง เพื่อผลิตให้ตรงความต้องการหรือเงื่อนไขของตลาดนั้นๆ และยังหมายรวมไปถึงทิศทางของราคากุ้งที่จะมีการซื้อขายกันด้วย ซึ่งตอนนี้สิ่งที่อยากอยากจะกล่าวเตือนหรือให้มีการติดตามกันอยากใกล้ชิด คือ เรื่องของกุ้งกุลาดำ โดยในเล่มที่ผ่านมาผมเองได้กล่าวถึงไปพอสมควรแล้ว แต่ที่ต้องขอย้ำอีกสักนิดในเล่มนี้ เพราะรู้สึกว่ากระแสมันมาแรงเหลือเกิน หลายพื้นที่ด้วยกันที่ผมได้ลงไปเจรจาซื้อกุ้ง ทราบจากพวกแพ เอเย่นต์อาหาร และกลุ่มโรงเพาะว่า ในต้นปีหน้า เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหลายรายด้วยกันมีแผนที่จะลงกุ้งดำกัน เพราะทราบว่าราคากุ้งดำจะดีขึ้น ซึ่งผมอยากให้ย้อนกลับไปอ่านบทความของผมในฉบับที่ผ่านมาว่า กุ้งดำไซส์ใหญ่ ใครจะเป็นผู้การันตีราคา
นอกจากนี้แล้วสิ่งที่ผมได้รับทราบมา แม้ว่ายังไม่มีความชัดเจนมากนัก คือเรื่องของราคาวัตถุดิบที่มีแนวโน้มจะขยับสูงขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะมีผลต่อราคาอาหารที่จะขยับแพงขึ้น โดยในช่วงปลายปีผมมีคิวต้องเดินทางไปยังยุโรปและอเมริกาใต้ ถ้ามีเวลาจะลองติดตามข้อมูลนี้มานำเสนอว่า จริงๆ แล้ว พวกปลาป่น กากถั่วเหลือง แป้งสาลี และกลุ่มวัตถุดิบที่นำมาผลิตอาหารเม็ดจะเป็นอย่างไร โดยคิวงานที่จะไปนั้นตอนนี้กำลังเคลียร์กันอยู่ โดยผมจะขอให้เพื่อนทางโน้นพาไปดูถึงแหล่งผลิตกันจริงๆ ว่าราคาเริ่มต้นมันอยู่ที่เท่าไหร่ และผ่านกี่ขั้นกี่ตอนกว่าจะเดินทางมาถึงบริษัทผลิตอาหารในประเทศไทยเรา และถึงอย่างไรก็ตามหากว่าราคาวัตถุดิบจะขยับเพิ่มขึ้นจริง ขอวิงวอนเหล่าบริษัทอาหาร อยากให้เห็นอกเห็นใจพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกันสักนิด ถ้าราคากุ้งดี ราคาอาหารจะขยับขึ้นไปคงไม่มีปัญหา แต่ถ้ายังทรงอยู่อย่างนี้ และต้นทุนการเลี้ยงหลักยังขยับขึ้นอีก มีหวังจบเห่กัน
มาเข้าเรื่องกันซะที กับเรื่องราวที่ผมได้ติดตามนำมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้ โดยเป็นข่าวคราวที่น่าสนใจจาก 2 ตลาดสำคัญของกุ้งไทย คือออสเตรเลียกับอเมริกา ที่ตอนนี้กำลังมีขอพิพาทกับกลุ่มประเทศที่ส่งกุ้งเข้าไป เพราะเงื่อนไขหรือมาตรการที่กำหนดออกมานั้น ได้กลายอุปสรรคสำคัญต่อเหล่าประเทศผู้ส่งออกกุ้ง ซึ่งหมายรวมถึงประเทศไทยเราด้วย
โดยในส่วนของตลาดออสเตรเลีย เชื่อว่าหลายท่านคงจะพอทราบกันบ้างแล้วกับข่าวที่ว่าออสเตรเลียได้มีการตั้งเงื่อนไขในการส่งกุ้งเข้าประเทศ หรือชื่อระเบียบที่เป็นทางการว่า Import Risk Analysis Report Prawns and Prawns Products หรือเรียกกันสั้นว่า IRA ซึ่งแปลให้เข้าใจง่ายๆ ว่า มาตรการวิเคราะห์ความเสี่ยงของการนำเข้ากุ้งหรือผลิตภัณฑ์จากกุ้ง ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิดจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ พฤศจิกายน 2550
ส่วนตลาดอเมริกานั้น ทุกท่านก็คงจะทราบกันดีในเงื่อนไขทางการตลาดตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ภาษีการทุ่มตลาด (AD) เรื่องของการวางเงินค้ำประกัน (ซีบอนด์) โดยหลังจากมีการประกาศใช้ 2 มาตรการนี้ออกมา ได้ส่งผลในด้านลบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยพอสมควร หลายครั้งที่บรรดาแกนนำผู้ส่งออกทั้งหลายออกมาครวญว่า 2 มาตรการนี้ คือขวากหนามอันแหลมคมต่อการส่งกุ้งเข้าอเมริกา ทำให้มูลค่าการส่งออกลดลง ซึ่งข้อมูลจากการตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการขององค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ล่าสุดมีผลในด้านบวกกับกุ้งไทย
เรามาเริ่มต้นข้อมูลความเคลื่อนไหวของตลาดออสเตรเลีย ในมาตรการ IRA โดยที่มาที่ไปของการใช้มาตรการนี้หลายท่านในวงการกุ้งคงจะรับทราบข้อมูลกันไปพอสมควรแล้ว แต่ถ้าสรุปโดยมุมมองส่วนตัวเท่าที่ได้ติดตามข่าวมา แบ่งเป็น 2 เหตุผลด้วยกัน คือ
- เหตุผลที่เป็นทางการ คือ ออสเตรเลียให้ข่าวออกมาว่า ถ้ากุ้งที่เข้ามาไม่ปลอดโรคจะทำให้เชื้อโรคที่ติดเข้ามากับกุ้งนำเข้าไปสร้างความเสียหายกับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งในออสเตรเลีย
- เหตุผลที่ไม่เป็นทางการ คือ เรื่องของการเมืองภายในของออสเตรเลียเอง ที่ชาวประมงกุ้ง รัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งของออสเตรเลีย ไม่อยากให้มีกุ้งนำเข้าจากต่างประเทศมากเกินไป ตรงนี้หลายท่านคงพอจะเดาได้ว่า ถ้ากุ้งเข้าไปเยอะจะมีผลอะไรบ้างกับกลุ่มชาวประมงรัฐควีนส์แลนด์ ชาวประมงกลุ่มนี้จึงบีบให้รัฐบาลของพวกเขาสร้างเงื่อนไขอะไรขึ้นมาสักอย่างที่ทำให้กุ้งเข้าประเทศเขายากขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ถ้ามองอีกมิติหนึ่ง ผมเองขอชื่นชมรัฐบาลออสเตรเลียนะครับ ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนในประเทศ พยายามที่จะปกป้องผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนระดับรากหญ้า และเท่าที่ทราบมา ขณะนี้การเมืองในออสเตรเลียกำลังมีปัญหา แนวโน้มที่จะมีการเลือกตั้งใหม่มีสูง รัฐบาลกลางของออสเตรเลียจึงต้องการเอาใจชาวประมงซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญในการเลือกตั้ง
สำหรับมาตรการ IRA นั้น ขอสรุปให้เข้าใจกันง่ายๆในสาระสำคัญ 2 ส่วนที่จะมีผลกระทบต่อประเทศที่จะส่งกุ้งเข้าออสเตรเลีย คือ
-กุ้งต้มสุกหรือกุ้งแปรรูป มีเงื่อนไขว่าต้องต้มที่ อุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียส ในระยะเวลา 2-3 นาที ซึ่งการต้มในอุณหภูมิและระยะเวลานี้ประเทศอื่นหรือตลาดอื่น ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ยุโรป หรือ อเมริกา ไม่มีการกำหนดกัน อีกอย่างถ้าต้มกันในอุณหภูมิ 75 องศา เวลา 2-3 นาที จะส่งผลกระทบกับคุณภาพและรสชาติกุ้ง และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้แปรรูปกุ้งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
- กุ้งดิบ มีเงื่อนไขว่า ต้องมาจากพื้นที่การเลี้ยงที่ปลอดโรค ซึ่งข้อนี้เองที่ผมตั้งข้อสังเกตว่า เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าอย่างชัดเจน เพราะถ้าเราคุยกันตรงๆ มีพื้นที่ไหนบ้างในโลกนี้ที่ไม่มีโรคเลย แต่ที่เลี้ยงผ่านกันได้เพราะความเก่งในการจัดการเลี้ยงของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หรือถ้าจะปลอดโรคกันจริงๆ ก็ต้องคงเลี้ยงด้วยระบบอีแวป เหมือนเลี้ยงไก่
ซึ่งหลังจากที่ออสเตรเลียได้ประกาศระเบียบนี้ขึ้นมา ทราบข่าวว่าทางภาครัฐของเรา นำทีมโดยกรมประมง ร่วมกับภาคเอกชน และผู้นำเข้าออสเตรเลียชี้แจงข้อมูลไปยังหน่วยงานด้านความปลอดภัยชีวภาพของออสเตรเลีย (BAPM) ซึ่งกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ส่งออกสินค้ากุ้งไปออสเตรเลีย 4 ทางเลือก คือ
1 อนุญาตให้นำเข้ากุ้งสดไปออสเตรเลียได้ แต่ต้องมาจากแหล่งนำเข้าที่ออสเตรเลียให้การรับรองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากโรค ซึ่งขณะนี้ทางกรมประมงได้ให้การรับรองพื้นที่หรือโซนนิ่ง 100 แห่งว่า อยู่ในเขตปลอดโรค และคาดว่าจะสามารถทำได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายใน 2 ปีนับจากนี้
2 การส่งกุ้งสดต้องผ่านการตรวจสอบ ซึ่งทางกรมมีห้องทดสอบที่สามารถดำเนินการได้แล้ว และขอให้ออสเตรเลียยอมรับใบรับรองด้านสุขภาพ
3 ผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูป เช่น SAMOSA หรือกุ้งชุบ จะต้องผ่านการต้มสุกด้วยอุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส จนถึงตรงกลางตัวกุ้ง
4 หากผ่านกระบวนการแปรรูปเพิ่มมูลค่าจึงจะสามารถนำเข้าได้
ในเบื้องต้นจากเงื่อนไขที่ออสเตรเลียกำหนดมา โดยส่วนตัวแล้วมองว่าไทยคงจะเสียโอกาสในตลาดแห่งนี้แล้ว แต่ล่าสุดจากข้อมูลที่ผมได้รับทราบมา ทางออสเตรเลียมีท่าทีผ่อนปรนยอมลดเงื่อนไขในการนำเข้ากุ้ง โดยได้ทำหนังสือมาอย่างเป็นทางการมาที่ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ยอมรับเงื่อนไขของไทยที่นำเสนอไป ในส่วนของสินค้ากุ้งปรุงสุกและแปรรูป คือใช้อุณหภูมิเพียง 70 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 11 วินาที และกุ้งจะต้องผ่านความร้อนจนเนื้อสุกทั่วทั้งชิ้น ไม่มีลักษณะของเนื้อดิบปรากฏอยู่ และกุ้งต้องเหมาะต่อการบริโภค ส่วนกุ้งดิบนั้น ขณะนี้ทางกรมประมงร่วมกับเอกชนได้ยื่นหนังสือชี้แจ้งไปแล้วเช่นกัน ซึ่งทางออสเตรเลียกำลังพิจารณาอยู่ แต่เชื่อว่าน่าจะมีผลไปในด้านบวก
ที่น่าสนใจ คือ ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการชั่วคราว ว่าด้วยการนำเข้ากุ้งฉบับใหม่ ที่ออสเตรเลียประกาศบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมาโดยมาตรการชั่วคราวดังกล่าวมีการกำหนดเงื่อนไขที่ให้กุ้งสุกและกุ้งแปรรูป ต้องต้มสุกด้วยอุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียส ด้วยระยะเวลาตั้งแต่ 2-3 นาที
กับความสำเร็จที่ทางออสเตรเลียยอมผ่อนปรนเงื่อนไข ต้องขอชื่นชมบรรดาผู้เกี่ยวข้องทุกองค์กรทุกหน่วยงาน ที่ทำให้ออสเตรเลียเป็นตลาดแห่งความหวัง ที่ใช้คำนี้ เพราะดูจากภาพรวมแล้วไทยได้เปรียบหลายประเทศที่ส่งกุ้งเข้าออสเตรเลีย โอกาสที่ปริมาณกุ้งไทยจะส่งเข้าไปในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นจึงมีสูงพอสมควร
ซึ่ง ณ วันนี้ผมไม่แน่ใจว่าตัวเลขภาพของกุ้งที่ส่งกุ้งเข้าไปออสเตรเลียเท่าไหร่ แต่ในส่วนของประเทศไทยนั้นไม่น่าจะเกิน หนึ่งหมื่นล้าน ดังนั้นกับโอกาสที่เรามีสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ถ้าคิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน ตัวเลขเราจึงน่าจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยก็ไม่น่าจะต่ำกว่า หนึ่งหมื่นล้านบาทอย่างแน่นอน
จากออสเตรเลียมาต่อด้วยข้อมูลจากฝั่งอเมริกากันบ้าง โดยปัจจุบันถือว่าเป็นตลาดหมายเลขหนึ่งของไทยและอีกหลายประเทศผู้ผลิตกุ้งด้วยกัน ซึ่งก่อนหน้านี้อเมริกาได้ประกาศยกเลิกการจัดเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ให้เก็บทางเอกวาดอร์ ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในการผลิตกุ้งส่งเข้าไปในอเมริกา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา ส่วนประเทศไทยและพ่วงด้วย
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่ามาตรการของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่บีบให้ผู้ส่งออกกุ้งไทยและอินเดียต้องวางเงินค้ำประกันการนำเข้า (ซี-บอนด์) ไว้กับกรมศุลากรกรอเมริกา ในอัตรา 100 % ของมูลค่าการนำเข้าตลอดทั้งปีคูณด้วยอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) ถือเป็นการละเมิดกฎหมายการค้าโลก
โดยนายสตีเฟ่น นอร์ตัน โฆษกของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ ยูเอสทีอาร์ เปิดเผยว่า คณะอนุญาโตตุลาการของดับบลิวทีโอ ไม่เห็นด้วยกับมาตรการของสหรัฐและมีคำตัดสินว่า การกำหนดให้วางเงินค้ำประกันสินค้ากุ้งที่สหรัฐนำเข้าจากประเทศไทยและอินเดีย ไม่เป็นไปตามข้อตกลงว่าด้วยเรื่องการตอบโต้การทุ่มตลาด และยังเห็นด้วยกับคำฟ้องร้องของฝ่ายไทยที่ว่า วิธีการคำนวณภาษีของสหรัฐ (zeroing) ทำให้ภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บจากกุ้งไทยสูงเกินความเป็นจริง
และมีข้อมูลที่น่าสนใจจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผย ว่า นับตั้งแต่ มกราคม 2548 เป็นต้นมาสหรัฐเริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้ากุ้งในอัตราเฉลี่ย 17 % จาก 6 ประเทศคู่ค้า รวมทั้งไทยและอินเดีย เนื่องจากตรวจพบมีการจำหน่ายในราคาทุ่มหรือจำหน่ายในราคาถูกในตลาดอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตกุ้งในประเทศของสหรัฐ
และ การคำนวณภาษีของสหรัฐทำให้กุ้งไทยในรูปกุ้งแช่แข็งและกุ้งกระป๋องต้องเสียภาษีนำเข้าเฉลี่ยเกือบ 6 % จึงมีการยื่นคำร้องทั้งจากอุตสาหกรรมกุ้งไทยและอุตสาหกรรมกุ้งอินเดียไปยังสหรัฐขอให้พิจารณาลดภาษีนำเข้า โดยขอให้สหรัฐคำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้เลี้ยงกุ้งไทยและอินเดียที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิช่วงปลายปี 2547 ที่มีตัวเลขประเมินจากองค์การสหประชาชาติว่า ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ฟาร์มกุ้งและเรือประมงไทย-อินเดียเป็นมูลค่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามรายงานการตัดสินของดับบลิวทีโอยังเป็นข้อมูลที่ยังไม่มีการเปิดเผยกันอย่างแพร่หลายมากนัก เข้าใจว่าเป็นการพิจารณาคดีในเบื้องต้น แต่ได้มีการแจ้งต่อ 3 ประเทศที่เกี่ยวข้องแล้วเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา คือ อเมริกา ไทย และอินเดีย โดยคาดว่าคำตัดสินครั้งสุดท้ายที่จะมีผลในการบังคับใช้กันจริง หรือจะมีผลทำให้ไทยและอินเดียได้รับการยกเลิกใน 2 กรณีที่ยื่นให้ทาง WTO พิจารณา จะมีขึ้นในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งทั้ง 3 ประเทศคู่กรณียังสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินดังกล่าวและยื่นอุทธรณ์ได้
และหลังจากที่ผมได้รับทราบข่าวนี้ ได้สอบถามไปยังเพื่อนฝูงในวงการหลายๆ ท่านด้วยกัน ถึงความเป็นไปได้ที่ไทยและอินเดียจะชนะคดีในการยื่นฟองร้องไปครั้งนี้ ทุกคนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เกิน 70% ที่ไทยและอินเดียจะชนะคดี แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ อเมริกาต้องมีมาตรการอะไรบ้างอย่างออกมาอีก เพื่อสกัดกันกุ้งที่จะส่งเข้าไปและกลายเป็นขวากหนามให้ผู้ส่งออกไทยและประเทศผู้ผลิตอื่นๆ ต้องแก้กันต่อไป โดยในความคืบหน้าของเรื่องนี้ แฟนๆ ธุรกิจสัตว์น้ำไม่ต้องกลัวว่าจะตกข่าวนะครับ รับรองว่า ถ้ามีความเคลื่อนไหวอะไรเกิดขึ้น ผมจะรีบนำมาบอกกล่าวกันให้ทราบอย่างฉับไวแน่นอน
จากเรื่องของการตลาดกุ้ง ในฉบับนี้ผมยังมีเรื่องของปลาเนื้อขาวมาแจมอีกนิด พอดีว่าได้มีในเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสเดินทางไปอีสานมา จุดประสงค์เพื่อไปดูปลานิล แถวริมฝั่งโขง โดยในปีหน้ากะว่าจะลองหันมาส่งออกปลานิลบ้าง เพราะปลานิลถือเป็นสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่งที่ตลาดมีแนวโน้มขยายตัวขึ้น ทราบข่าวว่าทางกรมประมงเพิ่งจัดงานสัมมนาไป เพื่อระดมสมองในการเพิ่มศักยภาพการส่งออก เสียดายที่ผมไม่ได้เข้าร่วมงาน แต่ทราบจากทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำว่า มีผู้สนใจเข้าฟังกันหลายร้อยคน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่แปลกใจที่มีคนเข้าฟังกันเยอะ เพราะผู้ที่อยู่ในวงการปลานิลนั้นมีจำนวนไม้น้อยเลย แต่แปลกใจตรงที่ประเทศไทยเพิ่งมีงานสัมมนาแบบนี้ทั้งๆ เรามีการเลี้ยงปลานิล และส่งออกกันมานานพอสมควร แม้ว่าจะไม่ใช่หมายเลขหนึ่งของโลก แต่มูลค่าในการส่งออก หรือจำนวนเงินที่ไหลเข้าประเทศไทยมันน้อยเสียเมื่อไหร่ ซึ่งก็ได้แต่หวังว่างานครั้งนี้คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะเกิดขึ้น
และจากการที่ผมได้ลงพื้นที่ไปดูการเลี้ยงปลาริมแม่น้ำโขง ยอมรับว่าคุณภาพปลาที่เลี้ยงกันใช้ได้เลยทีเดียวหากจะนำไปส่งออก แต่เรื่องของปริมาณอันนี้ยังสงสัย เหตุที่ผมเน้นไปที่ปลากระชัง ยอมรับว่า คุณภาพปลาที่เลี้ยงกันในบ่อดินต้องปรับปรุงกันอีกพอสมควรทีเดียว แต่การเลี้ยงในกระชังก็ไม่สามารถทำกันได้ทุกพื้นที่ ดังนั้นจุดที่ต้องเร่งแก้ไขหรือเร่งส่งเสริมและพัฒนา คือระบบการจัดการเลี้ยง ตรงนี้คงต้องฝากให้เป็นหน้าที่ของกรมประมงและเหล่าเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทุกท่าน ถ้าหวังจะลุยตลาดต่างประเทศก็ต้องปรับกันหน่อยนะครับ
และอีกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจกัน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยง คือเรื่องของราคา โดยจากที่ได้ทราบข่าวมา เกษตรกรผู้เลี้ยงต้องการขายปลาแพงเท่าราคาที่แม่ค้า พ่อค้า มาจับที่ปากบ่อ เพื่อส่งต่อไปยังตลาดภายในประเทศ ซึ่งผู้ซื้อหรือห้องเย็นที่ซื้อเพื่อนำไปส่งออกไม่สามารถให้ราคาได้ เพราะไม่คุ้มกับต้นทุนเมื่อนำมาแปรรูป ต้องเข้าใจว่าสินค้าเพื่อส่งออกเรามีคู่แข่งหลายประเทศ คุณภาพต้องทำให้ได้ ส่วนกำไรเอาแต่น้อยๆ แต่ได้นานและปริมาณมาก
สำหรับปลานิลนั้นปีหน้าผมมองว่าน่าสนใจมาก เพราะจีน ซึ่งน่าจะเป็นหมายเลขหนึ่งในการส่งออกปลานิลกำลังมีปัญหาเรื่องของคุณภาพการผลิตที่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค จึงเป็นโอกาสที่ดีของไทยในการแย่งชิงความได้เปรียบ ในการผลิตปลาคุณภาพออกไปตีตลาด
ในฉบับนี้คงมีข้อมูลมาเล่ากันแค่นี้ก่อนนะครับ ในฉบับนี้ ถ้าไม่ผิดพลาดรับรองว่ามีข้อมูลเด็ดๆ มาเล่าสู่กันฟังอีก สวัสดีครับ
 
|
|