| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: ส่งกุ้งเข้าเกาหลี ไม่หมูอย่างที่คิด |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 12/12/2007-12:49 GMT+7  
NEWS โดย พราย
สภาวการในปัจจุบัน ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายรายจะเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่เย็นลง อย่างที่ทราบกันว่าในช่วงปลายปีเช่นนี้ ทำให้สัตว์น้ำไม่ยอมกินอาหาร หรือกินน้อยลง บางคนแก้ปัญหาด้วยหลักการง่ายๆคือ ในเมื่อสัตว์น้ำมักหมางเมินต่อการกินอาหารในสภาพอุณหภูมิต่ำ ก็ปรับเวลาการให้อาหารมาเป็นช่วงสายๆที่อุณหภูมิสูงขึ้นมาอีกระดับ หรือใช้เทคนิคการจัดการด้านอื่นๆเพื่อทำให้ปริมาณสัตว์น้ำมีอยู่ในพื้นที่เลี้ยงตลอดทั้งปี โดยไม่ขาด หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่าเลี้ยงผ่าหนาว
แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกแหล่ง บางพื้นที่ใช้ไม่ได้เลย ทำให้ผู้เลี้ยงหลายรายทำการพักบ่อ แล้วรอเพื่อให้ผ่านพ้นฤดูกาลอันโหดร้ายไปโดยเร็ว ประกอบกับราคากุ้งที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีไม่จูงใจให้เกษตรกรเลี้ยงเลย ถึงแม้ว่าปลายปีเช่นนี้จะมีการปรับราคาขึ้นมาบ้างแล้วก็ตาม ซึ่งพบว่าเกษตรกรชะลอการเลี้ยงไปมากพอสมควร โดยเฉพาะกุ้ง ซึ่งการชะลอการลงลูกพันธุ์ในช่วงนี้จะส่งผลต่อไปยังผลผลิตที่จะออกในช่วงต้นปีหน้า คือมีปริมาณลดลง สวนทางกับปริมาณความต้องการของผู้บริโภค ที่มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่ต้องการผลผลิตกุ้งของไทยตลอดมา แต่ที่ผ่านมาการส่งออกกุ้งไทยมักเป็นปัญหา นอกเหนือจากเรื่องภาวะค่าเงินบาทแล้ว ข้อกีดกันทางการค้าจากประเทศต่างๆก็เป็นเรื่องคาราคาซังเรื่อยมา
เป็นที่ทราบกันดีว่าตลาดหลักของกุ้งไทยคืออเมริกา ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศอียู และยังมีกลุ่มเป้าหมายในอนาคตผุดขึ้นมาบ้างแล้วในหลายๆประเทศ สำหรับเกาหลี เป็นประเทศที่ทำธุรกิจซื้อขายกุ้งกับเรามานาน เพียงแต่หากมองปริมาณแล้ว เทียบไม่ติดกับกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักดังกล่าว ด้วยเพราะราคาการส่งออกที่สูงกว่าราคาขายในประเทศ ดังนั้นจึงมีผู้สนใจ(ไม่รวมห้องเย็น)ที่จะดำเนินการผู้ส่งออกกุ้งไปยังประเทศนี้มากขึ้น แต่ขอบอกว่ามันไม่หมู เพราะมีผู้เข้ามาจับธุรกิจส่งกุ้งสดไปเกาหลีที่พังพาบไปแล้วหลายราย ซึ่งมันมีอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่าคำว่า เพียงแค่รับซื้อแล้วส่งออกเท่านั้นเอง
จากการได้มีโอกาสพูดคุยกับบรรดาผู้ส่งออกและผู้ที่เคยส่งออกกุ้งสดไปเกาหลีหลายราย ทำให้ได้เห็นวงจรการทำธุรกิจนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ถึงขั้นละเอียดถี่ถ้วน แต่ก็เพียงพอสำหรับที่จะนำมาถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับทราบว่ามีวิธีการดำเนินการอย่างไร นอกจากนั้นยังได้สอดแทรกแทคติกของผู้ส่งออกที่ไม่สมควรทำแต่ต้องทำ เพื่อให้ระบบการส่งกุ้งเป็นไปได้ด้วยดี และขอกล่าวอีกครั้งว่าการส่งกุ้งเข้าเกาหลีเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะฉะนั้นข้อมูลต่อไปนี้จึงเหมาะกับผู้ที่จะเข้ามาทำเป็นอย่างยิ่ง
ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าเกาหลีต้องการกุ้งที่มีลักษณะอย่างไร ซึ่งในอดีตมีความต้องการกุ้งหลายไซส์ตั้งแต่หน้า 5-7 แต่ในปัจจุบันส่วนมากแล้วจะต้องการไซส์กลางไปถึงใหญ่คือหน้า 5 หรือหน้า 3 ไปเลย และเน้นที่คุณภาพมากที่สุด สำหรับกุ้งไซส์อื่นๆมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย เพราะในปัจจุบันราคากุ้งแต่ละไซส์ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก โดยลูกค้าจะระบุสเป๊กและราคากุ้งแก่ผู้ส่งออกอย่างชัดเจน เป็นต้นว่า เป็นกุ้งสด ไซส์ 50 ตัวโล หากกุ้งไม่ตรงตามนั้นเช่น ไซส์เล็ก กุ้งนิ่ม เหงือกดำ ตัวเป็นแผล สีซีด หรือแม้กระทั่งมีสิ่งปลอมปนในกล่องแพ็ค จะไม่รับซื้อเด็ดขาด
การทำธุรกิจรับซื้อกุ้งจากไทยของเกาหลีจะมีโบร๊กเกอร์เป็นคนคอยจัดการ ซึ่งโบร๊กเกอร์เหล่านี้จะมีพื้นที่ดูแลสินค้าประจำภูมิภาค และรอเงื่อนไขกับราคาที่กำหนดจากเกาหลี ซึ่งราคาที่กำหนดจะอิงจากราคาขายที่เกาหลีเป็นหลัก แล้วกำหนดราคาออกมาให้ทุกคนทราบเพื่อดำเนินการจัดหากุ้งต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาจะเกิดการแข่งขันกันเองระหว่างโบร๊กเกอร์ คือถ้าคนใดติดต่อและส่งกุ้งครบตามออร์เดอร์แล้วจะได้เปรียบ เพราะในกรณีที่โบร๊กเกอร์อีกคนจัดหาไม่ทันก็ไม่มีโอกาสรับซื้อกุ้งได้ ทั้งนี้เนื่องจากมีสินค้าครบตามออร์เดอร์ในล็อตนั้นแล้ว
มาถึงผู้ที่จะส่งออกบ้าง หากผู้ส่งออกรับออร์เดอร์แล้วก็มาถึงกระบวนการจัดการของตนเองซึ่งได้แก่ การจับกุ้ง ในระหว่างนี้ต้องเตรียมเอกสารสำคัญเพื่อที่จะแนบไปกับสินค้ากุ้งที่จะส่งออกไป ซึ่งเป็นระเบียบของลูกค้า เพื่อให้ทราบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ โดยเอกสารสำคัญที่ต้องใช้อย่างน้อยได้แก่
1.ใบเอฟเอ็มดี เพื่อแจ้งให้ทราบวันปล่อยกุ้งลงบ่อเลี้ยง
2.ใบเอ็มดี เพื่อแจ้งให้ทราบว่าจับกุ้งจากบ่อวันไหน
3.ใบรับรองจีเอพี เพื่อแสดงว่าได้ผ่านมาตรฐานการผลิตระบบจีเอพีแล้ว
4.ใบรับรองการตรวจสารตกค้าง เพื่อแสดงว่าสินค้ากุ้งไม่มีสารดังกล่าว
หากจะให้มีความละเอียดมากขึ้น ก่อนการจับในแต่ละครั้งจะต้องสุ่มกุ้งในแต่ละบ่อขึ้นมาเพื่อเช็คไซส์ หากกุ้งในบ่อตรงตามความต้องการก็สามารถจับได้ในทันที ซึ่งโดยทั่วไปจะจับในตอนเช้าตรู่ ทั้งนี้เพื่อทำเวลาให้เร็วที่สุด และต้องเผื่อเวลาในการขนส่งไปยังสนามบินอีกด้วย โดยผู้ส่งออกต้องจองเที่ยวบินและแจ้งปริมาณสินค้าที่จะส่งไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผู้ส่งออกมักจะส่งในช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ทั้งนี้เพื่อให้ไปถึงผู้บริโภคไม่เกินตี 3 หรือตี 4 ขอเสริมว่าไม่ควรจับกุ้งเกินออร์เดอร์ที่ได้รับ นอกจากจะมีแหล่งระบายอื่น เมื่อได้กุ้งครบตามออร์เดอร์จะต้องนำเข้ามาสู่กระบวนการแพ็กกิ้ง ซึ่งหากเป็นไปได้ควรแพ็คในสถานที่ที่ผ่านการรับรองแล้วคือ แพ็กกิ้ง เฮ้าส์ ถ้าผู้ใดที่ไม่มีความพร้อมก็สามารถเช่าสถานที่ที่ได้รับการรับรองซึ่งมีอยู่ทั่วไป
ก่อนเข้าสู่การแพ็กกิ้งต้องนำกุ้งสดมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเย็นที่มีความสะอาดหลายรอบเพื่อให้สะอาดจริงๆ และไม่มีสิ่งแปลกปลอมปะปนมา จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการคัด โดยเลือกเอากุ้งที่ตรงตามสเป๊กเท่านั้น แน่นอนว่าจะต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นระหว่างการขนส่งและการล้าง เช่นกุ้งตัวนิ่ม ตัวคดงอ หรือบางครั้งอาจมีไซส์อื่นปนเข้ามาระหว่างการจับจากบ่อ จากนั้นชั่งน้ำหนักกุ้งที่ตะกร้าละ 10 กก.นำขึ้นบนแผงคัดต่อไป
กระบวนการแพ็กกิ้งต้องทำด้วยความรวดเร็ว และเสร็จสมบูรณ์พร้อมต่อการขนส่งไปยังสนามบินทันที ซึ่งจะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ในการแพ็กกิ้งได้แก่ ตะกร้า กล่องโฟม ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ น้ำแข็งบดละเอียด ผ้าเทปรัดถุงและกล่องโฟม เมื่ออุปกรณ์ครบ นำถุงพลาสติกวางในกล่องโฟม นำกุ้งลงกล่อง 10 กก. รัดด้วยผ้าเทป โปะด้วยน้ำแข็ง ปิดฝากล่อง แล้วรัดด้วยผ้าเทปให้แน่นหนาอีกครั้ง ติดรายละเอียดของสินค้าและวางเรียงในรถเพื่อทำการขนส่งไปยังสนามบินเพื่อชั่งน้ำหนักครั้งสุดท้ายก่อนส่งต่อไปยังเกาหลี
สำหรับต้นทุนทั้งหมดในการส่งกุ้งเข้าเกาหลีมีดังนี้ ต้นทุนค่าซื้อกุ้ง ซึ่งกำหนดเป็นจำนวนเงินไม่ได้ ขึ้นอยู่กับราคา ณ วันนั้น แต่ต้นทุนที่กำหนดได้คือค่ากล่อง 50 บาท ถุงพลาสติก 2 บาท ผ้าเทป 3 บาท และต้นทุนด้านอื่นๆอีกรวมแล้วประมาณ 70-80 บาท ซึ่งภายใน 1 กล่องมีกุ้ง 10 กก. หากคิดต้นทุนต่อกก.แล้วจะตกกก.ละประมาณ 7-8 บาท
สำหรับปัญหาในการส่งกุ้งเข้าเกาหลีที่พบเห็นกันได้บ่อยๆได้แก่ปัญหาสิ่งแปลกปลอมปะปนไปกับสินค้า เช่น เศษใบไม้ แมลง หรืออุปกรณ์อื่นๆที่เกิดขึ้นระหว่างขั้นตอนการแพ็ก ปัญหาอีกข้อคือสินค้ากุ้งบางล็อตถูกตรวจพบสารตกค้าง ปัญหาเหล่านี้ร้ายแรงมาก ส่งผลให้ให้กุ้งเราถูกตีกลับหรือโดนทำลาย ทำให้ผู้ส่งกุ้งไม่ได้รับเงิน ซึ่งสารตกค้างถูกตรวจพบได้อย่างไรในเมื่อสินค้ากุ้งที่ส่งไปมีเอกสารแสดงผลการตรวจแล้วว่าปราศจากสารตกค้างนี้ เดี๋ยวจะได้รู้กัน
ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นคำถามที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่ได้คลุกคลีอยู่ในวงการการส่งออกกุ้ง ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าเอกสารแสดงผลการตรวจมาลาไคด์กรีนได้มาอย่างไร ซึ่งจากการให้ข้อมูลของผู้ส่งออกและผู้ที่เคยส่งออกกุ้งไปเกาหลีได้อธิบายรายละเอียดของการขอเอกสารผลการตรวจสารตกค้างไว้ โดยได้ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นคือ หากต้องส่งกุ้งเข้าเกาหลีเป็นปริมาณ 10 ตันในวันพรุ่งนี้ ผู้ส่งออกจึงจำเป็นต้องสุ่มกุ้งขึ้นมาเช็คไซส์และนำกุ้งที่สุ่มได้ไปตรวจเช็คเพื่อขอใบรับรองผลการตรวจ ซึ่งจะต้องแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ประมงจังหวัด และเจ้าหน้าที่ต้องนำกุ้งไปตรวจที่ส่วนกลางเพื่อเข้ารับการตรวจและออกใบรับรองให้ แต่กระบวนการนี้ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 7 วัน ขึ้นอยู่กับระยะทาง แล้วเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ส่งกุ้งจะได้ใบรับรองในวันพรุ่งนี้ แต่ก็เป็นไปแล้วในหลายๆราย
หากผู้ส่งกุ้งมีใบรับรองดังกล่าวส่งไปพร้อมกับสินค้ากุ้ง นั่นแสดงว่าเป็นเอกสารปลอมแน่นอน ซึ่งผู้ส่งออกสามารถซื้อได้ ส่วนราคาเท่าไหร่นั้นต้องขึ้นอยู่กับปริมาณกุ้ง โดยทั่วๆไปที่มีการซื้อขายกันอยู่ที่ 3 บาทต่อน้ำหนักกุ้ง 1 กก. ซึ่งในการส่งออกกุ้งในแต่ละครั้งไม่ใช่ปริมาณน้อยๆ ผู้ส่งออกต้องบวกต้นทุนตรงนี้เข้าไปด้วย หากปริมาณกุ้งที่ส่งไป 10 ตัน ต้องจ่ายเฉพาะค่าใบรับรองไปแล้วเป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท ซึ่งหากรวมต้นทุนด้านอื่นๆอีกก็เป็นจำนวนไม่น้อย เมื่อกุ้งถูกส่งไปยังปลายทาง จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจอีกครั้ง ซึ่งหากกุ้งล็อตนั้นถูกตรวจพบ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่คาราคาซังมานานแล้ว นี่แหละคือแทคติกที่ผู้ส่งออกหลายรายใช้กัน
วิธีการแก้ปัญหาง่ายๆแต่ทำได้ยากที่หลายๆคนให้ความเห็นคือหน่วยงานหรือองค์กรที่รับตรวจ คือต้องทำให้กระบวนการตรวจเสร็จสิ้นด้วยความรวดเร็ว อาจจะมีแหล่งตรวจและเจ้าหน้าที่กระจายอยู่ใกล้กับแหล่งผลิตกุ้งให้มากกว่านี้ เพราะแทนที่จะนำตัวอย่างกุ้งมาตรวจที่ส่วนกลางก็สามารถตรวจได้ตามส่วนภูมิภาคได้เลย รวมถึงผลการตรวจที่ต้องกระชับรวดเร็วให้มากขึ้นด้วย แต่ที่แน่ๆต้องแก้ที่ต้นเหตุคือเกษตรกรต้องหยุดการใช้ยาต้องห้ามก่อนการจับกุ้ง แต่ก็อีกนั่นแหละ หาคนทำได้น้อย
ที่กล่าวมาเป็นกระบวนการในการส่งกุ้งเข้าเกาหลีอย่างคร่าวๆตั้งแต่รับออร์เดอร์จนกระทั่งขั้นตอนสุดท้ายคือส่งสินค้าไปแล้ว ซึ่งพบว่าเป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควร มีหลายรายที่ไม่ส่งกุ้งเข้าเกาหลีโดยตรง แต่จะจับกุ้งส่งห้องเย็นแทน ถึงแม้ว่าจะได้ราคาต่ำกว่า แต่ก็มีความแน่นอนมากกว่า อาทิเช่น กรณีที่กุ้งไม่ผ่านสเป๊กของห้องเย็น ก็สามารถระบายกุ้งภายในประเทศได้ แตกต่างจากการส่งกุ้งไปเกาหลีเอง หากไม่ผ่าน ก็ไม่สามารถทำอะไรกับกุ้งได้
อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่าการส่งกุ้งไปเกาหลีไม่หมูอย่างที่คิด เหตุผลก็คือกระบวนการทุกอย่างดังที่กล่าวไปทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อความยั่งยืนในธุรกิจนี้คือ ความซื่อสัตย์และไว้ใจกัน เช่น กรณีที่ส่งกุ้งให้กับลูกค้าประจำอยู่แล้ว แต่มีออร์เดอร์จากลูกค้ารายอื่นเข้ามาโดยให้ราคาสูงกว่า ทำให้จำเป็นต้องส่งกุ้งให้ลูกค้ารายใหม่ หากลูกค้าประจำรู้ ซึ่งต้องรู้อยู่แล้ว ลูกค้าจะตัดปัญหาด้วยการไม่รับกุ้งจากผู้ส่งออกรายนั้น แล้วไปรับจากคนอื่นแทน นี่เป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกทำตัวเอง ส่งผลให้อยู่ในวงจรของการทำธุรกิจนี้ได้ไม่นาน แต่ถึงอย่างไร ปัญหาที่เกิดจากลูกค้าก็มีเช่นกัน หากผู้ส่งออกปฏิบัติอย่างถูกต้อง ทั้งมีเอกสารทุกอย่างที่ได้มาอย่างชอบธรรมแล้ว หากส่งสินค้าไปแล้ว บางรายไม่ได้รับเงิน ซึ่งลูกค้าเหล่านั้นมีวิธีซิกแซ็กอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหากสังเกตให้ดี ผู้ส่งออกที่ยืนหยัดอยู่ได้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีสายป่านถึงเท่านั้น
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่ได้รับจากผู้ส่งออกและผู้ที่เคยส่งออกกุ้งไปเกาหลี ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีวิธีการที่ค่อนข้างยุ่งยาก มีคนเคยทำแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆที่ได้กล่าวไปแล้วทั้งหมด ผู้ที่อยู่ได้ด้วยธุรกิจนี้เป็นผู้ที่มีความสามารถรอบด้านโดยแท้จริง เพราะฉะนั้นแล้ว การส่งกุ้งเข้าเกาหลี ไม่หมูอย่างที่คิด
 
|
|