โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: เดินหน้าผลิตกุ้งอินทรีย์ หวังยึดตลาดพรีเมี่ยม
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: เดินหน้าผลิตกุ้งอินทรีย์ หวังยึดตลาดพรีเมี่ยม  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 12/12/2007-12:50 GMT+7  

เอื้อเฟื้อบทความโดย นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ฉบับเดือน ธันวาคม 2550
สนใจลงโฆษณา หรือประสงค์จะนำเสนอบทความ ติดต่อได้ที่
คุณทิพวรรณ์ ซื่อสัตย์กุล
โทร. 02-587-4855, 081-441-5710
NEWS โดย พราย
ถ้าดูจากที่ผ่านมา ผู้บริโภค โดยเฉพาะชาวยุโรปมักเลือกบริโภคอาหารที่เป็นสินค้าอินทรีย์หรือ Organic เพิ่มมากขึ้น สำหรับกุ้งอินทรีย์ น่าจะเป็นอีกแนวโน้มหนึ่งที่น่าจับตามอง เพราะอาจจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดพรีเมี่ยมในสหภาพยุโรป ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นตามโรงแรมชั้นนำหรือภัตตาคารต่างๆ
กุ้งอินทรีย์อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจที่เกษตรกรไทยควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการเลี้ยงให้เป็นสินค้าอินทรีย์เพื่อการส่งออกเพื่อยึดตลาดนั้นๆในอนาคต เพราะนอกจากการผลิตในระบบอินทรีย์จะเป็นการช่วยลดมลพิษและรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็ยังเป็นการสร้างศักยภาพในการส่งออกที่ประเทศคู่ค้า ซึ่งในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ดังนั้น การเพาะเลี้ยงกุ้งอินทรีย์เพื่อการส่งออก อาจเป็นลู่ทางหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมการส่งออกกุ้งของไทย ให้โดดเด่นในตลาดโลกได้ในอนาคต ซึ่งคณะกรรมการบริหารคลัสเตอร์กุ้งมีนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งของไทย โดยได้รวมการผลิตกุ้งอินทรีย์เข้าไปในแผนด้วย
ทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำได้รับเกียรติจาก ดร.ลิลา เรืองแป้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากกรมประมง ซึ่งได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสและศักยภาพในการผลิตและการตลาดกุ้งอินทรีย์ไว้ว่า กุ้งอินทรีย์เป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าอีกชนิดที่ไทยควรให้ความสนใจ และต้องเร่งให้มีการผลิตที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างตลาดกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอียูที่มีการขยายตลาดเพิ่มมากขึ้นในทุกปี นอกจากนี้แล้วทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศอื่นๆมีแนวโน้มที่จะบริโภคอาหารอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น
โดยในปัจจุบันประเทศที่มีการผลิตกุ้งอินทรีย์ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งผลิตกุ้งดำจากฟาร์มระบบกึ่งพัฒนา ส่วนประเทศเอกวาดอร์ผลิตกุ้งขาวโดยระบบพัฒนา สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันได้มีการส่งเสริมให้เลี้ยงทั้ง 2 ระบบดังกล่าว อย่างสุรีรัตน์ฟาร์ม จังหวัดจันทบุรี เป็นเพียงฟาร์มเดียวที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตและผลผลิตจาก Naturland ประเทศเยอรมนี โดยได้เข้าร่วมโครงการความร่วมมือระหว่างกรมประมงกับ GTZ ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อการส่งออกโดยเป็นฟาร์มนำร่องฟาร์มอินทรีย์แห่งแรกของไทยที่ประสบความสำเร็จ
แผนพัฒนาการผลิตกุ้งอินทรีย์เพื่อการส่งออก
กรมประมงได้กำหนดโรดแมปสำหรับแผนพัฒนากุ้งอินทรีย์ไว้ โดยเริ่มตั้งแต่ การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้ผลิตจนไปถึงผู้บริโภค ซึ่งเนื้อหาในการประชาสัมพันธ์จะมุ่งเน้นไปที่ผลการเลี้ยงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หากเป็นการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรที่เลี้ยงนั้นจะให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการผลิตตามมาตรฐานอินทรีย์สากล นอกจากนั้นยังต้องสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกร
การประชาสัมพันธ์เป็นข้อกำหนดที่อยู่ในแผนพัฒนากุ้งอินทรีย์ โดยใช้การประชุม อบรม สัมมนา จัดงานโชว์ต่างๆเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด อีกทั้งยังต้องประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อต่างๆเช่นทางหนังสือ สารสาร ทีวี วิทยุ หรือตามเวปไซต์ โดยวิธีการประชาสัมพันธ์ทั้งหมดจะต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังวิจัยและพัฒนา โดยมุ่งเน้นที่เรื่องพ่อแม่พันธุ์กุ้ง การศึกษาต้นทุนการผลิตทั้งหมด รวมไปถึงผลตอบแทนในการผลิต การพัฒนากระบวนการเก็บรักษาแบบแช่เย็นให้สามารถยืดอายได้นานมากขึ้น เป็นต้น
โดยขณะนี้ได้วางแผนงบประมาณในการดำเนินงานทั้งหมดไว้คือ งบประชาสัมพันธ์ 2.6 ล้านบาท งบวิจัยและพัฒนา 2.59 ล้านบาท งบส่งเสริม/ติดตาม/ตรวจรับรอง 4.60 ล้านบาท งบเปิดตัว/สร้างตลาด/ธุรกิจ 4.5 ล้านบาท และงบประเมิณ/ขยายผลอีก 1.5 ล้านบาท
ปี 51 ผลิตกุ้งอินทรีย์ 5,000 ตัน
ทั้งนี้ไทยเรายังมีโอกาสและศักยภาพที่เพียงพอต่อการทำตลาดกุ้งอินทรีย์ โดยเฉพาะในด้านการผลิตที่เกษตรกรมีเทคนิคและประสบการณ์ในการเลี้ยงสูง ประกอบกับมีลักษณะภูมิประเทศที่เอื้อต่อการเลี้ยง นอกจากนั้นเรายังมีมาตรฐานการเลี้ยงที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและหน่วยงานเอกชนที่คอยส่งเสริมและสนับสนุนมาโดยตลอด หากเกษตรกรสามารถผลิตกุ้งอินทรีย์ที่มีคุณภาพได้แล้ว โอกาสที่จะทำให้เกิดประเทศคู่ค้าใหม่ๆก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในขั้นแรกได้กำหนดปริมาณการผลิตกุ้งอินทรีย์ในปี 51 ไว้ที่ 5,000 ตัน และกำหนดสัดส่วนของตลาดส่งออกไว้ 3 แห่งคือ อเมริกา 55 % ญี่ปุ่น 23 % และกลุ่มประเทศอียู 22 % ส่วนตลาดใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามานั้นดร.ลิลากล่าวว่าจะยังไม่เน้นที่คุณภาพมากนัก แต่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มปริมาณการส่งออกขึ้นในทุกๆปี แต่ในปัจจุบันยังมีประเทศที่ถือได้ว่าเป็นคู่แข่งทางการตลาดที่สำคัญได้แก่ เวียดนาม อินเดีย พม่า หรือเอกวาดอร์ เพราะประเทศเหล่านี้ใช้ต้นทุนในการผลิตต่ำกว่าเรามาก ทำให้สามารถส่งออกไปยังตลาดเดียวกับเราได้ในราคาต่ำกว่า ส่วนกุ้งอินทรีย์ของเอกวาดอร์จะเป็นกุ้งขาว
ตลาดกุ้งอินทรีย์
จะเน้นที่กุ้งดำไซส์ใหญ่ที่ผลิตจากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการสร้างแบรนด์เนม เพื่อให้กลุ่มลูกค้าและผู้บริโภครู้จักกุ้งอินทรีย์จากประเทศไทย และยังเน้นไปที่การทำระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง นอกจากนั้นกรมประมงยังทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาด้านพ่อแม่พันธุ์ การเพาะพันธุ์กุ้งในระบบอินทรีย์ การศึกษาต้นทุน และผลตอบแทนในการผลิต
การที่จะทำให้สินค้ากุ้งอินทรีย์เป็นที่ยอมรับและติดตลาดในแต่ละประเทศได้นั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความแตกต่างจากสินค้าโดยทั่วไป เช่น การสร้างแบรนด์เพื่อให้กลุ่มลูกค้าและผู้บริโภครู้จักกุ้งอินทรีย์ของไทยมากขึ้น และผลิตกุ้งไซส์ใหญ่หรือแม้แต่กระทั่งความสด สีแดงเข้มโดยเฉพาะการส่งตลาดญี่ปุ่น หรือแม้แต่กระทั่งการจัดการไม่ให้มีกลิ่นโคลน ไม่มียาหรือสารตกค้างต่างๆ
สิ่งหนึ่งที่ประเทศคู่ค้าเล็งเห็นความสำคัญสำหรับการนำเข้ากุ้งอินทรีย์จากไทยคือ ได้จากการเลี้ยงด้วยระบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งระบบนี้จัดได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตกุ้งอินทรีย์ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งได้ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายจากการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน การตกค้างของสารเคมี ยาปฏิชีวนะ อีกทั้งน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งก็ยังทำอันตรายต่อระบบนิเวศ
การตรวจรับรองกุ้งอินทรีย์
สำหรับเรื่องนี้ ทางสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติได้ดำเนินการด้านการตรวจรับรอง โดยปัจจุบันได้รับการรับรองเป็นหน่วยรับรองระดับชาติแล้ว และอยู่ในระหว่างขั้นตอนขอรับรองระดับสากลด้านการจัดทำมาตรฐานการเลี้ยงกุ้งระบบอินทรีย์ที่ได้จัดทำร่วมกับผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน
นอกจากนี้ปัจจุบันยังได้รหัสมาตรฐานกุ้งเกษตรอินทรีย์ 13 หลักแล้ว จะแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบต่อไป และอยู่ในระหว่างการหารือกับคณะทำงานเพื่อจัดทำโลโก้กุ้งคิวทองอินทรีย์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ
แผนการส่งเสริมการผลิตกุ้งอินทรีย์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจะเห็นได้ว่า มีแผนการผลักดันจากหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีงานวิจัยเร่งด่วนที่ควรเร่งดำเนินการแก้ไขคือ การวิจัยเพื่อลดค่า FCR การหาแนวทางผลิตวัตถุดิบเพื่อใช้ให้ได้ภายในประเทศ ลดการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อใช้ทำอาหารกุ้งอินทรียที่มีราคาสูง และควรสร้างการยอมรับในระดับสากลโดยการเปรียบเทียบมาตรฐานการเลี้ยงกุ้งของต่างประเทศกับไทย เนื่องจากประเทศที่นำเข้าจะใช้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยมีมาตรฐานการเลี้ยงสูงกว่าประเทศอื่นๆและดีที่สุดในภูมิภาคเดียวกัน เช่น มาตรฐาน CoC และ GAP เป็นต้น เพียงแต่กุ้งของไทยจะต้องมีการตรวจรับรองที่เข้มแข็งและปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้า
ถึงอย่างไรการปรับเปลี่ยนฟาร์มเข้าสู่ระบบการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์จะมีข้อกำหนดหลายประการ อาทิเช่น การจัดการฟาร์มตามมาตรฐานอินทรีย์สากล กุ้งที่เลี้ยงต้องเป็นพันธุ์ท้องถิ่น ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะทุกชนิด ห้ามใช้สารเคมีที่ไม่อนุญาตให้ใช้ ไม่ใช้ปัจจัยการผลิตที่มาจาก GMOs ไม่ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี อัตราปล่อยกุ้งไม่เกิน 15 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร ใช้อาหารที่ผลิตโดยกระบวนการอินทรีย์หรือใช้อาหารธรรมชาติเท่านั้น
จากข้อกำหนดต่างๆนี้ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดจากการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์คือการใช้พลังงานลดลง กุ้งยังไม่มีปัญหาเรื่องโรค ลดอัตราเสี่ยงในการสูญเสียผลผลิตลงได้มาก คือมีอัตรารอดประมาณ 80-90 % ตลอดระยะเวลาการเลี้ยง 5-6 เดือน จึงสามารถเลี้ยงได้ขนาดใหญ่ตามต้องการ โดยไม่มีการจับฉุกเฉิน หากทางภาครัฐให้การสนับสนุนในด้านการตลาดและปัจจัยการผลิตบางส่วน จะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงเป็นแบบอินทรีย์มากขึ้น
ดร.ลิลา ได้กล่าวย้ำถึงสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาคือ ต้นทุนที่ใช้ในการเลี้ยงซึ่งเพิ่มขึ้นจากต้นทุนทั่วไปมากถึง 30 % อีกทั้งยังมีข้อกำหนดในการเลี้ยงไม่เกิน 15 ตัว/ลบ.ม. ส่งผลให้แรงจูงใจในการเลี้ยงแบบอินทรีย์ลดลงมามาก หากต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งอินทรีย์อย่างจริงจัง สมควรอย่างยิ่งที่ต้องส่งเสริมปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น แหล่งวัตถุดิบอาหาร การหาตลาดรับซื้อจำเพาะเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นมากจนเกินไป จนไม่สามารถดำเนินการอย่างยั่งยืนได้ และเพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าพรีเมี่ยมที่เป็นภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยต่อไป







  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss