โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: คลัสเตอร์กุ้งตั้งเป้าปี 51 ผลิต 532,000 ตัน เน้นไซส์ใหญ่ 30 %
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: คลัสเตอร์กุ้งตั้งเป้าปี 51 ผลิต 532,000 ตัน เน้นไซส์ใหญ่ 30 %  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 12/12/2007-12:51 GMT+7  

เอื้อเฟื้อบทความโดย นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ฉบับเดือน ธันวาคม 2550
สนใจลงโฆษณา หรือประสงค์จะนำเสนอบทความ ติดต่อได้ที่
คุณทิพวรรณ์ ซื่อสัตย์กุล
โทร. 02-587-4855, 081-441-5710
NEWS โดย พราย
คลัสเตอร์กุ้งตั้งเป้าปี 51 ผลิต 532,000 ตัน เน้นไซส์ใหญ่ 30 %
การผลักดันอุตสาหกรรมกุ้งของไทยในปี 2550 จะเห็นว่ามีปัญหาอุปสรรคเข้ามาผจญในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการกีดกันทางการค้าของแต่ละประเทศที่พบเจอมาในทุกๆปี ปัญหาด้านเศรษฐกิจโลก หรือปัญหาด้านศักยภาพการผลิตของไทยเอง
หากดูจากตัวเลขผลผลิตกุ้งในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีมีประมาณ 324,317 ตัน ซึ่งหากเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2549 นั้นจะลดลงไป 31,175 ตัน ทั้งนี้เกิดจากปัญหาด้านการผลิต เช่นราคากุ้งตกต่ำ เกษตรกรชะลอการลงกุ้งเนื่องจากประสบปัญหาเรื่องโรค และในช่วงครึ่งปีหลังเกษตรกรที่ผลิตกุ้งจะลดปริมาณการลงกุ้งลงอีกประมาณ 30 % จากปกติที่เคยลง ทำให้ผลผลิตของปีนี้ทั้งปีน่าจะมีประมาณ 450,000 ตัน จำนวนนี้จะเป็นกุ้งดำประมาณ 3,000 ตันหรือ 6.67 % เท่านั้นเอง สำหรับการส่งออกกุ้งของไทยค่อนข้างจะมีปัญหาอุปสรรคตลอดมาหลายปี อาทิเช่น เรื่องสารตกค้างและความปลอดภัยด้านอาหาร เรื่องภาษี เรื่องการวางแผนการผลิตเพื่อส่งออกตลาดเฉพาะ เป็นต้น
จากปัญหาของอุตสาหกรรมกุ้งที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารคลัสเตอร์กุ้ง ได้เล็งเห็นว่าควรมีการเพิ่มศักยภาพการผลิตกุ้ง โดยได้ตั้งแผนในการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งปี 51 ออกเป็น 3 แผนหลักคือ แผนการผลิต แผนการส่งเสริมการตลาด และแผนการเพิ่มศักยภาพ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆคือ ได้ตั้งเป้าผลผลิตในปี 51 ไว้ที่ 532,000 ตัน เป็นกุ้งดำประมาณ 7-10 % เพื่อให้นโยบายนี้สำเร็จจะต้องมีการปรับใช้กลยุทธ์ต่างๆซึ่งได้แก่ ด้านการเพิ่มศักยภาพการผลิต โดยเริ่มจากการพัฒนาพ่อแม่พันธุ์คุณภาพ โดยเฉพาะกุ้งขาว ซึ่งในปัจจุบันโรงเพาะมากส่วนใหญ่จะใช้พ่อแม่พันธุ์กุ้งที่นำเข้าจากฮาวาย ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากเกษตรกรทั่วไปว่ามีการเจริญเติบโตเร็ว แต่ก็ยังมีที่ใช้พ่อแม่ใน ซึ่งโรงเพาะฟักต้องเพิ่มศักยภาพในการผลิตให้ได้ลูกกุ้งที่โตเร็วด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ยังต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆอีกในระหว่างการเลี้ยง
ส่วนกุ้งดำ ถึงแม้ว่าจะมีการผลิตน้อยมาก คือประมาณ 6 % ของปริมาณกุ้งทั้งหมด แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นที่ต้องการของประเทศคู่ค้ามาโดยตลอด แต่ในปัจจุบันกุ้งที่ใช้เลี้ยงมักจะเลือดชิด หรือหากจับพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งธรรมชาติจะมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อโรคชนิดต่างๆ อาจผลิตลูกกุ้งได้น้อยลง เจริญเติบโตช้า เพราะฉะนั้นหากโรงเพาะฟักใช้พ่อแม่พันธุ์ที่ปลอดโรค สามารถผลิตลูกกุ้งที่เจริญเติบโตดีก็นับว่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยในการเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตกุ้งได้
ส่วนภาคการเพาะเลี้ยงของเกษตรกรบ่อดิน ควรมีการเพิ่มรอบการเลี้ยงคือในปีหนึ่งๆเลี้ยงให้ได้หลายครอป รวมไปถึงเน้นผลิตกุ้งไซส์ใหญ่ประมาณ 30 % ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาผลผลิตส่วนใหญ่มักเป็นกุ้งไซส์เล็กและกลาง แตกต่างจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนที่มีการเลี้ยงกุ้งดำที่มีไซส์ใหญ่ ส่งผลให้ประเทศคู่ค้าของไทยรับกุ้งจากประเทศเหล่านั้นเพิ่มขึ้น ทำให้ไทยมีกุ้งไซส์เล็กที่ได้ราคาต่ำกว่า ซึ่งถือว่าเป็นข้อเสียเปรียบอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นเราจึงต้องปรับตัวหันมาเพิ่มผลผลิตกุ้งไซส์ใหญ่มากขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและยังจะเป็นการทดแทนกุ้งไซส์เล็กและกลางได้ ซึ่งเชื่อว่าเกษตรกรไทยมีความสามารถในการผลิตกุ้งไซส์ใหญ่มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจแก่ผู้เลี้ยงในด้านการผลิตเพื่อให้ได้ไซส์ มากขึ้น เกษตรกรต้องปล่อยกุ้งไม่หนาแน่น และใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงเร็ว ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายอีกข้อคือเลี้ยงให้ได้หลายครอปใน 1 ปี
หากสามารถผลิตและส่งออกกุ้งไซส์ใหญ่ได้ตรงตามเป้าหมายแล้ว จะเป็นการเพิ่มมูลค่าและทดแทนตลาดกุ้งไซส์กลางและเล็กบางส่วนได้ โดยในปัจจุบันคณะกรรมการบริหารสินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์ ได้จัดตั้งคณะทำงานโครงการบริหารจัดการด้านการผลิตและการตลาดกุ้งไซส์ใหญ่ เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกกุ้งไซส์ใหญ่ให้เป็นเครือข่าย แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท้าทายคือ ปัจจุบันผลผลิตกุ้งทั่วโลกมีมากกว่าความต้องการของตลาด จนกว่าฐานตลาดกับการผลิตจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ปัญหาด้านต้นทุนพลังงานและมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีจะเข้ามาเข้มงวดในภาวะที่ผลผลิตกับความต้องการของตลาดไม่สัมพันธ์กันอีกด้วย
ปัจจัยอีกตัวที่จะคอยช่วยให้อุตสาหกรรมกุ้งบ้านเราโตมากขึ้นคือการเพิ่มปริมาณผลผลิตกุ้งดำให้ได้ 7-10 % ซึ่งในอดีตไทยผลิตกุ้งดำเป็นหลัก แต่จากการเกิดโรคต่างๆ ทำให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงกุ้งขาวกันเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องปรับให้มีการเลี้ยงกุ้งดำเพิ่มมากขึ้น โดยมุ่งเน้นกุ้งดำที่มีความเฉพาะในด้านรสชาติและลักษณะ ซึ่งอาจจะเป็นกุ้งไซส์ใหญ่เพื่อสร้างตลาดเฉพาะ ซึ่งกุ้งอินทรีย์นับว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะในปัจจุบันกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าหันมานิยมกุ้งที่ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งหลักที่ควรปฏิบัติข้อหนึ่งของการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์คือ การเลี้ยงกุ้งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
โดยในอดีตที่ผ่านมา ได้เกิดการตกค้างของสารเคมี ยาปฏิชีวนะ และน้ำเสียต่างๆที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม มีหลายๆประเทศที่ให้ความสนใจเรื่องการเลี้ยงกุ้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้เลี้ยงสามารถปฏิบัติได้ยกตัวอย่างเช่น ดารสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ การดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ผลผลิตที่ปลอดภัย หรือไม่ให้ของเสียเหลือทิ้งออกนอกระบบฟาร์ม เป็นต้น
และเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่จะต้องทำคือ ต้องเกิดการผลักดันให้เกิดโครงการคอนแทรคฟาร์มมิ่ง 30 % ของระบบการผลิตทั้งหมด ระบบนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องดูแลการเลี้ยงกุ้งตลอดทั้งกระบวนการผลิต ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตกุ้งได้ตรงตามมาตรฐานที่กำหนดได้อยู่แล้ว ส่งผลให้เกษตรกรที่เข้าสู่ระบบการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือซื้อขายตรงกับห้องเย็นไม่มีปัญหาด้านราคา โดยขั้นแรกจะตั้งเป้าโครงการคอนแทรคฟาร์มมิ่งไว้ประมาณ 30 % ของทั้งระบบ
หากต้องการให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จเร็วขึ้น หลายๆหน่วยงานต้องมีส่วนในการช่วยผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อความสะดวกต่อการควบคุมปริมาณและคุณภาพผลผลิตของเกษตรกร อีกทั้งยังสร้างความเข้มแข็งและสร้างอำนาจการต่อรองด้านต่างๆ โดยเฉพาะปัจจัยการผลิต ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยสามารถยืนหยัดและเป็นผู้นำในเวทีตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยที่ผ่านมามักจะขาดความชัดเจนของผู้ซื้อ ยังต้องพึ่งพาตลาดกลาง หรือมีแหล่งเงินทุนค่อนข้างน้อย สำหรับด้านการตลาดที่จะทำในอนาคตอีกข้อคือ ต้องมีความชัดเจนด้านการผลิต ทั้งขนาดรวมไปถึงปริมาณ ซึ่งแหล่งผลิตเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องได้รับมาตรฐานฟาร์ม สามารถตรวจสอบย้อนกลับทุกกระบวนการผลิตได้ และแหล่งผลิตต้องให้เวลาผู้ซื้อจ่ายเงินค่าวัตถุดิบได้อย่างน้อย 10-15 วัน ต้องจัดการด้านการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงหน้าโรงงาน
สรุปยุทธวิธีการเริ่มต้นของคลัสเตอร์กุ้งในกรณีที่เกิดการรวมกลุ่มที่จะต้องทำคือ รวบรวมเกษตรกรรายย่อยที่กระจัดกระจายในพื้นที่ให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน จัดตั้งองค์กรหรือกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขึ้นในแต่ละพื้นที่ โดยกำหนดให้ใช้รูปแบบการผลิตใกล้เคียงกัน จัดหาแหล่งปัจจัยการผลิตจากแหล่งคุณภาพ โดยการดำเนินงานขององค์กรหรือกลุ่มจัดหาตลาดในลักษณะของตลาด ข้อตกลงล่วงหน้าก่อนการผลิต เพื่อให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในราคาที่เหมาะสม จัดให้สมาชิกขององค์กรทุกรายได้รับการรับรองการผลิตจากหน่วยงานมาตรฐานการผลิตหรือผู้ซื้อ รวมไปถึงการจัดหาแหล่งเงินทุนให้กับแหล่งเงินทุนหรือกลุ่ม ทั้งนี้เพื่อความคล่องตัวทั้งด้านการผลิตและแก้ปัญหาความซับซ้อนด้านการเงิน
จากข้อมูลดังกล่าวที่ได้รับจากคณะกรรมการบริหารคลัสเตอร์กุ้งประเทศไทยสรุปได้ว่า ในปี 51 มีแผนหลักๆในการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้ง 3 แผนคือ แผนการผลิต แผนการส่งเสริมการตลาด และแผนการเพิ่มศักยภาพ โดยมีรายละเอียดปลีกย่อยคือจะมีการตั้งเป้าผลิตกุ้งในปี 51 ให้ได้ 532,000 ตัน รวมไปถึงเน้นผลิตกุ้งไซส์ใหญ่เป็น 30 % ของผลผลิตทั้งหมด ทั้งนี้ต้องมีการพัฒนาด้านพ่อแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกกุ้งให้โตเร็ว มีคุณภาพ ผลักดันให้เกิดโครงการคอนแทรคฟาร์มมิ่ง 30 % ของทั้งระบบควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกิดกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประเทศคู่ค้า รวมไปถึงผลิตกุ้งดำให้ได้ 7-10 % และเน้นการผลิตกุ้งอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นเพื่อยึดตลาดอีกระดับ กลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจคือ ปรับลดการส่งออกกุ้งไปอเมริกาให้เหลือ 48-49 % และเพิ่มสัดส่วนการส่งออกในตลาดอียู ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมไปถึงตลาดใหม่อื่นๆเช่นรัสเซียเป็นต้น
ซึ่งตลาดอียูยังมีความต้องการกุ้งดำไซส์ใหญ่อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตามโรงแรมชั้นนำและภัตตาคารต่างๆ ทั้งๆที่มีราคาสูงเพราะตลาดเหล่านี้มีกำลังซื้อ ดังนั้นจึงต้องมีการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งดำไซส์ใหญ่เพื่อส่งออกกันให้มากขึ้น เพราะนอกจากจะมีราคาสูงกว่ากุ้งขาวแล้วก็ยังมีการแข่งขันที่น้อยกว่ากุ้งขาว ซึ่งในปัจจุบันมีเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งดำอยู่แล้ว แต่ยังมีน้อยราย จึงต้องมีการส่งเสริมจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้เพิ่มผลผลิตให้ได้มากๆ ซึ่งอาจจะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าให้คงที่ต่อไป เพื่อให้เป็นที่ยอมรับกับมาตรฐานของอียู
นอกจากนั้นแล้ว ผู้ผลิตควรยึดความต้องการของตลาดเป็นหลัก และศึกษาทิศทางความต้องการของตลาดเพื่อให้ง่ายต่อการวางแผนการผลิตกุ้งของเกษตรกร เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศเดียวส่งกุ้งไปยังสหภาพยุโรป แต่ยังมีประเทศคู่แข่งอีกมากที่มีความได้เปรียบในด้านการค้า โดยประเทศคู่แข่งเหล่านั้นได้ศึกษาทิศทางการตลาด และพยายามพัฒนาเทคนิคการผลิต และขยายลู่ทางการตลาดให้สินค้ากุ้งมีความเหมาะสมกับความต้องการของคนยุโรปได้เป็นอย่างดี








  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss