web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 15/01/2007-18:21 GMT+7  
เอื้อเฟื้อบทความโดย นสพ.กุ้งไทย ฉบับที่75 สนใจสมัครสมาชิก นสพ.กุ้งไทย หรือติดต่อลงโฆษณา ได้ที่เบอร์ 02-422-6346 |
กระทรวงเกษตรฯระบุสถานการณ์การผลิตกุ้งปี 49 ทะลุเป้ากว่า 126% แต่ปี 50 ยังน่าห่วงหากค่าเงินบาทยังแข็งตัวต่อเนื่อง เบื้องต้นสั่งการกรมประมงเร่งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เพาะเลี้ยงหวังสร้างความมั่นใจผู้บริโภค และเร่งเดินหน้าขยายตลาดกุ้งแปรรูป
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์การผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์กุ้งของไทยในช่วง 11 เดือนของปี 2549 มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 460,000 ตัน และคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีจะมีปริมาณผลิตทั้งหมด 480,000 ตัน หรือคิดเป็น 126.32 %ของเป้าหมายตลอดทั้งปีที่กรมประมงตั้งไว้ที่ 380,000 ตัน ส่วนยอดการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์กุ้งในปี 2549 คาดจะมีปริมาณรวมทั้งสิ้น 280,000 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 75,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์การผลิตและส่งออกกุ้งของไทยมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาประเทศผู้ผลิตสำคัญ อาทิ ประเทศจีน และเวียดนาม ประสบปัญหาเรื่องโรคระบาด และสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลให้กำลังการผลิตกุ้งลดลง ประกอบกับตลอดทั้งปี 2549 คณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์กุ้งได้ทำการรณรงค์และจัดวางแผนการผลิตทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง โดยนำระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งมาใช้ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของโรงงานแปรรูป
อีกทั้งประเทศไทยยังเป็นประเทศเดียวที่มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ(Traceability) ทำให้ผู้ประกอบการเอกชนจากหลายประเทศในยุโรป และสหรัฐฯ มั่นใจในเรื่องของสุขอนามัยและความปลอดภัยผลิตภัณฑ์กุ้งไทย จึงได้เจรจาขอนำเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์กุ้งไทยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์การผลิตและส่งออกกุ้งของไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่จากภาวะค่าเงินบาทที่แข็งตัวอย่างต่อเนื่อง โดยภาคเอกชนได้ประมาณการณ์ว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งตัวเพิ่มขึ้นอีก 9-10 % ขณะที่ค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพียง 3 % เท่านั้น จึงมีแนวโน้มว่าในปี 2550 เกษตรกรผู้ผลิตกุ้งของไทย และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องน่าจะได้ผลกระทบจากภาวะค่าเงินบาทที่แข็งด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ดังกล่าว ในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ จึงได้มอบหมายให้กรมประมงเร่งรณรงค์ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหันมาใช้พ่อแม่พันธุ์คุณภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาการเลี้ยงเข้าสู่ระบบฟาร์มมาตรฐานCoC ที่กรมประมงกำหนด ตลอดทั้งนำระบบการตรวจสอบย้อนกลับ มาใช้ให้ครอบคลุมพื้นที่ผลิต ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต และความเสี่ยงเรื่องการระบาดของโรคกุ้ง อีกทั้งยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตภายในประเทศให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมากขึ้นด้วย
ด้านนายนิวัต สุธีมีชัยกุล รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ในปี 2549 กรมฯได้ร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการเอกชนและเกษตรกร จัดระบบการสื่อสารและส่งสัญญาณความเคลื่อนไหวทิศทางตลาดรวมทั้งข้อกฎหมายของประเทศผู้นำเข้าต่างๆอย่างต่อเนื่อง ทำให้กรณีที่เกิดปัญหาจึงสามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งกรมฯยังได้ตั้งห้องปฏิบัติการในทุกจังหวัดที่ติดทะเล และส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของกรมฯ ไปประจำที่ทุกท่าเรือที่มีการส่งออกสินค้าประมง เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจรับรองสินค้ากุ้งไทยอีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างความมั่นใจเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น
ในปี 2550 คาดว่าสถานการณ์ด้านราคากุ้งขาวจะมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้น กรมฯ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ประกอบการให้ความร่วมมือในการรักษามาตรฐานการผลิตกุ้งของไทย
ซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคไว้ ขณะเดียวกันกรมฯ จะประสานกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศทำแผนการตลาดเชิงรุก โดยการเจรจาตรงกับสถานทูตของประเทศคู่ค้าสำคัญเพื่อนำสินค้าและผลิตภัณฑ์กุ้งไทยไปแสดงให้ผู้บริโภคในประเทศต่างๆได้รู้จักให้มากขึ้น รองอธิบดีกรมประมงกล่าว
นายนิวัติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปี 2550 กรมฯ ตั้งเป้าที่จะปรับลดสัดส่วนการส่งออกกุ้งแช่แข็งลง แต่จะเพิ่มสัดส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปโดยเฉพาะกุ้งชิลด์มากขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง และมีปริมาณสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมีปัญหาการกีดกันทางการค้าน้อยกว่า ซึ่งตลาดส่งออกสำคัญได้แก่
เกาหลีใต้และญี่ปุ่น โดยตั้งเป้าที่จะผลักดันการส่งออกกุ้งชิลด์ในปี 2550 คิดเป็นมูลค่า 2,300-2,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มีมูลค่าส่งออกรวม 1,500-1,600 ล้านบาท
 
|