โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: เงื่อนไขการกลับมาของอดีตสินค้าแสนล้าน “กุลาดำ”
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: เงื่อนไขการกลับมาของอดีตสินค้าแสนล้าน “กุลาดำ”  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 11/01/2008-13:34 GMT+7  

เอื้อเฟื้อบทความโดย นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ฉบับเดือน มกราคม 2551
สนใจลงโฆษณา หรือประสงค์จะนำเสนอบทความ ติดต่อได้ที่
คุณทิพวรรณ์ ซื่อสัตย์กุล
โทร. 02-587-4855, 081-441-5710

ถอดรหัสธุรกิจสัตว์น้ำ โดย…กระเบนธง
กุ้งกุลาดำจะกลับมา เป็นอีกกระแสหรือวิวาทะหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของเหล่าผู้ดำเนินธุรกิจในวงการเพาะเลี้ยงกุ้ง ณ เวลานี้ โดยหากย้อนกลับไปดูอดีตเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเหตุที่กุ้งกุลาดำเริ่มหายไปจวบจนปัจจุบัน เหลือพื้นที่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำประมาณ 2-3% ของพื้นการเลี้ยงกุ้งทั้งหมด เพราะความยากและความเสี่ยงในการเลี้ยงที่เริ่มทวีสูงมากขึ้น ผนวกเข้ากับทางเลือกที่เข้ามาใหม่คือกุ้งขาววานาไมนั้น ในภาพรวมทุกคนฝันธงว่าเลี้ยงง่ายกว่ากันเยอะ ด้วยปัจจัยสำคัญคือ สายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาให้เป็นกุ้งบ้าน
การค่อยๆ หายไปของกุ้งกุลาดำลึกๆ แล้วหลายคนในวงการกุ้งแอบน้ำตาตกใน เพราะกุ้งกุลาดำ คือกุ้งที่กล่าวได้เลยว่า เป็นกุ้งที่สร้างให้ไทยเป็นหมายเลขหนึ่งในฐานะผู้ผลิตผู้ส่งออก แต่ด้วยผลประโยชนในฐานะธุรกิจจึงต้องตกอยู่ในภาวะจำยอมในการปล่อยกุ้งกุลาดำให้กลายเป็นอดีตและหันมาเพาะเลี้ยงกุ้งขาววานาไมกันอย่างเต็มรูปแบบ
แต่สภาวการณ์จำยอมหาได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้นแทบทุกพื้นที่ที่มีการเลี้ยงกุ้งกันทั่วโลกก็ตกอยู่ภายใต้สภาวะจำยอมทิ้งกุ้งที่ตนเองเคยผลิตหันมาเลี้ยงกุ้งขาววานาไมกันโดยส่วนใหญ่เช่นกัน ผลสุดท้ายจึงเกิดภาวะราคากุ้งตกต่ำ ซึ่งเห็นภาพได้อย่างชัดเจนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลง่ายที่เคยเป็นข้อดีแต่วันนี้กลับกลายมาเป็นข้อเสีย นั่นคือ กุ้งขาววานาไม เป็นกุ้งที่เลี้ยงง่าย จะขาดทุนหรือมีกำไร แต่กุ้งในบ่อที่ลงเลี้ยงย่อมมีผลผลิตจับออกสู่ตลาด และด้วยเหตุนี้เองบรรดากูรูในวงการกุ้งไทยจึงมองว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องกลับไปตามล่าอดีตที่เคยยิ่งใหญ่กลับมาอีกครั้งนั้นคือ การกลับมาส่งเสริมให้มีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ อย่างกรมประมงซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของภาครัฐที่มีบทบาทและหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยตรงได้มีนโยบายที่จะเพิ่มสัดส่วนกุ้งกุลาดำให้เป็น 7-10% ส่วนในภาคเอกชนบางรายและนักวิชาการบางท่านก็ระบุออกมาว่า ประเทศไทยควรหันผลิตกุ้งดำให้ได้ไม่ต่ำกว่า 70,000 ตัน เพื่อให้มีจำนวนที่เพียงพอต่อการทำตลาดของห้องเย็น
ในคอลัมน์ถอดสรัสธุรกิจสัตว์น้ำฉบับนี้ จึงได้ทำการประมวลมุมมองจากบุคคล 3 ท่านด้วยกุนที่คลุกคลีอยู่ในวงการกุ้งมากว่า 10 ปี แต่ละท่านล้วนมีประสบการณ์ในการเลี้ยงกุ้งดำมาก่อน โดยเนื้อหาจะโฟกัสไปในประเด็นที่ว่าหากกุ้งดำจะกลับมานั้นมีต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง หรือโอกาสที่กุ้งดำจะกลับมานั้นมีมากน้อยแค่ไหน แต่ในเบื้องต้นขอย้อนรอยข้อมูลพื้นฐานของกุ้งดำมานำเสนอกันพอสังเขป เผื่อบางท่านที่เพิ่มเข้ามาในวงการกุ้งจะได้ศึกษาไว้เป็นข้อมูลพื้นฐาน โดยข้อมูลในส่วนนี้อ้างอิงมาจาก www.nicaonline.com
ชื่อไทย : กุ้งกุลาดำ กุ้งกุลา กุ้งกะลา กุ้งเสือดำ กุ้งเสือ กุ้งลาย
ชื่อภาษาอังกฤษ : Giant tiger prawn
ชื่อวิทยาศาสตร์ :enaeus monodon fabricius, 1798
ลักษณะทั่วไปเป็นกุ้งทะเล ลำตัวสีแดงอมน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม มีลายพาดขวางที่หลังประมาณ 9 ลายและสีออกน้ำตาล เข้มข้างแถบสีขาว ด้านบนของกรีมีฟัน 7-8 ซี่ ด้านล่างมี 3 ซี่ สันกรียาวเกือบ
ถึงคาราเปสมีสันตับ(hepatic crest)ยาวตรงขนานไปกับลำตัว หนวดยาวไม่มีลายชัดเจน ขาเดิน
มีสีแดงปนดำ ขาว่ายน้ำมีสีน้ำตาลปนน้ำเงิน โคนสีขาว ขาเดินคู่ที่ห้าไม่มี exopod ขนาดความยาว
การแพร่กระจาย กุ้งกุลาดำพบแพร่กระจายทั่วไปในเขต Indo-west Pacific ตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของแอฟริกา อินเดีย ปากีสถานถึงประเทศญี่ปุ่น หมู่เกาะมาเลเซีย อินโดนีเซีย นิวกีนีถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย ออสเตรเลียถึงตอนเหนือของอ่าวมอริตัน ประเทศควีนสแลนด์ ประเทศไทย
ที่อยู่อาศัย (habitat) กุ้งกุลาดำโตเต็มวัยชอบอาศัยพื้นดินโคลน โคลนปนทรายในทะเลลึก วัยอ่อนเป็นแพลงก์ตอนว่ายน้ำได้อย่างอิสระ วัยรุ่นเคลื่อนย้ายเข้าสู่ชายฝั่งเพื่อเลี้ยงตัว และเดินทางกลับสู่ทะเลเมื่อโตเต็มวัย เพื่อผสมพันธุ์
ขนาด กุ้งกุลาดำ เป็นกุ้งที่มีขนาดโตมากที่สุดยาวถึง 36.3 เซนติเมตร (363 มิลลิเมตร) จึงได้สมญานาม จัมโบ้ หรือ ไทเกอร์ ตามปรกติกุ้งเพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้
การเลี้ยงกุ้งกุลาดำของประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นประเทศในเขตตะวันออกของโลก การเลี้ยงกุ้งกุลาดำเคยมีผลผลิตสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันมาหลายปี ผลผลิตเคยสูงสุด 240,000 เมตริกตัน ในปี ค.ศ. 1994-1995 และผลผลิตเริ่มลดลงมีจำนวนประมาณ 200,000 เมตริกตันในปี 1999 จำนวนฟาร์ม (บ่อดิน) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ 500,000 ไร่ มากกว่า 20,000 ฟาร์ม ต้องใช้คนงานมากกว่า 100,000 คน (Tavarutmanakeel and Tookwinas, 1995)
การเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ (extensive) หมายถึงการเลี้ยงกุ้งเพื่อให้ได้ผลผลิตมาก โดยการขยายพื้นที่ตามบริเวณชายฝั่งของประเทศไทย ที่มีน้ำขึ้น-ลงถึง มีมานานหลายสิบปี เนื่องจากชายฝั่งทะเลของประเทศไทยที่มีความยาว 2,760 กิโลเมตร เป็นบริเวณที่มีแหล่งกำบังคลื่นลมอุณหภูมิอบอุ่น ไม่เย็นหรือร้อนจัดเกินไป คลื่นลมทั่วไปสงบ ยกเว้นในฤดูที่มีลมมรสุม เริ่มทำการเลี้ยงกุ้งในบริเวณนาข้าวเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำทะเลท่วมถึงพร้อมทั้งนำเอาลูกพันธุ์กุ้ง-ปลาเข้ามาด้วยเมื่อน้ำลด กุ้งปลาที่ตกค้างอยู่ในนาก็เจริญเติบโตดี เจ้าของสามารถนำมาบริโภคและจับขายได้มากขึ้น จึงมีการปรับปรุงพื้นที่นาเดิมให้ลึกและเหมาะสำหรับเลี้ยง และจับลูกพันธุ์จากธรรมชาติมาเพิ่มมากขึ้น เรียกว่า การเลี้ยงกุ้งแบบกึ่งธรรมชาติ (sem intensive) ชนิดของกุ้งที่เลี้ยงในขณะนั้นคือกุ้งขาว (Penaeus merguiensis และ Penaeus indicus) กุ้งตะกาด (Metapenaeus monoceros และ W. ensis) เป็นหลัก
ต่อมาปี พ.ศ. 2525 กรมประมงเริ่มมีการเพาะฟักกุ้งกุลาดำ (Penacus monodon) ได้สำเร็จ ได้แนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรทั่วไปสามารถทำได้ จึงเกิดการเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนา (intensive) ขึ้นมาประมาณปี พ.ศ. 2527 การเลี้ยงแบบพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตโดยไม่มีการขยายพื้นที่แต่เพียงอย่างเดียว ด้วยการนำลูกพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ไปปล่อยในบ่อดิน จำนวนตัวต่อตารางเมตรหนาแน่นมากขึ้น สมัยแรก ๆ ปล่อยกุ้งในอัตรา 30 ตัวต่อตารางเมตร มีการเตรียมน้ำ ติดตั้งใบพัดเพื่อให้น้ำหมุนเวียนก่อนปล่อยกุ้ง และเมื่อปล่อยกุ้งมีการให้อาหารวันละ 3-4 ครั้ง ไม่ใช่ปล่อยธรรมชาติเหมือนเดิม หลักการต่าง ๆ นำมาจากไต้หวัน ซึ่งรับวิธีการเลี้ยงกุ้งคูรุม่า จากประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถเลี้ยงกุ้งคูรุม่า (Penaeus japonicus) เพื่อการค้าได้ โดย ดร.ฟุจิ นากา ตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2513 ซึ่งเป็นปีที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปฝึกงานเพาะเลี้ยงกุ้งที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 13 เดือน
การเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาเริ่มขึ้นในปี 2528-2529 ในภาคกลางบริเวณ 3 สมุทรของไทย คือ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ พื้นที่ของ 3 จังหวัดมีอาณาเขตติดต่อกับอ่าวไทยตอนบน บริเวณนี้เดิมเคยเป็นพื้นที่มีการเลี้ยงกุ้งตามธรรมชาติและการทำนาเกลืออยู่ก่อน การปรับเปลี่ยนพื้นที่เป็นนากุ้งแบบพัฒนาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการนำวิธีการสร้างบ่อ ประตูระบายน้ำเข้าออกและวิธีการเลี้ยงแบบไต้หวันได้ผลผลิตสูง กุ้งราคาดี เกิดเศรษฐีใหม่ขึ้นมากมายภายในระยะเวลา 6 เดือน จึงเป็นสาเหตุจูงใจให้มีการขยายพื้นที่การเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการวางแผนและจัดระบบการใช้น้ำล่วงหน้า ใครมีเงินมากก็จัดหาอุปกรณ์ที่มีกำลังสูงสูบน้ำเข้านาตัวเองให้มากที่สุด และปล่อยน้ำจากนาทิ้งลงแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยไม่มีการบำบัดน้ำก่อนทิ้ง และมีการใช้ยาปฏิชีวนะตามการเลี้ยงสัตว์บกทั่วไป โดยไม่มีเวลาศึกษายากับสัตว์น้ำมาก่อน และลืมนึกถึงว่ายาเมื่อลงน้ำจะเหลือยาให้ออกฤทธิ์รักษากุ้งได้หรือไม่ นอกจากนั้นยังมีการใช้สารเคมีทุกประเภทเพียงเพื่อบำบัดน้ำ ให้มีคุณภาพดี เพราะพูดกันว่าการเลี้ยงกุ้ง คือ การเลี้ยงน้ำ ใส่สารเคมีลงน้ำโดยลืมกุ้ง ผลที่เกิดขึ้นในปี 2532 ภายหลังการเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาได้เพียง 3 ปี ก็คือการล่มสลายของนากุ้งบริเวณ 3 สมุทร การเลี้ยงก็เคลื่อนย้ายไปทางภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด และมากขึ้น มีการใช้วิชาการและขบวนการเลี้ยงพัฒนากว่าเดิม ทำให้การเลี้ยงมีผลผลิตสูงและต่อเนื่องยาวนาน พร้อม ๆ กับการเลี้ยงในเขตตะวันออก ได้มีการยายพื้นที่การเลี้ยงลงมาทางภาคใต้ ที่มีพื้นที่ติดต่อกับชายทะเลเป็นระยะทางยาว ทั้งทางฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน พ.ศ. 2543 คาดว่าพื้นที่การเลี้ยงกุ้งของไทยจะกำหนดอยู่ที่ 500,000 ไร่ (สถิติกรมประมง) และพื้นที่อาจจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นนากุ้งกันมากขึ้น ผลผลิตกุ้งจากการเลี้ยงปี พ.ศ. 2542 อยู่ที่ 200,000 ตัน มีมูลค่าประมาณ 70,000 ล้านบาท จวบจนประมาณปี พ.ศ.2544-2545 การเลี้ยงกุ้งกุลาดำเริ่มมีปัญหาทั้งในส่วนของโรคระบาด รวมไปถึงปัญหาด้านสายพันธุ์ที่มีผลทำให้กุ้งที่เลี้ยงไม่โตตามที่เคยเลี้ยงกันมา ประจวบเหมาะกับการที่มีกุ้งขาววานาไมเข้ามาเป็นทางเลือกทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหันไปเลี้ยงกุ้งขาววานาไมเป็นทำให้พื้นที่และปริมาณกุ้งกุลาดำค่อยๆ ลดจำนวนลงจน ณ วันนี้เหลือประมาณ 2-3% เท่านั้น
นานาทัศนะในการเงื่อนไขการกลับมาของกุ้งกุลาดำ
คุณเดชา บันลือเดช ปรมาจารย์ผู้เลี้ยงกุ้งกำลาดำ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี วิเคราะห์ถึงโอกาสในการกลับมาของกุ้งกุลาดำว่า เป็นเรื่องที่ยากมาก เหตุเพราะองค์ประกอบหรือปัจจัยแห่งการกลับมานั้นยังขาดผู้ที่จะเข้ามาเป็นเจ้าภาพอย่างจริงจัง
เริ่มต้นเรามามองกันก่อนว่าถ้ากุ้งดำจะกลับมาต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง
1.พื้นที่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำต้องมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 15% ของพื้นที่การเลี้ยงทั้งหมด เพื่อให้ปริมาณผลผลิตเพียงพอต่อการทำตลาดของห้องเย็น ในส่วนนี้มีคำถามว่าแล้วใครจะเป็นคนเลี้ยง ใครจะเป็นผู้ลงไปลุยส่งเสริม และจะส่งเสริมอย่างไรเพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นใจ ว่าราคาจะดี เลี้ยงแล้วไม่มีปัญหา
2.สายพันธุ์ต้องนิ่งหรือเปลี่ยนเป็นกุ้งบ้าน ตรงนี้เราอ้างอิงคุณภาพลูกกุ้งมาจากกุ้งขาววานาไมได้เป็นอย่างดีว่าเมื่อมีการทำเป็นกุ้งบ้านแล้วผลการเลี้ยงจะเป็นอย่างไร ในส่วนนี้มีผู้ดำเนินการเป็นเจ้าภาพแล้ว ได้ทำงานวิจัย งานทดลองไปแล้ว แต่ผลเท่าที่ทราบตอนนี้โดยส่วนตัวมองว่ายังไม่ประสบความสำเร็จและถ้าจะทำให้สำเร็จคงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร
3.ไซส์กุ้ง ตอนนี้ระบุได้ยากแล้ว คำว่าไซส์ใหญ่ของกุ้งดำนั้นเท่าไหร่ จึงจะฉีกกุ้งขาววานาไมออกไปได้ เพราะตอนนี้กุ้งขาววานาไมนั้นมีการเลี้ยงกุ้งได้หน้า 3 หน้า 4 เข้าไปแล้ว ถ้าบอกว่าให้เลี้ยงกุ้งกุลาดำหน้า 2 เราต้องยอมรับความจริงว่าเป็นเรื่องยากมาก ปัจจุบันแค่หน้า 3 หน้า 4 ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก อีกอย่างจะมีเรื่องของต้นทุนการเลี้ยงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
โดยทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมาคือเงื่อนไขคร่าวๆ ที่จะทำให้กุ้งกุลาดำมีโอกาสกลับมา แต่ใครจะเป็นคนทำเงื่อนไขเหล่านี้ เท่าที่ทราบข่าวมาทุกคนจะมองไปที่ห้องเย็น แต่โดยมุมมองของผมอาจจะต่างมุมออกไป ตรงที่ว่าถ้ามีกุ้งห้องเย็นเอาไปทำตลาดได้อยู่แล้ว ส่วนราคานั้นเราต้องเข้าใจว่ามันขึ้นอยู่กับสภาวการณ์ของตลาด และเมื่อกล่าวถึงห้องเย็นมีประเด็นที่กล่าวต่อเนื่องอีกส่วนหนึ่งคือ มีการรณรงค์ให้ลดกำลังการผลิตกุ้ง ด้วยเหตุผลที่ว่า จะทำให้กุ้งราคาสูงขึ้น บางคนในกลุ่มผู้รณรงค์ให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการบีบห้องเย็น ซึ่งจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ โดยส่วนตัวแล้วมองว่า การลดกำลังการผลิตกุ้งเป็นความคิดที่ผิด เพราะกุ้งเราที่เลี้ยงกัน เกิน 90% เน้นที่การส่งออก ดังนั้น เมื่อเราทำน้อยคู่แข่งเขาก็เอาตลาดไป ในมุมมองของผม มองว่า ทำไมเราไม่ทำจำนวนกุ้งให้มีน้ำหนักเท่าเดิมแต่ทำกุ้งให้ไซส์ใหญ่ขึ้น จากเดิมที่ปล่อยหนาก็ปล่อยให้บางลงแล้วเลี้ยงเป็นไซส์ใหญ่
“ทุกวันนี้วงการกุ้งเราต้องยอมรับความจริงว่ากำลังมีปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหานั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่ภาพที่ปรากฏวันนี้ยังต่างคนต่างทำ แถมแต่ละภาคส่วนยังสร้างเงื่อนไขในการต่อรองซึ่งกันและกัน จึงอยากวิงวอนหรือฝากไปถึงบุคคลในวงการทุกท่าน ขอให้เชื่อเถอะว่าถ้าเราร่วมมือร่วมใจกัน พยายามหาทางออกด้วยกันอุตสาหกรรมกุ้งไทยเรายังดำเนินไปได้อย่างสวยงามอีกนาน
คุณธีรยุทธ หยังหลัง ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพชุมพร มองถึงโอกาสการกลับมาของกุ้งดำว่า ยังพอมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง โดยกลุ่มที่จะหันไปเลี้ยงกุ้งดำนั้นคือกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อย เพราะขณะนี้กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับต้นทุนในการเลี้ยงกุ้งขาว
สำหรับกุ้งดำนั้นในรอบการเลี้ยงที่ผ่านมาในชุมพรและจังหวัดใกล้เคียงนั้นมีการเลี้ยงกันบ้างและผลการเลี้ยงก็มีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ โดยรายที่เลี้ยงไม่ประสบความสำเร็จนั้นส่วนใหญ่แล้ว กุ้งไม่โต ส่วนสาเหตุนั้นยังระบุได้ไม่ชัดเจน หากจะมองไปที่สายพันธุ์ก็ไม่น่าจะใช้ เพราะหลายรายด้วยกันได้นำลูกพันธุ์มาจากฟาร์มเดียวกัน แต่โตไม่เหมือนกัน หรือจะบอกว่าเพราะการจัดการก็ไม่ชัดเจนอีกเช่นกัน เพราะบางรายลงกุ้ง 2-3 บ่อ จัดการเหมือนกันก็มีทั้งโตและไม่โตและหากมองจากผลการเลี้ยงที่เกิดขึ้น ยอมรับว่ากุ้งดำเลี้ยงยากกว่ากุ้งขาว
แต่โดยส่วนตัวแล้วอยากให้กุ้งขาวกลับมาเพราะการลงทุนต่อบ่อในการเลี้ยงกุ้งดำนั้นต่ำกว่ากุ้งขาว แม้ว่าต้นทุนการเลี้ยงต่อกิโลกุ้งดำจะสูงกว่า ในประเด็นนี้เกิดจากเหตุผลที่ว่า ในการเลี้ยงกุ้งขาวนั้นต้องลงกุ้งค่อนข้างแน่น เพราะผลกำไรที่ได้ต่อกิโลกรัมจะอยู่ประมาณ 20%ของการลงทุน แต่ในส่วนของกุ้งดำนั้นแน่นอนว่าถ้าเลี้ยงโดยใช้อาหารเม็ดผลกำไรที่ได้ต่อหน่วยอาจไม่แตกต่างจากกุ้งขาวมากนัก แต่กุ้งดำนั้นเท่าที่เคยเลี้ยงมา สามารถลดต้นทุนด้วยการใช้อาหารธรรมชาติ 1 เดือนไม่ต้องให้อาหารเม็ดกุ้งดำก็โตได้ แต่ในส่วนของกุ้งขาว อัตราการเจริญเติบโตจะต่างจากกุ้งดำพอสมควร อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่จะทำให้กุ้งดำจะกลับมานั้นคือราคาเท่านั้น เพราะจะเป็นแรงจูงใจให้มีการกลับมาเลี้ยงกันมากขึ้น โดยราคากุ้งไซส์ 40 ตัว/กิโลต้องไม่ต่ำกว่า 200 บาท ไซส์ 30 /กิโลต้องไม่ต่ำกว่า 250 บาท
“ตอนนี้การเลี้ยงกุ้งขาวต้องเอาทุนไปต่อทุน ดังนั้นรายย่อยจึงมีปัญหา ถ้าปล่อยกุ้งบางกำไรต่อไรแค่ 20% รายย่อยก็ไม่คุ้มทุนเพราะพื้นที่น้อย และเท่าที่ผมได้ทำการเลี้ยงมาการปล่อยกุ้งบางไร่ละ 50,000-80,000 ต้นทุนแทบไม่ต่างกันเลยกับการปล่อยกุ้งที่ 100,000-120,000 ตัว จึงเป็นเหตุผลให้มีการปล่อยกุ้งแน่นเพื่อทำจำนวนและกำไรที่เพิ่มขึ้น”
ณ วันนี้มีการรณรงค์ให้ปล่อยกุ้งบาง ลดกำลังการผลิตลง ถามว่า กำลังการผลิตกุ้งมาจากที่ไหนถ้าไม่ใช่กลุ่มผู้เลี้ยงรายใหญ่หรือในการเลี้ยงลักษณะบริษัท ซึ่งตอนนี้มีการไล่เช่าพื้นที่ของผู้เลี้ยงรายย่อยกันวุ่นวายไปหมด
ส่วนการขึ้นราคาอาหารนั้นคุณธีรยุทธมองว่า ถ้าขึ้นแล้วคุณภาพดี ก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะที่ผ่านมานั้นทราบดีว่าต้นทุนวัตถุดิบหลายตัวขยับสูงขึ้น แต่ราคาอาหารยังเท่าเดิม ซึ่งเมื่อดูที่ผลการเลี้ยงแล้ว มองว่าคุณภาพอาหารด้อยลงไป
โดยส่วนตัวผมมองว่า ในช่วงที่ผ่านมาอาหารกุ้งมีปัญหา เพราะผลการเลี้ยงลดลง กุ้งโตช้าลง มันเคยมีตัวอย่างอยู่ช่วงหนึ่งที่มีข่าวว่าจะมีการขยับขึ้นราคาอาหารเพราะต้นทุนการผลิตอาหารเม็ดสูงขึ้น แต่บริษัทก็ยังไม่ปรับราคา สถานการณ์เหมือนกับตอนนี้ โดยในช่วงนั้นผู้เลี้ยงกุ้งหลายรายด้วยกันเจอปัญหากุ้งเลี้ยงไม่โตพร้อมๆ กัน แต่พอราคาอาหารขยับขึ้น กุ้งกลับมาโตดี ถ้าไม่ให้คิดว่าเพราะการลดคุณภาพอาหารลงแล้วจะให้คิดว่าเกิดจากอะไร ดังนั้นในต้นปี 51 ถ้าจะมีการปรับราคาอาหารขึ้นมา แล้วมีการปรับคุณภาพอาหารขึ้นมาด้วย โดยส่วนตัวมองว่าน่าจะดีกว่าราคาอาหารยังเท่าเดิมแต่คุณภาพอาหารกลับด้อยลงไป
นพ.ธีรพัฒน์ หงสกุล แห่ง SiamMarine.com มองถึงโอกาสกลับมาของกุ้งดำว่ามีเพียง 5% เท่านั้น เหตุเพราะผู้เลี้ยงกุ้งไม่มีความั่นใจในเรื่องของราคา
ณ วันนี้ผมเองก็พอทราบข่าวถึงการรณรงค์หรือส่งเสริมให้หันกลับไปเลี้ยงกุ้งดำกันมากขึ้น ซึ่งมีผลทำให้กุ้งดำกลายเป็นกระแส แต่โดยส่วนตัวแล้วมองว่าโอกาสกลับมาของกุ้งดำนั้นยากมาก เพราะตอนนี้กุ้งดำไม่มีราคากลางให้อ้างอิง เท่ากับว่าเมื่อถึงเวลาจับกุ้ง ราคาจะถูกตั้งจากแพหรือห้องเย็น ซึ่งเชื่อว่าเป็นราคาที่ไม่สูงมากนักหรือไม่แตกต่างไปจากกุ้งขาว แต่ผู้เลี้ยงกุ้งก็ต้องขายเพราะไม่รู้จะเอากุ้งไปไหน อย่างในตอนกลางปี ทราบว่ามีผู้เลี้ยงกุ้งหลายท่านเหมือนกันที่ได้ทดลองหันไปลงกุ้งดำ แต่เมื่อถึงเวลาจับกุ้งปรากฏว่าไม่มีราคามาอ้างอิงเลย แพตั้งราคาให้เท่าไหร่ก็ต้องขายราคาเท่านั้น
และเมื่อกล่าวถึงราคากุ้ง ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้กุ้งดำกลับมา โดยราคาต่อไซส์เมื่อเทียบกับกุ้งขาวแล้วต้องสูงกว่า ไม่ต่ำกว่า 20 บาท ด้วยเพราะต้นทุนการเลี้ยงกุ้งดำโดยเฉลี่ยสูงกว่ากุ้งขาวประมาณ 10 บาท
“ถ้าจะให้กุ้งดำกลับมาผู้ที่ส่งเสริมหรือรณรงค์ต้องทำให้ครบวงจรนั้นคือ มีตลาดที่ชัดเจน ต้องมีห้องเย็นมาทำสัญญาที่ชัดเจนว่าราคาเท่าไหร่ เพราะถ้าเรื่องของราคายังไม่มีภาพที่ชัดเจน โอกาสที่กุ้งดำจะกลับมาคงเป็นไปได้ยาก”
ข้อมูลจากทั้ง 3 ท่าน สรุปในภาพรวมคือ การกลับมาของกุ้งดำนั้น ยากพอสมควร แต่ก็ไม่ใช่ว่าโอกาสจะเป็นศูนย์ หากมีความชัดเจนในเรื่องของราคา ดังนั้นผู้ที่ส่งเสริมหรือรณรงค์หรือแม้แต่กลุ่มห้องเย็นผู้ส่งออกทั้งหลายที่ต้องการผลผลิตกุ้งดำ กรุณาอย่าสร้างเพื่อกระแสแต่ต้องสร้างความชัดเจนในเรื่องของราคา ซึ่งหากห้องเย็นใดต้องการโดยมิต้องเสียค่าประชาสัมพันธ์ ติดต่อมาได้ที่กองบรรณาธิการธุรกิจสัตว์น้ำได้ เราพร้อมเป็นสื่อกลางนำมาท่านไปพบปะกับกลุ่มผู้ที่เลี้ยงกุ้งที่พร้อมจะผลิตกุ้งดำให้กับท่าน หรือท่านใดสนใจที่จะเข้าร่วมวงเสวนา กับกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งดำ ซึ่งทางธุรกิจสัตว์น้ำจะจัดขึ้นตอนต้นปี 51 ก็โทรมาจับจองที่นั่งกันได้ ที่เบอร์ 02-9121592 สวัสดีปีใหม่ครับ







  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss