| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: เลี้ยงปลานิล 3,000 ไร่ ด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 11/01/2008-13:35 GMT+7  
โฟกัสธุรกิจสัตว์น้ำ โดยหนุ่มลำมูล
การเลี้ยงปลานิลของประเทศไทยในปัจจุบัน มีการปรับรูปแบบการเลี้ยงให้มีการพัฒนาขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดผู้บริโภคที่มักมีความต้องการปลาที่มีคุณภาพ ผู้เลี้ยงสามารถย่นระยะเวลาในการเลี้ยงให้จับผลผลิตเร็วขึ้น ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่มีรูปแบบการเลี้ยงแบบไม่พัฒนา เลี้ยงเพื่อยังชีพ จนยกระดับมาเป็นแบบกึ่งพัฒนา และระบบพัฒนาตามลำดับ อีกทั้งผู้บริโภคเริ่มหันมาบริโภคปลาสดมีชีวิตกันมากขึ้น จึงทำให้ผู้เลี้ยงผลิตปลาอ๊อกออกสู่ตลาดมากขึ้น
และจะเห็นได้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้มีการขยายพื้นที่การเลี้ยง ทั้งผู้เลี้ยงรายเดิมที่เพิ่มพื้นที่การผลิต และเกษตรกรรายใหม่ที่ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจนี้ ผู้เลี้ยงหลายรายใช้รูปแบบการเลี้ยงที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความถนัดและปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะพบเห็นได้ใน 2 รูปแบบอย่างที่ทราบกันดีคือ เลี้ยงในกระชังและเลี้ยงในบ่อดิน พื้นที่การผลิตได้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมีปริมาณมาก แต่ที่ยังเป็นปัญหาของผู้เลี้ยงคือ ปัญหาสิ่งแวดล้อม น้ำเน่าเสีย เกิดภัยภิบัติธรรมชาติ เช่นน้ำท่วม เกษตรกรต่างก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
จังหวัดนครปฐม เป็นอีกแหล่งที่พบว่ามีการเลี้ยงปลานิลกันอย่างแพร่หลายมายาวนาน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเลี้ยงในบ่อดิน และเป็นการเลี้ยงแบบยังไม่พัฒนาและกึ่งพัฒนา สำหรับแหล่งตลาดหลักคือ ตลาดบางเลน ซึ่งเป็นศูนย์กลางเพื่อกระจายสินค้าสัตว์น้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ปลาเนื้อที่ได้จากการเลี้ยงของเกษตรกรชาวนครปฐมถูกนำเข้ามาที่นี่เกือบทั้งหมด และโดยส่วนใหญ่จะเป็นปลาอ๊อก นอกจากนี้แล้วผู้ผลิตยังมีวิธีจำหน่ายผลผลิตอีกทางหนึ่งคือ ให้พ่อค้ามาจับถึงปากบ่อ ซึ่งราคาก็สามารถคุยกันได้ว่าจะคิดค่าจับให้หรือให้ผู้เลี้ยงจับปลาเอง ผู้ซื้อก็เพียงแค่คัดไซส์อย่างเดียว
เกษตรกรที่เลี้ยงปลานิลบ่อโดยส่วนใหญ่มักจะเลี้ยงกันแบบลดต้นทุนการผลิต คือไม่ใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูป หรือมีการใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเท่าที่ผ่านมาพบว่าพื้นที่การเลี้ยงของเกษตรกรในแต่ละรายยังมีจำกัด กล่าวคือมีเพียงไม่กี่ไร่ หรืออย่างมากก็เฉียดพันไร่ มีน้อยมากที่เกษตรกรรายเดียวจะใช้พื้นที่เลี้ยงเป็นหลักหลายพันไร่
โฟกัสธุรกิจสัตว์น้ำฉบับนี้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมฟาร์มผลิตปลานิลขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง นั่นคือ ส.สนั่นฟาร์ม 35/12 หมู่ 5 ตำบลบางแขม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม บริหารงานโดยคุณสนั่น สุขมาเพียร ที่มีพื้นที่การเลี้ยงทั้งหมด 3,000 ไร่ แต่ใช้คนงานเพียง 20 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของการบริหารด้วยกำลังคนที่จำกัด อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ใช้แนวทางการเลี้ยงแบบเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ขี้ไก่เป็นอาหาร และใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปช่วงก่อนจับ และไม่ได้เร่งรีบให้ปลาออกสู่ตลาดคือใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณปีเศษ ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ จึงทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดทุกวัน วันละประมาณ 4 ตัน นอกจากนั้นยังมีเกษตรกรอีกรายที่ยึดแนวทางการเลี้ยงลักษณะเดียวกันคือคุณสุทธิพงษ์ จันปุย เพียงแต่แตกต่างกันตรงที่พื้นที่การเลี้ยงคือ 200 ไร่
ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมาคุณสนั่นมีอาชีพขับรถบรรทุก แต่มีโอกาสศึกษาถึงวิธีการเลี้ยงปลานิลจากเกษตรกรรายอื่นๆหลายๆราย จึงมีแนวคิดที่จะหักเหอาชีพจากที่เคยทำอยู่ให้กลับกลายมาเป็นการเลี้ยงปลานิลออกสู่ตลาด ดังนั้นจึงได้เช่าพื้นที่ 10 ไร่เริ่มต้นการเลี้ยงปลานิลป้อนตลาด ซึ่งในช่วงเวลานั้นจะไม่ผลิตเป็นปลาอ๊อก แต่ผลิตเป็นปลาตาย ทั้งนี้เป็นเพราะเกิดจากความต้องการของตลาด และช่วงนั้นราคาปลานิลบ่อมีราคาเพียงแค่กิโลกรัมละ 10 บาทเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรเจ้าของฟาร์มก็ยังกล่าวว่ายังมีกำไร เมื่อการเลี้ยงครอปแรกสิ้นสุดลง รายได้ดังกล่าวเป็นสิ่งเร้าทำให้เจ้าของฟาร์มขยายพื้นที่เลี้ยงเรื่อยมา ด้วยการนำเม็ดเงินที่ได้จากการเลี้ยงในแต่ละครั้ง ในแต่ละปีขยายฟาร์มออกไปจนในปัจจุบันมีพื้นที่ทั้งหมด 3,000 กว่าไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่ 2 จังหวัดคือนครปฐมประมาณ 2,000 ไร่ ค่าเช่าไร่ละ 1,000 บาทต่อปี และราชบุรีอีก 1,000 ไร่ ค่าเช่าไร่ละ 2,000 บาทต่อปี
การจัดการบ่อเลี้ยง
พื้นที่ทั้ง 2 แหล่งใช้วิธีการเลี้ยงรวมถึงการจัดการบ่อลักษณะเดียวกันเช่น พื้นที่ 2,000 ไร่ที่อยู่จังหวัดนครปฐมนั้น ไม่ได้เป็นพื้นที่ติดกัน แต่จะแบ่งออกเป็นโซนการเลี้ยงโซนละประมาณ 300 ไร่ ซึ่ง 300 ไร่ดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็นบ่อบ่อละประมาณ 50 ไร่ ซึ่งแต่ละบ่อจะอยู่ติดกัน และถูกเชื่อมต่อเข้าถึงกันทุกบ่อ คุณสนั่นใช้วิธีการจัดการบ่อคือ
ปรับพื้นที่บ่อให้มีความลึกประมาณ 1.50 เมตร คันบ่อกว้างประมาณ 3 เมตร ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการจับปลาในแต่ละครอปแล้ว จะมีการลอกเลนซึ่งเกิดจากเศษอาหารที่ปลากินไม่หมดหรือของเสียจากปลา และได้ตากบ่อประมาณ 15 วัน เพื่อรอให้ดินแห้ง โดยก่อนหน้านี้ได้เก็บเศษซากพืชและปลาให้หมด จึงหว่านปูนขาวไร่ละ 50 กิโลกรัม ลงไปเพื่อฆ่าเชื้อต่างๆที่ตกค้างอยู่ในบ่อ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ในกรณีที่มีการเกิดโรคระบาดในการเลี้ยงในครอปก่อนหน้านี้ เพราะจะเป็นการป้องกันได้มาก จากนั้นสูบน้ำเข้าบ่อ ในบางครั้งจะมีการใช้มุ้งเขียวกรองน้ำก่อน ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันศัตรูปลา และลูกปลาอื่นๆจากแหล่งธรรมชาติ โดยเฉพาะปลากินเนื้อเช่นปลาช่อน ปลาดุก หรือปลาหมอที่จะมาคอยดักกินลูกปลา และบางครั้งจะมีการทำน้ำเขียวโดยใช้น้ำอามิ-อามิ ไร่ละ 800 ลิตร หมักทิ้งไว้ 10 วัน เพื่อปล่อยให้ทำปฎิกิริยากับน้ำ ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับปลาวัยอ่อนที่จะปล่อยต่อไป หลังจากทำน้ำเขียว 10 วันจึงเริ่มปล่อยน้ำให้เต็มบ่อและเริ่มปล่อยลูกพันธุ์ปลาลงไปอนุบาล
ลูกพันธุ์ปลาและการอนุบาล
ลูกพันธุ์ปลาที่ใช้เป็นจิตรลดา 3 ซึ่งเลือกใช้จาก 2 แหล่งผลิตใหญ่ ซึ่งทั้ง 2 แหล่งมีลักษณะและโครงสร้างที่แตกต่างกัน คือตัวกว้างและยาว แต่สำหรับอีกแหล่งมีลักษณะลำตัวค่อนข้างป้อม ซึ่งเจ้าของฟาร์มกล่าวว่า เหตุที่เลือกใช้ลูกพันธุ์ปลาที่มีความแตกต่างกันก็เพราะขึ้นอยู่กับความต้องการของพ่อค้าที่จะมาจับในอนาคต เนื่องจากว่าแต่ละแหล่งจะต้องการปลาแตกต่างกัน ซึ่งราคาลูกพันธุ์อยู่ระหว่างตัวละ 32-33 สตางค์ ไซส์ใบมะขาม หลังจากนั้นจะนำลูกพันธุ์ปลาลงอนุบาลเพื่อให้ได้ไซส์ก่อนลงเลี้ยงจริง
ลูกพันธุ์ปลานิลที่ผมใช้จะมาจาก 2 แหล่งคือจากบริษัทผู้ผลิตอาหารแห่งหนึ่งที่ผลิตลูกพันธุ์ปลาจำหน่ายด้วย แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องใช้อาหารของบริษัทเขาด้วย คือถ้าสั่งลูกพันธุ์ปลา 1 ล้านตัว ผมต้องใช้อาหารจากบริษัทนี้ 4,000 ถุง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะยังไงก่อนการจับปลาผมก็ต้องอัดอาหารเม็ดอยู่แล้ว หลังจากใช้ปลาก็อ้วนขึ้น สำหรับแหล่งลูกพันธุ์ปลาอีกแหล่งจะเป็นฟาร์มผลิตลูกปลาที่มีชื่อเสียงเช่นกัน ซึ่งลูกพันธุ์ที่ได้จากทั้ง 2 แหล่งมีอัตราการเจริญเติบโตใกล้เคียงกัน โตดี ได้น้ำหนัก แต่จะแตกต่างกันตรงลักษณะเท่านั้น ผมจึงใช้ลูกพันธุ์จากทั้ง 2 แหล่งมาโดยตลอด แต่ต้องนำมาอนุบาลก่อน
สาเหตุที่ต้องทำการอนุบาลลูกพันธุ์คือ เนื่องจากใช้พื้นที่เลี้ยงค่อนข้างกว้าง หากปล่อยลงเลี้ยงเลย จะส่งผลต่อการแตกไซส์ค่อนข้างสูง เนื่องจากการกินอาหารของลูกปลาจะไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นการอนุบาลลูกพันธุ์ปลาจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยมีวิธีการอนุบาลคือ กั้นบ่ออนุบาลไม่ให้น้ำออกไปที่บ่ออื่น หลังจากนั้นปล่อยลูกพันธุ์ลงอนุบาลในอัตราปล่อยไร่ละ 5,000 ตัว อนุบาลต่อไปประมาณ 3 เดือนจึงเปิดบ่อเพื่อเลี้ยงเป็นปลาเนื้อต่อไป
การให้อาหาร
ดังที่กล่าวไปในข้างต้นแล้วว่า การเลี้ยงปลาของเกษตรกรรายนี้ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงแบบลดต้นทุน และไม่เร่งเพื่อให้ปลาโตเร็ว ดังนั้นการลดต้นทุนด้านอาหารจึงเป็นสิ่งที่นำมาพิจารณาเป็นลำดับแรก ซึ่งอาหารที่ใช้โดยส่วนใหญ่ของการเลี้ยงจะเป็นขี้ไก่ที่ได้จากฟาร์มต่างๆ โดยจะใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปน้อยมากคือใช้ในช่วงอนุบาลและก่อนการจับประมาณ 2 เดือนเพื่อเป็นการสร้างเนื้อให้มีมากขึ้น โดยแบ่งการให้อาหารออกเป็น 3 ช่วงคือ
ช่วงอนุบาลลูกพันธุ์ ในช่วงอาทิตย์แรกของการอนุบาล เกษตรกรรายนี้จะให้อาหารด้วยรำละเอียดวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น เหตุผลคือปลาไซส์นี้ยังไม่สามารถกินอาหารที่มีลักษณะที่เป็นเม็ดได้ เนื่องจากปากยังเล็กอยู่ การให้รำละเอียดต้องสาดทั่วทั้งบ่อ เพื่อให้ทั่วถึง หลังจากนั้นอาทิตย์กว่าๆ ปลาเริ่มโตขึ้นเพียงเล็กน้อย จะมีการปรับวัตถุดิบอาหารจากรำละเอียดมาเป็นอาหารสำหรับปลากินพืชขนาดเล็ก ซึ่งมีให้เลือกหลายขนาดตามไซส์ปลา ให้วันละ 2 ครั้งเช้าเย็นเช่นเดียวกันกับการให้รำละเอียด
การให้อาหารแก่ปลานิลในช่วงที่ 2 คือช่วงปล่อยเลี้ยงเป็นปลาเนื้อ ซึ่งหลังจากอนุบาลไม่เกิน 3 เดือน จะเปิดที่กั้นบ่อเพื่อปล่อยให้ปลามีพื้นที่ในการหาอาหารได้ทั่วถึง ในช่วงนี้อัตรารอดของลูกพันธุ์จะเหลือ 50 % ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นการเลี้ยงของคุณสนั่นจะมีอัตราการปล่อยคือ ไร่ละ 2,500 ตัว โดยพื้นที่ในแต่ละโซนคือ 300 ไร่ ปลาแต่ละตัวสามารถว่ายไปมาในพื้นที่ทั้งหมดได้ เพราะคันบ่อในแต่ละบ่อจะถูกเปิดออก อาหารที่ใช้ในช่วงนี้เป็นขี้ไก่ที่ได้จากฟาร์มของบริษัทยักษ์ใหญ่ 3 บริษัท
การได้มาของอาหารนั้น คุณสนั่นได้กล่าวว่า เกิดจากการประมูล ซึ่งมีข้อดีคือจะสามารถซื้อขี้ไก่ได้ในราคาเดียวกันตลอดทั้งปี เมื่อหมด 1 ปีก็สามารถประมูลใหม่ได้ ในปัจจุบันเจ้าของฟาร์มซื้อได้ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 7 บาท ซึ่งหากเปรียบเทียบกับราคาอาหารเม็ดสำเร็จรูปนั้นจะมีความแตกต่างกันมาก ลักษณะของขี้ไก่นั้นจะเป็นขี้ไก่แห้ง และมีแกลบติดมาด้วย การเลี้ยงด้วยขี้ไก่นั้นไม่เป็นอันตรายต่อปลาแต่อย่างใด เพราะขี้ไก่ที่ได้เกิดจากการเลี้ยงจากฟาร์มที่ใช้มาตรฐานในการเลี้ยงเป็นอย่างดี โดยไม่มีสารตกค้าง เพราะฉะนั้นอันตรายจากขี้ไก่ที่จะส่งผลต่อปลานั้นไม่มีเลย
มีวิธีการให้อาหารคือ นำขี้ไก่มากองรวมไว้บริเวณใดบริเวณหนึ่งของริมบ่อ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการใช้ ก่อนการให้อาหารจะต้องเช็คทิศทางการเคลื่อนที่ของลมว่าไปทางใด เพราะจะต้องให้อาหารเหนือลมทุกครั้ง จะแบ่งบริเวณให้อาหารในแต่ละบ่อออกเป็น 3 แนว ครั้งแรกไล่ตั้งแต่เหนือลม โดยการนั่งเรือแล้วใช้ภาชนะตักสาดเป็นแนว หลังจากนั้นให้ในแถวที่ 2 และ 3 ตามลำดับ การให้เหนือลมจะทำให้ปลากินอาหารได้ทันทีและทั่วถึง และพยายามไม่ให้อาหารใต้ลม เพราะแรงลมจะทำให้ขี้ไก่ลอยเข้ามาติดริมบ่อเร็วขึ้น ปลาจะไม่กินอาหารบริเวณริมบ่อ ทำให้เกิดการสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
สำหรับอัตราการให้อาหารนั้น คำนวณออกมาคือปลาประมาณ 250,000 ตัวจะใช้ขี้ไก่เพียงวันละประมาณ 20 กิโลกรัมเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นปริมาณน้อยมาก โดยเจ้าของฟาร์มได้กล่าวว่าไม่จำเป็นต้องให้ขี้ไก่มากไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะไม่ได้เร่งให้ปลาโตเร็ว แต่จะเลี้ยงด้วยวิธีการลดต้นทุนให้ได้ และอีกอย่างคือปลาจะไม่ค่อยกินอาหารมากซักเท่าไหร่ หากให้มากเกินไปจะทำให้น้ำเสียได้ง่าย ผลเสียหายจะตามมาภายหลัง
ในแต่ละช่วงเวลา ปลาจะกินอาหารไม่เท่ากัน โดยปกติในช่วงเลี้ยงเป็นปลาเนื้อจะมีการให้อาหารวันละครั้งในช่วงเช้า ซึ่งช่วงที่ปลากินอาหารเก่งที่สุดจะอยู่ในฤดูฝน ส่วนช่วงที่ปลากินน้อยคือหน้าหนาว ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ทำให้รู้ว่าหากเลี้ยงในช่วงรอยต่อระหว่างฤดูฝนและฤดูหนาวพบว่าปลากินน้อย เพราะฉะนั้นจะมีวิธีการแก้ปัญหาคือ จากที่เคยให้ในช่วงเวลาเช้าก็ปรับมาให้ในตอนบ่ายที่อุณหภูมิสูงขึ้น หรือบางครั้งจะปรับจากให้อาหารวันละครั้ง เป็น 2 วันต่อครั้ง เพื่อป้องกันการสูญเสียอาหารโดยเปล่าประโยชน์
นับจากวันที่นำปลามาอนุบาลประมาณ 10 เดือน ปลาภายในบ่อจะมีไซส์เฉลี่ยที่ตัวละประมาณ 500-600 กรัม ซึ่งปลาไซส์นี้เป็นที่ต้องการของตลาด แต่เจ้าของฟาร์มกล่าวว่า ถึงแม้ว่าเป็นปลาที่ได้ไซส์แล้ว แต่เนื้อปลายังไม่มาก กล่าวง่ายๆคือยังไม่อ้วนพอ ดังนั้นจึงต้องทำการขุนให้ปลาอ้วนกว่านี้ เพราะฉะนั้นการให้อาหารในช่วงที่ 3 จึงเกิดขึ้น อาหารเม็ดสำเร็จรูปจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในช่วงนี้ โดยให้อาหารวันละมื้อเช่นเดียวกัน โดยให้ต่อไปอีกประมาณ 3 เดือนก่อนจับ ส่วนอัตราการให้อาหารจะไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ เช่นหากต้องการให้ปลาโตเร็ว ก็อัดอาหารให้มาก แต่หากไม่รีบเร่งมากนัก จะลดปริมาณการให้ลง เรื่องนี้คุณสุทธิพงษ์ได้กล่าวไว้ว่า
จากการอนุบาลถึงปลาได้ไซส์ 5 ขีด จะใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงนานร่วม 10 เดือน ซึ่งตลาดก็ยังมีความต้องการเหมือนกัน เพียงแต่เนื้อยังมีไม่มาก เราเรียกว่าเป็นปลากลาง ถ้าขายจะได้ราคากิโลกรัมละ 26 บาท แต่เราจะไม่ขาย เราจะเลี้ยงต่อไปและขายเป็นปลาไซส์ใหญ่คือประมาณตัวละ 700 กรัมขึ้นไปถึง 1 กิโลกรัม แต่ถ้าสมมุติว่าปลากลางภายในบ่อเรามีมาก เราก็อาจจะจับขายก่อนได้ ทั้งนี้เพื่อให้ปลาในบ่อเหลือน้อยลง การที่ปลาภายในบ่อมีน้อยลงจะทำให้ปลาโตเร็ว เพราะไม่ต้องเกิดการแย่งอาหารกัน ถึงไม่ให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปก็โตได้
จับผลผลิตจำหน่าย
ใช้ระยะเวลาจากการอนุบาลจนถึงจับขายได้นั้นคือ 1 ปีกับอีกประมาณ 1 เดือน หรือบางครั้งอาจลากยางไปถึง 5 เดือน ก่อนการจับปลาจะต้องมีการติดต่อไปยังพ่อค้ารับซื้อว่าต้องการปลาหรือไม่ หากมีการเจรจากันถึงไซส์และปริมาณแล้ว เจ้าของบ่อจะต้องสุ่มเช็คไซส์ปลาโดยใช้แห หากพบว่าปลาภายในบ่อตรงตามสเป็คของผู้ซื้อแล้วจะต้องมีการวางแผนการจับ
ก่อนการจับทุกครั้งจะต้องลดระดับน้ำออกให้เหลือเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการลากอวน จากการที่ ส.สนั่นฟาร์ม มีพื้นที่เลี้ยงปลามากถึง 3,000 ไร่ ดังนั้นจึงสามารถจับปลาออกจำหน่ายได้ทุกวัน โดยเฉลี่ยตกวันละ 4 ตัน ซึ่งในบางครั้งที่ความต้องการของตลาดมีมากขึ้น ปริมาณการการจับอาจจะถึงวันละ 6-7 ตันเลยทีเดียว ซึ่งผู้ซื้อจะมาในช่วงเช้ามืดและจับปลาให้แล้วเสร็จไม่เกิน 7 โมงเช้า ทั้งนี้เพื่อเผื่อเวลาการเดินทางของผู้ซื้ออีกด้วย ซึ่งปลาที่จำหน่ายออกไปนั้นเป็นปลาอ๊อก
ไซส์ปลารวมถึงราคาที่มีการจำหน่ายภายในฟาร์มในปัจจุบันแบ่งเป็น 3 ไซส์คือ ไซส์ใหญ่ 600 กรัมถึง 1 กิโลกรัม ราคา 30 บาท ไซส์กลาง 400-500 กรัมราคาประมาณ 25 บาท และไซส์เล็กราคา 18 บาทต่อกิโลกรัม
เลี้ยงปลาจีนและยี่สกร่วม
นอกจากจะเลี้ยงปลานิลเป็นหลักแล้ว คุณสนั่นยังเลี้ยงปลาอื่นๆภายในบ่อเดียวกันอีกด้วย นั่นคือปลาจีนและปลายี่สก หรือที่เรียกว่าปลาลอยนั่นเอง ก่อนอื่นเจ้าของฟาร์มได้ให้เหตุผลของการเลี้ยงปลาชนิดอื่นร่วมด้วยคือ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายปีได้เล็งเห็นแล้วว่า น้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเลี้ยงปลา คือปลาจะโตดีหรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำเป็นสำคัญ ที่ผ่านมาพบว่าทั้งปลาจีนและยี่สกเป็นปลาที่มีความทนทานต่อสภาพน้ำได้ค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้นเหตุผลหลักของการเลี้ยงปลาทั้ง 2 ชนิดคือ เพื่อเช็คคุณภาพน้ำ ถ้าคุณภาพน้ำในบ่อเริ่มไม่ดีจะทำให้ปลาทั้ง 2 ชนิดตายได้โดยง่าย หากพบการตายเกิดขึ้น จะต้องรีบแก้ไขเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปลานิลตาย โดยการเติมน้ำเข้าบ่ออีก นอกจากนั้นแล้วก็ยังเป็นการเลี้ยงเพื่อเป็นรายได้เสริมจากรายได้หลักคือปลานิลนั่นเอง
วิธีการเลี้ยงคือ จะปล่อยลูกพันธุ์ปลาจีนพร้อมกับปลานิลในไซส์เดียวกันในอัตราไร่ละ 200 ตัว และยี่สกไร่ละ 200 ตัวเช่นเดียวกัน สำหรับอาหาร จะเป็นชนิดเดียวกันกับปลานิล โดยไม่มีสูตรอาหารอื่นที่แตกต่างกันเลย โดยปลาลอยจะกินอาหารก้นบ่อที่หลงเหลือจากปลานิลกินไม่หมด เพราะปลานิลที่เลี้ยงจะกินอาหารผิวน้ำ
สำหรับการเจริญเติบโตนั้นพบว่า ปลาลอยจะโตเร็วกว่าปลานิลที่เป็นปลาหลักด้วยซ้ำ เช่น ระยะเวลาประมาณ 10 เดือน ปลาลอยจะในแต่ละตัวจะมีน้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม หากเป็นปลานิลนั้นจะได้แค่ไซส์ตัวละ 500-600 กรัมเท่านั้น ข้อดีอีกอย่างคือปลาลอยจะมีอัตรารอดสูงประมาณ 80 % หากควบคุมคุณภาพน้ำให้ดี แตกต่างจากปลานิลที่มีอัตรารอดในช่วงอนุบาลเพียงแค่ 50 % เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามทั้งปลานิลและปลาลอยต่างก็มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันคือ ปลานิลสามารถอยู่ได้ในน้ำที่ค่อนข้างไม่ดี แต่จะไม่สามารถอยู่ได้ถ้าเกิดโรค ในทางกลับกันปลาลอยจะอยู่ได้ในช่วงที่เกิดโรค แต่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในสภาพน้ำที่ไม่ดี
ส่วนการจับปลาลอยจำหน่ายนั้น หลังจากเลี้ยงไปแล้ว 10 เดือนปลาจะมีไซส์ 3 กิโลกรัม สามารถจับขายได้แล้ว วิธีการจับก็ใช้วิธีการลากอวนเช่นเดียวกับปลานิล และต้องปิดบ่อก่อนการลาก และใช้อวนที่มีตาห่างประมาณ 16 เซนติเมตร ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ปลานิลที่มีไซส์เล็กติดมาด้วย เมื่อได้ปลามาแล้ว จะถูกจำหน่ายให้พ่อค้าที่เดินทางมารับซื้อถึงปากบ่อ และพ่อค้าเหล่านี้จะมาจากทั่วประเทศ แต่ที่ซื้อในปริมาณมากจะเป็นพ่อค้าที่นำไปจำหน่ายต่อยังภาคอีสาน เพราะปลาลอยทั้ง 2 ชนิดมีความต้องการมาก แต่มีพื้นที่เลี้ยงน้อย ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะนำไปแปรรูปเป็นปลาเค็ม โดยคุณสนั่นสามารถจำหน่ายได้โดยมีราคาคือ ปลาจีนกิโลกรัมละ 20 บาท และปลายี่สกกิโลกรัมละ 22 บาท ราคานี้เป็นราคานิ่งตลอดทั้งปี โดยไม่มีตกหรือเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าปลาลอยจะมีอัตรารอดสูงถึง 80 % และเป็นปลาไซส์ใหญ่ แต่ก็ไม่ได้จับทุกวันเหมือนปลานิล เพียงแต่จะจับก็ต่อเมื่อมีออร์เดอร์เท่านั้น แต่ถ้าหากเจ้าของฟาร์มจะขายก็สามารถติดต่อไปยังพ่อค้าให้มารับได้ทุกครั้ง
ต้นทุนการเลี้ยง
การเลี้ยงปลาด้วยแนวทางของคุณสนั่นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะด้วยพื้นที่เลี้ยงที่มากถึง 3,000 ไร่ แต่ใช้คนงานเพียง 20 คนนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาแน่นอน และที่สำคัญคือต้นทุนการเลี้ยงที่บวกลบคูณหารออกมาแล้วคือ ต้นทุนต่อไร่ประมาณ 10,000 บาท ขายปลานิลไซส์ใหญ่ราคากิโลกรัมละ 30 บาท ผลผลิตไร่ละ 1 ตัน สามารถทำเงินได้ 30,000 บาท เพราะฉะนั้นได้กำไรไร่ละ 20,000 บาท และในการจับในแต่ละวันคือ 4 ตัน ทำให้ได้กำไรวันละ 80,000 บาท ซึ่งยังไม่รวมรายได้เสริมจากการจำหน่ายปลาลอยอีก
จัดตั้งกลุ่มเลี้ยงปลา
ไม่นานมานี้คุณสนั่นได้รวบรวมเกษตรกรในละแวกเดียวกันที่ใช้แนวทางการเลี้ยงลานิลวิธีนี้จัดตั้งเป็นกลุ่มอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีสมาชิก 5 คน พื้นที่การเลี้ยงรวมทั้งหมดมากกว่า 5,000 ไร่ ซึ่งข้อดีของการรวมกลุ่มคือ สามารถกำหนดราคาปลาเนื้อได้ เพราะพ่อค้าแต่ละรายต้องการเป็นปริมาณมาก และพื้นที่เลี้ยงอื่นก็มีเพียงเล็กน้อย หากพ่อค้าต้องการปลาโดยใช้ระยะเวลาไม่นานก็สามารถมาที่กลุ่มนี้ได้ โดยสมาชิกในแต่ละกลุ่มจะมีการจัดคิวกันจับปลาเพื่อจำหน่ายผลผลิต หากสมาชิกท่านใดต้องการจำหน่ายปลาก็สามารถปรึกษากันได้ และหาพ่อค้ามาจับให้ได้ แต่สำหรับคุณสนั่นนั้นจะมีการจับปลาทุกวันอยู่แล้ว
ท้ายที่สุดทั้งคุณสนั่นและคุณสุทธิพงษ์ได้กล่าวถึงข้อดีของการเลี้ยงปลานิลด้วยวิธีนี้ว่า ในปัจจุบัน ต้นทุนด้านอาหารนั้นสูงมาก และมีท่าทีว่าจะเพิ่มขึ้นอีกต่อไปเรื่อยๆ หากผู้เลี้ยงปลาต้องการจะลดต้นทุนก็สามารถนำแนวทางการเลี้ยงนี้ไปใช้ได้ ซึ่งอาจจะใช้เวลานานไปบ้าง แต่ก็มีตลาดรับซื้อที่แน่นอน ที่เห็นได้ชัดเจนคือกลุ่มนี้ที่ผลงานเป็นที่ประจักษ์ออกมานานหลายปีแล้ว นอกจากนี้คุณสนั่นยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า ในปัจจุบันได้ขยายพื้นที่ออกไปอีกหลายไร่เพื่อรองรับการเลี้ยงต่อไป และยังได้แย้มออกมาอีกว่า ถ้ามีพื้นที่ใดให้เช่าก็จะเข้าไปทำสัญญาเช่าในทันที ส่วนมุมมองต่อวงการปลานิลของไทยนั้น คุณสุทธิพงษ์มองว่า ในอนาคตปลานิลก็ยังเป็นปลาที่มีความต้องการของตลาดอย่างนี้ต่อไปอีกนาน เพราะเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีผู้บริโภคทั่วไป และทุกชนชั้น และถึงแม้ว่าปลาบ่อดินจะมีราคาไม่สูงเหมือนปลากระชัง แต่ก็คุ้มค่ากับการเลี้ยง ซึ่งตลาดภายในนั้นยังมีความต้องการอีกมาก
ส่วนภาคการส่งออกนั้น มองว่าเกษตรกรไทยต้องผลิตปลาให้ได้คุณภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ห้องเย็นต่างๆจะใช้ปลากระชังมากกว่า ทั้งนี้เพราะมีความสะอาดมากกว่าปลาบ่อดิน และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ โรงเพาะฟักต้องพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลออกมาเรื่อยๆ เพื่อให้โตเร็ว ส่งผลให้การเลี้ยงเร็วขึ้น รวมไปถึงมีอัตราการแลกเนื้อสูง ซึ่งหากหลายๆฝ่ายให้การสนับสนุน และปฎิบัติได้จริง เรื่องการส่งออกน่าจะไม่เป็นปัญหา
ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสนั่น โทรศัพท์ 08-1736-8458 คุณสุทธิพงษ์ โทรศัพท์ 08-4102-0847
 
|
|