โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: 5 นายกวิเคราห์ อุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยปี 51
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: 5 นายกวิเคราห์ อุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยปี 51  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 11/01/2008-13:37 GMT+7  

เอื้อเฟื้อบทความโดย นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ฉบับเดือน มกราคม 2551
สนใจลงโฆษณา หรือประสงค์จะนำเสนอบทความ ติดต่อได้ที่
คุณทิพวรรณ์ ซื่อสัตย์กุล
โทร. 02-587-4855, 081-441-5710
NEW โดย...กองบรรณาธิการ
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา ณโรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น คณะกรรมการเกษตรและอาหาร และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้จัดงานเสวนาขึ้นในหัวข้อ อุตสาหกรรมการสัตว์น้ำ จะรุ่งโรจน์หรือร่วงโรยในปี 51 โดยได้เชิญบรรดาสมาคมต่างๆ ที่สำคัญในวงการเกษตรมาร่วมวงเสวนา เนื้อหาจะเน้นในส่วนบทสรุปของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ที่เกิดขึ้นในปี 50 และแนวโน้มในปี 51 ซึ่งในภาพภาพรวมของเนื้อหาที่มีการเสวนากันนั้นถือว่าเป็นข้อมูลที่ถือว่าเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบอยู่ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะเกษตรกร นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำฉบับนี้จึงได้นำเนื้อหาโดยสรุปมานำเสนอ โดยเน้นเฉพาะในส่วนของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการดำเนินธุรกิจให้กับพวกเราในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่พลาดเข้าร่วมงานเสวนาและกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายย่อย ซึ่งจากข้อมูลที่มีการเสวนากัน ขอบอกกล่าวกันในเบื้องต้นเลยว่า ปี 51 ยังหนักและเหนื่อยไม่แพ้ปี 50 อย่างแน่นอน เพราะปัจจัยลบประการหนึ่งที่มีการะบุไว้อย่างจัดเจนว่าช่วง “ต้นปีราคาอาหารเม็ดมีโอกาสขยับตัวสูงขึ้น”

สัญญาณลบจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยและสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว ระบุ ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น 20%

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ให้ข้อมูลว่า ณ ตอนนี้อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ทั่วโลกกำลังประสบกับปัญหาวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะขยับเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้วัตถุดิบอาหารสัตว์ส่วนของพืชบางตัวที่สามารถนำไปผลิตพลังงานทดแทนได้มีราคาแพงขึ้นด้วยเพราะมีการแย่งซื้อเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมผลิตพลังงานทดแทนน้ำมันและพื้นที่การปลูกพืชที่เดิมทีเคยปลูกพืชป้อนให้กับอุตสาหกรรมอาหารอาหารสัตว์ ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชพลังงานเพื่อผลิตเป็นพลังงานทดแทนน้ำมันนั่นเอง
ในปี 2551 ปริมาณความต้องการอาหารสัตว์จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 11.6 ล้านตัน จากปี 2550 ซึ่งมีปริมาณความต้องการ 11.5 ล้านตัน โดยเฉพาะอาหารไก่เนื้อ มีปริมาณความต้องการ 3 ล้านตัน ไก่พ่อแม่พันธุ์ 4.8 แสนตัน และโคนม 3.2 ล้านตัน ส่วนปริมาณความต้องการอาหารสัตว์ ประเภทไก่ไข่ พ่อแม่พันธุ์ ลดลงเหลือ 1.8 หมื่นตัน หมูขุนเหลือ 3.3 ล้านตัน และหมูพันธุ์เหลือ 7.7 แสนตัน ส่วนปริมาณความต้องการอาหารไก่ไข่เล็กรุ่น , ไก่ไข่ให้ไข่ , เป็ดเนื้อ , เป็ดพันธุ์ , เป็ดไข่ , กุ้งและปลา จะไม่แตกต่างกันมากนักกับปี 2550
ธุรกิจอาหารสัตว์ปี 2551 จะคล้ายกับปี 2550 แต่จะเหนื่อยหนัก เพราะราคาน้ำมันจะไม่ลดลงมากนัก ขณะที่ราคาเฉลี่ยของสินค้าเกษตรที่สำคัญ ข้าวโพด กากถั่วเหลือง และข้าวสาลี ปรับสูงขึ้น 53% เนื่องจากกลุ่มพลังงานทดแทนเข้ามาแย่งซื้อพืชเกษตรไปผลิตพลังงานทดแทน ฉุดให้ราคาพืชเกษตรในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น “มันจะเกิดมิติของการแย่งซื้อ โดยราคานั้นจะถูกกลุ่มอุตสาหกรรมทดแทนตั้งเป็นเกณฑ์ ซึ่งเป็นระดับที่ขยับสูงขึ้น ดังนั้นถ้ากลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์จะแย่งซื้อก็ต้องสู้ราคา มันจึงเกิดผลกระทบในภาพรวมกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์”
พร้อมกันนี้อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์แพงขึ้น มีสาเหตุมาจาก ค่าระวางเรือขนส่งทางทะเล อันเป็นผลมากจากการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจของหลายประเทศ เช่น จีนและอินเดีย เมื่อการเติบโตสูงขึ้นปริมาณความต้องการในการขนส่งสินค้าก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งการขนส่งวิธีการหนึ่งที่เป็นที่นิยม คือการขนส่งทางเรือนั่นเอง โดยจากปี 2549 ค่าบรรทุกประมาณ 35เหรียญสหรัฐ/ตัน ล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 110 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีผลต่อต้นทุนวัตถุดิบอย่างชัดเจน และจากที่กล่าวมาทั้งหมด โดยการวิเคราะห์จากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยมองว่า ในปี 51 ต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ปี 51 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยจะเป็นการขยับขึ้นพร้อมกันทั้งโลก ซึ่งถ้ามองในอีกมุมหนึ่งหรือมองในแง่ที่ดี ถือว่าประเทศไทยเราก็ไม่หนักประเทศเดียว จากนี้ไปจึงเป็นการวัดฝีมือกันว่าใครจะทำต้นทุนได้ต่ำกว่ากัน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วก็ยังเชื่อในความสามารถของเกษตรกรชาวไทย
นายพรศิลป์ ได้นำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาการขยับราคาขึ้นของวัตถุดิบที่ใช้ในอาหารสัตว์ คือต้องผลักดันร่างกฎหมายให้สามารถทดลองและผลิตสินค้าเกษตร GMO เพื่อนำมาใช้ในอาหารสัตว์ เพราะไม่เพียงพอแล้ว ซึ่งสำหรับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านกฤษฎีกาแล้ว แต่ไม่ทันเข้า สนช. อีกแนวทางหนึ่ง รัฐบาลควรสนับสนุนการขยายพื้นที่เพาะปลูก ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ลาว กัมพูชา พม่า ให้เพิ่มชนิดของพืชที่ปลูกในประเทศเพื่อนบ้าน ในด้านภาคอุตสาหกรรมเอง โรงงาน วัตถุดิบ กึ่งวัตถุดิบ ต้องเร่งพัฒนาตัวเองให้เป็นโรงงานอาหารสัตว์ให้ได้
นายเศรษฐสรร เศรษฐการุณย์ นายกสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนของสถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ว่า จากการที่ 2 ภาคอุตสาหกรรม คือกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์จะต้องแข่งขันในการแย่งพืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบกับอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ส่งผลกระทบต่อราคาของพืชพลังงานที่จะขยับไปในทิศทางเดียวกันกับราคาของพลังงาน ผลกระทบต่อเนื่องที่ตามมาคือ ผู้ประกอบการจะต้องซื้อวัตถุดิบพืชในราคาราคาที่สูงขึ้น เพราะหากซื้อในราคาเดิมหรือต่ำกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน วัตถุดิบพืชจะถูกดึงไปทำพลังงาน โดยที่ผ่านมานั้นราคาวัตถุดิบพืชบางชนิดปรับขึ้นไป 100% แล้ว
"สถานการณ์ในตอนนี้อยู่ระหว่างดีมานด์ ซัพพลาย กำลังขับเคลื่อน ทิศทางราคาถั่วเหลืองต้องปรับสูงขึ้น เพราะต้องรักษาพื้นที่เพาะปลูกถั่วเหลืองไว้ เพราะดูแนวโน้มผลผลิตข้าวโพด โดยเฉพาะสหรัฐซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ มีการคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปี พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดจะเพิ่มเป็น 93 ล้านเอเคอร์ จากปัจจุบันมี 88-90 ล้านเอเคอร์ เมื่อพื้นที่ข้าวโพดเพิ่ม ทำให้พื้นที่ถั่วเหลืองลดลงกลุ่มปศุสัตว์ถือว่าได้รับผลกระทบโดยตรงหากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับเพิ่มขึ้น”

วัตถุดิบปลาป่นต้นปี 51 ราคายังไม่ขยับ
จากสถานการณ์วัตถุดิบภาคพืช มาต่อด้วยข้อมูลวัตถุดิบปลาป่นกันบ้างว่าในปีหน้าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร โดยผู้ที่จะมาให้คำตอบได้แก่ นายวัลลภ โพธิเพียรทอง เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมานั้น 90% ของปลาป่นที่ผลิตในประเทศจะใช้กันอยู่ในประเทศ ส่งออกไปเพียง 10% เท่านั้น โดยสถานการณ์ปลาป่นในรอบปีที่ผ่านมา (ปี 50) แบ่งได้เป็น 2 ช่วงด้วยกัน คือ
- ครึ่งปีแรก ม.ค.-มิ.ย. ภาพรวมของตลาดยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศนั้นมีการส่งออกไปกว่า 70,000 ตัน โดยครึ่งหนึ่งได้ถูกส่งไปยังจีน ส่วนราคาอยู่ในระดับ 900-1,050 US/ตัน ซึ่งเป็นราคาซื้อที่สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
- ครึ่งปีหลัง ก.ค.-พ.ย. สถานการณ์ปลาป่นค่อนข้างซบเซา ราคาปลาป่นภายในประเทศเหลือประมาณ 21-24 บาท/กิโลกรัม ส่วนราคาตลาดต่างประเทศก็ปรับตัวลดลงมาพอสมควร โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ปลาป่นซบเซาลงนั้น มีผลกระทบมาจากภาวะเศรษฐกิจโลก และนำมันราคาแพงขึ้น อย่างในวงการกุ้ง เมื่อราคากุ้งไม่ดี ปริมาณการเลี้ยงก็ต้องลดลง ต่อเนื่องไปคือการใช้อาหารเม็ดลดลง จึงมีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดปลาป่น พร้อมกันนี้เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตอาหารกลัวว่าราคาปลาป่นจะขยับแพงตามไปด้วย จึงได้ปรับเปลี่ยนสูตรอาหารโดยการใช้โปรตีนทดแทน
ส่วนในปี 51 นั้นสถานการณ์ปลาป่นน่าจะขยับดีขึ้น โดยมีปัจจัยบวกมาจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2008 ที่จีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของการส่งออกปลาป่นของไทย 50% ด้วยเพราะรัฐบาลจีนมีการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้น เพื่อเอาไว้รองรับบรรดานักท่องเที่ยว รวมไปถึงนักกีฬา โดยสถานการณ์ด้านราคานั้น คาดว่าในช่วงต้นปี ราคาปลาป่นในไตรมาสแรก ยังคงทรงตัว ไม่ผันผวนมากนัก ส่วนในไตรมาสถัดมามองว่าราคาน่าจะปรับสูงขึ้นบ้าง

กุ้งและปลาปริมาณส่งออกขยายตัว แต่ราคายังทรง
จากภาพรวมของสถานการณ์วัตถุดิบอาหารมาต่อกันในส่วนของข้อมูลเชิงลึกของสถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งและปลากันต่อ เริ่มต้นในส่วนของภาพรวมอุตสาหกรรมปลา โดยผู้ที่ให้ข้อมูลได้แก่คุณอดิศร์ กฤษณวงค์ กรรมการบริการสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย ซึ่งได้เปิดประเด็นด้วยข้อมูลการผลิตปลาน้ำจืดเศรษฐกิจของไทย มีรายละเอียดดังนี้
1.ปลานิล 180,000 ตัน
2.ปลาดุก 95,000 ตัน
3.ปลาตะเพียน 44,000 ตัน
4.ปลากะพงขาว 30,000 ตัน
5.ปลาสลิด 25,000 ตัน
6.ปลาสวาย 20,000 ตัน
7.กุ้งก้ามกราม 18,000 ตัน
8.ปลาช่อน 9,500 ตัน
9.ปลาไน 5,000 ตัน
10.ปลาอื่นๆ 100,000 ตัน
สำหรับสถานการณ์ปลาน้ำจืดในอบปี 50 ที่ผ่านมานั้น ในภาพรวมแม้ว่าในหลายพื้นที่ต้องเจอกับอุปสรรคเกี่ยวกับน้ำท่วมหรือในบางพื้นที่ยังต้องเจอกับภัยแล้ง แต่การเลี้ยงปลาขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของปลากระชังและปลาบ่อดิน ส่วนสถานการณ์ด้านราคาก็มีขึ้นลงสลับกันไปตามปริมาณปลาที่ออกสู่ตลาด
ส่วนแนวโน้มในปี 51 นั้น เชื่อว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลาจะมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุเพราะปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้จากธรรมชาติลดลง จึงเป็นโอกาสดีของผู้เลี้ยงปลาทั้งหลาย ส่วนในด้านราคานั้นคิดว่าไม่น่าจะต่างไปจากปีที่ผ่านมาด้วยเหตุผลที่ว่า โดยส่วนใหญ่แล้วการเลี้ยงปลาของเกษตรกรชาวไทยยังคงไปไปตามฤดูกาล ส่งผลให้เวลาปลาออกจะออกพร้อมๆ กัน เวลาปลาหายก็จะหายไปพร้อมกัน โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศนั้นในปี 51 ถือว่าน่าจับตามองทีเดียว แต่ข้อแม้ของการส่งออกตลาดต่างประเทศเชื่อว่าทุกคนในวงการทราบกันดีอยู่แล้วนั้นคือระบบการเลี้ยงต้องได้มาตรฐาน ผลผลิตออกมาต้องได้คุณภาพ จึงเป็นหน้าที่ของบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน ในการช่วยกันสร้างยุทธศาสตร์การผลิตปลาเพื่อการส่งออก
ข้ามมาดูข้อมูลในส่วนของกุ้งกันบ้าง โดยผู้ที่ให้ข้อมูลได้แก่ คุณสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวถึงบทสรุปกุ้งไทยในปี 50 และแนวโน้มสถานการณ์ในปี 51 ว่า
สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งในปี 50 ที่ผ่านมา อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า เราเจอกับวิกฤตราคาตกต่ำ โดยมีสาเหตุมาจากค่าเงินบาทแข็งตัว และที่สำคัญคือ ปริมาณกุ้งที่มาจากเลี้ยงมีปริมาณเพิ่มขึ้น คาดว่าอยู่ที่ 2.10 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 49 9.2% โดยแหล่งสำคัญที่ผลิตกุ้งออกมาได้แก่ กุ้งจากจีน 480,000 ตัน เวียดนาม 145,000 ตัน อินโดนีเซีย 285,000 ตัน อินเดีย 110,000 ตัน มาเลเซีย 62,000 ตัน ฟิลิปปินส์ 38,000 ตัน กลุ่มประเทศลาตินอเมริกา (อเมริกากลาง+ อเมริกาใต้) 395,000 ตัน และอื่นๆ 55,000 ตัน ส่วนไทยผลิตประมาณ 530,000 ตัน โดยสาเหตุที่ปริมาณกุ้งทั่วโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นเพราะมีการหันมาเลี้ยงกุ้งขาววานาไม ซึ่งเป็นกุ้งที่เลี้ยงค่อนข้างง่าย โดยดูข้อมูลจากประเทศไทยหลังจากที่หันมาเลี้ยงกุ้งขาวกันกว่า 90% ของพื้นที่การเลี้ยงทั้งหมด ปริมาณกุ้งจะเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อย่างในปี 49 อยู่ที่ 500,000 ตัน มาถึงปี 50 เพิ่มเป็น 530,000 ตัน
และเมื่อดูจากราคากุ้งที่ตกต่ำอย่างหนักในช่วงต้นปี 50 ที่ผ่านมา เพราะมีปริมาณกุ้งในช่วงไตรมาสแรกของปีออกเยอะมากและส่วนใหญ่จะเป็นกุ้งไซส์เล็ก แต่พอหลังจากกลางปีต้นไป ราคาเริ่มขยับขึ้น อย่างไซส์ 100 ตัว/กิโลกรัม ช่วงต้นปี ราคากิโลกรัมละ 55 บาท ณ ปัจจุบัน (ธันวาคม 2550) ขยับขึ้นมาประมาณ กิโลกรัมละ 85 บาท โดยเหตุผลที่ราคากุ้งขยับขึ้นนั้น เพราะหลายพื้นที่ผู้เลี้ยงได้ชะลอการเลี้ยงรวมไปถึงการปล่อยกุ้งบางลงนั้นเอง
สำหรับสถานการณ์กุ้งไทยในปี 51 นั้น สิ่งแรกที่ต้องกล่าวเตือนกันไว้ล่วงหน้า คือมุมมองของเกษตรกรผู้เลี้ยงบางท่านที่อาจเข้าใจว่า ราคากุ้งในปี 51 จะขยับตัวสูงขึ้นกว่า ปี 50 ที่ผ่านมา โดยดูสถานการณ์จากปลายปี 50 มาเป็นตัวอ้างอิง ซึ่งอย่างทำความเข้าใจอีกครั้งว่า เหตุผลที่ราคากุ้งในช่วงปลายปี 50 ขยับสูงกุ้ง เพราะเกิดหลายพื้นที่ได้ชะลอการเลี้ยงลง ทำให้ปริมาณกุ้งออกสู่ตลาดน้อยลง แต่หากภาวการณ์เลี้ยงยังคงเหมือนตอนต้นปี 50 ราคากุ้งก็คงกลับไปเป็นเหมือนเดิม
พร้อมกันนี้เรื่องของต้นทุนทั้งในส่วนของพลังงานและอาหารเม็ด ในปี 51 ถือว่าน่าเป็นห่วง เหตุเพราะราคาวัตถุดิบในภาคพืชหลายตัวด้วยกันราคายขับขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่มบริษัทผู้ผลิตอาหารเม็ดจะมีการปรับราคาอาหารเม็ดประมาณ 10-20% ส่วนน้ำมันนั้นก็ยังไม่มีความชัดเจนในแนวโน้มการขยับราคาขึ้น ซึ่งทั้ง 2 ประการแน่นอนว่าล้วนส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเลี้ยงทั้งสิ้น
ส่วนในเรื่องของการตลาดนั้นด้านสถานการณ์การตลาดกุ้งแช่แข็งของ ประเทศไทยในปี 2550 ยังคงมีแนวโน้มที่สดใส ถึงแม้ว่าจะประสบปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว และจากปัญหาค่าน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น แม้ว่าปัญหา เหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออก แต่การส่งออกสินค้ากุ้งจากไทย ก็ยังคงมีแนวโน้มที่ดี คาดว่าการส่งออกของประเทศไทยในปี 2550 จะมีปริมาณการส่งออก รวม 360,000 ตัน ซึ่งมีการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2549 ถึง 6% โดยตลาดสำคัญที่มียอดการส่งออกเพิ่มขึ้น คือ ตลาดยุโรป ที่มีอัตราการส่ง ออกเพิ่มสูงขึ้นถึง 50% จากปี 2549 เนื่องจาก การปรับลดอัตราจีเอสพี นอกเหนือจากนั้นในตลาดสำคัญอื่นๆ อาทิ ญี่ปุ่น อเมริกา แคนาดา และตลาดเอเชีย มียอดการส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เน้นการแข็งขันในการส่งออกของประเทศผู้ผลิต และผู้ส่งออกรายใหญ่ และจากปัญหาสารตก ค้างในสินค้ากุ้งจากประเทศจีน รวมถึงการที่จีน ถูกทั่วโลกเพ่งเล็งเรื่องอาหารไม่ปลอดภัย ทำให้ หลายประเทศปฏิเสธการนำเข้านั้น นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทยในการทดแทนปริมาณกุ้งของจีนที่ขาดหายไป
ส่วนการส่งออกกุ้งไทยในปี 2551 คาด ว่าจะมีสัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นโดยปริมาณ 3% จากปี 2550 เนื่องจากมีโอกาสทางการ ค้าในประเทศคู่ค้าที่สำคัญ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกา ซึ่งจัดเป็นตลาดหลักในการส่งออกสินค้ากุ้งของไทย ส่วนตลาดญี่ปุ่นซึ่งจัดเป็นตลาดที่มีอำนาจการซื้อที่ไทยได้รับอานิสงส์จาก การลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น โดยในสินค้ากุ้งสามารถส่งเข้าประเทศญี่ปุ่นโดยปลอดภาษี นับเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับไทยในการไปแข่งขันในตลาดญี่ปุ่น สำหรับตลาดอเมริกา ซึ่งปัจจุบันติดปัญหา การกีดกันทางการค้า เป็นปัจจัยให้ส่งผลกระทบ ต่อการส่งออกโดยตรง ขณะที่ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนกระบวนการทบทวนอัตราภาษี ดังนั้นการ ส่งออกของตลาดอเมริกาจะยังคงเป็นตลาดที่สดใสสำหรับการส่งออกกุ้งไทย
และอีกตลาดหนึ่งที่มองว่าเป็นความหวังของกุ้งไทยนั้น คือ กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก เช่น เช็ค รัสเซีย ฮังการี โปแลนด์ ซึ่งเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศนี้กำลังดี จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นอีกแหล่งตลาดหนึ่งที่น่าสนใจของไทย
ในปี 51 สิ่งที่อยากแนะนำเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งคือการลงกุ้ง ไม่ควรเลี้ยงกุ้งอย่างหนาแน่นเหมือนต้นปี 50 ที่ผ่านมา อัตราการปล่อยควรอยู่ประมาณ 60-80 ตัว/ตารางเมตร พร้อมกันนี้ควรยึดแนวทางการเลี้ยงตาม แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงขององค์ในหลวง คือทำตามกำลัง อย่าไปฝืน และหลีกเลี้ยงการลงกุ้งในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม
จากการให้ข้อมูลของนายกสมาคมที่เกี่ยวข้องกับวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อม สรุปในภาพของสภาวะการที่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต้องเผชิญในปี 2551 ซึ่งมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ดังนี้
1.แนวโน้มของต้นทุนหลัก คือ อาหารเม็ดขยับตัวสูงขึ้น โดยเป็นผลมาจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ขยับสูงขึ้นประมาณ 20% จึงมีความเป็นไปได้ที่ราคาอาหารเม็ดจะขยับราคาขึ้น โดยประมาณไม่น่าจะต่ำกว่า 5-8%
2.แนวโน้มของต้นทุนด้านพลังงานมีโอกาสขยับตัวสูงขึ้นประมาณการณ์กันว่า ในบ่อเลี้ยงที่ยังเน้นพลังงานหลักจากน้ำมัน ต้นทุนพลังงานจะต่างจากต้นทุนอาหารเม็ดประมาณ 10%
3.แนวโน้มของราคากุ้งยังทรงตัวหรือราคาไม่ต่างจากปี 50 อันเป็นผลมาจากเกือบทุกประเทศที่เลี้ยงกุ้งได้หันมาเลี้ยงกุ้งขาววานาไมและประสบความสำเร็จจากการเลี้ยง ทำให้ปริมาณการผลิตกุ้งเพิ่มขึ้นซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาในตลาดโลก
4.ในปี 2551 สภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ประชาการที่ลดน้อยลง ดังนั้นการบริโภคอาหารจึงมีการมุ่งเน้นในส่วนที่จะเป็นเท่านั้น
5.สภาวการณ์ทางการเมืองยังไม่นิ่ง ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อสภาพเศรษฐกิจและการลงทุน
6.ค่าเงินบาทยังคงสถานะผันผวน และมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้น จึงไม่เอื้อต่อการส่งออก
7.จากการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่ประเทศจีน จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้ปริมาณความต้องการด้านอาหารสูงขึ้น ตรงนี้ถือเป็นปัจจัยบวกของวงการสัตว์น้ำไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม
โดยจากสิ่งที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำต้องเผชิญในปี 2551 อาจดูเป็นเรื่องที่น่าตกใจเพราะมีแต่สัญญาณลบเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดีสภาวการณ์นี้เป็นสภาวการณ์ที่วงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วโลกต้องเผชิญ จึงเป็นการวัดกันว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นนั้นใครจะผ่านไปได้ ซึ่งจากทุกภาคส่วนยังมีความเชื่อมั่นว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงชาวไทยยังเหนือกว่าอีกหลายประเทศ เพียงแต่ต้องมีการวางแผนการเลี้ยงให้มีความรัดกุมโดยเน้นการเลี้ยงด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว








  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss