| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: สถานการณ์ตลาดหลักและรอง |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 11/01/2008-13:38 GMT+7  
บทความพิเศษ โดย
นายกุลาดำ
กลับมาพบกันอีกครั้งกับผมนายกุลาดำ หลังจากที่ห่างหายกันไป 1 ฉบับ ก่อนอื่นเลยคงต้องขอสวัสดีปีใหม่กันก่อน พร้อมทั้งขออวยพรให้ท่านผู้อ่านนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำทุกท่านมีความสุข คิดอะไรให้สมปรารถนา แต่ขอให้คิดในสิ่งที่มีความเป็นไปได้หรืออยู่ในศักยภาพที่ตัวเองทำได้นะครับ เพราะการรอโชคลาภ วาสนา ให้เดินเข้ามาชน มันคือความงมงายที่มีโอกาสประสบผลน้อยมาก ซึ่งเมื่อกล่าวถึงเรื่องของโชคลาภ วาสนา หรือความเชื่อในเชิงวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ไม่ได้ ผมไม่ได้ลบหลู่นะครับแต่บางครั้งพบเจอแล้วมันขัดกับความรู้สึกยังงัยไม่รู้ เคยไปเจอผู้เลี้ยงกุ้งท่านหนึ่ง ก่อนลงกุ้งต้องไปวัดก่อน เพื่อขอน้ำมนต์ ขอข้าวสารเสก จากพระมาสาดใส่ในบ่อ เพราะเชื่อว่าจะทำให้การเลี้ยงประสบความสำเร็จ เจอน้ำปัญหาก็เอาน้ำมนต์ใส่ ผมเคยถามว่า ผลการเลี้ยงเป็นอย่างไรบ้างกับการเลี้ยงวิธีนี้ ได้รับคำตอบว่า ก็มีได้บ้างเสียบ้าง ผมถามต่อว่าเพราะอะไร เขาให้คำตอบที่น่าสนใจที่เดียว ในบ่อที่เสีย พระท่านคงปลุกเสกไม่ดี เครื่องปลุกเสกคงไม่ครบ ส่วนบ่อที่ได้พิธีทุกอย่างสมบูรณ์ ฟังเหตุผลแล้งงงไหมครับ ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์นะครับ แต่ผมมองว่าการเลี้ยงกุ้ง ณ วันนี้มันคือวิทยาศาสตร์ ผู้เลี้ยงต้องมีคำตอบให้กับตัวเองว่า เลี้ยงได้เพราะอะไร เลี้ยงเสียเพราะอะไร
ทิ้งท้ายในฉบับที่ผ่านมาผมเกริ่นนำไปว่าจะนำข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาวัตถุดิบมานำเสนอ เพราะในฉบับที่หายไปมีโอกาสได้เดินทางไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งคงต้องขออภัยด้วยเพราะกำหนดการเดินทางมีอันต้องเปลี่ยนแปลง เลยไม่ได้ไปเจาะข้อมูลเกี่ยวกับ เส้นทางวัตถุดิบผลิตอาหารกุ้งมานำเสนอ แต่รับปากในโอกาสหน้าหากมีโอกาสคงได้สืบเสาะมานำเสนออย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดีการไปต่างประเทศของผมครั้งนี้ก็ได้มีโอกาสพบเจอกับนักธุรกิจชาวไทยทุ้งในกลุ่มของห้องเย็นหรือผู้ส่งออกกุ้งและกลุ่มบริษัทผู้ผลิตอาหารหลายท่านเช่นกัน พบเจอพูดคุยกันส่วนใหญ่ไปเพื่อเจรจาเรื่องการค้า โดยในกลุ่มของห้องเย็นหลังจากที่พูดคุยกัน โดยผมจะเน้นในประเด็นเรื่องของทิศทางการตลาด รวมไปถึงราคากุ้งในปี 51ว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง คำตอบที่ได้ก็ไม่ต่างกันกับที่ผมได้ทราบมาคือ กุ้งไทยยังเหนื่อยกันอีกปี เพราะมันมีแต่ปัจจัยลบเข้ามากระทบ ไม่ว่าจะเป็น ราคาน้ำมันที่จะขยับสูงขึ้นไปอีก ราคาเงินบาทที่ยังไม่นิ่ง และที่น่าสนใจคือ ต่างชาติมองว่าการเมืองไทยยังไม่สงบ ผมสอบถามต่อว่าพอจะระบุได้ไหมว่า ราคากุ้งไซส์ไหน ราคาเท่าไหร่ ได้คำตอบว่า ราคาโดยประมาณ 40 ตัวโล ประมาณ 105-110 บาท ไซส์ 50 ตัวโล ราคาประมาณ 95-100 บาท โดยนี่คือราคากุ้งขาววานาไม ส่วนกุ้งกุลาดำได้คำตอบว่า ยังไม่ชัดเจนในปริมาณผลผลิต
ส่วนกลุ่มบริษัทอาหาร ก็ได้ส่งสัญญาณออกมาในเชิงลบเช่นกันว่า ตอนต้นปี อาจจะมีการปรับราคาอาหารกันอีกครั้ง ซึ่งขณะที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับทราบว่าทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้มีกำหนดการที่จะแถลงข่าวประมาณกลางเดือนธันวาคมในการขึ้นราคาอาหารสัตว์ รายละเอียดนั้นทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำคงนำมาเสนอในฉบับนี้ ในเบื้องต้นเหตุนั้นเชื่อว่าหนีไม่พ้นประเด็นต้นทุนหรือราคาวัตถุดิบสูงขึ้น ซึ่งในเรื่องของวัตถุดิบนั้น เท่าที่ทราบข่าวดูท่าจะจริงเพราะตอนนี้พื้นที่การเพาะปลูกวัตถุดิบในภาคพืชเพื่อส่งให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์นั้นหายไปเยอะทีเดียว เพราะเกษตรกรหันไปปลูกพืชพลังงานซึ่งมีราคาที่ค่อนข้างดีทีเดียว กล่าวมาถึงตรงนี้เหนื่อยแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งครับ ดังนั้นในปีหน้าคงต้องวางแผนการเลี้ยงกันให้ดี พลาดไม่ได้โดยประการทั้งปวงเลย
แต่เมื่อกล่าวในภาพรวมของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำมีสัญญาณบวกในสัตว์น้ำกลุ่มปลาครับ โดยเฉพาะปลานิล หรือปลาที่ราคาไม่สูงมากนัก ที่ผมจับกระแสมาได้ว่า ตลาดมีความต้องการมากขึ้น เหตุผลเพราะเศรษฐกิจโลกโดยภาพรวมอยู่ในช่วงของการชะลอตัว ดังนั้นหลายๆ ประเทศประชากรมีรายได้ลดลง จึงต้องลดการจับจ่ายใช้สอยลง จากที่เคยกินของแพง ก็หันมากินของที่ถูกลง
จากข้อมูลในภาพรวมที่ผมได้ไปพบเจอมา มาต่อด้วยข้อมูลในส่วนของสถานการณ์ตลาดกันบ้างครับ ซึ่งในฉบับนี้ยังเป็นตลาดสหรัฐอเมริกา ตลาดหลักของสินค้ากุ้งไทย เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินเอดีและมาตรฐานกุ้งที่จะเข้า Wegmans ซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ในสหรัฐ ซึ่งผมได้รับทราบหลังจากที่ได้เข้าไปกระทรวงพาณิชย์ พร้อมกันนี้ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับตลาดอียู ซึ่งแม้ว่า ณ วันนี้สถานะภาพยังเป็นตลาดรอง แต่แนวโน้มผมมองว่าโอกาสที่ประเทศไทยจะเพิ่มปริมาณการส่งออกมีสูงพอสมควร เพราะอียูคือตลาดที่มีการบริโภคกุ้งมากที่สุดในโลก
และนอกเหนือจากสถานการณ์ตลาดทั้งในสหรัฐและอียูแล้วในฉบับนี้ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับผู้อ่านธุรกิจสัตว์น้ำ บทความของนายกุลาดำฉบับนี้ขออัดแน่นในส่วนของสถานการณ์การผลิตกุ้งที่เวียดนาม ซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่น่าสนใจอีกประเทศหนึ่ง ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
เริ่มต้นกันที่เรื่องของเอดี โดยความคืบหน้าล่าสุดนั้น คณะลูกขุนภายใต้องค์กรระงับข้อพิพาทองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ได้ประกาศคำตัดสินอย่างเป็นทางการ ให้ไทยชนะกรณีที่ไทยฟ้องร้องให้สหรัฐยกเลิกการเก็บภาษีกุ้งซ้ำซ้อน โดยเก็บทั้งอากรทุ่มตลาด (เอดี) และพันธบัตรค้ำประกัน(ซี-บอนด์) 100% ของอากรเอดีและต้องการให้สหรัฐคิดส่วนเหลื่อมการเก็บอากรเอดีกุ้งไทยใหม่ มีผลให้สหรัฐต้องยกเลิกการเก็บภาษีซ้ำซ้อน และต้องคิดส่วนเหลื่อมการเก็บอากรเอดีใหม่
เมื่อมีการพิจารณาคดีของมาเช่นนี้ รายงานจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ บอกว่าสหรัฐไม่ยอมรับคำตัดสินกรณีซี-บอนด์และกำลังจะยื่นอุทธรณ์ต่อคณะลูกขุน โดยอ้างว่าการเรียกเก็บซี-บอนด์ในอัตราสูงเพราะกลัวว่าผู้ส่งออกกุ้ง ทั้งจากจีน และเวียดนาม จะไม่ยอมจ่ายอากรเอดี จึงต้องเก็บเงินส่วนหนึ่งมาค้ำประกัน
โดยหากคณะลูกขุนฯ รับคำอุทธรณ์ของสหรัฐ การพิจารณาใหม่จะต้องใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน แต่ระหว่างนี้สหรัฐก็ยังคงเก็บซี-บอนด์ต่อไปเช่นเดิมส่วนกรณีการคิดส่วนเหลื่อมการเก็บอากรเอดีใหม่ (ซีโรอิง) หากสหรัฐยอมคำนวณใหม่อย่างเป็นธรรมกับไทย ก็จะทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียอากรเอดีในอัตราต่ำลง ซึ่งโดยส่วนตัวของผมแล้วมองว่าจุดนี้เป็นสัญญาณบวกกับกุ้งไทย และในความเป็นไปได้นั้นหลังจากที่สอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ที่ดูแลงานในด้านนี้ ระบุว่า มีความเชื่อมันมากกว่าผลการตัดสินสุดท้ายประเทศไทยจะชนะ อย่างไรก็ดีด้วยระยะเวลาอีก 6-8 ในการพิจารณาคดีใหม่สิ่งที่ต้องจับตามองคือ มาตรการใหม่ที่สหรัฐออกมาเป็นข้อกีดกันทางการค้า
ส่วนเรื่องของ Wegmans ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ รายงานว่า เมื่อ ปลายเดือน ตุลาคม 2550 ซุปเปอร์มาร์เก็ต Wegmans ซึ่งเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตเก่าแก่ของสหรัฐฯ ได้ประกาศจะดำเนินนโยบายกำหนดมาตรฐานสินค้ากุ้งเลี้ยง (Farmed shrimps) ที่วางจำหน่ายในร้านค้าของตนเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม โดย Wegmans จะรับซื้อเฉพาะกุ้งเลี้ยงที่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด ซึ่งในอนาคต Wegmans มีแผนจะขยายการกำหนดมาตรฐานให้ครอบคลุมสินค้าอาหารทะเล ปัจจุบันมี Supplier จาก Belize ที่ส่งกุ้งที่ได้มาตรฐานให้กับ Wegmans เป็นรายแรก ส่วน Supplier อื่นๆ จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างน้อย 9 ข้อ และภายใน 1 ปี จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทั้ง 12 ข้อ ดังนี้
1. ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าแมลง และ antimicrobials ในการเพาะเลี้ยงกุ้ง
2. สินค้าต้องได้มาตรฐานสุขอนามัยของทั้งสหรัฐฯ และสากล
3. การเพาะเลี้ยงต้องปฏิบัติตามกฎของท้องถิ่น และกฎหมายของส่วนกลาง
4. การเพาะเลี้ยงต้องมีผลกระทบต่อระบบนิเวศ และชุมชนท้องถิ่นน้อยที่สุด
5. มีการบำบัดน้ำเสียจากบ่อเลี้ยงกุ้ง
6. การเพาะเลี้ยงต้องมีประสิทธิภาพ โดยพยายามลดสัดส่วนการใช้ปลาที่จับจากธรรมชาติมาเป็นอาหารเลี้ยงกุ้ง
7. ลดการใช้กุ้งจากธรรมชาติในการเพาะพันธุ์
8. ห้ามใช้น้ำบาลดาลในการเพาะเลี้ยงกุ้ง รวมทั้งห้ามมิให้เกิดการปนเปื้อนของน้ำบาดาลและดิน
9. ดำเนินมาตรการป้องกันการเกิดโรคและการแพร่ระบาดของโรค
10. ดำเนินมาตรการป้องกันการแพร่พันธุ์ของกุ้งสายพันธุ์แปลกๆ หรือที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม
11. จัดทำระบบป้องกันการหลุดรอดของกุ้งเลี้ยงออกสู่ธรรมชาติ
12. ลดการฆ่าหรือกำจัดสัตว์อื่นที่กินกุ้งเป็นอาหาร เช่น นก และสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ
กับ 12 ข้อกำหนดอาจจะดูเหมือนยากแต่จริงๆ แล้วผมเชื่อว่าไม่เกินความสามารถของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งชาวไทย ซึ่งในเรื่องของสิ่งแวดล้อมนั้น เท่าที่ผมเดินทางไปประเทศมากระแสค่อนข้างแรงมาก สินค้าอะไรที่ส่งเข้า สหรัฐ ยุโรป จะมีการกล่าวถึง ความเสียหายของสภาพแวดล้อมในการได้มาซึ่งผลผลิต ซึ่งโดยมุมมองของผมเอง เชื่อว่าไม่ช้าเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าที่เราจะเลี้ยงไม่ได้เลย
มาต่อกันในส่วนของข้อมูลการตลาดในอียู โดยผมได้อ้างอิงข้อมูลมาจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ระบุว่า
ในปี 2007 อาร์เจนตินา ไทย และแคนาดา เป็นสามประเทศผู้ส่งออกที่มีการขยายการส่งออกกุ้งไปยัง EU มากที่สุด (เปรียบเทียบกับในปี 2006 ที่ผ่านมา) โดยเฉพาะไทยมีการเพิ่มทั้งปริมาณและมูลค่าการส่งออกเป็นถึงจำนวนสองเท่าตัว
ซึ่งจากสถิติของ UN Globefish ระบุว่า ขณะนี้ EU เป็นกลุ่มประเทศที่มีการนำเข้ากุ้งมากที่สุดในโลก กล่าวคือ มีการนำเข้ากุ้งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2007 จำนวน 250,000 ตัน จากปริมาณกุ้งที่ผลิตได้ทั่วโลกกว่า 356,000 ตัน โดยการส่งออกกุ้งของไทยเกือบทั้งหมดเป็นกุ้งน้ำอุ่น (warmwater shrimp) ซึ่งจากการวิเคราะห์ของ Worldfish ระบุว่า การที่ไทยเพิ่มปริมาณการส่งออกกุ้งไปยัง EU เป็นจำนวนมากนั้น สืบเนื่องจากมาเจอภาวะปัญหานโยบายต่อต้าน anti-dumping ของสหรัฐอเมริกา จึงส่งผลให้ไทยเปลี่ยนทิศทางขยายการส่งออกกุ้ง (กุ้งแช่แข็ง พิกัดภาษี 030613) ไปยัง EU เพื่อเป็นการทดแทนการสูญเสียตลาดในสหรัฐอเมริกาแทน (รายละเอียดตามตารางประกอบ)
สำหรับแคนาดามีการเพิ่มการส่งออกกุ้งน้ำเย็น (coldwater shrimps) ไปยัง EU มากขึ้น โดยทั้งนี้ คาดว่า ในอนาคตอันใกล้ แคนาดาจะใช้โอกาสจากการที่ EU ประกาศลดภาษีนำเข้า (EU Regulation 824/2007) เมื่อกลางปี 2007 ที่ผ่านมา ให้กับกุ้งปลอกเปลือกและต้มสุกเพื่อการนำไปแปรรูป (cooked and peeled shrimp for further processing) สำหรับกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก EU (Non-EU) ในการเพิ่มการส่งออกกุ้งของตนไปยัง EU เพิ่มมากขึ้น โดยทั้งนี้มีตลาดรองรับใหญ่ที่สำคัญ คือ สหราชอาณาจักร
ในส่วนของอาร์เจนตินามีการส่งออกกุ้งน้ำเย็น สายพันธุ์ Pleoticus muelleri ไปยัง EU เป็นจำนวนมาก โดยมีตลาดสำคัญ คือ สเปน และ เยอรมนี อย่างไรก็ดี เอควาดอร์และอินเดียยังคงเป็นประเทศที่ครองตลาดกุ้งของ EU อยู่ในอันดับที่ 1 และ 2 ในปัจจุบัน
จีนยังคงเป็นประเทศผู้ส่งออกเนื้อปลา (fish fillet) ไปยัง EU มากที่สุดในโลก อย่างไรก็ดี ขณะนี้ มีประเทศผู้ส่งออกที่น่าจับตามองที่สำคัญ ได้แก่ เวียดนาม และศรีลังกา โดยเวียดนามมีการส่งออกปลา basa และปลา tra catfish เป็นหลักไปยัง EU ในปี 2007 มีการเพิ่มปริมาณการส่งออกขึ้น 40% จากปีที่ผ่านมา และสำหรับศรีลังกา มีการส่งออกปลากึ่งแปรรูป (semi-processed fish) ไปยัง EU มีมูลค่ารวมแล้วถึง 56.8 ล้านยูโร (รายละเอียดตามตารางประกอบ)
นอกเหนือจากการให้ข้อมูลข่าวสารแล้วทางสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรปยังมีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะมาว่า
ก) จากรายงานและสถิติประกอบข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า EU เป็นตลาดผู้รับซื้อสินค้ากุ้งและสินค้าสัตว์น้ำที่สำคัญของโลก ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคนยุโรปนิยมบริโภคอาหารทะเล ซึ่งเป็นอาหารเพื่อสุขภาพประเภทหนึ่ง สำหรับการส่งออกกุ้งของไทยไปยัง EU นับว่าไทยได้ใช้สิทธิจากที่ได้ GSP กลับคืนมา (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549) ในการเพิ่มการส่งออกได้เป็นอย่างดี กอร์ปกับอนาคต ตลาดกุ้งใน EU ยังมีโอกาสที่จะขยายทางการตลาดอีกมาก เพราะขณะนี้มีประชากรทั่ว EU แล้วกว่า 450 ล้านคน
ข) สำหรับการส่งออกเนื้อปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยง ไทยควรศึกษาช่องทาง กลยุทธ์ในการทำการตลาดเชิงรุก มุ่งเน้นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ถึงระบบการผลิตสินค้าประมงของไทยที่ได้มาตรฐาน ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์น้ำ ฟาร์มเพาะเลี้ยง การแปรรูป และระบบการตรวจสอบสุขอนามัยก่อนการส่งออก ซึ่งไทยมีศักยภาพและความพร้อมไม่เป็นรองเวียดนามหรือศรีลังกา และหากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังแล้ว คาดว่าไทยสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดสินค้าปลาได้จากเวียดนามและศรีลังกาได้อย่างแน่นอน
ข้อมูลส่วนที่สามเป็นเรื่องของสถานการณ์เกี่ยวกับการผลิตกุ้งที่เวียดนาม ซึ่งเริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การผลิต จากกุ้งดำเป็นกุ้งขาว โดยผมได้รับทราบข้อมูลจากแหล่งข่าวใน มกอช. ให้รายละเอียดว่า ตอนนี้กุ้งกุลาดำของเวียดนามกำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากกุ้งขาวแวนาไมโดยในการแสดงสินค้าระดับนานาชาติหลายงานด้วยกัน ผู้นำเข้าปฏิเสธที่จะนำเข้ากุ้งดำเวียดนามแต่หันไปซื้อกุ้งขาวจากไทยและจีนแทน ตลาดหลักของกุ้งเวียดนาม เช่น ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ปัจจุบันได้หันมานำเข้ากุ้งขาว และกุ้งขาวได้กลายเป็นทางเลือกแรกของกลุ่มผู้บริโภคในตลาดหลายๆ แห่งไปแล้ว
แหล่งข่าวจาก มกอช. รายงานต่อว่า Nguyen Huu Dung รองประธานสมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารทะเลเวียดนาม เผยว่าว่าครั้งหนึ่งกุ้งกุลาดำเคยครองตลาดโลกเพราะว่าผลผลิตกุ้งขาวของเอเชียมีน้อยและไม่แน่นอน แต่ปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนไป เพราะคุณภาพกุ้งขาวไม่ต่างจากกุ้งดำมากนัก ในขณะที่ราคาถูกกว่า ดังนั้น กุ้งดำจากเวียดนามจึงเจอคู่แข่งที่น่ากลัวและมีโอกาสสูญเสียตลาด
โดยในสหรัฐฯ ผู้นำเข้าไม่ได้เห็นความแตกต่างของกุ้งกุลาดำกับกุ้งขาว แต่จะซื้อกุ้งที่ขนาด โดยราคาจะสูงกว่าถ้าขนาดใหญ่กว่า และถ้าขนาดเท่ากันราคาทั้งกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวจะใกล้เคียงกัน เป็นที่แน่ชัดว่าการเลี้ยงกุ้งขาวจะมีกำไรมากกว่ากุ้งกุลาดำ ในประเทศไทยมีการเลี้ยงกุ้งขาวมา 7 รุ่นแล้วโดยปราศจากโรค ซึ่งไทยสามารถที่จะควบคุมการเก็บเกี่ยว ทำให้ไทยได้เปรียบด้านตลาดซึ่งมีราคาถูกกว่า 10-15% นอกจากนี้โรงเพาะฟักยังสามารถได้ผลผลิตต่อไร่สูงถึง 25-30ตัน/เฮคแตร์ มีกำไรกว่าโรงเพาะฟักกุ้งดุลาดำ 2-3 เท่า ขณะนี้สมาคมได้เสนอให้รัฐบาลกำหนดแผนงานพัฒนาโรงเพาะฟักกุ้งขาวในเวียดนามและทบทวนมาตรการแบนโรงเพาะฟักกุ้งขาวในแม่โขงเดลตา
สำหรับฉบับนี้ก็คงจากกันด้วยข้อมูลเพียงแค่นี้ก่อนและขอขอบคุณแหล่งข้อมูลทุกภาคส่วน ในฉบับต่อไปเราค่อยกลับมาพบกันใหม่ กับผมนายกุลาดำ สวัสดีปีใหม่ครับ
 
|
|