โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: เหลียวหลัง มองหน้า ทิศทางกุ้งไทยปี 51
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: เหลียวหลัง มองหน้า ทิศทางกุ้งไทยปี 51  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 11/01/2008-13:40 GMT+7  

เอื้อเฟื้อบทความโดย นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ฉบับเดือน มกราคม 2551
สนใจลงโฆษณา หรือประสงค์จะนำเสนอบทความ ติดต่อได้ที่
คุณทิพวรรณ์ ซื่อสัตย์กุล
โทร. 02-587-4855, 081-441-5710
บทความพิเศษ โดย...กฤษฎา วรรณบุตร
เดือนธันวาคมที่ผ่านมาราคากุ้งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดลดน้อยลง กอปรกับมีความต้องการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศมากขึ้นเพื่อใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้มีอุปสงค์เพิ่มขึ้น โดยที่ราคากุ้งขาวขนาด 50 ตัว/กก. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 148 บาท/กก. ( 26 ธ.ค.50 ) ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง ประมาณ 55% จากจุดต่ำสุดที่ระดับราคาประมาณ 95 บาทต่อกก.ในเดือน ส.ค. 50 ที่ผ่านมา
กุ้งเป็นสินค้าประมงของไทยที่ส่งออกมากที่สุด และเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อาจจะเรียกได้ว่ารุนแรงไม่น้อยกว่าสินค้าอื่นๆ เช่นกัน จากการคาดการณ์ของกรมประมง คาดว่าว่ามูลค่าการส่งออกในปี 2550 จะลดลงจากปี 2549 ไม่น้อยกว่า 10-20% หรือ เหลือมูลค่าการส่งออกประมาณ 68,000-76,000 กว่าล้านบาทจากเดิมที่มีมูลค่าการส่งออกราว 84,847 ล้านบาท ในขณะที่ภาคการผลิตมีการปรับตัวเช่นกัน โดยลดลงเหลือเพียง 450,000 ตัน จากเดิมที่ประมาณการไว้ที่ 530,000 ตัน
โดยส่วนใหญ่ไทยจะส่งออกในรูปของกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง แต่ในระยะหลังไทยเริ่มส่งออกกุ้งในรูปสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นผลิตภัณฑ์กุ้งเพื่อการส่งออกที่สำคัญสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง กุ้งแปรรูป และกุ้งกระป๋อง สำหรับในปี 2550 จากตัวเลขสถิติของสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.- ก.ย.) ไทยสามารถส่งออกกุ้งได้เป็นปริมาณ 235,875.77 มูลค่า 1,574.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 54,123.40 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน ก.ย. 34.3787 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) เปรียบเทียบกับปี 2549 ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น 7.47% มูลค่าการส่งออกเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 5.24% แต่เมื่อเปรียบเทียบเป็นสกุลเงินบาทจะลดลง 3.60% กับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตลาดส่งออกที่สำคัญอันดับหนึ่งของไทยยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 52.22% รองลงมาคือ ญี่ปุ่น 17.30% และสหภาพยุโรป 9.94% ส่วนที่เหลือเป็นการส่งออกไปยังตลาดรอง ได้แก่ แคนาดา เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฮ่องกง รัสเซีย และ จีน เป็นต้น
โดยไทยส่งออกกุ้งไปยังสหรัฐอเมริกาในช่วง 9 แรกเป็นมูลค่า 28,262.31 ล้านบาท ลดลง 7.49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและวิกฤติสินเชื่อซับไพร์มของสหรัฐฯ ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศลดลง และการปรับตัวอ่อนค่าลงมากของเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้นในสายตาของผู้บริโภคในประเทศ
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นไปแตะ 33 บาทในเวลานี้ทำให้อุตสาหกรรมกุ้งได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก โอกาสที่จะเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปถึง 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 50 นี้มีความเป็นไปได้ เหตุเพราะเศรษฐกิจสหรัฐยังมีความอ่อนแอ ทำให้การลงทุนชะงักการลงทุน ทำให้มีเงินดอลลาร์ไหลเข้าประเทศในภูมิภาคเอเชียจำนวนมาก และอาจจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแตะ 28 บาทอย่างที่หลายฝ่ายกังวลเพราะขณะนี้การซื้อขายเงินบาทในตลาดOffshore ราคาค่าเงินบาทอยู่ที่ 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแล้ว ซึ่งถ้าหากแบงก์ชาติไม่มีมาตรการที่ดี สินค้าการเกษตรของไทยที่จะได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งจะทำให้สินค้าขายได้น้อยลง เพราะราคาแพงขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าจะทำให้ยอดการส่งออกลดน้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา
แต่ผู้ส่งออกส่วนหนึ่งยังเชื่อว่าแบงก์ชาติจะออกมาตรการมาป้องกันค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับปัจจุบันกฎหมายอนุญาตให้เอกชนถือครองเงินดอลลาร์ได้ และส่งเสริมให้กองทุนต่างๆเข้าไปลงทุนในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าเครื่องจักรจำนวนมากซึ่งจะช่วยพยุงอัตราค่าเงินบาทไว้ได้อีกทางหนึ่ง สรุปคือในปี 2551 อัตราค่าเงินบาทจะแกว่งตัวในกรอบ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งปีแรก และถ้าค่าเงินต้องแข็งค่าขึ้นจริงก็น่าจะอยู่ที่ 30.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี 2551
ระดับราคาน้ำมันโลกที่ปรับขึ้นมาในระดับ 85-90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจคู่ค้าที่สำคัญชะลอตัวลง โดย IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2551 จะขยายตัวร้อยละ 4.8 จากร้อยละ 5.2 ในปี 2550 รวมไปถึงปัญหาค่าเงินบาทที่คาดว่ายังแข็งค่าอยู่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการส่งออกไทย โดยปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ที่ชะลอตัวลง
แนวโน้มวิกฤติพลังงานเป็นปัญหาใหญ่ที่จะส่งผลถึงต้นทุนของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เนื่องจากราคาน้ำมันแพง ทำให้สินค้าเกษตรสำคัญซึ่งเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพด กากถั่วเหลือง และแป้งสาลี ถูกนำไปผลิตพลังงานทดแทน ทำให้ราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้ เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2549 เฉลี่ยประมาณร้อยละ 53
ปัญหาที่เกิดกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งเวลานี้กำลังจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมแปรรูปอาหารจากกุ้ง ล่าสุดกำลังการผลิตลดลง 20-30% หลายโรงงานเริ่มปรับองค์กรด้วยการลดจำนวนพนักงานหรือไม่ก็ชะลอการผลิตไว้ก่อน และหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปในระยะยาว อุตสาหกรรมด้านนี้ของไทยจำนวนมากจะย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศอย่างแน่นอน เช่น เวียดนาม เพราะค่าเงินดองของเวียดนามเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีเสถียรภาพมาก ทำให้สามารถกำหนดต้นทุนแท้จริงได้ และมีความสามารถทางการแข่งขัน ประกอบกับประเทศเวียดนามมีชายฝั่งทะเลที่เต็มไปด้วยศักยภาพการผลิตอุตสาหกรรมประมง และอีกทั้งยังได้รับสิทธิพิเศษจีเอสพีจากหลายประเทศ จึงเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักลงทุนสนใจเข้าไปลงทุน ยิ่งประเทศไทยมีความไม่มั่นคงทั้งค่าเงินบาท การเมือง แม้ตลาดส่งออกจะมีอนาคตที่ดีแต่ เมื่อค่าเงินแข็งค่าเพิ่มขึ้น ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
ส่วนกรณีที่เกษตรกรผู้ผลิตและส่งออกกุ้งอาจจะมีการลดกำลังการผลิตกุ้งในปี 51 ลง 20% เนื่องจากราคากุ้งในปีที่ผ่านมาตกต่ำนั้น คาดว่าจะจะส่งผลดีทำให้ราคากุ้งในประเทศมีการปรับสูงขึ้น
สำหรับกรณีที่ไทยฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลก(WTO) เพื่อให้สหรัฐยกเลิกการวางพันธบัตรค้ำประกันการนำเข้ากุ้ง(ซี-บอนด์) ซึ่งเป็นภาระของผู้ส่งออกไทย และยกเลิกวิธีการคำนวณส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดแบบ Zeroing ที่ทำให้ไทยเสียภาษีเอดีสูงกว่าความเป็นจริงนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่อัตราภาษีจะต่ำกว่าปัจจุบันที่เรียกเก็บในอัตรา 5.95% คาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่ออุตสาหกรรมกุ้งของไทยโดยรวม ณ ระดับอัตราภาษีต่างๆกัน ตั้งแต่ 5.5% - 3.0% ในกรณีที่ดีที่สุด กำหนดให้อัตราภาษีใหม่ลดลงที่ระดับ 3.5% เป็นระดับต่ำสุดของของภาษีเอดีในปัจจุบัน (เรียกเก็บจากประเทศเอกวาดอร์)
โดยล่าสุดไทยมีแนวโน้มที่จะชนะคดี จากปัจจัยบวกที่กล่าวมาจะมีผลทำให้อัตราภาษีเอดีและต้นทุนการส่งออกกุ้งของไทยไปสหรัฐลดต่ำลง และมีความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น
โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เลือก 4 บริษัทเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการให้ข้อมูลเพื่อทบทวน(review) อัตราภาษีเอดีรอบที่สอง ประกอบด้วย บ.มจ.ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่น โปรดักส์, รูบิคอนกรุ๊ป, บ.จก.ไทยเอกมัย โฟรเซ่นฟู้ดส์ และบ.มจ.แพ็คฟู้ด ซึ่งสหรัฐจะประกาศผลการทบทวนภาษีเอดีขั้นต้นประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2551 และประกาศอัตราขั้นสุดท้ายราวเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อสินค้าส่งออกกุ้งของไทยอย่างมาก ทั้งปริมาณและการแข่งขันที่จะปรับตัวดีขึ้น
และคาดว่าการส่งออกกุ้งไทยไปยังตลาดสหรัฐอาจจะได้รับผลกระทบจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐและแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(FED) ในช่วงที่ผ่านมาซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้นได้อีก อย่างไรก็ตาม ผลบวกระยะยาวทางอ้อมที่มีต่อผู้ประกอบการ คือ หากสหรัฐฯแพ้คดีในการอุทธรณ์ ทำให้ต้องยกเลิกการเก็บเงินค้ำประกัน ผู้ประกอบการรายย่อยของไทย ซึ่งเดิมไม่สามารถส่งออกไปสหรัฐฯได้เพราะไม่มีเงินทุนเพียงพอ จะสามารถกลับมาส่งออกได้อีกครั้ง จะส่งผลบวกต่อเสถียรภาพของราคากุ้งในประเทศไม่ให้ผันผวนมากเช่นในปีที่ผ่านมา
การขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณการบริโภคกุ้งมากที่สุดในโลก คิดเป็นประมาณ 700,000 ตันต่อปี โดยร้อยละ 50 เป็นการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ นอกจากนี้ตลาด EU ยังมีลักษณะเป็นตลาดร่วมของประเทศสมาชิกรวมแล้วถึง 27 ประเทศ และมีประชากรกว่า 450 ล้านคนโดยล่าสุดตลาด EUได้ขยายตัวออกไปในประเทศยุโรปตะวันออก ซึ่งยังมีโอกาสทางการตลาดอีกมาก ดังนั้นหากผู้ผลิตและผู้ส่งออกสามารถเข้าถึงตลาด EU ได้นั่นหมายถึงการเข้าถึงกำลังซื้อกุ้งทั่วทั้งภูมิภาคยุโรป ในปี 50 อาร์เจนตินา ไทย และแคนาดา เป็นสามประเทศผู้ส่งออกที่มีการขยายการส่งออกกุ้งไปยัง EU มากที่สุด (เปรียบเทียบกับในปี 49 ที่ผ่านมา) โดยเฉพาะไทยมีการเพิ่มทั้งปริมาณและมูลค่าการส่งออกเป็นถึงจำนวนสองเท่าตัว ซึ่งปัจจุบัน EU เป็นกลุ่มประเทศที่มีการนำเข้ากุ้งมากที่สุดในโลก กล่าวคือ มีการนำเข้ากุ้งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 50 จำนวน 250,000 ตัน จากปริมาณกุ้งที่ผลิตได้ทั่วโลกกว่า 356,000 ตัน โดยการส่งออกกุ้งของไทยเกือบทั้งหมดเป็นกุ้งน้ำอุ่น ซึ่งจากการที่ไทยเพิ่มปริมาณการส่งออกกุ้งไปยัง EU เป็นจำนวนมากนั้น สืบเนื่องจากมาเจอภาวะปัญหานโยบายต่อต้าน anti-dumping ของสหรัฐฯ จึงส่งผลให้ไทยเปลี่ยนทิศทางขยายการส่งออกกุ้งไปยัง EU เพื่อเป็นการทดแทนการสูญเสียตลาดในสหรัฐฯแทน อย่างไรก็ดี เอควาดอร์และอินเดียยังคงเป็นประเทศที่ครองตลาดกุ้งของ EU อยู่ในอันดับที่ 1 และ 2 ในปัจจุบัน
และจากค่าเงินยูโรที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้อียูนำเข้าสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง ขณะที่สินค้ากุ้งของไทยปลอดสารตกค้าง และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้มีผลต่อความเชื่อมั่นของอียูในการนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้น ตลาดกุ้งไทยในอียูมีแนวโน้มที่จะขยายตัวมากซึ่งเป็นการโตจากฐานการส่งออกของไทยไปยังตลาดอียูที่จะมีส่วนแบ่งตลาดยังไม่มากนัก
ในส่วนตลาดญี่ปุ่นคาดว่าจะเติบโตขึ้นหลังจากได้รับผลบวกจาก JTEPA ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนโดยภาษีสำหรับกุ้งนำเข้าไปประเทศญี่ปุ่นลดลงจาก 5% เหลือ 0% ทันทีส่งผลให้ผู้ส่งออกกุ้งไทยมีความสามารถในเชิงแข่งขันกับผู้ส่งออกประเทศอื่นมากขึ้น ขณะที่เงินเยนเริ่มแข็งค่าทำให้ญี่ปุ่นมีกำลังซื้อมากขึ้น
ส่วนการส่งออกกุ้งไทยในตลาดเกาหลีคิดเป็นร้อยละ 5 ของปริมาณกุ้งที่ไทยผลิตได้ถือว่าเป็นสัดส่วนเล็กน้อย แต่แนวโน้มความต้องการในตลาดเกาหลี มีโอกาสขยายตัวมากขึ้นโดยเฉพาะกุ้งชิล หรือกุ้งแช่เย็น ที่ไทยได้เข้าไปเจาะตลาด พบว่าได้รับความนิยมมาก และจากการที่เกาหลีได้ลงนามเปิดเขตเสรีทางการค้า หรือ เอฟทีเอกับอาเซียน เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยไม่มีไทยรวมอยู่ด้วย อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกกุ้งไทยในตลาดเกาหลีมากขึ้น เนื่องจากคู่แข่งที่สำคัญอาทิ เวียดนาม และอินโดนีเซีย จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า ตามกรอบข้อตกลงเอฟทีเอ 0% ส่วนไทยยังถูกเก็บภาษีนำเข้า
และไทยจะมีโอกาสขยายการส่งออกกุ้งไปยังออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ซึ่งได้จัดทำเอฟทีเอกับไทยเพิ่มมากขึ้นขณะเดียวก็ขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นที่มีศักยภาพแทน เช่น รัสเซีย รวมถึงการขยายตลาดสินค้ากุ้งแช่เย็นแช่แข็งไปยังตลาดในระดับ Food service ได้แก่กลุ่มภัตตาคาร โรงแรม โดยมีเป้าหมายตลาดส่งออกอยู่ที่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น
ส่วนคู่แข่งการส่งออกสินค้ากุ้งที่สำคัญของไทยในตลาดโลก ได้แก่ จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิต ในขณะที่ไทยยังได้เปรียบในส่วนของการแปรรูปสินค้ากุ้ง จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยต้องขยายช่องทางการตลาดในกลุ่มสินค้าแปรรูปกุ้งและผลิตภัณฑ์ให้เพิ่มมากขึ้น และในช่วงระยะเพียงไม่กี่ปี เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกสินค้าสัตว์น้ำสู่ตลาดสหภาพยุโรปในอันดับต้นๆ และขณะนี้กระทรวงประมงเวียดนามกำลังเตรียมมาตรการสนับสนุนและปกป้องสินค้าเป้าหมาย 5 รายการ เพื่อสร้างให้เป็นเครื่องหมายทางการค้าประจำชาติ (NATIONAL TRADEMARKS) ที่โดดเด่นในตลาดโลก อันได้แก่ กุ้ง (SHRIMP) : กุ้งกุลาดำ (BLACK SHRIMP) กุ้งขาขาว (WHITE-LEG SHRIMP) และกุ้งก้ามกราม (PRAWN) ปลาตระกูลปลาดุก (TRA AND BASA CATFISH) ปลาทูน่า (TUNA) ปลานิล (TILAPIA) และสัตว์น้ำจำพวกหอย (MOLLUSC) เวียดนามจึงเป็นคู่แข่งของสินค้าประมงและกุ้งของไทยที่น่ากลัวไม่น้อย ซึ่งยังไม่นับประเทศคู่แข่งอย่างจีน อีกที่ต่างก็มุ่งแข่งขันในตลาดยุโรปและตลาดโลกอื่นๆ ตามที่โอกาสจะมีอยู่
ในปีที่ผ่านมาประเทศคู่ค้าสำคัญๆได้นำมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers : NTB) มาเป็นมาตรการปกป้องการนำเข้าหลายมาตรการ ซึ่งมาตรการต่างๆเหล่านี้ภาคการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบสูงมาก ในอดีตไทยส่งออกสินค้ากุ้งเสียภาษีนำเข้าสูง แต่ภายหลังค่อยๆ ลดลงตามข้อตกลงของ WTO แต่ต่อมามีมาตรการกีดกันการค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งในเรื่องฟู้ดเซฟตี้ไทยจะต้องเร่งพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตทั้งระบบเพราะความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญ
ในปี 2551 คาดว่าทั่วโลกมีผลผลิตกุ้งจากการเพาะเลี้ยงประมาณ 2.10 ล้านตัน และคาดการณ์ว่าการส่งออกกุ้งไทยในปีนี้โดยรวมจะขยายตัวได้ไม่มากนักเพียงประมาณร้อยละ 5 และปัจจัยการผลิตกุ้งมีต้นทุนสูงขึ้นทุกตัวเกษตรกรต้องมีการวางแผนการจัดการการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพ ปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้กุ้งโตเร็ว ได้ไซส์ใหญ่ และต้องเลี้ยงไม่ให้เกิดความเสียหายในระหว่างการเลี้ยง เพื่อเป็นการลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันวิกฤติราคาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ นอกจากนั้นแล้วควรจะปรับเปลี่ยนให้มีการผลิตกุ้งขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าและทดแทนตลาดกุ้งขนาดกลางและขนาดเล็กบางส่วน รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการผลิตกุ้งกุลาดำและกุ้งก้ามกรามให้รวมให้มากขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งยังเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) ที่มีความต้องการสูงเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และสร้างความสมดุลการผลิตและการส่งออก ด้วยการส่งเสริมให้มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าระหว่างการเกษตรและกับโรงงานผู้ซื้อมากขึ้น ซึ่งการส่งออกโดยรวมที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลบวกต่อเนื่องมายังเสถียรภาพของราคากุ้งและธุรกิจอาหารกุ้งในประเทศด้วย









  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss