| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ไวรัสซับพาร์มลามโลก (ตอนจบ) |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 05/03/2008-13:02 GMT+7  
บทความพิเศษ โดย กฤษฎา วรรณบุตร
ผลของการแข็งของค่าเงินบาท กระทบกับ 3 กลุ่มใหญ่
กลุ่มที่ 1 ผู้ที่นำเข้าวัตถุดิบ เกิน 50% แล้วนำมาผลิตเพื่อส่งออก กลุ่มนี้ได้ประโยชน์ที่สุด เพราะสามารถซื้อวัตถุดิบมาในราคาถูก
กลุ่มที่ 2 ผู้นำเข้าวัตถุดิบ แบบ 50% แล้วนำมาผลิต แล้วส่งออกไปขายต่างประเทศ (กลุ่มนี้เสมอตัว)
กลุ่มที่ 3 ผู้นำเข้าวัตถุดิบ น้อยกว่า 50% แล้วนำมาผลิต กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกรวมทั้งปี 2550 เทียบกับปี 2549 เพิ่มขึ้น 17.54% สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 12.5% โดยมีมูลค่า 152,477 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในรูปเงินบาทมีมูลค่า 5.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% เป็นการเพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้า ทั้งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 16.5% 17.7% 17.8% ตามลำดับ ส่งออกไปทุกประเทศได้เพิ่มขึ้น ยกเว้นสหรัฐติดลบ 1.2% และไต้หวันติดลบ 1.4% หากพิจารณาเป็นรายสินค้าจะพบว่า ในกลุ่มสินค้าประมงกุ้งจะส่งออกได้ 85,747 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 เนื่องจากการส่งออกกุ้งไปสหภาพยุโรปคาดว่าจะสามารถขยายตัวได้เพราะในปีนี้กุ้งไทยได้รับปัจจัยบวกจากสิทธิพิเศษทางภาษี ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของรอบโครงการปัจจุบัน นอกจากนี้กุ้งไทยยังได้เปรียบอินโดนีเซียและเวียดนาม เพราะสองประเทศนี้มีปัญหาเรื่องสาร antibiotic ตกค้างในอาหาร
คาดการณ์ตัวเลขส่งออกในปี 2551 โดยเฉพาะไตรมาส 1/2551 ยังมีแรงผลักดันต่อเนื่องจากปลายปี 2550 แต่ในไตรมาส 2/2551 คงต้องทำงานหนักขึ้นจากผลกระทบปัญหาซับไพรม์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ และปัญหาค่าบาทแข็งค่า แต่ไม่อาจระบุได้ว่าจะกระทบมากน้อยแค่ไหนต่อการส่งออกของไทย ทั้งนี้ ปัญหาเงินแข็งค่านั้น เกิดขึ้นทั้งภูมิภาค
ผลกระทบจากค่าบาทแข็ง หรือสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ไม่น่าส่งผลทันทีในช่วงนี้
ส่วนเหตุผลที่น่าจะขัดแย้งกับเสียงเรียกร้องจากผู้ประกอบการส่งออกว่าผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งจะทำให้ภาคส่งออกของไทยมีปัญหาด้านขีดความสามารถในการแข่งขันแต่ทำไมปีที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกรวมของปี 2550 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2549 เพิ่มขึ้นถึง 17.54% ก็คือ
1. ค่าเงินบาทไม่ได้แข็งมากนักโดยเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 6.3 เทียบกับฟิลิปปินส์ อินเดีย จีน มาเลเซีย และ สิงคโปร์ที่แข็งขึ้นร้อยละ 18.7 12.0 6.2 6.7 และ 6.2 ตามลำดับ พูดง่ายๆ คือ ทุกสกุลแข็งขึ้นหมด จากที่เงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนลงจากความไม่สมดุลในประเทศเขาและปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพในตลาดที่อยู่อาศัยที่ทราบกันอยู่ ประกอบกับแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้ก็เกินดุลบัญชีเดินสะพัดด้วย นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาดูผลกระทบจากค่าเงินบาท จึงต้องดูจากดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ซึ่งได้คิดคำนวณการแข็ง-อ่อนของค่าเงินของประเทศคู่ค้า-คู่แข่งไว้ จากข้อมูล Bank for International Settlements (BIS) พบว่าใน ณ สิ้นปี 2550 เทียบกับ ณ สิ้นปีก่อน NEER ของเงินบาทแข็งค่าขึ้นร้อยละ 1.1 เทียบกับประเทศในภูมิภาค อาทิ ฟิลิปปินส์ อินเดีย มาเลเซีย จีน หรือสิงคโปร์ ที่ NEER เขาแข็งค่าขึ้นร้อยละ 14.2 6.9 1.6 1.6 และ 1.2 ตามลำดับ หรือแม้กระทั่งดูในรูปของดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริง (REER ซึ่งก็คือ NEER ที่ถ่วงน้ำหนักด้วยเงินเฟ้อของแต่ละประเทศแล้ว) ก็ยังพบว่า ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริงยังแข็งน้อยกว่าเพื่อนบ้านอยู่ดี นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาที่เราต้องการดูว่าเงินบาทอ่อนหรือแข็งและกระทบต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใดจึงต้องดูจาก NEER ไม่ใช่ดูเพียงค่าเงินบาทต่อดอลลาร์เท่านั้น
2. ผู้ประกอบการส่งออกของไทยไม่ได้ขายสินค้าในสกุลดอลลาร์สหรัฐเพียงสกุลเดียว ยังขายในเงินสกุลอื่นๆได้แก่ ยูโร เยน ฯลฯ ซึ่งค่าเงินบาทเมื่อเปรียบกับสกุลดังกล่าวยังสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งขันทางการค้าได้
3. สิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจทุกคนต้องคำนึงคือ ถ้ายังอยากอยู่ในวงจรธุรกิจ คือพึ่งกำไร กับพึ่งยอดขาย ถ้ากำไรถูกตัดจากกรณีใดๆ โดยไม่สามารถขยับราคาขายได้ (หรือขยับได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น) สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ เพิ่มยอดขาย ตามมาด้วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสุดท้ายจบด้วยขยับปรับราคาสินค้า ดังนั้นการยืนระยะในธุรกิจที่แท้จริง ต้องมุ่งเป้าหมายมาให้ถึงการปรับขึ้นราคาสินค้าให้ได้ซึ่งไม่ง่ายนักกับภาวะปัจจุบัน (ทั้งการแข่งขันและภาวะเศรษฐกิจโลก) ทุกวันนี้ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งต้องนำเงินสำรองสะสมของกิจการหรือส่วนตัวออกมาสนับสนุนกิจการในดำเนินต่อไปไม่มากก็น้อย เพื่อรอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในการปรับราคาสินค้าได้ในอนาคต สถานการณ์ในวันนี้จึงเป็นการเพิ่มยอดขายให้สูงขึ้นภายใต้ผลกำไรต่อหน่วยที่ลดต่ำลงส่วนหนึ่งด้วย
ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดสำคัญๆ ในประเด็นของ ช่องทางหรือเส้นทาง Trade Lanes และเครือข่ายการค้า หรือ Distribution Network โดยปัจจุบันมีช่องทางที่จำกัดและขาดประสิทธิภาพทั้งในเรื่องของต้นทุนและเวลา ทำให้สินค้านำเข้าและส่งออกของไทยต้องแบกภาระค่าระวางเรือและค่าประกันภัยระหว่างประเทศต่างๆ สูงกว่าประเทศคู่แข่งขัน และในบางเส้นทางการค้าของไทย ต้องเสียเวลารอเที่ยวขนส่งและใช้เวลาในการเดินทางที่มากกว่าประเทศคู่แข่งขันอื่นๆ โดยเฉพาะเส้นทางการค้าใหม่ๆ เช่นการค้าระหว่างไทยกับจีน หรือกับประเทศอินเดีย ตะวันออกกลาง หรือ แอฟริกา ที่ไทยยังขาดช่องทางการกระจายสินค้าอย่างมาก
ในปี 2550 ที่ผ่านมา ผู้ส่งออกสินค้าทางเรือประสบปัญหาหนัก ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและเงินบาทที่แข็งค่า ต่อเนื่อง นอกจากนี้ เจ้าของเรือยังขึ้น ค่าธรรมเนียมกรณีขนส่งน้ำหนักเกินกว่า 20 ตันไปยังประเทศแถบยุโรป เนื่องจากปัญหาขาดแคลนตู้ คอนเทนเนอร์ หากไม่จ่ายก็จะไม่สามารถส่งสินค้าไปยังยุโรปได้ เพราะตู้สินค้ายุโรปกำลังเป็นที่ต้องการของผู้ส่งออกสินค้าทางเรือที่ประเทศจีน
ส่วนผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจและตลาดการเงินในสหรัฐอเมริกาจะเชื่อมโยงมาถึงภูมิภาคเอเชียมากน้อยเพียงใด ในทรรศนะของนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกบางสำนักมองว่า เอเชียจะสามารถต้านทานกับภาวะถดถอยในสหรัฐฯ ได้เนื่องจากประเทศในเอเชียหันมาพึ่งพาการค้าและการลงทุนในภูมิภาคกันเองมากขึ้นแทนการพึ่งพิงเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นหลัก การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะกระทบประเทศเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกมากก็จริง แต่หลายประเทศจะรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้นเพราะมีสถานะทางการเงินดีขึ้นและมีเงินทุนสำรองมหาศาลทำให้สามารถบรรเทาแรงกระทบลงได้
นอกจากนี้การพัฒนาเศรษฐกิจในจีนและอินเดีย ซึ่งมีการขยายตัวในอัตราสูงจะเป็นหัวจักรช่วยผลักดันการเติบโตของภูมิภาคต่อไปท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก ด้วยมูลค่า GDP กว่า 1.3 ล้านล้านเหรียญฯสหรัฐฯ หรือประมาณ 10 เท่าของ GDP ประเทศไทย หรือประมาณเศษ 1 ส่วน 8 ของ GDP ด้วยจำนวนประชากรของจีนกว่า 1,300 ล้านคน จีนจึงมีการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกเป็นมูลค่ามหาศาลถึงปีละกว่า 295,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 12 ล้านล้านบาท
อินเดียซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคตามเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วประกอบกับอินเดียกำลังปรับตัวรองรับการค้าและการลงทุนที่เสรีมากขึ้นด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค และคาดว่า FTA ไทย อินเดีย จะกระตุ้นให้ภาคธุรกิจของไทยทำการค้าและลงทุนในตลาดอินเดียเพิ่มขึ้น
ส่วนสินค้ากุ้งของไทย แม้ว่าสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดหลักยังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่สหภาพยุโรปได้ให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไปคืนแก่ไทย และคาดว่าจะสามารถขยายตลาดส่งออกไปยังจีน รัสเซีย และตลาดอื่น ๆ ได้เพิ่มขึ้น ทำให้การส่งออกสินค้ากุ้งและประมงของไทยยังคงขยายตัวต่อไป
ล่าสุดไทยได้สรุปการทำความตกลง FTA กับเกาหลีใต้เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะช่วยให้สินค้าส่งออกของอาเซียนรวมทั้งไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่ดีขึ้นในเกาหลีใต้ โดยสินค้าสำคัญของไทยที่ได้รับการขยายเวลาการลด ยกเลิกภาษี ได้แก่ เหล็กและผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง หนังดิบ หนังฟอก และผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง รวมทั้งสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังเกาหลีกว่า 90% ของมูลค่าการนำเข้าจากไทยในปี 2549 จะได้รับการลดภาษี ยกเลิกภาษี โควต้าปลอดภาษีทันทีที่ไทยดำเนินกระบวนการภายในและเริ่มบังคับใช้ข้อตกลง สินค้าส่งออกสำคัญของไทยหลายรายการจะได้รับประโยชน์รวมทั้ง กุ้งแช่เย็น แช่แข็ง
ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวในด้านหนึ่งก็อาจเป็นผลดีกับไทย เพราะความต้องการใช้น้ำมันเพื่อการผลิตต่าง ๆ จะลดลง อาจทำให้ระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง
ท่ามกลางความวิตกกังวลว่า วิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะดิ่งลึกมากน้อยแค่ไหน โดยบางส่วนเชื่อว่าได้ลื่นไถลจากภาวะชะลอตัวเข้าสู่เขตแดนของภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว โดยมีนักวิเคราะห์บางสำนักขนานนามว่า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (Hamberger Crisis) ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากปัญหาสินเชื่อซับไพรม์ (Subprime Loan) ของสหรัฐอเมริกา และเกิดปัญหาลุกลามส่งผลกระทบไปทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องคล้ายกันกับปัญหาฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงินของไทยที่เริ่มต้นจากไทยเมื่อปี 2540 จนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง (Tom Yam Kung Crisis) ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ส่วนสาเหตุหลักที่ปัญหา subprime ส่งผลรุนแรงมากเนื่องจากไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัดถึงปริมาณการขาดทุนรวมของผู้ลงทุนในตราสารเหล่านี้ โดยเฉพาะอนุพันธ์ซึ่งอาจมีมูลค่ามากกว่าขนาดของตลาดเงินกู้ subprime เสียอีก อุปมาเหมือนทีมฟุตบอลชื่อดังระดับพรีเมียร์ลีค หากแข่งแพ้จนตกรอบ ไม่เพียงนักเตะหรือผู้ถือหุ้นสโมสรทีมเท่านั้นที่เสียรายได้ เหล่านักพนันผลการแข่งก็ต้องเสียเงินในจำนวนรวมกันแล้วอาจจะมากกว่าการขาดทุนของกลุ่มแรกเสียด้วยซ้ำ
เมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง เล่นงานเศรษฐกิจไทยอย่างหนักหนาสาหัส กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จากสหรัฐอเมริกามาบีบบังคับกำหนดให้รัฐบาลไทยซึ่งเป็นผู้กู้เงินมาแก้วิกฤติการณ์ทางการเงินต้องออกกฎหมายซึ่งไทยค่อนข้างเสียเปรียบตามคำสั่งหรือเงื่อนไขการกู้ยืมเงิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งต้องสูญเสียความมั่งคั่งและธุรกิจและให้กับเจ้าหนี้ และบางส่วนก็ยังหลงเหลือร่องรอยการต่อสู้และซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจให้เห็นและรับรู้กันอยู่ เช่น กรณีทีพีไอ ณ วันนี้ สหรัฐอเมริกากำลังได้พบกับ วัฏจักรแห่งกรรมทางการเงิน แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส เข้าแล้ว ซึ่งล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ กล่าวถึงสถานการณ์ในตลาดปล่อยกู้จำนองให้กับลูกหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ (ซับไพรม์) ของสหรัฐฯ ที่กำลังส่งผลกระทบลุกลามไปยังเศรษฐกิจทั่วโลก โดยคาดการณ์ว่า ธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมาก จะไม่สามารถเอาตัวรอดจากวิกฤตการณ์ซับไพรม์ และคาดว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่แห่งหนึ่งในสหรัฐฯจะต้องเผชิญวิกฤตการณ์ที่แสนสาหัสจนอาจจะถึงขั้นล้มทั้งยืน และอาจจะเกิดผลกระทบให้ระบบธนาคารพังเป็นลูกโซ่ได้
ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มส่อแววซวนเซ นักวิเคราะห์ทั้งหลายก็พยายามที่จะรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อจะดูว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก มากน้อย เพียงใด ส่วนใหญ่เชื่อว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะพึ่งพาเศรษฐกิจสหรัฐน้อยลง เนื่องจากมีการค้าขายในกลุ่มประเทศเดียวกันเพิ่มขึ้นมาก แต่ความต้องการซื้อสินค้าและบริการของคนอเมริกันที่ลดน้อยลงจากผลของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจก็ยังไม่สามารถชดเชยด้วยกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของประเทศที่เศรษฐกิจยังเติบโตได้ดี เช่น อินเดียและจีน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชาชนส่วนใหญ่ในทั้ง 2 ประเทศยังคงมีฐานะยากจนอีกทั้งวัฒนธรรมการกินอยู่อย่างไม่ฟุ่มเฟือยก็ยังมีอิทธิพลอยู่มาก
ในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนนี้มีทั้งส่วนที่เป็นปัญหาอุปสรรค ขณะเดียวกันก็มีโอกาสแฝงอยู่ อยู่ที่ว่าใครจะสามารถปรับตัวลดผลกระทบและสร้างโอกาสจากปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งหากใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเข็มทิศ คือ จะตัดสินใจอะไรก็เป็นไปอย่างมีเหตุมีผล มีความพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง โดยอยู่บนพื้นฐานที่ถูกหลักวิชาการและมีคุณธรรมแล้ว ณ เวลานี้พวกเราชาวธุรกิจสัตว์น้ำคงต้องใช้คำว่า อัตตาหิ อัตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้นแล เป็นการหลักยึดในการดำเนินธุรกิจย่อมสามารถตั้งรับความผันผวนและฟันฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้แน่
 
|
|