| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: ประมงญี่ปุ่น เดินสายลุยบ่อเลี้ยงไทย ชื่นชมกุ้ง CoC |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 15/08/2007-12:32 GMT+7  
ค.เลาะขอบบ่อ โดยหนุ่มลำมูล
ประมงญี่ปุ่น เดินสายลุยบ่อเลี้ยงไทย ชื่นชมกุ้ง CoC
ย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสหกรณ์ประมงภูมิภาคอาเซียน ซึ่งรวมญี่ปุ่นเข้ามาด้วย จากการประชุมในวันนั้น องค์กรสันนิบาตสหกรณ์ประมงญี่ปุ่นมีความสนใจในผลผลิตกุ้งของไทย ทั้งที่จากการเพาะเลี้ยงรวมไปถึงกุ้งที่ได้จากการทำประมงทางทะเล ซึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทางสันนิบาตสหกรณ์ญี่ปุ่นก็ได้เข้ามาตรวจเยี่ยมฟาร์มเลี้ยงกุ้งที่ส่งไปญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ ว่ามีระบบการผลิตที่ได้มาตรฐานหรือไม่
ครั้งล่าสุดมีเจ้าหน้าที่จากองค์กรดังกล่าวนำโดย Mr.Nassaki Sato,Prof.Junichiro Okamoto และ Dr.Yugraj S. Yadava ซึ่งได้เข้าเยี่ยมชมฟาร์มระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม 2550 โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นเจ้าภาพในการนำพาเข้าฟาร์ม ได้รับข้อมูลจากคุณสุรัตน์ ธวัชสานนท์ นักวิชาการสหกรณ์ 7 ว. สำนักพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า สันนิบาตสหกรณ์ประมงญี่ปุ่น เป็นสหกรณ์ที่มีขนาดใหญ่และมีการทำธุรกิจกว้างมากสหกรณ์หนึ่ง ซึ่งรูปแบบของการทำธุรกิจจะต่างจากสหกรณ์ของประเทศไทยคือ สหกรณ์ไทยจะดำเนินธุรกิจด้วยคณะกรรมการและสมาชิกบริหารแต่สำหรับญี่ปุ่นแล้วจะให้บริษัทอื่นๆเข้ามาบริหารเรื่องการตลาด
องค์การสันนิบาตสหกรณ์ประมงญี่ปุ่นจะดูแลเรื่องการตลาด พอสัตว์ทะเลถูกจับขึ้นมาจะมีการแปรรูปบนเรือขนาดใหญ่ที่มีโรงงานแปรรูปอยู่ที่นั่น พอสินค้าประมงขึ้นสะพานปลาเขาจะจัดการทุกอย่างจนถึงมือผู้บริโภค เพราะฉะนั้นเครือข่ายของสหกรณ์ญี่ปุ่นค่อนข้างใหญ่มาก และรูปแบบของการทำธุรกิจของสหกรณ์ประมงในญี่ปุ่นจะต่างจากไทยตรงที่ว่า สหกรณ์ไทยจะทำธุรกิจด้วยตัวเอง แต่สหกรณ์ญี่ปุ่นไม่ทำ แต่จะใช้บริษัทอิมพอร์ท เอ๊กซ์พอร์ททำธุรกิจแทนตัวเอง ส่วนตัวเองจะบริหารอย่างเดียว การทำประมงที่ญี่ปุ่นเขาจะให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก โดยที่ญี่ปุ่นมีเรือประมงมาก ทั้งเรือประมงน้ำลึกและเรือประมงชายฝั่ง ซึ่งบางครั้งก็ไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพราะฉะนั้นทางสันนิบาตสหกรณ์ประมงญี่ปุ่นเองก็เลยมาเน้นเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ
สิ่งสำคัญที่ญี่ปุ่นต้องการทำธุรกิจเกี่ยวกับไทยคือ เรื่องมาตรฐานการผลิต ซึ่งเน้นหนักไปที่เรื่องการอนุรักษ์ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งฟาร์มผลิตกุ้งของไทยโดยส่วนใหญ่ได้ใช้มาตรฐานนี้ในการจัดการภายในฟาร์มของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นห่วงมากนักในการส่งกุ้งเข้าญี่ปุ่น ในระหว่าง 3 วันนั้น เจ้าหน้าที่ของไทยได้นำคณะชาวญี่ปุ่นเข้าเยี่ยมชมการผลิตกุ้งจาก 6 แหล่งด้วยกันได้แก่
1.สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร
2.สหกรณ์ลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี จำกัด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
3.สหกรณ์ลุ่มน้ำท่าทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
4.ฟาร์มสหกรณ์สุราษฎร์ธานี จำกัด
5.สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด จังหวัดสมุทรสงคราม
6.สหกรณ์ผู้เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ จังหวัดภูเก็ต
ในวันแรกที่เข้าฟาร์ม ตัวแทนจากญี่ปุ่นยังไม่แน่ใจเรื่องธุรกิจกุ้งที่จะส่งเข้าญี่ปุ่นมากนัก เนื่องจากดูการบริหารงานเพียงแค่ 2 แหล่ง แต่หลังจากนั้นแล้วค่อนข้างที่จะพอใจ เพราะแต่ละฟาร์มนั้นล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บริเวณแหล่งที่อุดมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติทั้งนั้น แต่อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเลย คือผลิตกุ้งโดยการใช้มาตรฐาน CoC และ GAP มาเป็นตัวกำหนด เพราะฉะนั้นเราสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชาวสันนิบาตสหกรณ์ประมงญี่ปุ่นได้
ที่สหกรณ์ลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี จำกัด ค่อนข้างเห็นชัดเจน เพราะว่าบ่อกุ้งอยู่ในเขตอุทยานสามร้อยยอด ซึ่งข้างๆบ่อกุ้งก็ยังเป็นเป็นแหล่งที่สัตว์ยังอาศัยหากินตามปกติโดยไม่มีการทำลายแต่อย่างใด เขาค่อนข้างจะพอใจกับระบบวิธีการเลี้ยงของเราที่ไม่ทำลายธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดในระบบอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของเรา เราใช้มาตรฐาน COC หรือGAP ให้ได้มาตรฐานอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราได้สร้างความเชื่อมั่นให้เขาแล้ว คือเลี้ยงได้มาตรฐานและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และถ้าญี่ปุ่นจะเชื่อมโยงธุรกิจรับซื้อกุ้งของไทยเข้าไป เขาจะได้มีความมั่นใจว่าเขาจะได้บริโภคของที่มีมาตรฐานและปลอดภัย และการเลี้ยงกุ้งภายในฟาร์มในปัจจุบันรูปแบบจะแตกต่างกันออกไปจากอดีต ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เลี้ยงกุ้งหลายรายทำการเลี้ยงโดยมุ่งหวังผลกำไรสูงๆ ปล่อยกุ้งหนาแน่น แต่ในปัจจุบันผู้เลี้ยงเริ่มรู้ว่ากำไรไม่ได้เป็นที่ต้องการสูงสุด หลายรายหันมาปล่อยบางเพื่อผลิตให้ได้ไซส์ตามที่ต้องการมากกว่า เพราถ้าปล่อยแน่นอาจจะได้ราคาต่ำ และปัจจุบันนี้ผู้เลี้ยงหลายราย เลี้ยงกุ้งโดยมุ่งตลาดของโครงการคอนแทรค ฟาร์มมิ่ง ซึ่งสหกรณ์ลุ่มน้ำ 6 สหกรณ์ได้ร่วมมือกับบริษัท เพื่อกำหนดตลาดล่วงหน้าแล้วเราก็ทำการผลิตตามที่ตลาดต้องการ เพราะฉะนั้นจะมุ่งหวังไปทางนี้มากกว่า
เราจะรวบรวมเกษตรกรรายย่อยเข้ามาให้เป็นปึกแผ่นต่อไป เพราะว่าอนาคตเราห่วงเกษตรกรรายย่อยคือ ถ้าไม่มีการรวมกลุ่มกันจะอยู่ลำบาก ถ้ามีวิกฤตก็เป็นรายย่อยที่เจ็บหนักทุกครั้ง แต่ถ้าเกิดการรวมกลุ่มกัน จะเป็นกลุ่มอะไรก็แล้วแต่ กลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ก็ตาม มันก็จะช่วยลดแรงปะทะ ลดการเจ็บตัวลงได้บ้าง และทุกวันนี้ผู้เลี้ยงกุ้งจะเลี้ยงโดยคิดว่าอยากเลี้ยง เราเลี้ยงตามใจตัวเอง แต่ถ้าเราถามตลาดก่อน รู้ขนาด รู้ราคาแล้วเรามาไตร่ตรองเอาเองว่าเราจะเลี้ยงหรือไม่เลี้ยง ถ้าเลี้ยงเราก็เห็นปลายทางอยู่ เห็นราคารับซื้อที่แน่นอน แต่ถ้าเราไม่เลี้ยงก็จะนำผลผลิตไปเสี่ยงอยู่ในตลาด ซึ่งผมคิดว่าโครงการคอนแทรค ฟาร์มมิ่งเป็นโครงการที่น่าจะดีที่สุดในปัจจุบันนี้
สิ่งที่ประเทศไทยจะต้องทำต่อไปคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ทำการเพาะเลี้ยงหรือทำการประมงชายฝั่งจะต้องรักษาสิ่งแวดล้อมและเรื่องอาหารปลอดภัย เรื่องมาตรฐานในการเลี้ยง ขณะนี้ผู้เลี้ยงกุ้งกำหนดกุ้งที่ตัวเองเลี้ยงเพื่อการส่งออกโดยใช้มาตรฐาน GAP แต่ผู้เลี้ยงหลายรายยังมองว่าต่ำไป คือต้องทำให้ได้มาตรฐานสูงถึง CoC คือเลี้ยงแล้วช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งนี่คือความต้องการของเกษตรกรเองอยู่แล้ว ส่วนกรมประมงและหน่วยงานอื่นๆทำหน้าที่เป็นตัวช่วยผลักดัน หรือหางบประมาณสนับสนุนต่างๆให้
คุณสุรัตน์ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า การประชุมระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในครั้งต่อไป ก็จะยังคงเน้นเรื่องการเพาะเลี้ยงแบบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเหมือนเดิม ส่วนเรื่องการผลิตให้ปลอดภัยคงเป็นอีกเรื่องที่ต้องเน้น และจุดมุ่งหมายหลักที่พยายามจะทำให้ได้คือให้เกษตรกรในไทยกับเกษตรกรญี่ปุ่นค้าขายกันได้โดยตรง คือเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจะสามารถส่งสินค้าผ่านสหกรณ์ของตัวเองแล้วจะถูกส่งไปถึงสหกรณ์ที่ญี่ปุ่นแล้วก็ไปถึงผู้บริโภคคือสมาชิกของสหกรณ์ สำหรับที่ญี่ปุ่นจะมีวิธีการจัดการสินค้าคือ เมื่อรับสินค้าจากสหกรณ์ประเทศต่างๆไปแล้วจะถูกส่งไปที่บ้านสมาชิกทันที โดยไม่มีการวางขายตามท้องตลาด ซึ่งโครงการนี้น่าจะเห็นผลในไม่เกิน 2 ปีข้างหน้า
ซึ่งการประชุมในครั้งต่อไปจะถูกจัดขึ้นที่ประเทศไทยอีกครั้งในปี 2551 และจากการที่สันนิบาตสหกรณ์ประมงญี่ปุ่นก็ส่งทีมงานมาเก็บข้อมูลในครั้งนี้ ก็เป็นการเก็บข้อมูลเพื่อที่จะนำไปเป็นวาระในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งการเก็บข้อมูลจะเน้นไปเรื่องรักษาสิ่งแวดล้อม และเรื่องการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตกุ้งของไทย ซึ่งข้อมูลที่เก็บไปนั้นจะเป็นควบคุมคุณภาพ หรือแหล่งที่มาของสัตว์น้ำว่ามาจากการทำประมงโดยถูกต้องหรือไม่
กล่าวโดยสรุปคือ สันนิบาตสหกรณ์ประมงญี่ปุ่น และทุกสหกรณ์ในโลกจะมีความสัมพันธ์และมีความผูกพันกันในการช่วยเหลือทางด้านวิชาการ เรื่องความร่วมมือในโครงการต่างๆ ในส่วนของสหกรณ์ประมงในประเทศไทย รวมทั้งสหกรณ์ในประเทศอาเซียนทั้งหมดจะมีการประชุม โดยทางสันนิบาตสหกรณ์ประมงญี่ปุ่นรับหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการให้
การทำประมงในประเทศญี่ปุ่น มีองค์กรที่ใหญ่ที่สุดคือ องค์กรสันนิบาตสหกรณ์ประมงญี่ปุ่น โครงสร้างระบบการจัดองค์กรเหมือนกันกับไทย แต่วิธีการทำธุรกิจจะต่างกัน ก็แล้วแต่สภาพธุรกิจแต่ละประเทศ ญี่ปุ่นต้องยืมมือบริษัทในการทำธุรกิจ ต่างกับไทยที่สามารถบริหารงานเองได้ เพราะพื้นฐานเราเป็นเกษตรกร ต้องการลดพ่อค้าคนกลาง แต่ที่ญี่ปุ่นเขาเป็นนักธุรกิจ เขาเลยมองว่าต้องใช้นักธุรกิจเป็นตัวขับเคลื่อน สมาชิกของเขาเป็นผู้บริโภค แต่ไทยสมาชิกเป็นผู้ผลิต เพราะฉะนั้นก็จะเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทยและประเทศอาเซียน ซึ่งเขาจะสนับสนุนในเรื่องวิชาการ สนับสนุนในเรื่องการศึกษาอบรมหรือดูงาน หรือเงินทุนที่จะเข้ามา และก็เป็นโอกาสที่เราจะเชื่อมโยงระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในเรื่องการทำธุรกิจ โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ปัญหาสินค้าประมงโดยเฉพาะกุ้ง นี่คือผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ
[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: web เมื่อ 2007-08-15 15:02 GMT+7]
 
|
|