| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: การอยู่รอดในธุรกิจปลาน้ำจืด ต้นทาง กลางทาง หรือปลายทางเป็นผู้กุมชะตา |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 05/03/2008-13:03 GMT+7  
บทความพิเศษ โดย บรรยงค์ สิทธิพรมมา
ฉบับที่แล้วคุยถึงเรื่องการปรับราคาอาหารปลาในช่วงปีใหม่ ไม่ทันที่หนังสือตีพิมพ์ราคาอาหารปลาประกาศปรับราคาอีกรอบคราวนี้ 4 % ก็ราวๆ 20 บาท/ถุงทำให้ราคาขายปลีกอาหารปลาของผู้นำตลาดติดลมบนคือ อาหารปลาเบอร์เล็ก 515 บาท อาหารปลารุ่น 505 บาท สำหรับราคาปลานิลคือ 45บาท/ กก.,ปลาดุก 30-34 บาท/กก.,ราคาปลาหมอไทย 60 บาท / กก.,ส่วนราคาส่งตลาดคือ ปลานิล 47 บาท ปลาดุกส่ง 30 บาท ปลาหมอไทยส่ง 85 แต่ช่วงนี้ไม่มีของ ทำให้ราคาขายปลีก ปลานิลส่ง 60 บาท ปลาดุก 40 บาท และปลาหมอขีดละ10 บาท
ราคาปลา
ชนิดปลา ราคาหน้าฟาร์ม ราคาส่ง ขายปลีก
ปลาดุก 30-34 30-34 40
ปลานิล 45-48 47-48 55-60
ปลาทับทิม 48-50 53-55 60-65
ปลาหมอไทย 60 85 100
ราคาอาหารปลาหลังปรับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551
เบอร์ ราคาปลีก
ปลาดุกเล็ก 495-515
ปลาดุกรุ่น 450-485
ปลาดุกใหญ่ 400-430
คงไม่ต้องบรรยายมากครับว่าจะอยู่กันยังไงเมื่อต้นทุนการผลิตตัวหลักคืออาหารปลาขยับขึ้นและมีแนวโน้มจะปรับขึ้นอีก ซึ่งเราคนในวงการยังไม่รู้ว่าจะหยุดเมื่อไร หากจะปรับราคาขายปลาขึ้นกันทั้งแผง ราคาก็จะไปชนอาหารตัวอื่นไม่ว่าจะเป็นหมูหรือเนื้อหรือไก่ ผู้บริโภคต้องหันไปหาตัวที่คุ้มค่ามากที่สุดแทนที่จะกินปลา คิดแล้วน่าปวดหัวครับ หันมาทำในสิ่งที่เราทำได้ดีกว่า
ซึ่งเคยคุยไว้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาว่า ปรับตัวกันอย่างไรยุคน้ำมันแพง มายุคนี้มันไม่แพงเฉพาะน้ำมันครับ อาหารปลามันแพงครับ ก็คงหนีไม่พ้นสูตรสำเร็จคือลดต้นทุนการผลิตให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เช่น
1.อนุบาลลูกปลาเอง ได้ปลาดีคัดเฉพาะตัวที่เจริญเติบโตดี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเรื่องระยะเวลาในการเลี้ยงที่สั้นลง ลดอัตราแลกเนื้อ ลดการใช้ยาหรืออาหาเสริม
2.ลงปลาให้บางลง เดิมเคยลง1,800 หรือ2,000 ให้ลดลงมาเหลือ1,500-1,700 จะช่วยเพิ่มให้ได้ปลาขนาดใหญ่ขึ้น ได้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เลี้ยงง่ายขึ้น และขนาดปลาสม่ำเสมอ
3.เพิ่มอัตรารอดปลา คือเพิ่มอัตรารอดให้ได้มากที่สุดแต่ไม่ใช่ลงปลาเผื่อตายให้มากที่สุด ดังตาราง
จำนวนปลาที่ลง อัตรารอด จำนวนที่เหลือ ขนาดปลา น้ำหนักรวม
1,700 95 1,615 800 1,292
1,700 90 1,530 800 1,224
1,700 85 1,445 800 1,156
1,700 80 1,360 800 1,088
1,700 75 1,275 800 1,020
1,700 70 1,190 800 952
1,700 65 1,105 800 884
1,700 50 850 800 680
สิ่งที่เห็นได้ชัดในเรื่องอัตรารอดคือ น้ำหนักปลาที่เพิ่มขึ้นนั่นเองรวมทั้งลดต้นทุนเรื่องลูกปลาอีกทางครับ
4.ลดต้นทุนเรื่องราคาอาหารปลา รวมกลุ่มให้ได้ รวมกันซื้อ อย่าแยกกันดัง อย่าอิจฉากัน
ราคาอาหาร(ถุง) ราคาอาหาร(กก.) อัตราแลกเนื้อ ต้นทุนอาหาร
515 25.75 1.5 38.625
505 25.25 1.5 37.875
495 24.75 1.5 37.125
490 24.5 1.5 36.75
485 24.25 1.5 36.375
465 23.25 1.5 34.875
450 22.5 1.5 33.75
อาหารที่เลือกใช้ก็ต้องเป็นอาหารเกรดดี อัตราแลกเนื้ออยู่ในเกณฑ์ดีคือไม่เกิน1.5 ไม่ใช่จับอาหารราคาถูกมากๆเป็นอาหารปลากินพืชอย่างนี้ก็ไม่ใช่
5.ลดอัตราแลกเนื้อ ลดอย่างไรผมมั่นใจว่าทุกคนรู้แต่ลืมที่จะคิดกันครับ เช่น
-คัดเลือกลูกปลาดีมาลงไม่ต้องแห่ลงเพราะปลาขาดตลาด รีบลงจะได้ขายปลาทันเวลา
-ใช้อาหารเกรดดี อย่าเอาราคาถูกเป็นตัวตั้ง
-เลี้ยงด้วยใจรักเอาใจใส่ให้มากขึ้น ให้อาหารดูปลาหน่อยครับ ปลากินรึไม่อาหารจมน้ำหรือเปล่าสูญเสียแค่ไหนต้องรอบคอบครับ
6.สร้างพันธมิตรรับข้อมูลข่าวสารให้เร็วความเคลื่อนไหวในวงการ การตลาด ใครทุ่มตลาด ปริมาณปลาที่เหลือ
เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้วแต่ยังขาดการตั้งสติ คิดลองดูครับ คิดใหม่ ปฏิบัติใหม่ครับ เพื่ออาชีพที่คุณรัก อาชีพที่ทำกันมานาน อาชีพที่สร้างรายได้ให้คุณมาตลอดหลายปี
มาดูตัวอย่างฟาร์มที่ลดต้นทุนสร้างความแข็งแกร่งเพื่อยืนหยัดสู้กับคู่แข่งและรองรับตลาดที่มีความต้องการสินค้าชนิดเดียวกันแต่คนที่ต้นทุนต่ำกว่าย่อมได้เปรียบครับ
ขอนแก่นฟิชเชอร์รี่ในเครือ ศรีวิโจน์ฟาร์ม ที่ผลิตปลาดุก ปลานิลในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนไปแล้วเมื่อเดือนมกราคม 51ที่ผ่านมาถึงประวัติความเป็นมา แต่ครั้งนี้ทางฟาร์มมีผลผลิตออกมาแล้วครับและสู้กับคนอื่นได้ด้วยคุณภาพของปลาที่ออกมา
ณ วันที่เขียนอยู่นี้ทางฟาร์มกำลังจับปลาครับโดยได้พันธมิตรของบริษัทอาหารในนามโชคโคราชฟาร์มโดยคุณอรุณ กรือโชคและประจวบฟาร์มครับ ที่มาเป็นกำลังสำคัญในการจับปลาครั้งนี้
ขอนแก่นฟิชเชอร์รี่เลี้ยงปลาดุกด้วยอาหารเม็ดครับ แต่เลี้ยงด้วยหลักการที่ผมกล่าวมาข้างต้นทั้ง 6 ข้อครับ อีกอย่างทางฟาร์มมีของเหลือในการผลิตไก่ไข่มาเสริมให้ปลาดุกกิน และช่วยลดต้นทุนได้มากทีเดียว ซึ่งสามารถสรุปวิธีการเลี้ยงได้ดังนี้
1.ขอนแก่นฟิชเชอร์รี่สั่งลูกปลามาอนุบาลเอง ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนค่าลูกปลาได้อีกทั้งสามารถคัดปลาที่มีลักษณะดีโตเร็วไปทำการขุนต่อ
2.ขอนแก่นฟิชเชอร์รี่อนุบาลลูกปลาแล้วทำการย้ายปลาลงในอัตราความหนาแน่นที่ 30 ตัวต่อตารางเมตร เลี้ยงบางครับทำให้ปลาโตดีสม่ำเสมอกัน
3.ขอนก่นฟิชเชอร์รี่เพิ่มอัตรารอดปลาได้ด้วยการเลี้ยงโดยอาศัยวิชาการ มีการจดบันทึกทุกเรื่องที่เกี่ยวกับปลาที่เลี้ยง ทั้งคุณภาพน้ำ ปลา อาหาร โดยมีที่ปรึกษาหลายทีมโดยเฉพาะทีมวิชาการจากบริษัทอาหาร
4.ขอนแก่นฟิชเชอร์รี่ใช้อาหารปลาคุณภาพ แต่ซื้อในราคาโรงงานไม่ผ่านตัวแทนจำหน่ายจึงทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่วนอาหารแบรนด์อะไรนั้นสอบถามไปทางคุณอนันต์ หารี ผู้ดูแลโครงการปลานะครับที่ 08-9619-4733
5.อาหารแลกเนื้อ สืบเนื่องจากลูกปลาคุณภาพดี ปลาดุกจากโชคโคราชฟาร์ม ปลานิลจากวิบูลย์ฟาร์มกาฬสินธุ์ รวมไปถึงอาหารปลา เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้อัตราแลกเนื้อของฟาร์มมีตัวเลขที่ลดลง
6.ขอนแก่นฟิชเชอร์รี่มีพันธมิตรที่สำคัญคือ โชคโคราชฟาร์ม วิบูลย์ฟาร์ม ประจวบฟาร์มรวมทั้งบริษัทอาหาร และอื่นๆที่ผู้เขียนไม่ทราบทั้งหมดทำให้ขอนแก่นฟิชเชอร์รี่สามารถผ่าวิกฤตเรื่องภาวะราคาอาหารปลาแพงได้
และอีกหนึ่งตัวอย่างฟาร์มที่ปรับตัวทางด้านปลากระชัง ผู้เขียนได้ข้อมูลจากกระชังปลาเมื่อไม่นานมานี้เองครับ กระชังดังกล่าว ตั้งอยู่ที่บ้านหนองผีผ่วน บริเวณเขื่อนลำปะทาวในนาม ดาบต้อมฟาร์ม เดิมทีทางฟาร์มเลี้ยงในโครงการคอนแทรคฯกับบริษัทอาหารรายใหญ่ แต่สืบเนื่องจากราคาอาหารปลาขยับสูงขึ้นทางฟาร์มไม่หยุดนิ่ง ทำการปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงโดยการใช้วิธีการให้อาหารแบบออโต้ฟีดครับ ช่วยลดปัญหาเรื่องแรงงานลงได้มาก ทางฟาร์มมี 80 กระชัง( รวมกลุ่ม)ใช้คนงาน 3คน ส่วนในเรื่องรายละเอียดการผลิตผู้เขียนจะนำเสนอแยกออกไปในฉบับหน้าตามความเหมาะสมเพราะมีรายละเอียดมากครับ
นอกจากวิธีการให้อาหารออโตแล้ว ทางฟาร์มอนุบาลลูกปลาเองทำให้สามารถคัดปลาสวยทำการขุนต่อไปได้ เรื่องอาหารปลาทางดาบต้อมรวมกลุ่มกันซื้อจากโรงงานมีทั้งอาหารและจมอาหารลอย ซึ่งทางฟาร์มจะใช้ทั้งสองแบบ ในรายละเอียดจะนำเสนอต่อไป
เขื่อนลำปะทาวเป็นเขื่อนที่น้ำค่อนข้างน้อยและทุกปีมีปัญหาเรื่องปลาไม่โตตามกำหนด ปลาตาย ทางฟาร์มดาบต้อมใช้วิธีติดเครื่องตีน้ำโดยประยุกต์เครื่องตีน้ำบ่อกุ้งเรานี่แหละครับมาประยุกต์ใช้ในฟาร์ม เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนและเพิ่มการหมุนเวียนของน้ำ ลดอัตราการตายเพิ่ม อัตรารอด ลดอัตราแลกเนื้อ ดาบต้อมเล่าให้ฟังว่า หากเลี้ยงแบบเดิมคงอยู่กันลำบากเช่น ถึงเวลาบริษัทเอาลูกปลามาให้เอาอาหารมาให้ตามจำนวนที่กำหนด เมื่อปลาได้ขนาดก็จับ โดยเรียงตามคิวที่กำหนดจับ หากครอปใดที่เวลาจับชนหน้าแล้ง น้ำมีน้อย นั่นแหละเกิดปัญหาแน่นอน ทางฟาร์มจึงต้องทำการติดเครื่องตีน้ำเพื่อช่วยให้ปลาอยู่รอดรอเวลาจับปลา
นี่เป็นเพียงตัวอย่างแนวคิดครับ เหมาะหรือไม่เหมาะก็ลองปรับกันดูตามความเหมาะสมของแต่ละฟาร์มก็แล้วกัน ตราบใดที่เรายังต้องใช้ปัจจัยการผลิตอยู่ในบางอย่างที่เราควบคุมยากก็คงต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามกลไก แต่ปัจจัยใดที่เราควบคุมได้เราก็ควรทำครับไม่ใช่เพื่อใครที่ไหน แต่เพื่อตัวท่านเอง และท้ายสุดผู้เขียนอยากเน้นเรื่องอาหารปลานะครับ ยุคอาหารแพง ขอให้รวมกลุ่มกันนะครับ รวมให้ได้ ผู้เขียนเชื่อว่าทำได้ หากมีข้อสงสัยเรื่องใดโทรมาถามได้ครับ08-1391-2635ไว้พบกันฉบับหน้าครับ
 
|
|