| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: ดาบสองคมที่มาจากภาคผู้ส่งออก |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 05/03/2008-13:04 GMT+7  
บทความพิเศษ โดย...นายกุลาดำ
วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเสียเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียวปี 2551 ก็ผ่านไปอีก 2 เดือนแล้ว สำหรับบทความนายกุลาดำฉบับนี้ ขอนำเสนอเรื่องราวสัพเพเหระมาคุยคันเวลากันสักเล่ม เหตุเพราะในเรื่องราวเกี่ยวกับสถานการณ์การตลาดในภาพรวมยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร โดยความชัดเจนของราคากุ้งน่าจะปรากฏในไตรมาสที่ 2 เหตุเพราะในช่วงนี้ออร์เดอร์จากตลาดหลักอย่าง สหรัฐยังไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามามากนัก ห้องเย็นหรือผู้ส่งออกจึงยังไม่สามารถคาดคะเนราคารับซื้อกุ้งที่ชัดเจนได้ โดยกุ้งที่มีการซื้อขายกันในช่วงต้นปี จะเป็นกุ้งที่ห้องเย็นส่งออกไปยังตลาด จีน ญี่ปุ่น ส่วน ออสเตรเลีย อียู และสหรัฐมีบางประปราย และนี่คือสถานการณ์ของกุ้งขาววานาไมนะครับ ส่วนกุ้งดำซึ่งผมได้รับทราบจากทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำมาว่า มีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสอบถามกันมาพอสมควรว่าแนวโน้มในปีนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งในเรื่องของกุ้งดำนั้นผมเองก็ได้เขียนถึงไปพอสมควรแล้ว กับกระแสที่เกิดขึ้นของกุ้งดำผมเองยังงงอยู่เลยว่า ผู้ที่ทำให้เกิดกระแสขึ้นมาคิดอะไรอยู่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าโอกาสที่กุ้งดำจะกลับมานั้นมันยากเหลือเกิน
เรามามองตลาดกุ้งดำกันก่อนว่าอยู่ที่ไหน โดยเท่าที่ผมทราบข้อมูลนั้นมีอยู่ 2-3 ตลาด ได้แก่ ออสเตรเลีย ยุโรป และญี่ปุ่น ส่วนเกาหลีนั้นมีบ้างประปราย กับตลาดเหล่านี้เมื่อมองดูสภาพเศรษฐกิจในภาพรวม ณ วันนี้ซึ่งทุกคนก็ทราบว่ากำลังมีปัญหา คนต้องเซฟค่าใช้จ่าย จะซื้อจะจ่ายอะไรต้องบวกลบคูณหารมากขึ้น ผลที่ตามมาคือ งดซื้อของที่ไม่จำเป็น เลือกใช้สิ่งของทดแทน อย่างกุ้งดำถ้าราคาแพงกว่าก็หันไปกินกุ้งขาวซึ่งราคาถูกกว่า แต่ในมุมกลับกัน ถ้ากุ้งดำราคาเท่ากับกุ้งขาวผู้เลี้ยงก็อยู่ไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่ายากที่กุ้งดำจะกลับมา อาจจะมีบ้างในกลุ่มของห้องเย็นที่ยังพอมีตลาดประจำในกลุ่มผู้บริโภคระดับสูง โดยกระบวนการหากุ้งของห้องเย็นหนีไม่พ้น การคอนแทรคกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ซึ่งตอนนี้ผมก็ทราบข่าวมาว่า ได้มีห้องเย็นประกาศราคาคอนแทรคออกมาแล้ว แต่ราคานั้นถ้าว่ากันตามตรง โดยส่วนตัวผมมองว่าไม่ยั่วใจให้ผู้เลี้ยงหันมาเลี้ยงกุ้งดำเท่าไหร่นัก
และด้วยเงื่อนไขด้านเศรษฐกิจ 3 ข้อ ที่กล่าวไปเบื้องต้นปีนี้การดำเนินการซื้อขายกุ้งของห้องเย็นทราบว่าในกลุ่มผู้บริหารต้องคิดกันหลายตลบเลยทีเดียว บางห้องเย็นชะลอเพื่อรอความชัดเจน ตรงนี้เลยส่งผลต่อเนื่องไปยังเทคนิค การประกาศวันหยุดเพิ่มขึ้น ถ้าผมวิเคราะห์ไม่ผิดพลาด อย่างที่กล่าวไปตอนต้นในปีนี้เราจะได้เห็นกลุ่มบริษัทที่มีการจ้างพนักงานเป็นรายวัน มีวันหยุดให้กับพนักงานมากขึ้น หรือลดการทำงานล่วงเวลา เพื่อลดต้นทุนไปบ้างส่วน แม้ว่าการหยุดจะทำให้ต้องเจ็บตัวบ้างก็ตาม และทั้งหมดที่กล่าวมา ในส่วนของวงการกุ้งนั้นน่าจะเห็นความชัดเจนในไตรมาสที่ 2 ซึ่งผู้เลี้ยงกุ้งต้องมีการติดตามกันให้ดี ขอเตือนไว้ก่อนนะครับว่า ถ้าเห็นกุ้งราคาดีแล้วรีบแห่ลงกุ้ง การลงกุ้งของท่าน ควรทำตามกำลัง และอย่างที่มีการรณรงค์กันคือ ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมขอกล่าวถึงในฉบับนี้ กับเรื่องราวสถานการณ์การส่งออกกุ้ง โดยมีทางคุณพจน์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งที่ออกมาให้ข่าวอย่างต่อเนื่องว่า ประเทศไทยลดการผลิตกุ้งไม่ได้ ถ้าปริมาณลดลงห้องเย็นจำเป็นต้องนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ เชื่อไหมครับว่าข่าวนี้ไม่ได้รับทราบกันเฉพาะในเมืองไทยแล้ว ประเทศอื่นๆ ทั้งที่มีสถานภาพเป็นผู้ผลิตกุ้งและผู้บริโภคกุ้งก็ทราบ มีเพื่อนผมคนหนึ่งทำงานเกี่ยวกับการส่งออกกุ้งส่งเข้ายุโรป ซึ่งกุ้งส่วนใหญ่เขาได้ไปจากเมืองไทย คุยกับผมว่า ถ้าห้องเย็นไทยไปซื้อกุ้งจากประเทศอื่นมาแปรรูปแล้วส่งออก แสดงว่ากุ้งจากแหล่งที่ไปซื้อมาถูกกว่าไทยซิ ลองสอบหาให้หน่อยได้ป่าวจะได้ลองติดต่อไปซื้อดูบ้างเผื่อกำไรจะเพิ่มขึ้น
ส่วนคำถามต่อมาที่เขาถามผมซึ่งผมไม่รู้ว่าเป็นคำถามหรือการแสดงความคิดเห็น นั่นคือ ตกลงว่าต้นทุนการผลิตของไทยกับประเทศอื่นเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะทราบข่าวมาตลอดว่า การผลิตกุ้งของไทยนั้นมีต้นทุนที่ถูกกว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอาหารกุ้ง เกษตรกรไทยซื้อได้ราคาถูกที่สุดแล้ว ซึ่งถ้าถูกกว่าทำไมห้องเย็นไม่รับซื้อกุ้งของเกษตรกรไทยด้วยกัน ถ้าออร์เดอร์ไม่พอก็คอนแทรคกันไปเลย
ผมให้คำตอบในคำถามข้อนี้ว่า ไม่ทราบครับเพราะผมไม่ใช่ห้องเย็นใหญ่ที่ต้องไปนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศมาผลิตเอง เพราะผมทำกุ้งส่งออกแค่เดือนละไม่เท่าไหร่ ในเมืองไทยมีเยอะเยอะถ้าซื้อราคาตลาดไม่ได้กุ้งก็เพิ่มราคาไปอีกนิดรับรองได้กุ้งแน่นอน ขี้เกียจไปเสียเวลาหากุ้งที่อื่น
น่าคิดไหมครับกับทัศนะและคำถามเพื่อนผม และเมื่อนำมาประมวลข้อมูลจากหลายๆ แหล่งยอมรับว่าแม้ผมจะอยู่ในวงการส่งออกกุ้งบางครั้งก็ยังงงเลยว่าอุตสาหกรรมการส่งกุ้งของไทยมันยังงัยกันแน่ เรามีสมาคม ชมรม และการรวมกลุ่มอีกมากมาย รวมไปถึงสถาบันกุ้งซึ่งเป็นองค์กรที่น่าจะมีศักยภาพที่จะนำพาอุตสาหกรรมกุ้งไทยเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่วันนี้ถ้าจะกล่าวว่าต่างคนต่างเดินก็น่าจะได้ และการต่างคนต่างเดินนั้นสิ่งที่ตามมาคือความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อย
คำว่าคนละทิศคนละทางแม้แต่ห้องเย็นเองข้อมูลก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างล่าสุดผมมีโอกาสเดินทางไป จ.ชุมพร กับทีมงานธุรกิจไม่สวยงาม เพื่อเข้าร่วมงานสัมมนา ทราบว่าผู้จัดคือ ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งชุมพร ซึ่งผมว่าเป็นบทบาทที่สร้างสรรค์มาก แม้ว่าจะไม่ใช่งานใหญ่โตมากมายนัก แต่เป็นงานที่ผมว่าอบอุ่นครับ วิทยากรกับผู้เข้าร่วมสัมมนา ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดยเฉพาะการสนทนากับห้องเย็นนั้น ผมรู้สึกว่าเกษตรกรคงได้อะไรที่เป็นน้ำเป็นเนื้อเพื่อนำไปวางแผนการเลี้ยงกุ้งในครอปต่อไปได้เป็นอย่างดี และผมต้องขอชื่นชมเกษตรกรที่เข้าร่วมงานด้วยนพครับที่ท่านหมั่นแสวงหาข้อมูล ที่ถือว่ามีความสำคัญมากกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรรมในยุคโลกาภิวัฒน์
และจากงานนี้มีข้อมูลส่วนหนึ่งที่ขอนำมากล่าวถึงเพราะเป็นอะไรที่ค้านกันอย่างสิ้นเชิงกับข้อมูลที่ท่านนายกแช่เยือกแข็งออกมาให้ข่าวนั้นคือ ตลาดกุ้งพร้อมท่านหรือกุ้งเพิ่มมูลค่า ที่บอกว่าเป็นการเติบโตที่ถดถอย ตีความ คือ เป็นตลาดที่ไม่น่าสนใจ ไม่มีอนาคต แต่ข้อมูลที่คุณสุรพงษ์บรรยายในงาน โอกาสหรืออนาคตของสินค้าพร้อมทานหรือกุ้งเพิ่มมูลค่านั้นสดใสพอสมควร เพราะเป็นสินค้าที่ไทยเราจะหนี้คู่แข่งไปได้อีกช่องทางหนึ่ง โดยเฉพาะตลาดใหม่ที่ไทยเรายังส่งกุ้งเข้าไปน้อย เช่น ยุโรป แคนาดา เกาหลี
จะเชื่อใครดี ซึ่งหากดูจากแหล่งข่าวที่นำเสนอข้อมูลออกมานั้น ต่างมีดีกรีเป็นที่ยอมรับในวงการ หรือกล่าวได้ว่าเป็นบุคคลระดับแนวหน้าของการส่งออกกุ้งไทย เชื่อว่าทุกคนที่ได้ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับภาคการส่งออกคงคิดเช่นเดียวกันกับผม และก็เชื่อว่าคงจะมีคนคิดต่ออย่างผมอีกเช่นกันว่า ตกลงห้องเย็นกำลังเล่นเกมส์อะไรกันอยู่
สำหรับสินค้าเพิ่มมูลค่าหรือสินค้าพร้อมทานนั้น เท่าที่ผมทราบมาและมีแนวคิดที่อยากจะเข้าไปทำตลาดดูเช่นกัน ตอนนี้สถานการณ์น่าสนใจครับเพราะผู้บริโภคในหลายๆ ตลาดด้วยกันที่รับกุ้งจากไทยเข้าไป ค่านิยมในการบริโภคอาหารอย่างหนึ่ง คือต้องการอาหารสำเร็จรูปที่พร้อมทาน เพราะไม่มีเวลาที่จะมาปรุงอาหารทานเอง พร้อมกันนี้แล้วการทำอาหารพร้อมทานเสนอเข้าไปในตลาดนั้น เท่ากับว่าเราเสนอความแปลกใหม่เข้าไป เพื่อดึงดูดใจให้ลูกค้าที่กินของเดิมๆ ได้เห็นความแตกต่าง ถ้าเราเสนอสินค้าไม่ต่างจากของเดิม สิ่งที่เราจะดึงผู้บริโภคมาได้คือราคาต้องถูกกว่า ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาคือ ผู้ส่งออกต้องได้วัตถุดิบที่ราคาถูก จึงกลายเป็นระบบลูกโซ่นั้นคือ ต้องมาซื้อกุ้งจากเกษตรกรราคาถูก เพราะถ้าซื้อแพงผู้ส่งออกก็ทำตลาดยาก
ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานั้นหากกระทบกับใครนั้นต้องกราบขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะครับ ขอให้คิดเสียว่าเป็นเรื่องของการแสดงความคิดเห็นในสังคมประชาธิปไตย และผมก็ไม่ได้ตัดสินด้วยว่าใครถูกใครผิด ข้อมูลของท่านอาจจะถูกในความคิดท่านแต่เมื่อนำไปประมวลร่วมกับความคิดผู้อื่น อาจจะกลายเป็นข้อสงสัยหรือคำถามในทางลบ ถือว่าต่างคนต่างมอง โดยมีธุรกิจสัตว์น้ำเป็นสื่อกลางแล้วกัน
ก่อนจากกันไปในฉบับนี้มีอีกเรื่องที่ขอนำมากล่าวถึงให้กับเหล่าผู้ที่จะส่งออกสินค้าไปยังอียู ซึ่งเชื่อว่าหลายท่านคงทราบกันแล้ว ก็ถือว่าเป็นการเน้นย้ำละกัน ส่วนผู้ที่ยังไม่ทราบก็ถือว่านำข่าวคราวมาแจ้งให้ทราบนั้นคือ การกำหนดกลุ่มสารตกค้าง โดยทางกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (กตส.) ได้กำหนดค่า Interim Action Level สำหรับสารตกค้างที่ห้ามตรวจพบ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป
สำหรับสารตกค้างที่ห้ามตรวจพบ ได้แก่ คลอแรมฟินิคอล ไนโตรฟูราน และมาลาไคท์กรีน ที่ระดับ 0.10, 0.50 และ 0.80 ppb. ตามลำดับ โดยจะใช้ค่า Action Level นี้ในการกำหนดมาตรการควบคุมทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำส่งออกกลุ่มสหภาพยุโรป แทนค่ามาตรฐานเดิม (MRPL) ซึ่งหากตรวจพบสารทั้ง 3 ชนิดเกินค่าที่กำหนด กตส.จะระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์รุ่นที่ตรวจพบและทำหนังสือแจ้งเตือนการตรวจพบ พร้อมทั้งให้ผู้ประกอบการดำเนินการสืบหาสาเหตุและรายงานผลการแก้ไขให้กรมประมงทราบ
ครับและท้ายสุดก่อนจากกัน อีกสักครั้งที่ผมอยากจะขอกล่าวเตือนให้พี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งโดยเฉพาะรายย่อยติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นในวงการอย่างใกล้ชิดนะครับ พร้อมนำมาวิเคราะห์และวางแผนการเลี้ยง ครอปแรกของปีพลาดไม่ได้นะครับ ส่วนผมเองจะพยายามติดตามเรื่องของสถานการณ์มานำเสนออย่างต่อเนื่องเพราะเชื่อว่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย สำหรับฉบับนี้คงต้องขอกล่าวคำว่า สวัสดีครับ
 
|
|