| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: กระบวนการส่งออกสัตว์น้ำกับปัญหาที่เกิดขึ้น |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 05/03/2008-13:05 GMT+7  
NEWS โดย พราย
ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีหน้าที่หลักคือผลิตวัตถุดิบให้ได้ปริมาณและคุณภาพมากที่สุดเพื่อส่งให้แก่ผู้รับซื้อ ซึ่งจะมีหลายช่องทาง ทั้งพ่อค้าแม่ค้า แพ หรือแม้กระทั่งห้องเย็นที่รับซื้อโดยตรง เงื่อนไขก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อตกระหว่างผู้เลี้ยงและผู้รับซื้อ ซึ่งกระบวนการจำหน่ายให้แก่ผู้รับซื้อนั้น เราๆท่านๆย่อมรู้ดีกันอยู่แล้ว แต่จะมีเกษตรกรซักกี่รายที่จะทราบถึงรายละเอียดในขั้นตอนต่อไปว่าผลผลิตไปอยู่ที่ใดและต้องผ่านกระบวนใดๆอีก โดยเฉพาะผลผลิตที่ต้องส่งออก
เป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับข่าวคราวว่าผลผลิตสัตว์น้ำที่ส่งออกไป ไม่ว่าจะเป็นกุ้งหรือปลาถูกตีกลับหรือทำลาย ด้วยสาเหตุคือมีการตรวจพบสารต้องห้ามตกค้างอยู่ภายในวัตถุดิบ สร้างความเสียหายให้แก่ผู้ส่งออกเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจึงต้องมีความเข้มงวดในการรับวัตถุดิบจากเกษตรกร บทบาทหลักจึงขึ้นอยู่กับฝ่ายจัดซื้อของห้องเย็นที่ต้องนำตัวอย่างวัตถุดิบของสินค้าเข้ามาตรวจเช็คด้วยความละเอียด แต่ถึงอย่างไรผลผลิตบางล็อตก็ยังถูกตรวจพบสารต้องห้ามที่ปลายทางอยู่ดี
ที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าผลผลิตของเกษตรกรจะมีสารต้องห้ามตกค้าง แต่เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่มีการตรวจพบ ดังนั้นจึงขอวอนเกษตรกรผู้เลี้ยงในทุกๆรายว่าให้ใช้กรรมวิธีการเลี้ยงที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขของห้องเย็นกำหนด ปัญหาต่างๆจะได้ไม่เกิดขึ้นตามมา เพราะจะส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก มีผู้เลี้ยงน้อยรายที่ทราบรายละเอียดของภาคการส่งออก ดังนั้นธุรกิจสัตว์น้ำฉบับนี้จึงเสนอขั้นตอนการส่งออกว่าต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนและเกิดปัญหาอะไรบ้าง โดยหวังว่าจะช่วยให้เกษตรกรตระหนักถึงคุณภาพผลผลิตที่ผลิตขึ้นด้วยฝีมือของตัวเอง ประโยชน์ที่ตามมาก็ไม่ได้อยู่ที่ใครหรอก แต่อยู่ที่ตัวเกษตรกรเองนั่นแหละ
เริ่มต้นที่หลังจากห้องเย็นรับออร์เดอร์มาจากต่างประเทศ ก็ต้องถึงขั้นตอนการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งอาจจะรับผลผลิตจากเกษตรกรหรือจากแพ จากล้งต่างๆ กรณีรับจากเกษตรกร จำเป็นต้องนำตัวอย่างวัตถุดิบไปตรวจเช็คถึงคุณภาพวัตถุดิบ หากผ่านเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถรับซื้อผลผลิตล็อตเดียวกันกับตัวอย่างจากเกษตรกรได้ เมื่อเข้าห้องเย็นเพื่อจะทำการส่งออก จะต้องมีใบรับรองสุขภาพอนามัยผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจากกรมประมงออกให้ ซึ่งสามารถขอได้จากหน่วยงานย่อยของกรมประมงตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อนำไปประกอบกับวัตถุดิบที่จะส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าต่อไป
ทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลจากคุณรวิวรรธ รัตนราช เจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยและตรวจสอบคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำสมุทรสาคร ขึ้นตรงกับกรมประมง หน้าที่หนึ่งของศูนย์ฯคือตรวจสอบวัตถุดิบสัตว์น้ำก่อนส่งออก ได้กล่าวไว้ว่า ก่อนห้องเย็นจะส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ศูนย์จะนำสินค้ามาตรวจ ซึ่งจะตรวจเช็ค 3 ทางคือ ทางกายภาพ ทางจุลชีววิทยา และทางเคมี
การนำตัวอย่างสินค้ามาตรวจเช็คจะต้องพิจารณาจากห้องเก็บสินค้าภายในห้องเย็น คือต้องนำสินค้ามาจากทุกมุมห้อง หลังจากได้สินค้ามาแล้วจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนเพื่อเข้ารับการตรวจที่แตกต่างกัน ซึ่งจะตรวจทางกายภาพก่อน ก็คือการดูด้วยตาเปล่าและเช็คเรื่องน้ำหนัก ถ้าไม่ผ่านก็พักไว้ก่อน เพราะสินค้าจะต้องมีน้ำหนักและสเป๊คอื่นๆตรงตามที่ระบุไว้ ส่วนฝ่ายเคมีจะตรวจหาสารตกค้างซึ่งจะทำการตรวจทีหลัง เพราะต้องใช้ระยะเวลานานกว่า ถ้าตรวจทางเคมีและจุลชีววิทยาผ่าน เราก็จะออกเอกสารใบรับรองสุขอนามัยให้ ซึ่งจะมีผลการตรวจทั้ง 3 ฝ่าย ซึ่งในปัจจุบันนี้กรมประมงได้ร่วมกับห้องแล็ปเอกชนในการตรวจเช็คคุณภาพสินค้า แต่ต้องเป็นแล็ปที่กรมประมงออกใบรับรองให้แล้วว่าสามารถตรวจเช็คได้ สำหรับศูนย์ฯสมุทรสาครจะตรวจเพียงแค่ทางกายภาพเท่านั้น ส่วนทางจุลชีววิทยาและทางเคมีจะปล่อยให้แล็ปเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ แต่ต้องตรวจตัวอย่างวัตถุดิบที่ได้จากล็อตเดียวกัน แล็ปเอกชนก็จะส่งผลการตรวจมาที่นี่
ในกรณีที่ผลการตรวจในแต่ละขั้นตอนไม่ผ่านเช่น สเป๊กไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในล็อตที่จะส่งออก, น้ำหนักเกิน น้ำหนักขาด,ตรวจพบสารต้องห้าม เป็นต้น ก็จะทำการตรวจเช็คตัวอย่างกันอีกครั้งเพื่อความแน่นอน แต่ต้องเป็นตัวอย่างอื่นในล็อตเดียวกัน หากตรวจสอบซ้ำแล้วไม่ผ่าน สินค้าล็อตนั้นก็ไม่สามารถส่งออกได้เนื่องจากไม่มีใบรับรองสินค้า นอกจากนั้นคุณรวิวรรธยังได้กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการดำเนินงานคือ มีสินค้าอื่นๆที่ไม่ได้ระบุปะปนรวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะการตรวจจากล้งต่างๆ
ปัญหาที่พบคือมีสินค้าอื่นๆปะปน อย่างเช่นกำลังการผลิตของล้งมีวันละ 10 ตัน แต่ห้องเย็นต้องการ 15 ตัน ล้งก็จะไปเอาสินค้าจากแหล่งอื่นที่ไม่ผ่านการรับรองปะปนมาด้วย ซึ่งอาจจะทำให้การส่งออกมีปัญหาเรื่องสารตกค้าง ปัญหานี้มันเกิดขึ้นมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของห้องเย็นที่ต้องเข้าไปควบคุมดูแลล้งให้ดี
สรุปขั้นตอนการตรวจรับรองสินค้าที่จะส่งออกได้ดังนี้
1.ผู้ส่งออกจะต้องยื่นเรื่องแจ้งความประสงค์ที่จะขอส่งออก
2.ภายใน 30 วัน จะมีการตรวจโรงงานว่าผ่านมาตรฐานการผลิตหรือไม่ หากไม่ผ่านจะให้โรงงานปรับปรุงมาตรฐานและจะทำการตรวจสอบอีกครั้ง หากผ่านก็จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสุ่มตัวอย่างกันต่อไป
3.การสุ่มตัวอย่างจะแยกออกเป็น 3 ส่วนคือ
-การวิเคราะห์ทางกายภาพ ใช้ระยะเวลา 3 วัน
-การวิเคราะห์ทางจุลชีววิทยา ใช้ระยะเวลาแตกต่างกันไปตามสินค้าคือ ผลิตภัณฑ์แช่แข็ง 10 วัน กระป๋อง 24 วัน และผลิตภัณฑ์พื้นเมือง 10 วัน
-การวิเคราะห์ทางเคมี ใช้ระยะเวลา 7-14 วัน
4.การรายงานผลการวิเคราะห์ ระยะเวลาการออกเอกสารจะแตกต่างกันออกไปอีกคือ
-ออกเอกสารใบรับรองปกติ 3 วันทำการ
-ออก Test Report และใบรับรองผลิตภัณฑ์กุ้งและปลาน้ำจืดไป EU,สวิสเซอร์แลนด์ 5 วันทำการ
ศูนย์ฯแห่งนี้เป็นเป็นสถานที่ตรวจสอบผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่จะส่งออกของโรงงานที่อยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เพราะฉะนั้นโรงงานที่จะส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจะต้องนำสินค้ามาตรวจที่ศูนย์ฯแห่งนี้ ส่วนศูนย์ฯอื่นๆจะกระจายอยู่ตามภูมิภาคอื่นๆเช่น ศูนย์ฯสุราษฎร์ธานี ตรวจเช็คตัวอย่างของโรงงานที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัด ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ศูนย์ฯสงขลา รับผิดชอบจังหวัดพัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ส่วนโรงงานที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่จังหวัดที่ได้กล่าวมาทั้งหมดสามารถติดต่อได้ที่กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ กรมประมง
การตรวจสอบคุณภาพสินค้าสัตว์น้ำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น หากจะทำให้ภาคการส่งออกไม่สะดุดในเรื่องคุณภาพของสินค้า ทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกจะต้องผลิตสินค้าให้ตรงตามเงื่อนไขของกรมประมงและในแต่ละประเทศกำหนด แต่ที่เห็นได้ในตอนนี้คือ ระยะเวลาในการดำเนินงาน เป็นไปได้หรือไม่ว่า ควรมีศูนย์ฯและเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละจังหวัด เพราะลองคิดง่ายๆคือ มีการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำในทุกๆวัน ลำพังเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ไม่มากก็ไม่มีกำลังพอที่จะทำงานได้ทันเวลาที่ผู้ส่งออกอยากให้เป็นไป ถึงแม้ว่าปัจจุบันมีหน่วยงานเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมก็ตาม
ขอขอบคุณ ศูนย์วิจัยและตรวจสอบคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำสมุทรสาคร 127 หมู่ 8 ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร โทรศัพท์ 0-3485-7278,0-3445-7423-4 โทรสาร 0-3485-7192
 
|
|