| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: บทสรุปงานกุ้งไทยครั้งที่ 18 |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 05/03/2008-13:06 GMT+7  
NEW โดย...ผักบุ้งทะเล
ผ่านพ้นไปอีกครั้งแล้วสำหรับงาน วันกุ้งไทย หรือบางคนเรียกติดปากกันว่างานวันกุ้งสุราษฎร์ ซึ่งจัดโดย ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย และกรมประมง ในปีนี้ได้จัดขึ้นในวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ และในครั้งนี้ได้ดำเนินมาถึง ครั้งที่ 18 แล้ว กล่าวได้ว่าเป็นอีกหนึ่งงานประเพณีในวงการกุ้งไทยที่ขาดเสียไม่ได้ และในปีนี้โดยภาพรวมของงานก็ยังเนืองแน่นไปด้วยบรรดาผู้ประกอบการในวงการทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งนั้นรู้สึกว่าจะเข้ามาร่วมงานเยอะกว่าในปีที่ผ่านมา ผักบุ้งทะเลมีโอกาสพูดคุยกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหลายท่านด้วยกันว่า คาดหวังอะไรจากการมางานครั้งนี้ ได้รับคำตอบว่า ต้องการมาหาข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการเลี้ยง นวัตกรรมใหม่ๆ ต้องการทราบว่าปีนี้แนวโน้มวงการกุ้งไทยจะเป็นอย่างไรบ้าง ฯลฯ
ซึ่งจากคำตอบที่ผู้เลี้ยงกุ้งต้องการนั้น ผักบุ้งทะเลมองว่า เหล่าเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งน่าจะได้ข้อมูลไปพอสมควรทีเดียว เพราะนอกเหนือจากข้อมูลจากเหล่าวิทยากรที่ทางผู้จัดได้เชิญมาบรรยาย ซึ่งแต่ละท่านนั้นถือว่าเป็นบุคคลระดับแนวหน้าของแต่ละภาคส่วนในวงการแทบทั้งสิ้นแล้ว ในปีนี้บรรดาห้องเย็น บ้างก็เจ้าของมาเอง บ้างก็ได้ส่งตัวแทนมาร่วมงานหลายรายด้วยกัน โดยการมาของบรรดาห้องเย็นในครั้งนี้ เห็นได้อย่างชัดเจนเลย คือ ต้องการมาพบปะพูดคุยกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ต้องการจะมาสร้างเครือข่ายคอนแทรคฟาร์มมิ่ง
และโดยส่วนตัวแล้วในกิจกรรมของงานซึ่งมีหลากหลายกิจกรรมด้วยกันที่มีประโยชน์กับผู้เข้าร่วมงานโดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง แต่มีอยู่กิจกรรมหนึ่งที่ผักบุ้งทะเลขอชื่นชมเป็นกรณีพิเศษ นั้นคือ โครงการอนุรักษ์ป่าชายเลน ซึ่งผักบุ้งทะเลทราบมาว่าทาง ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานีได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว เหตุผลที่ชื่นชอบและชื่นชมนั้นเพราะเป็นการทำงานเพื่อสังคม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับวงการกุ้ง
ส่วนเนื้อหาหรือข้อมูลนั้น ผักบุ้งทะเลขอคัดบางส่วนมานำเสนอก็แล้วกัน เหตุเพราะ ข้อมูลจากวิทยากรบางท่านนั้นธุรกิจสัตว์น้ำเคยนำเสนอไปแล้ว เกรงว่าถ้านำมาเสนออีกจะกลายเป็นการซ้ำซ้อน
เริ่มต้นเรามาดูข้อมูลจาก ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช กรรมการผู้จัดการบริษัท แพ็คฟู้ด จำกัด (มหาชน) และอีกบทบาทหนึ่งคือ ที่ปรึกษาสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ได้ให้ข้อมูลในส่วนของภาคการตลาดว่า ในส่วนของตลาดอเมริกานั้นในปีนี้จะมีปัญหาในด้านเศรษฐกิจ ดอลล่าร์อ่อนตัว ทำให้มีผลกระทบต่อกำลังซื้อ พร้อมทั้งจะมีการกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับสินค้าเพิ่มขึ้น โดยจะเน้นไปในส่วนของสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม
ส่วนตลาดที่น่าสนใจ คือ ญี่ปุ่นและยุโรป โดยญี่ปุ่นนั้นหลังจากที่มีการทำความตกลงกับไทยในการลดภาษี (JTEPA) ทำให้ยอดกุ้งไทยไปญี่ปุ่นขยายตัวขึ้น เพียงแต่ตลาดญี่ปุ่นค่อนข้างเข้มงวดในการนำเข้าสินค้าซึ่งผู้ส่งออกต้องระวังเป็นพิเศษ ส่วนตลาดอียูในปีที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวขึ้นเช่นกัน โดยทั้ง 2 ตลาดนี้ในปี 51 ภาคผู้ส่งออกกำลังทำการตลาดเพื่อทดแทนตลาดตลาดอเมริกาที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ พร้อมทั้งการหาตลาดใหม่ซึ่งมีแนวโน้มการสั่งซื้อกุ้งจากไทยเพิ่มขึ้น เช่น รัสเซีย
สำหรับประเทศคู่แข่ง โดยหลักๆ แล้วจะมีอยู่ 6 ประเทศด้วยกัน คือ
1.จีน ถือว่าเป็นประเทศที่มีการผลิตกุ้งมากกว่าไทย แต่ไม่น่าเป็นห่วงเพราะ กุ้งที่ผลิตจะมีการใช้บริโภคในประเทศเป็นหลัก พร้อมทั้งในปีนี้จีนจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิคทำให้มีการใช้กุ้งในประเทศเพิ่มมากขึ้น และที่เป็นอุปสรรคของจีนอีกข้อหนึ่ง คือ คุณภาพกุ้งของจีนเกี่ยวกับสารตกค้างยังสู่กุ้งไทยไม่ได้ ดังนั้นจึงมองว่าจีนไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัว
2.อินโดนีเซีย ถือว่าน่าจับตามองเพราะมีแนวโน้มที่จะขยายกำลังการผลิตอย่างครบวงจร โดยการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่ และข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่ต้องเสียภาษี เอดี ในสหรัฐและเอดี ในยุโรป
3.เวียดนาม ซึ่งตอนนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าเริ่มมีการเลี้ยงกุ้งขาวกันมากขึ้น อีกประการที่มองว่าน่าจะมีผลต่อต้นทุนการผลิต คือการที่เวียดนามมีอุตสาหกรรมการผลิตปลาสวาย ผลพลอยได้ที่ตามมาคือปลาป่นในแต่ละปีมีประมาณสองแสนตัน ที่สามารถนำมาใช้ในการผลิตอาหารกุ้งได้
4.อินเดีย ยังไม่มีข้อมูลเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการผลิต นั้นคือ ยังเน้นที่กุ้งดำ อีกอย่างที่เสียเปรียบไทย คือภาษี เอดี
5.อเมริกาใต้ แน่นอนว่ามีความได้เปรียบในส่วนของระยะทางการขนส่งสินค้า เพราะอยู่ใกล้อเมริกามากกว่าไทย แต่ข้อเสียเปรียบของ อเมริกาใต้ คือ ไม่สามารถสนองความต้องการองลูกค้าได้เท่ารกับกุ้งไทย
ในส่วนของเกษตรกรผู้เลี้ยงนั้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าแนวทางในการเลี้ยงกุ้งปีนี้ นอกเหนือจากการทำกุ้งให้ได้คุณภาพและปรับมาตรฐานการเลี้ยงให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคแล้ว เรื่องของการปรับลดต้นทุนการเลี้ยงถือว่าสำคัญมาก พร้อมกันนี้ควรมีการประสานโครงการคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เพื่อทราบราคาขายกุ้งล่วงหน้า และนำมาซึ่งการกำหนดแผนการเลี้ยงที่ชัดเจนว่าในรอบนี้ควรเลี้ยงกุ้งที่ต้นทุนเท่าไหร่จึงจะมีกำไร
จากเรื่องของการตลาด มาต่อกันด้วยเรื่องของเทคนิคการจัดการเลี้ยงที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ฃงล้วนทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่าในปีนี้ แทบทุกขั้นตอนเราจะพลาดไม่ได้เลย โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงการลดต้นทุนการเลี้ยง ถ้าเราทำให้กุ้งในบ่อโตตามปกติ น้ำในบ่อไม่มีปัญหา กุ้งเสียหายน้อยที่สุดเท่ากับเป็นการลดต้นทุนการเลี้ยงได้โดยปริยาย โดยผู้ให้ข้อมูลในส่วนของเทคนิคการจัดการเลี้ยงได้แก่ คุณเอกอนันต์ บุวเบญจพล ที่ได้นำเสนอเกร็ดความรู้ในการเลี้ยงกุ้งขาวแยกย่อยออกแต่ละขั้นตอน โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
เทคนิคการปล่อยลูกกุ้งให้มีอัตรารอดที่ดี กุ้งติดเยอะ
ผู้เลี้ยงต้องแจ้งโรงเพาะฟักให้ทราบถึงความเค็มน้ำในบ่อของท่านเองว่ามีค่าเท่าไหร่ ซึ่งลูกกุ้งต้องอยู่ในน้ำที่มีค่าความเค็มนั้นๆ ก่อนนำมาลงบ่อเลี้ยงอย่างน้อย 2 วัน เรื่องนี้ผู้เลี้ยงต้องกล้าที่คุยกับโรงเพาะ อย่าเกรงใจ อย่ากลัว เพราะเราเป็นผู้ซื้อ เป็นสิทธิที่เราจะเรียกร้องได้
ทำอย่างไรจึงรู้ว่ากุ้งในบ่อตอนนี้แข็งแรงมากน้อยเพียงใด
ทำได้ไม่ยาก โดยดูจากความใสของตัวกุ้ง ซึ่งปกติแล้วกุ้งจะคงความใสโดยปราศจากน้ำ 3 นาที ไม่ว่าจะเป็นกุ้งที่หยิบมาจากยอดหรือทอดแห แต่ถ้ากุ้งไม่แข็งแรงกล้ามเนื้อจะขาวขุ่นหรือตัวจะหงิก ช๊อคง่าย
ทำอย่างไรเมื่อกุ้งในบ่อเป็นทอร่าแล้ว
การแก้ปัญหาอาจจะยุ่งยากนิดหนึ่งโดยสามารถแบ่งการจัดการได้ดังนี้
1.หยุดอาหารทันที รอจนกุ้งหยุดตาย ผู้เลี้ยงกุ้งต้องแข็งใจ เพราะถ้าให้อาหาร กุ้งยิ่งลอกคราบก็จะยิ่งตายหนักขึ้น และหลังจากกุ้งหยุดตายทดลองให้อาหารเฉพาะในยอ 250 กรัม/ยอ เช็คดูอาหารให้หมดยอ และคำนวณการให้อาหารใหม่โดยคำนวณจากอัตรารอด 50%
2.เปิดเครื่องตีน้ำตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน
3.ทำค่าพีเอชน้ำไม่ต่ำกว่า 8 โดยลงปูนร้อน 1-2 กิโลกรัม/ไร่ ตอน 6 โมงเช้า
4.ควบคุมแร่ธาตุ แมกนีเซียม : แคลเซียม ให้อยู่ในจุดที่เหมาะสมตามความเค็ม เช่น 1:3
5.ทำไนไตรท์ แอมโมเนีย ให้ลดลง
เมื่อผ่านไป 15 วันหลังจากที่พบอาการกุ้งเป็นทอร่าและแก้ปัญหาด้วยวิธีการเบื้องต้นแล้ว ต้องควบคุมคุณภาพน้ำให้คงที่ ควบคุมค่าออกซิเจนไม่ต่ำกว่า 5 พีพีเอ็ม และควบคุมของเสียที่จะเกิดขึ้นในบ่อ โดยการจัดการกับอาหารที่ให้อย่างเคร่งครัด อย่าให้ค่าแอมโมเนีย ไนไตรท์สูงกว่าปกติหรือในระดับที่เหมาะสม
ทำอย่างไรให้กุ้งในบ่อหลังพาเชียลไปแล้ว ปลอดภัย
อ้างอิงมาจากแนวทางของคุณมนชัย ยอดพินิจ โดยก่อนทำการพาเชียลกุ้ง ให้งดอาหาร 1 วัน แล้วล่ออาหารหน้าประตูน้ำออก สามารถป้องกันกุ้งช้ำและกุ้งเครียดได้ดีสุด
สูตรการสร้างสัตว์หน้าดินให้กับลูกกุ้งที่เพิ่งปล่อยลงบ่อ
สำหรับสูตรที่นำมาเสนอพบเจอจากผู้เลี้ยงกุ้งในบริเวณฝั่งอันดามัน โดยมีวัตถุดิบในการนำมาสร้างสัตว์หน้าดิน ได้แก่ รำละเอียด 30 กิโลกรัม/บ่อขนาด 4 ไร่ นำมาต้มพอเดือด จากนั้นทิ้งให้เย็น แล้วจึงนำมาลงบ่อ โดยการลงนั้น ค่อยๆ แบ่งใส่วันละ 5 กิโลกรัม ส่วนระยะเวลาอาจจะเป็นช่วงเช้า หรือแล้วแต่จะสะดวก แต่บ่อที่จะนำรำมาใส่นั้นต้องมีเครื่องให้อากาศพร้อมแล้ว
เมื่อกุ้งในบ่อเป็นแผล จะทำอย่างไรไม่ให้ราคาตก
หลายคนคงทราบว่า ถ้ากุ้งเป็นแผล ราคากุ้งจะถูกตีค่าให้ต่ำลงมาจากปกติ ดังนั้นลองนำวิธีการนี้ไปใช้ดูเผื่อว่าจะช่วยได้บ้าง นั้นคือ ต้องไม่ปิดเครื่องตีน้ำพร้อมกันทุกตัวในเวลาเดียวกัน เนื่องจากกุ้งขาวส่วนใหญ่ที่เลี้ยงกัน จะเลี้ยงกันอย่างหน้าแน่น แผลที่เกิดส่วนใหญ่มาจากการกรีของกุ้งเสียบแทงกันเอง การเปิดเครื่องตีน้ำจะทำให้กระแสน้ำหมุนเวียนตลอดเวลา จะทำให้กุ้งขาวว่ายน้ำไปในทิศทางเดียวกัน เพราะธรรมชาติของกุ้งขาว จะว่ายทวนน้ำ ดังนั้นเมื่อกุ้งว่ายไปในทิศทางเดียวกันก็จะลดการเสียบกันหรือกระทบกันได้ โอกาสกุ้งที่จะเป็นแผลจึงมีโอกาสน้อยลง
ขี้กุ้งในบ่อหลังจากตากแห้งแล้วเอาไปทำอะไรได้บ้าง
อ้างอิงมาจากการจัดการของคุณไพบูลย์ ลิ้มเลิศวาที ซึ่งท่านบอกว่า ถ้าจะให้ดีที่สุด ให้เอาไปใช้ในการปลูกปาล์มได้เลย รับรองว่าได้ผลดีแน่นอนเพราะผ่านการทดสอบมาแล้ว
สำหรับข้อมูลที่นำมาเสนอคงมีแค่นี้นะค่ะ หวังว่าคงจะเกิดประโยชน์กับพี่น้องผู้เลี้ยงกุ้งบ้างไม่มากก็น้อย ก่อนจากกันขอย้ำกันอีกครั้งว่า จากการที่ผักบุ้งทะเลติดตามเรื่องของการตลาดกุ้งในปีนี้ ผู้เลี้ยงกุ้งต้องทำใจ ซึ่งเชื่อว่า ณ วันนี้หลายท่านทราบกันดีอยู่แล้วว่าต้องปรับตัว โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนการเลี้ยงขยับสูงขึ้น ขณะที่ผักบุ้งทะเลนั่งปั่นต้นฉบับอยู่ทราบว่า ราคาอาหารกุ้งจะขยับขึ้นอีกแล้วค่ะ ถ้าข้อมูลไม่ผิดพลาดตัวเลขประมาณ 4% ดังนั้นทุกขั้นตอนการจัดการต้องรอบคอบนะค่ะ
ในส่วนของธุรกิจสัตว์น้ำเอง หลังจากที่ทีมกองบรรณาธิการประชุมกัน ได้ข้อสรุปว่า จะทำหนังสือออกมาสักเล่มหนึ่ง โดยจะรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติจริงของผู้เลี้ยงกุ้งที่ทำแล้วประสบความสำเร็จมานำเสนอ เพื่อเป็นแนวทางให้กับเหล่าพี่น้องผู้เลี้ยงกุ้งที่กำลังมองหาแนวทางปรับตัว ภายใต้ชื่อหนังสือว่า เทคนิคการเลี้ยงกุ้ง แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ใครสนใจโทรศัพท์มาสอบถามกันได้ที่กองบรรณาธิการ 02-9121592 สวัสดีค่ะ
 
|
|