| ผู้ที่โพสต์ |
นสพ.กุ้งไทย ฉบับที่91 |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 17/04/2008-16:16 GMT+7  
สถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ของโลก
ข้อมูลนี้ได้จากงานสัมมนา Victam 2551 เป็นการบรรยายของสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย โดย คุณเอกอนันต์ ยุวเญจพล...ฝ่ายวิชาการ บ.ไทยยูเนี่ยน ได้ไปร่วมงานและสรุปข้อมูลมาเผยแพร่กันค่ะ
ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบของ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
ซึ่งส่งผลให้มีความต้องการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ไปใช้ในการผลิต Biofuel เพิ่มขึ้น ทั้งการผลิต เอธานอล ที่ใช้วัตถุดิบประเภท ข้าวโพด, มันสำปะหลัง, อ้อย, กากน้ำตาล และ ไบโอดีเซล ที่ใช้วัตถุดิบพวก ถั่วเหลือง, ปาล์ม, เรปซีด, ทานตะวัน
ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
- ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน และผลจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกในประเทศผู้ผลิตที่สำคัญ ทำให้ปุ๋ยซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ปรับตัวสูงขึ้น
- ปริมาณสต๊อกธัญพืช ณ สิ้นปี ของโลกลดลงต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี
- ปริมาณสต๊อกพืชน้ำมัน ณ สิ้นปี ของโลก เริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แนวโน้มวัตถุดิบอาหารสัตว์ในอนาคต
ราคายังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น จนกว่าวิกฤตด้านพลังงานจะคลี่คลาย เพราะการใช้ธัญพืชและพืชน้ำมันเพื่อผลิต Biofuel ยังคงมีความได้เปรียบในการแข่งขัน หากราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูงกว่า 60 เหรียญสหรัฐญ/บาเรล
ปริมาณผลผลิตอาจแปรปรวนมากขึ้น ตามสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนจากสภาวะโลกร้อน (เช่นออสเตรเลีย จีน เวียดนาม)
การปรับตัวของตลาดโลกต่อภาวะราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น
ประเทศผู้ส่งออกมีการปรับขึ้นภาษีส่งออกและควบคุมการส่งออก เพื่อสำรองผลผลิตไว้ใช้ในประเทศ รวมถึงมการลดภาษีหรือผ่อนคลายมาตรการนำเข้า เช่น อาร์เจนตินา รัสเซีย จีน
สถานการณ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ของไทย
พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองในประเทศลดลง เนื่องจากเกษตรกรหันไปปลูกมันสำปะหลังซึ่งให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าและดูแลง่ายกว่า
ต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มสูงขึ้น แต่ราคาขายอาหารสัตว์ถูกควบคุมโดยกรมการค้าภายใน
ราคาผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้
ทางออกคือ ?? แนวทางแก้ไข
ภาคเอกชน
ปรับปรุงการเลี้ยงสัตว์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และเปลี่ยนแนวทางในการคำนวณสูตรอาหารจาก Least Cost Formulation มาเป็น Optimizes Cost of Animal Production Formulation
การใช้วัตถุดิบทดแทน โดยใช้ By Product จากอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน
ภาครัฐบาล
กำหนดนโยบายด้านพลังงานที่ชัดเจน เพื่อกำหนดนโยบายในการผลิตพืชพลังงานให้มีเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละอุตสาหกรรม
การห้าม / ควบคุม การส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีแนวโน้มขาดแคลน เช่น ข้าวโพด
การปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผลิตได้ไม่เพียงพอ หรือ ไม่ได้ผลิตในประเทศให้เป็น 0%
"Bio Shrimp"
เดินสายทั่วไทย
สุดยอดแนวคิดทางการค้า ที่ต้องการกระตุ้นให้มีการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น ครั้งนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนค่ะ เป็นแนวทางการทำกิจกรรมของ ชุมนุมสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งแห่งประเทศไทยนั่นเอง ที่ดันกุ้งชีวภาพภายใต้แบรนด์ "Bio Shrimp"ออกจำหน่ายทั่วประเทศ โดยเรื่องนี้ เปิดตัวในงานมหกรรมกุ้งไทย 2551 ของกรมประมง ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมโซฟิเทล เซนทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ(โรงแรมเซ็นทรัล)
นายภิญโญ เกียรติภิญโญ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งแห่งประเทศไทย ได้กล่าวในการสัมมนาในฐานะตัวแทนของสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ ( 7 สหกรณ์) ว่าการเปิดตัวแบรนด์ "Bio Shrimp"ครั้งนี้ เป็นการกระตุ้นให้มีการบริโภคภายในประเทศ ให้หันมาใส่ใจเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร โดยผู้ผลิต(ในนามสหกรณ์) เน้นไม่เอาเปรียบผู้บริโภคโดยผลิตกุ้งชีวภาพออกจำหน่ายไปทั่วประเทศ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะได้รับความนิยมและมียอดเติบโตอย่างรวดเร็ว
การเลี้ยงกุ้งชีวภาพนั้นทางสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี จำกัด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้คิดค้นและริเริ่มทำขึ้นเป็นที่แรกในประเทศไทย ซึ่งการเลี้ยงกุ้งแบบชีวภาพ จะทำให้ผลผลิตกุ้งมีมาตรฐานในการผลิตและมีคุณภาพสูงกว่ากุ้งที่ขายในตลาดทั่วไป อีกทั้งการเลี้ยงแบบนี้ยังได้มาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับในตลาดสากลด้วย โดยกุ้งที่ผลิตได้จะปราศจากสารเคมีหรือยาปฏิชีวนะต้องห้ามทุกชนิด ผู้เลี้ยงกุ้งจะยึดหลักสำคัญคือการใช้สาหร่ายไส้ไก่ปลูกในบ่อ ซึ่งไม่เพียงแต่ลดต้นทุนการผลิตเท่านั้น ยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่สำคัญยังปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคที่จะได้บริโภคกุ้งที่มีคุณภาพ สะอาดและปลอดภัย
นอกจากนี้ ทางชุมนุมสหกรณ์ ยังได้แปรรูปกุ้งพร้อมบริโภคแช่แข็ง บรรจุถุงอย่างดี อาทิ กุ้งขาวแช่แข็งถุงละ 1 กก. กุ้งกุลาดำชุบแป้งทอด หอยจ้อกุ้ง เป็นต้น กระจายจำหน่ายไปยังภาคต่างๆ ของประเทศโดยได้ประสานงานกับกลุ่มสหกรณ์อื่นๆ เริ่มจากกลุ่มสหกรณ์ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีมากกว่า 24 สหกรณ์ ร่วมกันรณรงค์ให้บริโภคกุ้งในประเทศกันมากขึ้น โดยจะมีการกระจายสินค้าตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์บ้านเรา และจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับสหกรณ์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ
กรมประมงจับมือกรมวิทยาศาสตร์บริการพัฒนาห้อง Lab
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2551 เวลา 9.00-10.00 น. ณ ห้องทิวลิป โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง นายปฐม แหยมเกตุ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้ทำพิธีลงนามบันทึกความตกลง (MOU) เกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนาห้องปฏิบัติการกรมประมงสู่ระบบมาตรฐานสากล ในด้านการควบคุมตรวจสอบสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์
ดร.จิราวรรณ แย้มประยูร รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์บริการจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาและฝึกอบรมให้กับบุคคลากร ผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการให้มีความรู้ความเข้าใจในระบบห้องปฏิบัติการที่ดี ในด้านระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการ และเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้บุคลากรเหล่านี้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติใช้ได้อย่างถูกต้อง เป็นการพัฒนาศักยภาพการตรวจวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการของกรมประมงสู่มาตรฐานสากล อย่างเป็นระบบ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้หน่วยงานหรือองค์กรระหว่างประเทศอีกด้วย
ปัจจุบันกรมประมง มีห้องปฏิบัติการ จำนวนทั้งสิ้น 61 แห่ง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีหน้าที่กำกับดูแล และดำเนินการตรวจสอบสารตกค้าง สารปนเปื้อน สารชีวพิษ เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคตลอดจนโรคสัตว์น้ำในวัตถุดิบสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ โดยแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของสถานที่ ความรู้ความสามารถของบุคลากร เครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการวิเคราะห์
ในปี 2548 ห้องปฏิบัติการ จำนวน 4 แห่ง ซึ่งใช้ตรวจรับรองผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเพื่อการส่งออก ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบ ISO/IEC 17025 ในสาขาการวิเคราะห์โลหะหนัก สารปนเปื้อน และจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค จากสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และในปี 2551 นี้ ยังได้รับการรับรองเพิ่มเติมในสาขาสารตกค้าง ยาปฏิชีวนะ วัตถุเจือปนอาหาร และจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคอีกด้วย
กรมประมง ในฐานะเป็น Competent Authority ของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป และเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมตรวจสอบสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ ซึ่งความร่วมมือกันในครั้งนี้เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในระบบการควบคุมตรวจสอบและระบบการรายงานผลวิเคราะห์คุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ ว่าเป็นสินค้าที่มีความปลอดภัยได้คุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งเป็นช่องทางที่จะแก้ปัญหาด้านการกีดกันทางการค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่างๆ ที่น้ำเข้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์จากประเทศไทย
รองฯ จิราวรรณ ได้กล่าวในตอนท้ายว่า ขณะนี้มีห้องปฏิบัติการของกรมประมง อีกจำนวน 12 แห่งทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อยู่ในระหว่างการขอการรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ISO/IEC 17025 ในสาขาสารตกค้าง โรคสัตว์น้ำ และ proximate analysis ซึ่งคาดว่าจะได้รับการรับรองภายในปีนี้เช่นกัน
อาหารทะเลไทยบุกตลาดยุโรป
งาน European Seafood Exposition 2008
ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสินค้าอาหารทะเลไทย 16 รายพร้อมบุกตลาดยุโรปเข้าร่วมงาน European Seafood Exposition 2008 ที่กำลังจะมีขึ้นที่ Brussels Exhibition Centre กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ระหว่างวันที่ 22-23 เม.ย.นี้ ตลาดยุโรปมีกำลังซื้อสินค้าอาหารทะเลมากที่สุดในโลก และงาน European Seafood Exposition เป็นงานแสดงสินค้าอาหารทะเลประจำปีแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ในปี 2007 มีผู้ออกงานกว่า 1,600 รายจากกว่า 77 ประเทศมาร่วมงาน
สำหรับปี 2008 นี้ บูธประเทศไทยยิ่งใหญ่กว่าเดิม บนพื้นที่ 200 ตารางเมตร กลาง Hall 7
บูธประเทศไทยได้รับการสนับสนุนและการประสานงานโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก และสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย โดยมีผู้ประกอบการไทย 16 รายจะนำเสนอสินค้าอาหารทะเลทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลแช่แข็ง แปรรูป และอาหารทะเลพร้อมรับประทานมานำเสนอแก่ผู้นำเข้ายุโรป นอกจากนี้ ที่บูธไทยจะมีการเปิดโอกาสให้ลองลิ้มชิมรสอาหารทะเลไทยด้วย
ส่วนกระทรวงเกษตรฯ จะมีคณะผู้แทนเข้าร่วมงาน European Seafood Exposition นี้ด้วย นำโดยนายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนางสมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง และคณะ โดยในช่วงเย็นของวันที่ 23 เมษายนจะมีการจัดงานเลี้ยงรับรองเพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจไทยได้พบปะกับนักธุรกิจและบุคคลที่อยู่ในแวดวงอาหารทะเลในยุโรป รวมทั้ง สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป ฯลฯ พร้อมกับใช้เป็นโอกาสเผยแพร่ข้อมูลความคืบหน้าและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยที่ได้คุณภาพ ได้มาตรฐานความปลอดภัย เต็มเปี่ยม พร้อมบุกตลาดยุโรปอย่างมั่นใจ
ตราดจัดประกวดฟาร์มดีเด่น
ดันกุ้งคุณภาพป้อนท่องเที่ยว
นส.พ.ยุทธนา สิงหพันธ์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งตราดยั่งยืน เปิดเผยว่า ทางชมรมฯได้มีโครงการจัดประกวดฟาร์มเลี้ยงกุ้งขึ้นในปีนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความรับผิดชอบของบรรดาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดตราดให้มุ่งผลิตกุ้งคุณภาพ ถูกสุขอนามัย ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ผลิตกุ้ง อีกทั้ง จ.ตราดยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่เราจะรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวรู้ว่ากุ้งของ จ.ตราดเป็น กุ้งคุณภาพ ถูกสุขอนามัย ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
น.สพ.ยุทธนา กล่าวว่า เดิมทีทางชมรมฯจัดงานวันกุ้งปีเว้นปี แต่ในปีนี้จึงมีกิจกรรมดังกล่าวขึ้น โดยจะมีการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทราบตลอดทั้งเดือนเมษายนนี้ และจะเปิดให้ผู้สนใจสมัครแข่งขันในเดือนพฤษภาคม โดยไม่เสียค่าสมัครใดๆทั้งสิ้น ซึ่งมีประกวดทั้งหมด 3 ประเภทคือ
1. ฟาร์มที่ผลิตกุ้งคุณภาพแบบถูกสุขลักษณะและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ไร้สารตกค้าง มี 3 รางวัล ผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท รางวัล 2 10,000 บาท และรางวัลที่ 3 5,000 บาท
2 ฟาร์มที่ผลิตกุ้งตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง คือฟาร์มที่สามารถประยุกต์การเลี้ยง หรือผสมผสานแนวคิดในการเลี้ยงร่วมกับสัตว์ประเภทอื่นควบคู่ไปด้วยเช่นสาหร่าย หอย,ปลา,ปู เป็นการใช้พื้นที่และใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า มี 3 รางวัล เช่นกัน
3. ฟาร์มเลี้ยงกุ้งคุณภาพรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นฟาร์มเชิงอนุรกษ์ ที่เน้นดูแลมาตรฐานการเลี้ยงและดูแลสภาพแวดล้อมคู่กันไปด้วย ทั้งบริเวณในฟาร์มและรอบนอกของฟาร์ม ทั้งแม่น้ำลำคลองที่อยู่ใกล้ที่ตั้งฟาร์ม และมีแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป มี 3 รางวัล เช่นกัน
ประธานชมรมตราดยั่งยืน กล่าวว่า เมื่อเปิดรับสมัครเรียบร้อยแล้วจะให้เวลาผู้เข้าประกวดได้เตรียมตัว 3 เดือนด้วยกัน คือในช่วงเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม ก่อนที่จะมีคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบในเดือนสิงหาคม ไม่ว่าจะเป็นการตัดหญ้า,เก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ,จัดการให้เข้าหลักเกณฑ์
ซึ่งคณะกรรมการประกอบไปด้วย ประมงจังหวัด,สาธารณสุขจังหวัด,สำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัด,กรรมจากชมรมฯ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในการตัดสินในครั้งนี้ และจะเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการประกวดทั้ง 3 ประเภท ราวปลายเดือนสิงหาคม พร้อมทั้งเชิญหน่วยงานราชการ และผู้ค้าปัจจัยต่างๆมาร่วมเป็นสักขีพยาน
ปีนี้เราไม่ได้จัดงานวันกุ้ง แต่ก็ยังมีกิจกรรมสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จ.ตราดแทน และจะจัดทำอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งตระหนักว่า เราควรจะรับผิดชอบร่วมกันในฐานะผู้ผลิต และคำนึงถึงการปรับปรุงคุณภาพให้ดี เพราะจ.ตราดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เราต้องทำให้นักท่องเที่ยวมั่นใจในการบริโภคว่า อาหารปลอดภัยจริงๆ ส่วนปี 52 ก็จะมีงานวันกุ้งของชมรมตราดยั่งยั่งยืนตามปกติครับ
สำหรับสถานการณ์การเลี้ยงกุ้ง ใน จ.ตราด น.สพ.ยุทธนา กล่าวว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรเลี้ยงกุ้งอยู่ประมาณ 800 ราย ลดลงจากเดิม 30 % เนื่องจากประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ภาวะราคาน้ำมันที่ไม่มีทีท่าจะลดลง ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นไปอีก 30-40% ประกอบกับช่วงต้นปีที่ผ่านมาเจอปัญหาโรคระบาดทั้งทอร่าและตัวแดงดวงขาว รุนแรงกว่าปีที่แล้ว ทำให้เกษตรกรรายย่อยหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว เหลือแต่รายกลางและรายใหญ่ ที่ยังเลี้ยงกันอยู่ ส่วนใหญ่อยู่แถบชายทะเล
ส่วนเกษตรกรรายย่อย ที่จะเลี้ยง คงต้องมีการปรับตัวในเรื่องการทำต้นทุนให้ต่ำ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต(คือต้นทุนต่ำสุด แต่ได้ผลผลิตสูงสุด) ต้องวางแผนการเลี้ยง ทั้งการคัดเลือกลูกกุ้งสายพันธุ์ดี ปล่อยเลี้ยงในปริมาณที่เหมาะสมกับศักยภาพการผลิต ไม่หนาแน่นจนเกินไป ให้ความเสี่ยงมีน้อยที่สุด โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าเงินบาทแข็ง การแข่งขันในตลาดกุ้งโลกมากอย่างนี้ เราต้องเน้นเรื่องต้นทุนให้ต่ำที่สุด และช่วงที่เราจะเลี้ยงจะต้องมีความเสี่ยงน้อยที่สุด
น้ำทะเลแห้ง
ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ วันนี้เราจะนำเสนอเรื่องนวัตกรรมใหม่ผลิตน้ำทะเลแห้ง เพื่อใช้สำหรับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทั้งพ่อแม่พันธุ์กุ้ง โรงเพาะฟัก อควาเรี่ยม หรือในพื้นที่ความเค็มต่ำ ต่อไปหน้าแล้ง หรือหน้าฝนไม่ต้องกลัวอีกต่อไปแล้ว เรามีนี่เลย น้ำทะเลแห้ง หนึ่งในคอเล็กชั่นสะสมของ ดร.อนันต์ ตันสุตะ
ดร.อนันต์ ตันสุตะ ปัจจุบันท่านได้ขึ้นรับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงกุ้ง กรมประมง แต่เรื่องงานวิจัย และพัฒนาเทคนิคใหม่ๆให้วงการสัตว์น้ำบ้านเรานั้น ท่านไม่เคยหยุดยั้ง หลังจากที่สร้างชื่อเรื่องโซ่คาดเลน จนเป็นที่รู้จักในวงการกุ้งบ้านเราแล้ว ตอนนี้ท่านกำลังทำ น้ำทะเลแห้ง มาให้กับวงการสัตว์น้ำบ้านเราอีก โดยในเดือน เมษายน จะเผยโฉมให้เห็นกันค่ะ
ทำไมต้องทำน้ำทะเลแห้ง
ดร.อนันต์ การทำน้ำทะเลแห้งขึ้นมาก็เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอีกทางหนึ่ง ซึ่งเดิมเราหวังแต่พึ่งน้ำจากทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันเท่านั้น (ซึ่งผมมองว่ารอแบบนี้คงไม่ได้การแล้ว) เนื่องจากเราไม่ได้เป็นเกาะ หรือทะเลเปิดแบบฮาวาย จึงต้องพึงน้ำทะเล ที่ค่าความเค็มไม่สม่ำเสมอเอาซะเลย แถมคุณภาพน้ำก็ไม่ดีด้วย ทำให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีอุปสรรคมาโดยตลอด เราไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากรอน้ำ ประกอบกับ น้ำตามแนวชายฝั่งมักเกิดวิกฤติเรื่องความสะอาดและโรคระบาดอยู่บ่อยครั้ง เห็นได้จากการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน ที่เมื่อติดเชื้อไวรัสก็จะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
น้ำทะเลแห้งปลอดเชื้อ
ดร.อนันต์ ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อน้ำมันแพงขึ้นแบบนี้ การซื้อน้ำเค็มแบบเดิมๆ แทบจะไม่คุ้ม เพราะราคาน้ำเค็มพุ่งขึ้นสูงมาก ตามราคาค่าขนส่ง หลายคนซื้อเกลือไปเติม ก็ไม่ใช้วิธีที่ดีนัก เพราะมีผลกระทบหลายด้าน ทางกรมประมงจึงได้ประดิษฐ์คิดค้น น้ำทะเลแห้งขึ้น เป็นการต่อยอดจากน้ำนาเกลือ และน้ำที่ใช้ผลิตอาร์ทีเมีย(ที่มีความเค็มสูงจัด) นำมาผ่านขั้นตอนขบวนการ ทำความสะอาดน้ำ และเคลียร์สิ่งเจือปนทั้งหลายจนสะอาด แล้วนำมาทำแห้ง ซึ่งปลอดเชื้อ 100% เนื่องจากกว่าจะเป็นน้ำทะเลแห้ง ต้องผ่านขั้นตอนมาก จนไม่มีเชื้ออะไรเหลือแล้วครับ เดิมขบวนการที่ความเค็มร้อยกว่าเชื้อต่างๆ ยังไม่เหลือ แต่ขั้นตอนนี้ทำแห้งไปเลยคือ ความเค็มหลายร้อย เชื้อไม่หลือหรอก
เหมาะกับเลี้ยงแบบใดบ้าง
ดร.อนันต์ เหมาะสำหรับนำไปใช้ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กุ้ง ที่ต้องการการปลอดเชื้อ หรือนำไปใช้ในโรงเพาะฟักที่เน้นการเลี้ยงปลอดเชื้อ เพราะเมื่อนำน้ำทะเลแห้งไปผสมน้ำสะอาดที่เตรียมไว้ให้ได้ตามความเค็มที่ต้องการ สามารถนำไปใช้ได้เลย เช่น ในบ่อพ่อแม่พันธุ์ ถ้าต้องการ ความเค็ม 30 ppt ก็ใช้น้ำทะเลผงนี้ 30 กก./น้ำ 1 ตัน หรือต่อ 1 คิว โดยไม่ต้องรอพึ่งน้ำทะเลอีกต่อไปแล้ว ทั้งยังได้ค่าความเค็มที่แน่นอนอีกด้วย
ส่วนบ่อเลี้ยงกุ้ง หรือเลี้ยงปลา ที่มีความเค็มน้อยในบางฤดูกาล เช่นหน้าฝน หรือ ช่วงแล้งจัดที่น้ำในทะเลมีปัญหา ก็สามารถนำไปใช้ได้ทันที แถมเมื่อใช้แล้วยังสามารถนำมารีไซเคิ้ลนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยไม่ต้องใส่บ่อยๆ เพียงแต่ทำตามขบวนการรีไซเคิ้ล กำจัดแพลงตอน และบำบัดน้ำ ก็สามารถนำมาใช้ต่อได้เลย
ใช้ในอควาเรียม
ดร.อนันต์ น้ำทะเลแห้งยังสามารถนำไปใช้ใน การเลี้ยงปลาสวยงาม ในอควาเรี่ยม หรือ ในตู้ปลาทะเลก็ได้ เช่นเลี้ยงปลานีโม่ ซึ่งเดิมมักมีปัญหาเรื่องหาน้ำทะเลได้ยาก และมีราคาแพง แต่เมื่อใช้นวตกรรมนี้ก็ การเลี้ยงปลาทะเลสวยงามก็กลายเป็นเรื่องง่ายไป
ผมอยากให้มีทางเลือกบ้าง เพราะในช่วงฤดูฝน น้ำความเค็มไม่พอเราก็สามารถเพาะเลี้ยงได้ เพราะสัตว์ทะเลทั้งหลายทั้งพ่อแม่พันธุ์กุ้งและสัตว์น้ำอื่นๆ ถ้าความเค็มไม่พอ เชื้อและรังไข่จะไม่สมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่นปัญหาการทำพ่อแม่พันธุ์ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ปัญหาหลักคือน้ำความเค็มไม่พอ ใน 1 ปีจะมีช่วงที่น้ำความเค็มสูงเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น ซึ่งสามารถนำตัวน้ำทะเลแห้งนี้ไปใช้ได้ สามารถทำให้น้ำที่นำไปเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์อยู่ที่ 35 ppt ได้ตลอดทั้งปี
ปัจจุบัน ได้ทำการทดลองผลิต น้ำทะเลแห้ง อยู่ที่ สถาบันกุ้งที่แม่กลอง จ.สมุทรสาคร และได้ทำการทดสอบโดยนำมาเพาะลูกกุ้งและสัตว์น้ำวัยอ่อน นำไปใช้ในอควาเรียมของกรมประมง(สามารถเซ็ตความเค็มได้)รวมถึงนำไปใช้การเลี้ยงกุ้งใหญ่
เรื่องดีๆ แบบนี้ นสพ.กุ้งไทย ชอบ นำเสนอค่ะ
ชุดทดสอบสารปนเปื้อน 1 ชม.รู้ผล
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้คิดค้นและพัฒนา ชุดทดสอบและผลิตภัณฑ์ สามารถตรวจสอบสินค้าในตลาดนัด ภายใน 1 ชม.
นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เฝ้าระวังและตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัย โดยได้คิดค้นและพัฒนา ชุดทดสอบและผลิตภัณฑ์ สามารถใช้ได้ครอบคลุมทั้งด้านคุ้มครองผู้บริโภค และตรวจสอบคัดกรองความไม่ปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี
ประกอบด้วย ชุดทดสอบผลิตภัณฑ์ด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร ด้านเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย ด้านยาและวัตถุเสพติด
นพ.มานิต กล่าวว่า ในต่างจังหวัดที่มีตลาดนัดหรือรถเร่ขายสินค้า ที่ผู้บริโภคแทบจะไม่รู้เลยว่าผักผลไม้มีสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงหรือไม่ หรือแม่ค้าหัวใสที่เห็นกำไรสำคัญกว่าความปลอดภัย จะนำน้ำยาดองศพ (ฟอร์มาลิน) มาแช่ในอาหารสดหรือไม่ รวมทั้งอาหารอย่างลูกชิ้น กุ้งแห้ง น้ำพริก กุนเชียง จะใช้สีสังเคราะห์ที่ห้ามใช้ในอาหารหรือไม่ หรือแม้แต่การขายเครื่องสำอางประเภทครีมทาสิวฝ้าหรือโลชั่นกันแดด ที่อธิบายสรรพคุณหรูหราแต่มีสารต้องห้ามทำให้ใบหน้าเสียโฉมก็มีอยู่บ่อยครั้ง
ซึ่งชุดทดสอบที่ผลิตโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ครั้งนี้ สามารถใช้ทดสอบการปนเปื้อนของสารเคมี ยาฆ่าแมลงในอาหาร การปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียโคลิฟอร์มในน้ำแข็ง ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงก็ทราบผลได้อย่างแม่นยำ สอบถามข้อมูลที่โทร. 0-2591-1707, 0-2589-9850-8 ต่อ 98477 หรือที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ การแพทย์ทั้ง 14 แห่งทั่วประเทศ
งานประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 20
และแล้วงานประจำปีของกรมประมงก็เตรียมจะมาถึง นั่นคืองาน ประมงน้อมเกล้า ซึ่งปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 20 แล้วค่ะ เรามาดูรายละเอียดงานแบบคร่าวๆ กันก่อนดีกว่า
ดร.ปกรณ์ อุ่นประเสริฐ ผู้อำนวยการส่วนเผยแพร่การประมง กรมประมง เปิดเผยถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า กรมประมงร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและภาคเอกชน จะจัดงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 20 เพื่อหารายได้สมทบมูลนิธิจุฬาภรณ์ ประจำปี 2551 โดยในปีนี้จัดขึ้นที่ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ระหว่างวันที่ 4-13 กรกฎาคม 2551 เป็นเวลา 10 วัน
สำหรับแนวทางการจัดงานในปีนี้ นอกจากนิศทรรการด้านการประมง ซึ่งมีการจัดแสดงปลาสวยงาม พันธุ์ไม้น้ำ แล้ว ยังมีนิทรรศการด้านการแพทย์ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติร่วมด้วย
ดร.ปกรณ์ กล่าวว่า กิจกรรมภายในงานที่เด่นๆ ได้แก่ การแสดงโชว์จับจระเข้ จากบริษัทจระเข้ทองการเกษตกร การประกวดถ่ายภาพปลาสวยงาม การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมง มีการออกบูธของภาคเอกชนมากมาย นอกจากนี้มีการประกวดภาพระบาดสี การแข่งขันเกมส์ต่างๆ รวมไปถึงบริการตรวจสุขภาพฟรีอีกด้วย
กรมประมงจึง ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าร่วมงาน ประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 20 และร่วมกิจกรรมต่างๆ พร้อมทั้งชมบูธสินค้าภายในงาน และพันธุ์ปลาสวยงามอีกมากมายหลากหลายชนิด เพราะฉะนั้นงานนี้ทุกท่าน ห้ามพลาดเด็ดขาด
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสนใจติดต่อออกบูธแสดงสินค้าภายในงานสามารถติดต่อได้ที่ โทร 02-5620564 ,025620569
ยุทธศาสตร์การผลิตกุ้งไทย
ไม่ควรพลาด! ตามไปดูแผนงานของรัฐ
เดือน มีนาคมที่ผ่านมา มีงานวันกุ้ง ของชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.ตรัง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่โรงแรมเดอะแกรน เอ็ม.พี.รีสอร์ทค่ะ เป็นการจัดงานร่วมกั สำนักงานประมงจังหวัดตรัง ภายใต้ชื่อ"รวมพลังคนรักษ์กุ้ง รวมแรง รวมใจ เพิ่มศักยภาพธุรกิจกุ้งไทย" โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานเปิดงาน
ในงานดังกล่าวนอกจากมีการสัมมนาให้ความรู้กับผู้ที่มาร่วมงานและการออกบูธของห้างร้าน บริษัทผู้ค้าปัจจัยแล้ว ยังมีกิจกรรม เทศกาลกินกุ้งครั้งที่ 2 ของจ.ตรัง ด้วย ซึ่งสร้างสีสันให้กับคนในพื้นที่ได้ดีทีเดียวค่ะ
หัวข้อหนึ่ง ที่น่าสนใจคือ การบรรยายของกรมประมง ในเรื่องทิศทางของปี 51 ที่บรรยายโดย ดร.วิสุทธิ์ วีระกุลพิริยะ ทีมเลขามิสเตอร์กุ้ง ที่บรรยายแทนมิสเตอร์กุ้ง (นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล) มีเนื้อหาน่าสนใจเลยทีเดียว
ดร.วิสุทธิ์ ได้ชี้ให้เห็นเป็นข้อๆ ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทย ปี 2551 ตามหลักยุทธศาสตร์กุ้งไทยแบ่งเป็น 4 ส่วนดังนี้
1. พื้นที่การผลิต จะไม่มีการเพิ่มพื้นที่การผลิต แต่จะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงพ่อแม่พันธุ์จะพัฒนาให้ มีพ่อแม่พันธุ์กุ้งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย และให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนการผลิต
2.เพิ่มศักยภาพการเลี้ยง ต่อไปจะต้องเน้นเรื่องมาตรฐานการผลิต และความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทำอย่างไรไม่ให้มีสารตกค้าง เพื่อชูสินค้ากุ้งไทยให้โดดเด่นเหนือคู่แข่ง
3. เพิ่มมูลค่าสินค้า ตัวสินค้าที่เป็นกุ้งสด ราคาจะต่างจากกุ้งที่มีการแปรรูปแล้ว และทำให้ธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูป เช่น โรงงานแป้งที่นำมาทำกุ้งชุบแป้ง ก็จะมีรายได้เพิ่ม สามารถกระจายรายได้ในประเทศได้อีกด้วย
4. การตลาด ในปีนี้จะต้องทำการสำรวจตลาดก่อน ว่าตลาดมีความต้องการผลผลิตปริมาณเท่าใด ซึ่งภาคผู้ผลิตตั้งเป้าหมายผลผลิตปีนี้ไว้ 450,000 ตัน แต่ถ้าตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้นผู้ผลิตสามารถผลิตเพิ่มได้ภายใน 2 เดือน
แผนการปฏิบัติงาน
ดร.วิสุทธิ์ กล่าวว่า แผนการปฏิบัติงานในปี 51 นี้ มีประเด็นที่สำคัญที่จะต้องทำคือ
1. แก้ปัญหาราคากุ้งให้ยั่งยืน คือ สนับสนุนให้มีการทำ Contract มากขึ้น
2. ทำกุ้งไซส์ใหญ่
3. ผลักดันเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ
4. พัฒนาพ่อแม่พันธุ์ให้สามารถผลิตได้ในประเทศ ดังที่กล่าวข้างต้น
5. ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น
6. ขยายตลาดส่งออก
ดร.วิสุทธิ์ กล่าวว่า ตากปกติในช่วงต้นปี ผลผลิตจะน้อย ส่วนช่วงเดือนมีนาคมเมษายน ผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นจนล้นตลาด ในทางกลับกันการส่งออกจะทำสัญญาซื้อขายจะทำสัญญาในช่วงปลายปี และทำสินค้าส่งออกไปช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม ถ้าผลิตช่วงต้นปีราคาที่ได้ก็จะต่ำ ถ้าโรงงานส่งออเดอร์ช่วงปลายปี โรงงานก็จะต้องการกุ้งในช่วงกลางปีเพราะฉะนั้นถ้ากลางปีไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็จะทำให้ราคาสูงขึ้น ซึ่งในปัจจุบันนี้เราทราบความต้องการของตลาดแล้วเราก็สามารถจัดการให้มีผลผลิตให้ได้ตามความต้องการของตลาด
ตลาดปี 51
สำหรับตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่สุดของเราในปีที่ผ่านมาเป็นผลผลิตจากประเทศไทยถึง 52% ซึ่งถ้าเราพึ่งพาอาศัยตลาดใดตลาดหนึ่งเกิน 50% ก็ถือว่ามีความเสี่ยงมาก เช่น ถ้าเศรษฐกิจของประเทศเขามีปัญหา หรือว่าเขาขอต่อรองเรื่องใดเราก็จะตัดสินใจยาก และเหตุผลพวกนี้จะกระทบถึงเกษตรกรของเราด้วย แต่อย่างไรเราก็ต้องพึ่งตลาดสหรัฐฯเนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ แต่จะลดปริมาณให้เหลือประมาณ 45-47 % ของสินค้ากุ้งที่เข้าไปในสหรัฐฯทั้งหมด
ส่วนตลาดเอเชีย เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ในขณะเดียวกันตลาดเอเชียก็เป็นผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน จีนก็เป็นประเทศที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่แต่จีนบริโภคภายในประเทศเองถึง 80-90 % ในขณะนี้จึงไม่พอที่จะบริโภคในประเทศ เร็วๆ นี้เราอาจจะเห็นจีนสั่งกุ้งจากไทย ตลาดที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในเอเชีย คือ ญี่ปุ่น กุ้งไทยครองตลาดอยู่ 17-18% ลดลงจากเดิม(เดิมอยู่ที่ 20%) เนื่องด้วยเรามีคู่แข่งอย่างประเทศเวียดนาม ซึ่งเจาะตลาดได้ดีกว่าเรา แต่ในปีนี้เราได้เปรียบในเรื่องของ JTEPA ตลาดในปีนี้น่าจะขยายเพิ่มขึ้น
ตลาดยุโรป เดิมเราส่งกุ้งเข้าตลาดยุโรป ประมาณ 3-4% ของปริมาณกุ้งทั้งหมดที่นำเข้ายุดรป แต่ในปี 50เราส่งไปตลาดยุโรปเพิ่มขึ้นเป็น 10% นับว่าเป็นที่น่าจับตามองเพราะยุโรปเป็นทวีปที่บริโภคกุ้งมากที่สุด ซึ่งสินค้าจากประเทศไทยจะได้เปรียบในเรื่องคุณภาพสินค้า เพราะยุโรปเป็นทวีปที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัยสูงมาก
แผนการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งปี 2551 แบ่งออกเป็น 3 ด้านด้วยกัน
1. แผนการผลิตกุ้งทะเลปี 2551
ดร.วิสุทธิ์ อธิบายว่า มีเป้าหมายอยู่ที่ 532,400 ตัน โดยต้องการกระจายสัดส่วนของขนาดกุ้ง ให้มีกุ้งไซส์ใหญ่ 30% ของฐานการส่งออก เพราะในประเทศคู่แข่งของเราก็ผลิตกุ้งไซส์กลาง และไซส์เล็ก ทำให้ในตลาดโลกมีกุ้งไซส์กลาง และไซส์เล็กจำนวนมาก ประเทศไทยเรามีศักยภาพในการผลิตกุ้งไซส์ใหญ่ได้ทั้ง กุ้งกุลาดำ และกุ้งขาว หรือแม่กระทั่งเวียดนามที่ประกาศผลิตกุ้งขาวในปีนี้ ก็ยังทำกุ้งขาวไซส์ใหญ่ไม่ได้ ประเทศอื่นถ้าต้องการกุ้งไซส์ใหญ่จะได้จากการจับในธรรมชาติมากกว่า ดังนั้นเราควรทำกุ้งไซส์ใหญ่ส่งตลาดเพิ่มขึ้น
สำหรับกุ้งกุลาดำ เราจะต้องเพิ่มสัดส่วนการผลิตให้ได้ 2% ในปี 51 นี้ เพราะในปีที่ผ่านมาพบว่า เรามีผลผลิตกุ้งกุลาดำคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ไม่ถึง 1 % เลย ทำให้ทำตลาดในกุ้งประเภทนี้ยาก
ที่สำคัญจะต้องสร้างสมดุลการผลิต ด้วยการส่งออกผ่านการทำ Contract farming ให้ได้ 30% ของระบบการผลิต
2. แผนการส่งเสริมการตลาดกุ้งทะเลปี 2551
การส่งเสริมการตลาดกุ้งในปีนี้ จะต้องปรับลดสัดส่วนการตลาด โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ให้เหลือ 48-49% และเพิ่มสัดส่วนการส่งออกในตลาดที่ทีศักยภาพ เช่น ญี่ปุ่น (เพราะมีการลงนาม JTEPA) และถ้าเราติดต่อในรูประบบ สหกรณ์จะสะดวกขึ้นด้วย เพราะมีการติดต่อกับผู้ผลิตกับผู้ผลิตโดยตรง นอกจากนี้ก็ควรเพิ่มสัดส่วนในตลาดยุโรป, เกาหลีใต้, และรัสเซียให้มากขึ้น ปัจจุบันเราเริ่มเจาะตลาดรัสเซียแล้ว เพราะรัสเซียเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางการเงินสูงมาก เราจึงไม่ควรมองข้าม
สำหรับตลาดในภูมิภาคเอเชีย เราก็ต้องขยายสัดส่วนด้วย โดยเน้นประเทศที่เราสามารถส่งกุ้งสดๆให้ได้ภายใน 6-7 ชั่วโมง เช่น เกาหลี และหาทางเปิดตลาดในประเทศจีนให้ได้
และที่เป็นหัวใจสำคัญของปีนี้ คือการส่งเสริมให้มีการบริโภคภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ทุกรูปแบบ
3. แผนการเพิ่มศักยภาพองค์กรปี 2551
ดร.วิสุทธิ์ กล่าวว่า การเพิ่มศักยภาพขององค์กรกุ้งในปีนี้ จะต้องเน้นสร้างความเข้มแข็งให้กับโครงสร้างวัตถุดิบ ผ่านการทำ Contract framing และผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชมรม,สมาคม หรือสหกรณ์ ของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และเมื่อเกิดกลุ่มการรวมกลุ่มเป็นองค์กรแล้วจะต้องให้การสนับสนุน เพื่อให้องค์กรเหล่านั้น มีบทบาทต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย
เป็นไงคะ แผนยุทธศาสตร์ของกรมประมงที่เน้นหนักในปีนี้ จริงๆ แล้ว นสพ.กุ้งไทยได้เขียนถึงแผนยุทธศาสตร์นี้มาหลายครั้ง ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสัมมนาในหลายๆ งาน แต่ว่า ในครั้งนี้ ดร.วิสุทธิ์ ได้อธิบายได้กระชับและชัดเจน มีการปรับแผน ปรับรายละเอียดบ้างตามสถานการณ์กุ้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่เลี้ยงกุ้ง ไม่ควรมองข้ามเรื่องนี้ไป เพราะเรากำลังจะเดินไปพร้อมๆ กันทั้งระบบค่ะ
ทูตสหรัฐฯ มั่นใจกุ้งไทยมีวิกฤติเป็นโอกาส
พูดถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่หลายๆท่านพูดกันว่า ส่งผลต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย กันตรงๆ แบบประมาณว่า ยิ่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ป่วนไม่ว่าเรื่องใด เกษตรกรกุ้งไทยก็ร่วงโดยไปด้วยฉันนั้น ฟังมาแบบนี้กันมากๆ จนนึงว่าจริงไปซะแร้ว จนกระทั่งไปงานมหกรรมกุ้งไทยปี 51 ที่จัดโดยกรมประมง มีอยู่ท่านหนึ่งที่ขึ้นมาบรรยาย และคิดสวนกระแสว่าไม่ได้มีผลอย่างที่ใครๆพูด พร้อมทั้งยืนยันว่า ตลาดกุ้งไทยในสหรัฐฯ ปีนี้สดใสแน่นอน นั่นคือ
คุณระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อัครราชทูต ที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ เปิดเผยกับ ทีมงาน นสพ.กุ้งไทยว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้การบริโภคกุ้งของสหรัฐฯ ชะลอตัวลง หากผู้ส่งออกคิดจะขยายในเรื่องปริมาณ ผมคิดว่าใน 1-2 ปี นี้คงลำบากนิดนึงแต่ผมเชื่อมั่นว่าเราสามารถรักษาฐานเดิมนี้ไว้ได้ แต่ปัญหาคือ เรื่องค่าเงิน อยู่ที่ ประมาณ 31.5 บาท และออฟชอร์อยู่ที่ 26.5 บาท ทำให้เราได้เม็ดเงินน้อยลง
ดูจากตัวเลขรายได้ที่เราส่งออก เมื่อปี 49 อยู่ที่ประมาณ 5.1 หมื่นล้าน มาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 50 % แต่ในปี 50 รายได้อยู่ที่ 4.3 หมื่นล้าน แต่ปริมาณใกล้เคียงกันกับปี 49 เป็นเรื่องค่าเงิน และราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ผมอยากให้มองวิกฤติเป็นโอกาสมากกว่า เพราะทุกประเทศก็โดนเหมือนกัน ไม่ใช่เฉพาะไทยเท่านั้น โดยเฉพาะค่าน้ำมันที่แพงขึ้น ผมจึงบอกว่าประเทศเราเองน่าจะได้เปรียบ เพราะเราเลี้ยงในประเทศไม่ใช่เอากองเรือออกไปจับเหมือนกับหลายๆ ประเทศ ที่น่าจะเป็นภาระมากขึ้น แต่เราเลี้ยงในประเทศ ใช้สินค้าในประเทศเกือบ 100 %น่าจะเป็นโอกาสของเรา
คุณระพีภัทร์ กล่าวว่า แม้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในภาพรวมทั้งหมดจะแย่ แต่อย่างลืมว่า ทุกคนต้องบริโภคอาหาร อาจจะแย่ในส่วนของการเงิน และอสังหาริมทรัพย์ แต่การบริโภคคนเราต้องบริโภค หยุดไม่ได้ ในขณะที่กุ้งจากไทย ราคาที่ไม่สูงเกินไปนัก น่าจะอยู่ในการส่งออกที่ดี อย่าไปมองในอดีตที่เราสามารถขยายปริมาณการส่งออกไปมากๆ เหมือนเมื่อก่อน เราต้องพยายามรักษาฐานให้ได้ หรือลดลงให้ส่วนแบ่งการตลาด เหลือ 48 % ก็น่าจะพอใจ
ส่วนปัญหาการกีดกันทั้งหลายที่มีขึ้น เป็นเรื่องมาตรฐานของภาคเอกชนที่ ออกกฎความเข้มงวดในเรื่องความปลอดภัยอาหาร มาเป็นตัวบังคับ เช่นวอมาร์ต ที่เป็นผู้ค่ารายใหญ่ ที่มีอำนาจต่อรองสินค้าสูงผู้ประกอบการเองก็อึดอัดพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามภาครัฐเราเองก็เข้มแข็ง พยายามที่จะเจรจาใน WTO ทั้งเรื่องซีบอนด์ และเอดี ซึ่งผลที่จะออกมาน่าจะเป็นข่าวดีมากกว่า
ตอนนี้ไทยมีข้อได้เปรียบในทุกสินค้าเกษตรกรทุกประเภท เพราะหลังจากจีนมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยอาหาร แต่เราจะมีสินค้าที่มีความเข้มแข็งและจุดเด่น ในเรื่องมาตรฐานและสินค้าปลอดภัย เมื่อจีนมีปัญหา เขาก็ต้องมองแหล่งใหม่หรือตลาดคู่ค้าเดิม เช่นไทย ก่อน จึงเป็นโอกาสที่สำคัญของไทยในด้านการเกษตร
ส.กุ้งทะเลไทย ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกสมาคม ประจำปี 2551
สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย ได้จัดประชุมใหญ่สามัญสมาชิกสมาคม ประจำปี 51 ไปเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ โดยนสพ.กุ้งไทย ได้สรุปเนื่อหาสาระมานำเสนอในฉบับนี้ค่ะ
จุดประสงค์ของการตั้งสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทยก็เพื่อใช้เจรจาต่อรองกับรัฐ หรือ องค์กรต่างประเทศ โครงการปรับลดการผลิตเพื่อรักษาสมดุลกับตลาดเป้าหมายคือเพื่อสื่อให้ต่างประเทศทราบว่า ปี 2551 ปริมาณกุ้งไทยไม่ได้มีมากล้นตลาดอย่าง ปี 2550 ทำให้ผู้ซื้อต่างประเทศมีความกระตือลือล้นในการเปิดออเดอร์ และต้องระวังปัญหาเรื่องที่รัฐบาลจะไม่สำรอง 30% ค่าเงินบาทจะแข็งตัวขึ้นคนเลี้ยงกุ้งจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนในการประชุมมีวาระที่เด่นๆดังนี้
การเพิ่มมูลค่าสร้างภาพลักษณ์ของสินค้า คือ มีเบื้องหลังการผลิตที่ดีสามารถนำเสนอให้ลูกค้าต่างประเทศสนใจและทำให้โดดเด่นกว่าประเทศคู่แข่ง การที่ลูกค้าต่างประเทศจะซื้อผลิตภัณฑ์เขาต้องเช็คความเป็นมาของกุ้ง เช่น ดูความสะอาดของฟาร์ม วัตถุดิบที่ใช้ ที่เก็บของในฟาร์ม ที่พักคนงาน สวัสดิการคนงาน โดยเปรียบเทียบแต่ละประเทศว่าประเทศไหนมีเบื้องหลังการผลิตที่ดีกว่ากัน ดังนั้นแนะนำให้ทุกชมรมทุกจังหวัดผลักดันในเรื่องนี้เพราะจะทำให้เกิดผลดีแก่ตัวเราเองและได้ยกระดับกุ้งของไทยอีกด้วย ในการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งตามยุทธศาสตร์ โดยมี อาจารย์โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัตน์ เป็นประธานและไบโอเทคร่วมกับประมงเป็นเลขาฯ ได้วิเคราะห์ประเด็นการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งให้เหนือกว่าคู่แข่ง และกำลังผลักดันให้เป็นแนวความคิดในองค์กรที่เกี่ยวข้องการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้ง มีการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับโภชนาการของกุ้งว่ากินกุ้งแล้วได้สารอาหารอะไรบ้างเพื่อเป็นการส่งเสริมการกินกุ้งให้เพิ่มมากขึ้น ในด้านภาพลักษณ์ของระบบฟาร์มต่างประเทศให้ความสำคัญมากในเรื่องการผลิตในเชิงพัฒนาซึ่งตรงนี้ได้มีจัดทำเอกสารรูปแบบมาจากกรมประมงภายใต้ชื่อว่า GAP ใหม่ , CoC ใหม่
ในปัจจุบันกระแสภาวะโลกร้อนเป็นที่ตื่นตัวมากทางสมาคมจึงจัดทำกิจกรรมที่เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ประเด็นที่อุตสาหกรรมกุ้งควรจัดทำก่อนก็เนื่องจาก อุตสาหกรรมกุ้งมีอยู่ทั่วประเทศ , มีศักยภาพทำได้ทันที , ผลของกิจกรรมที่ทำทั่วประเทศ ทำให้เรามีข้อมูลเยอะและชัดเจน ทำให้ผู้อื่นเห็นว่าอุตสาหกรรมกุ้งช่วยในเรื่องนี้ได้ กิจกรรมที่ทำ ได้แก่ ปลูกป่าชายเลนซึ่งต่างประเทศให้ความสำคัญมาก , ป่าบกมีการสร้างสวนป่าของตนเองหรือสร้างในชุมชน , ปลูกพืชในฟาร์ม และตอนนี้สมาคมต้องการเมล็ดพันธุ์ และต้นกล้าไม้ยืนต้นจำนวนมากเพื่อนำมาแจกจ่ายให้ โรงเรียน และวัดที่ต้องเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการ ได้แก่ พวกผักหวาน ผักโขม ตำลึง เพราะผักพวกนี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถนำไปบริโภคได้ถ้าเหลือก็แบ่งปันให้ชาวบ้าน โรงเรียนได้ด้วย และในการทำกิจกรรมทุกครั้งควรมีการเก็บข้อมูล รูปภาพไว้ด้วย
สรุปกิจกรรมที่ควรทำในทุกๆจังหวัด คือ ปลูกป่าชายเลน รวมทั้งช่วยกันหาเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้าไปให้โรงเรียน และวัด ปลูกพืชผักในพื้นที่ ในฟาร์มตนเอง รวมทั้งการรีไซเคิลแยกขยะ และควรเก็บข้อมูลและถ่ายรูปให้ได้ข้อมูลเก็บไว้จำนวนมากๆ
เที่ยวศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด สุพรรณบุรี
ดูการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบไร้สาร
ไหนๆ เมื่อฉบับที่แล้วเราได้เสนอข่าวดีเรื่องการสั่งซื้อกุ้งก้ามกราม เดือนละ 400 ตัน แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อตรวจทีไรมักเจอสารตกค้าง ทำให้ไม่สามารถส่งกุ้งออกไปได้ และทำอย่างไรเราจึงจะส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม
เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมาทีมงาน นส.พ.กุ้งไทย ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จ.สุพรรณบุรี มีคุณสมหวัง พิมลบุตร ผู้อำนวยการฯ ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายเรื่อง โดยเฉพาะนโยบายที่ต้องการบริหารจัดการในศูนย์ฯ แบบ เศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ผอ..สมหวัง บอกว่า เศรษฐกิจพอเพียง ใช้ว่าทุกคนจะทำได้ แต่ขึ้นอยู่กับความขยัน และ รากฐานของคนไทยที่ไม่ลืมต้นกำเนิด จึงสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ โปรเจ็คเศรษฐกิจพอเพียง ของศูนย์ฯ คือ การทำสื่อการเรียนรู้กับเศรษฐกิจพอเพียง และพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด เช่นการปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อให้ข้าราชการในศูนย์ฯได้กินได้ใช้ และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง เป็นต้น
สำหรับกระแสการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามปัจจุบัน ผอ.สมหวัง กล่าวว่า ในขณะนี้กุ้งก้ามกรามยังประสบกับปัญหาเรื่องโรคและสารเคมีที่ตกค้างในตัวกุ้ง ซึงปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่เรื้อรังมา 2-3 ปีแล้ว ถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และการลงกุ้งของเกษตรกร สรุปคือ ถ้าเกษตรกรลงกุ้ง บางและเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติดีที่สุด และจะต้องไม่ใช้สารเคมีใดๆ โดยเด็ดขาด ก็สามารถเอาตัวรอดได้ในสภาวะเช่นนี้ ยิ่งหากจะมีการส่งออกกุ้งก้ามกราม ในปริมาณมากๆ ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับสารตกค้าง ต้องไม่ให้ใช้ในระบบเลย
ผอ.สมหวัง ยังกล่าวว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม กำลังเป็นทางเลือกของเกษตรกรในพื้นที่ภาคกลางที่กำลังตกที่นั่งลำบากในการเลี้ยงกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ โดยทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสุพรรณบุรี ได้มีแนวทางใหม่ ในการแก้ไขปัญหาในการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่น่าสนใจมาฝากพี่น้องเกษตรกร เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีเลี้ยงให้สามารถพยุงตัวให้เข้ากับสภาวะกุ้งตกต่ำในขณะนี้ให้อยู่ได้ และเป็นทางเลือกทางรอด ให้กับพี่น้องเกษตรกรที่กำลังหาเทคนิคการเลี้ยงใหม่ๆให้กับตัวเอง
ผอ.สมหวัง ได้มอบหมายให้ คุณสุรังษี ทัพพะรังสี (พี่น้ำ) นักวิชาการประมง 5 ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องกุ้งก้ามกรามของศูนย์วิจัยฯ พาเที่ยวชมในครั้งนี้ ทีมงานจึงได้สอบถามถึงปัญหากุ้งก้ามกราม ที่ขณะนี้กำลังประสบปัญหาเรื่องโรคระบาดและสารเคมีที่ตกค้างในตัวกุ้ง ซึ่งพี่น้ำได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ทดลองเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมาหลายต่อหลายรุ่นว่า
ปัญหาเรื่องโรคระบาดและสารเคมีที่ตกค้างในตัวกุ้งนั้นเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน 2-3 ปีแล้ว ซึ่งทางศูนย์ฯก็หาวิธีหลายต่อหลายวิธีเพื่อจะแก้ไข ส่วนปัจจัยที่ทำให้กุ้งก้ามกรามไม่ปลอดสารนั้น ก็มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน คือ อาจจะมาจากโรงเพาะฟัก อาหาร หรือน้ำในบ่อเลี้ยง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตามทางศูนย์ มีแนวทางในการเลี้ยงแบบไร้สาร
วิธีการเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกรามของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด สุพรรณบุรี
หลังจากสอบถามถึงเรื่องการวิจัยกุ้งก้ามกรามแล้ว ต่อไปก็จะเป็นเรื่องการเพาะพันธุ์ลูกกุ้งก้ามกราม ที่แตกต่างไปจากเดิมคือ การเพาะลูกกุ้งก้ามกรามของทางศูนย์ฯนั้นจะใช้วิธีการหาพ่อแม่พันธุ์จากฟาร์มหลายๆฟาร์ม เพื่อหาความแตกต่างระหว่างพ่อแม่พันธุ์ นำแม่พันธุ์ที่มีไข่มาแล้วจากฟาร์ม แล้วนำมาปล่อยรวมกับพ่อพันธุ์ เมื่อไข่ฟักออกเป็นตัวแล้วก็นำไปอนุบาล จากนั้นติดตามผลว่าพ่อแม่พันธุ์ชุดใด ที่ให้ปริมาณลูกกุ้งมากและแข็งแรงปราศจากโรคและสารเคมี ที่ผ่านมาการเพาะกุ้งก้ามกรามของศูนย์ฯก็เกิดปัญหาเช่นกันแต่ไม่อาจระบุได้ชัดเจนว่าเป็นเพราะสาเหตุใด เพราะว่าการเพาะกุ้งต้องใช้ปัจจัยหลายอย่างซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น น้ำ โรค และสายพันธุ์ของกุ้ง
น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง เพราะฉะนั้นเกษตรกรควรที่จะหาแนวทางการบำบัดน้ำ ให้สามารถใช้ได้อย่างคุ้มค่า ทางทีมงานเองจึงได้สอบถามยัง คุณสุรังษี(พี่น้ำ)ไปถึงวิธีการบำบัดน้ำที่สะดวกและประหยัดโดยการใช้พืชพรรณไม้น้ำต่างๆมาทำการบำบัดน้ำและเพิ่มออกซิเจนหรือเรียกว่า ชีวะบำบัดเพื่อที่เกษตรกรสามารถจะนำไปปรับเปลี่ยนกลวิธีการผลิตและหันมาใช้พืชพรรณไม้น้ำแทนสารเคมี
การบำบัดน้ำโดยใช้ระบบ ชีวะบำบัด
การบำบัดน้ำของทางศูนย์ฯ พี่น้ำได้บอกกับทีมงานว่า ตอนนี้ทางศูนย์ฯได้ใช้วิธีบำบัดน้ำที่เรียกว่า ชีวะบำบัด หรือการบำบัดโดยใช้พรรณไม้น้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวา ใบเตย และ พรรณไม้น้ำอีกหลายชนิด เพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับน้ำและลดการสารเคมี และอีกวิธีหนึ่งที่ทางศูนย์ได้ใช้บำบัดน้ำก็คือ การทำระบบกรองหมุนเวียน ซึ่งระบบกรองน้ำหมุนเวียนนี้สามารถกรองน้ำได้หลายรอบต่อการผลิต 3-4 ครอบ
การอนุบาลกุ้งก้ามกรามวัยอ่อนในระบบกรองน้ำหมุนเวียน
การทำระบบกรองน้ำหมุนเวียน ทางศูนย์ฯได้ใช้วิธีนี้เพื่อที่จะประหยัดการใช้น้ำ การสูบน้ำครั้งหนึ่งนั้นสามารถใช้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในระบบกรองน้ำหมุนเวียนได้ประมาณ 5 รอบ รูปแบบของระบบกรอบน้ำหมุนเวียนของทางศูนย์ฯ จะใช้วัสดุกรอง 3 อย่าง ( 3 อย่างนี้แยกอย่างละบ่อ ) วัสดุที่ใช้เป็นตัวกรอง บ่อที่1 คือ อวนเก่า เศษอวนที่ไม่ได้ใช้แล้ว บ่อที่2 คือ ไบโอบอล บ่อที่3 คือ เปลือยหอย เมื่อผ่านระบบกรองน้ำหมุนเวียนดังกล่าวแล้วน้ำที่ได้ก็จะนำไปใช้เพาะเลี้ยง และอนุบาลกุ้งก้ามกรามได้ วิธีดังกล่าวนี้นอกจากจะประหยัดน้ำแล้วยังสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยน้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้อีกด้วย
เป้าหมายการผลิต
1. ผลิตพันธุ์กุ้งก้ามกรามเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติจำนวน 34 ล้านตัว
2. ผลิตพันธุ์ปลาน้ำจืดเพื่อปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติจำนวน 10 ล้านตัว
3. ผลิตพันธุ์ปลาพื้นเมืองไทยเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวน 1 ล้านตัว
ตามไปดูเลี้ยงปลาม้า
นอกจากนี้ทีมงานยังได้ชมการเพาะเลี้ยงปลาม้าเป็นของแถมอีกด้วย ปัจจุบันปลาม้าตามธรรมชาติลดน้อยลง ซึ่งทางศูนย์ ฯ ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาม้า สามารถปล่อยพันธุ์ปลาลงแหล่งน้ำได้จำนวนมาก หรือหากใครต้องการเลี้ยงปล้าเชิงเศรษฐกิจก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
คุณพรชนก ชุ่มคง (พี่เปิ้ล) นักวิชาการประมง 4 ได้พาพวกเราไปดูการเพาะเลี้ยงปลาม้า พี่เปิ้ลบอกกับทีมงานว่าศูนย์ฯได้นำลูกปลาม้าที่เพาะได้ ไปแจกให้กับเกษตรกร แต่จะแจกให้กับเกษตรกรที่มีความพร้อมในการเลี้ยงเท่านั้น ความพร้อมในที่นี้ก็หมายถึง เกษตรกรต้องมีที่เลี้ยงที่เหมาะสม มีอาหารให้ปลากินอย่างเพียงพอ เพราะปลาม้าจะกินปลาที่ตัวเล็กกว่า นอกจากนี้ทางศูนย์ฯยังปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอีกด้วย ปลาม้า เป็นปลาพื้นเมืองไทยพบได้ทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย มีรูปร่างเรียวยาว ลำตัวค่อนข้างแบน หางบริเวณตั้งแต่รูก้นไปถึงปลายหางเรียวยาว หัวค่อนข้างเล็ก จงอยปากสั้นทู่ ครีบหลังยาว ครีบหางปลายแหลม ลำตัวด้านบนเป็นสีเท่า ส่วนด้านท้องเป็นสีเงิน คุณสมบัติพิเศษของปลาม้าสามารถทำเสียงร้องได้เนื่องจากมีกระเพาะลมขนาดใหญ่ พบมากบริเวณ แม่น้ำท่าจีน จังหวัดสุพรรณบุรี แม่น้ำแม่กรอง แม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่จังหวัดนนทบุรีจนถึงชัยนาท และแม่น้ำบางปะกง ปลาม้าเป็นสัตว์กินเนื้อมักกิน ลูกปลา ลูกกุ้งเป็นอาหาร ขนาดลำตัวของปลาม้ามีความยาวตั้งแต่ 17-60 เซนติเมตร
การรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาม้าและการขนส่งลำเรียง
โดยการรวบรวมจากธรรมชาติที่ชาวประมงจับได้บริเวณเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาทและพักปลาในถังซึ่งใส่ยาเหลือง เกลือ และมีการให้อากาศตลอดเวลา แล้วทำการขนย้ายปลาโดยใช้กล่องโฟมที่ใส่ยาเหลือง เกลือ เติมออกซิเจนใส่กล่องปิดฝาแล้วผนึกด้วยกระดาษกาว ส่วนปลาที่มีขนาดใหญ่ลำเลียงโดนใช้เปลพลาสติกและขนใส่ถังไฟเบอร์ใหญ่บนรถลำเลียง ขนลำเลียงโดยใช้รถตู้เย็นมายังศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด สุพรรณบุรี เมื่อมาถึงยังศูนย์ฯ นำพ่อแม่พันธุ์ปลาม้ามาพักไว้ในบ่อคอนกรีตกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 เมตร ทำระบบกรองน้ำระบบหมุนเวียนและระบบเพิ่มออกซิเจนและรักษาอาการบอบช้ำจากการขนลำเลียง
การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์
การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาม้า จะเลี้ยงในบ่อคอนกรีต ขนาด 5x10x0.8 เมตร ทำระบบกรองน้ำและระบบหมุนเวียนโดย มีการให้ออกซิเจนในน้ำตลอดเวลา ควบคุมระดับน้ำสูง 70 ซม.
การเพาะพันธุ์ปลาม้าโดยวิธีธรรมชาติ
การให้อาหารพ่อแม่พันธุ์ ให้ปลาเป็ดหั่นเป็นชิ้น จนอิ่ม(ให้จนปลาไม่กิน) วันละครั้ง ดูดตะกอนเศษอาหาร เมื่อเลี้ยงปลาม้าด้วยปลาเป็ดต่อเนื่องปลาม้ามีจะความสมบูรณ์เต็มที่ สังเกตได้จากปลาเพศเมียมีท้องอูมและอิ่ม ช่องเพศมีสีแดงเรื่อๆ ส่วนตัวผู้เมื่อรีดท้องเบาๆจะพบว่ามีน้ำเชื้อสีขาวขุ่นไหลออกมา เมื่อพ่อแม่พันธุ์มีความสมบูรณ์พร้อมที่จะวางไข่แล้ว จะจับคู่ว่ายน้ำคลอเคลียอยู่บริเวณพื้นก้นบ่อ จากนั้นแม่ปลาจะวางไข่ผสมกับน้ำเชื้อ ไข่ปลาม้าจะลอยกระจายทั่วบ่อเพาะ ทำการตรวจสอบการวางไข่ของปลาม้าทุกวัน เวลา 20.00 น. เมื่อพบว่ามีไข่ ทำการรวบรวมไข่ปลาม้าโดยใช้กรวยหรือกระชังผ้าโอล่อนแก้วนำไปฟักในถังฟัก ให้ออกซิเจนตลอดเวลา ไข่ปลาม้าใช้เวลาในการฟักออกเป็นตัวประมาณ 18 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิน้ำ 26-28 องศาเซลเซียส
การอนุบาลปลาม้า
นำไข่ปลาม้าที่รวบรวมได้จากบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ มาอนุบาลในบ่ออนุบาลมีการให้ออกซิเจนตลอดเวลา ถ่ายน้ำและดูดตะกอนเป็นประจำ วันเว้นวัน น้ำที่ใช้อนุบาลเป็นน้ำขุ่นที่เตรียมไว้สำหรับอนุบาลโดยเฉพาะ การให้อาหารในการอนุบาลปลาม้าจะเริ่มให้อาหารเมื่อปลาม้าอายุได้ 3 วันหลังจากฟักออกเป็นตัว โดยให้อาร์ทีเมียเป็นอาหาร วันละ 6 มื้อจนลูกปลาอายุ 16 วัน จึงเริ่มให้ไรแดงร่วมกับการให้อาร์ทีเมีย ลูกปลาอายุ 31-60 วัน ให้ไรแดงอย่างเดียว ลูกปลาอายุ 61-90 วัน ให้ไรแดงร่วมกับกุ้งฝอย 90-120 วัน ให้กุ้งฝอยร่วมกับอาหารเม็ดที่ผลิตขึ้นเอง 120 วัน กินอาหารเม็ด ระหว่างการเลี้ยงใช้ฟอร์มารีนในการป้องกันโรคความเข้มข้น 30 ppm ใส่ทุกครั้งที่มีการถ่ายน้ำ
แค่นี้ก็ได้ลูกปลาม้ามาเลี้ยงต่อได้แล้ว สำหรับใครที่สนใจอยากเลี้ยงก็สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จ.สุพรรณบุรี
ลดต้นทุนการเลี้ยงกุ้งขาวได้อย่างไร
ในงานสัมมนา งานวันกุ้งตรัง ครั้งที่ 5 ที่จัดไปเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา มีหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือ เรื่องการลดต้นทุนการเลี้ยงกุ้งขาวได้อย่างไร ของอ.สุเมธ ชูแสง รองกรรมการผู้จัดการบมจ.เจริญโภคภัณฑ์ ที่ได้บรรยายถึงการลดต้นทุนในภาวะที่เราต้องต่อสู้กับต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น
คุณสุเมธ ได้พูดถึงการลดต้นทุนในการเลี้ยงกุ้งมีความจำเป็น เพราะขณะนี้ปัจจัยการผลิตสูงขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็น อาหารกุ้ง ลูกพันธุ์กุ้งหรือเวชภัณฑ์ต่างๆ รวมไปถึงน้ำมัน เพราะฉะนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะต้องคิดแล้วว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งอยู่ได้อย่างยั่งยืนและมีกำไร แต่ในขณะที่ปัจจัยในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น แต่ราคากุ้งแทบจะไม่ขึ้นเลยซึ่งสิ่งเหล่านี้เกษตรกรจะต้องมีการบริหารจัดการเรื่องต้นทุนให้ดี และจะต้องทำกำไรให้ได้
ปัจจัยที่เป็นปัญหาก็คือ เราไม่สามารถควบคุมผู้เลี้ยงได้และราคาขึ้นอยู่กับกลไกการตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่ที่เห็นชัดคือต่างประเทศเนื่องจากกุ้งเราผลิตเพื่อส่งออกต่างประเทศ และกว่า 50 % เราผลิตส่งสหรัฐฯเป็นส่วนใหญ่ และสหรัฐฯเองก็มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจภายในจึงมีปัญหาเรื่องการรับซื้อ ส่วนปัจจัยการผลิตในบ้านเราก็สูงขึ้นมาก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคากุ้งยังคงที่
อีกหนึ่งปัจจัยคือ เรื่องความเสียหาย ซึ่งเป็นต้นทุนอีกตัวหนึ่งซึ่งเรียกว่า ต้นทุนแฝง เกษตรกรเลี้ยงกุ้งแล้วเสียหายแม้เพียงบางบ่อ แต่เมื่อนำผลผลิตมารวมกันแล้ว จากกำไรที่เราจะได้ ก็อาจจะกลายเป็นว่าขาดทุนไปหนึ่งบ่อ และยิ่งปัจจัยการผลิตสูงขึ้น ก็จะมาสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย
ดังนั้นเกษตรกรจะต้องลดต้นทุนในการเลี้ยงและทำทุกอย่างเพื่อลดปัจจัยในการผลิตให้ได้
กุ้ง ต้องการอยู่ 3 อย่างคือ อาหาร อากาศ และแร่ธาตุ ซึ่ง 3 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับกุ้ง แต่ถ้ากุ้งได้รับ อาหาร อากาศ และแร่ธาตุไม่เพียงพอ ก็จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น กุ้งอาจจะป่วย อ่อนแอ และเกิดเชื้อโรค ซึ่งเกษตรกรก็ควรคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรที่จะลดปัจจัยในการผลิต โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตกุ้ง ที่ผ่านมาความเสียหายในลักษณะนี้มีสูงมากซึ่งดูจากผลสำรวจแล้วเมื่อปี 2548 สูงถึง 25% ปี2549 เหลือ 18% ปี 2550 เหลือ 14% ซึ่งในปีนี้ได้คาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าไม่ต่ำกว่า 20% แน่นอน เนื่องจากปัจจัยวัตถุดิบและค่าเงินที่แข็งขึ้น จากเดิม
การลดต้นทุน
ลูกพันธุ์กุ้ง
เกษตรกรควรเลือกลูกพันธุ์กุ้ง ที่สามารถตรวจสอบได้และน่าเชื่อถือ สำหรับการเตรียมลูกกุ้งลงบ่อนั้นจะต้องเตรียมบ่อ เตรียมน้ำให้ดี ก่อนการลงกุ้ง เพราะถ้าไม่เตรียมให้เรียบร้อย เมื่อลงกุ้งแล้ว เลี้ยงไม่ดีก็จะต้องเสียเวลาและเสียทุนในการเลี้ยง
ที่สำคัญคือก่อนซื้อลูกกุ้งควรจะตรวจสอบก่อนทุกครั้ง แนะนำว่าเกษตรกรควรทยอยปล่อยกุ้งเป็นชุดๆอย่างเช่น เรามีบ่ออยู่ 3 บ่อปล่อยชุดแรกลงไปก่อนดูให้มั่นใจก่อนประมาณ 1 เดือนจากนั้นจึงเตรียมบ่อเพื่อลงกุ้งชุดต่อไป ห่างกันประมาณ 1-2 เดือน และจะส่งผลไปถึงการจับกุ้งซึ่งในการเลี้ยงเรามีหลายไซซ์เพราะเลี้ยงต่างกัน 1-2 เดือน และในขณะเดียวกันในตอนนี้ภาวะตลาดยังผันผวนเกษตรกรจึงสามารถเลือกจับได้ และภาวะที่จะเสี่ยงกับราคาต่ำก็น้อยลง
อาหารกุ้ง
อาหารกุ้ง เกษตรกรควรเลือกบริษัทที่มีการตรวจสอบที่ดี ตรวจเช็ควัตถุดิบที่แน่นอน และทุกๆอย่างเพื่อลดความเสี่ยงในการเลี้ยงของเกษตรกร และขอแนะนำว่าอาหารที่ให้กุ้งควรมีอัตราแลกเนื้อได้เร็วและโตเร็ว ส่วนการเลี้ยงนั้นเกษตรกรควรลงกุ้งในอัตราที่พอดีอย่าฝืนลงมากเกินไปเพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเลี้ยงและอัตราการรอดก็จะลดน้อยลง ส่วนการชั่งอาหารนั้นเกษตรกรควรใส่ใจในเรื่องนี้บางเพราะในการเลี้ยง 120 วันนั้นถ้าเราชั่งเกินไปก็เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับตัวเกษตรกรเอง
การเช็คยอ
ในการเลี้ยงไม่ควรใช้ยอเช็คเพียงอย่างเดียว ควรเช็คค่าแอมโมเนียด้วย ซึ่งบางบริษัทเขาใช้ถึง25% และตรวจดูกุ้งแต่ละสัปดาห์อีก 25% ซึ่งเกษตรกรบางรายมักใช้ยอเช็คเพียงอย่างเดียวจึงทำให้โอกาสที่จะพลาดมีสูง
การเตรียมบ่อ
การเตรียมบ่อ มักมีเกษตรกรหลายท่านที่เลี้ยงกุ้งโดยไม่เอาขี้เลนออก ก็ไม่เป็นไรถ้าเกษตรกรมีการเตรียมความพร้อมที่ดี และเป็นการลดต้นทุนไปในตัว แต่ถ้าเกษตรกรรายใดไม่ได้เตรียมพร้อมก็จะทำให้กุ้งที่ท่านปล่อยลงบ่อป่วย และเมื่อกุ้งป่วยก็จะต้องหาวิธีแก้ไขด้วยวิธีต่างๆนาๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องการเพิ่มต้นทุนทั้งหมด ที่เกษตรกรจะต้องระวัง เพราะฉะนั้นเกษตรกรควรจะกำจัดของเสียและขี้เลนกลางบ่อออกให้หมดเพื่อลดความเสี่ยงในการเลี้ยงของท่านและที่สำคัญไม่ควรกระทบกับสิ่งแวดล้อม
ในการเลี้ยงกุ้งในขณะนี้เกษตรกรควรเลือกบ่อที่มีความพร้อมมากที่สุด และเกษตรกรควรดูว่า บ่อไหนที่เราดูแล้วสามารถเลี้ยงรอดได้ดีโดยไม่มีความเสี่ยง ยกตัวอย่างคือ เกษตรกรจะต้องกำหนดว่าบ่อไหนที่สมบรูณ์เหมาะแก่การเลี้ยงมากที่สุด เช่น บ่อเกรด A สามารถลงกุ้งได้ดี บ่อเกรด B ลงกุ้งพอประมาณไม่แน่นเกินไป ส่วนบ่อที่เราเลี้ยงแล้วไปไม่ได้ก็ควรตัดไปก่อนในภาวะอย่างนี้ และอีกประเด็นหนึ่งคือเกษตรกรควรชะลอการลงกุ้งในช่วง ต้นปีและปลายปีเพราะ เปอร์เซ็นต์ในการเสี่ยงเรื่องเชื้อโรคสูงมาก
การป้องกันความเสียหาย
การป้องกันความเสียหายจากการเป็นโรคซึ่งในขณะนี้ บริษัท CP ได้นำระบบ ไบโอซีเคียว เข้ามาเพื่อการป้องกันโรคเพื่อไม่ให้เข้าไปในฟาร์มเพาะเลี้ยง ซึ่งจะป้องกันทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และมีการตรวจสอบตลอดเวลาระหว่างการเลี้ยง ซึ่งโอกาสพลาดจะมีน้อยมาก
การลดภาหะในน้ำก่อนปล่อยกุ้ง
ส่วนเรื่องยาฆ่าพาหะก็เป็นเรื่องสำคัญคือ ควรเลือกใช้ยาฆ่าพาหะที่มีประสิทธิภาพ ไม่ตกค้างในดิน ที่สำคัญไม่ตกค้างในตัวกุ้ง และในการใช้ยาฆ่าพาหะไม่ควรจะประหยัดควรใส่ให้มากหน่อย เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มักใส่น้อยเนื่องจากราคาแพง แต่ผลกระทบที่พบนั้นมักจะเป็นปัญหาใหญ่ สำหรับเกษตรกรรายใดที่มีความพร้อมในเรื่องอุปกรณ์การเลี้ยงต่างๆแล้วเกษตรกรก็สามารถลงกุ้งได้อย่างเต็มที่และไม่เกิน 160,000 ตัว/ไร่ ส่วนเกษตรกรรายใดที่ยังไม่มีความพร้อมมากนักก็ควรจะลง ไม่เกิน 1 แสนตัว/ไร่
พลังงาน
พลังงานในการเลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่มักใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นตัวขับเคลื่อนซึ่งเฉลี่ยแล้วน้ำมัน 1 ลิตรจะได้กุ้ง 1 กิโลกรัมถือว่าเป็นอัตราที่สูงมากแต่ ณ ตอนนี้ได้มีการพัฒนาการเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เปลี่ยนมาใช้ก๊าซหุงต้มแทนซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีในการลดต้นทุนของเกษตรกรเอง
ค่ะ การลดต้นทุนในการเลี้ยงกุ้งขาวของปีนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม มีหลายจุดที่สามารถลดต้นทุนได้ โดยเฉพาะต้นทุนแฝงที่เรียกว่า เลี้ยงไม่ผ่านนั่นเอง แต่อ.สุเมธ ก็ย้ำว่า อย่าประหยัดในเรื่องที่ไม่ควรประหยัด เพราะหากเสียหายขึ้นมาก็ไม่คุ้มกันล่ะค่ะ
บำบัดน้ำด้วยระบบนิเวศน์
เมื่อฉบับเดือน มีนาคม ที่ผ่านมา ทีมงานนส.พ.กุ้งไทยได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับ ผอ.สุพล ตั่นสุวรรณ ซึ่งท่านเป็น ผอ.คนใหม่ของสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล กรมประมง และในโอกาสนี้ทีมงานของนส.พ.กุ้งไทย ได้เข้าไปพบกับ ผอ.สุพล เพื่อพูดคุยถามข่าวเกี่ยวกับโครงการ หรืองานวิจัยที่สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลได้ดำเนินการอยู่ ว่ามีอะไรน่าสนใจจะมาอวดกันบ้าง
ผอ.สุพล กล่าวว่า สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลมีงานวิจัยเยอะมาก ที่เกี่ยวกับกุ้ง ที่สำคัญที่กำลังดำเนินการอยู่ได้แก่ การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำ และงานวิจัยการเลี้ยงกุ้งระบบปิด ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล สมุทรสงคราม(ศูนย์แม่กลอง) เนื่องจากบริเวณศูนย์เป็นพื้นที่ก้นอ่าว จึงพยายามปรับใช้ระบบนิเวศน์เข้ามาช่วยในการบำบัดน้ำ เพื่อใช้ในการเพาะเลี้ยง
ผอ.สุพล กล่าวว่า งานวิจัยดังกล่าว เป็นการเคลื่อนของน้ำ โดยไม่กระทบต่อระบบนิเวศน์ มีการใช้อุปกรณ์เครื่องมือเข้ามาช่วย คือเครื่อง โปรตีนสกิมเมอร์ (เครื่องกำจัดโปรตีนในน้ำ) และมีการตีน้ำร่วมด้วยโดยวิธีการคือจะต้องตีโดยไม่ให้เซลล์ของแพลงก์ตอนแตก ซึ่งเป็นระบบการเคลื่อนน้ำแบบเบาๆ นอกจากนี้ยังมีต้นโกงกางและสาหร่ายใช้ในระบบบำบัดอีกด้วย
แหมเห็นแบบนี้แล้ว อยากจะไปดูให้เห็นกับตาจริงๆ เอาเป็นว่า คราวหน้าจะพาไปดูเทคนิคกันจะจะ ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เผื่อว่าเกษตรกรท่านใดสนใจจะนำไปประยุกต์ใช้กันนะคะ
ข้อมูลเพิ่มเติม
โปรตีนสกิมเมอร์หรือกรองช้อนฟอง ( Protein Skimmer )
โปรตีนสกิมเมอร์หรือ เครื่องกรองช้อนฟอง ใช้หลักการของฟองอากาศขนาดเล็กจำนวนมาก จับกับสารอินทรีย์ที่ละลายในน้ำ เมื่อมีสารอินทรีย์จับกันมาก จะเกิดเป็นฟองอากาศที่ไม่แตกตัวหรือ โฟม ขึ้นมา ระบบนี้จึงเรียกอีกอย่างว่า ตัวกำจัดโฟม ( Foam fragtionation) แล้วฟองอากาศที่อยู่ด้านล่างจะดันโฟมให้ลอยขึ้นด้านบนสูงขึ้น ๆ จนหลุดออกจากระบบไปเข้าสู่ช่องเก็บโฟม และนำออกไปทิ้งต่อไป เป็นการเลียนแบบธรรมชาติที่บริเวณชายหาดที่มีฟองจากคลื่นแตกตัวมาก ๆ
ข้อดีที่สุดที่ไม่มีอะไรเทียบได้ของโปรตีนสกิมเมอร์คือ มันสามารถกำจัดสารอินทรีย์ที่ละลายในน้ำจำนวนมากได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเหมือนตัวดูดซับ และยังสามารถเป็นเหมือนเครื่องเตือนภัย และ เครื่องกำจัดภัยขั้นต้น เวลามีสารพิษพวกแอมโมเนีย มากเกินไป สามารถเพิ่มออกซิเจนในน้ำได้มาก และสามารถกำจัดฟอสเฟต ออกจากน้ำได้อีกวิธีหนึ่ง
คนกุ้งขู่ประท้วงรอบใหม่ รับวิกฤติอาหารแพง
ภายหลังจากการปรับราคาเพิ่มขึ้นของอาหารกุ้ง ที่มีการปรับขึ้นถึง 2 ครั้ง ตั้งแต่ช่วงปลายปี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้นจากเดิมอีก 5 -10 % ประกอบกับต้นทุนด้านอื่น ทั้งในเรื่องของพลังงาน และการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้า ทำให้เกษตรกร และผู้ประกอบการต้องแบกภาระในเรื่องของต้นทุน ทำให้เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจากภาคกลาง และภาคตะวันอก นำโดยสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย สมาคมกุ้งตะวันออกไทย ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจากจังหวัดสุพรรณ กาญจนบุรี สมุทรสาคร ราชบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง ฯพณฯ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รมว.พาณิชย์ เพื่อขอให้พิจารณาราคาอาหารสัตว์น้ำ โดยเฉพาะในประเด็นการหามาตรการลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์
ล่าสุดมีรายงานจากแหล่งข่าวว่า กลุ่มแกนนำศูนย์ประสานงานเครือข่ายแกนนำเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 8 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี สงขลา สตูล พัทลุง นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ ได้มีการหารือกันถึงเรื่องดังกล่าวและเห็นพ้องกันว่า ให้แต่ละจังหวัดล่ารายชื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เพื่อยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดของตนเอง เพื่อให้หามาตรการแก้ไขในเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น สวนทางกับราคากุ้งที่ตกต่ำ
สำหรับหนังสือดังกล่าว ในภาพรวมทุกจังหวัดจะเป็นไปในทางเดียวกัน แต่อาจแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่แต่ละแห่ง โดยในเบื้องต้นจะระบุถึงข้อเรียกร้องให้ภาครัฐหามาตรการช่วยเหลือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และกำหนดเงื่อนไขเรียกร้องให้ภายใน 1 เดือน ต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมจากภาครัฐ มิเช่นนั้นทางกลุ่มก็เตรียมที่จะนัดชุมนุมใหญ่ที่เชิงสะพานป๋าเปรมอีกครั้ง ดังเช่นที่เคยมีการชุมนุมไปเมื่อคราวเกิดวิกฤติราคากุ้งครั้งก่อน จนทำให้เกิดมาตรการแทรกแซงราคา โดยการรับจำนำจากภาครัฐ
ว่าที่ร้อยตรีประสิทธิ์ บัวงาม ประธานสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำปากพะยูน จำกัด จ.พัทลุง หนึ่งในแกนนำกลุ่มฯ เปิดเผยว่า การหารือของตัวแทน 8 จังหวัดในเบื้องต้น มีการตกลงกันว่าจะทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ ของแต่ละจังหวัด เพื่อให้ภาครัฐหามาตรการช่วยเหลือ จากนั้นให้เวลา 1 เดือนในการหาทางออก หากยังไม่ได้รับการตอบรับใดๆ เป็นรูปธรรม กลุ่มก็พร้อมที่จะเคลื่อนไหวชุมนุม ณ เชิงสะพานป๋าเปรม ซึ่งหากมีการเคลื่อนไหวชุมนุมก็คาดว่าน่าจะมีแนวร่วมไม่ต่ำกว่าพันคน
มติกลุ่มบอกว่าเราจะให้เวลาภาครัฐ 1 เดือน เพื่อรอมาตรการแก้ปัญหาที่ชัดเจนจากภาครัฐฯ แต่ในความเป็นจริง หากภายใน 15 วัน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ก็จะใช้ช่วง 15 วันหลังเตรียมการชุมนุมใหญ่ที่สะพานป๋าเปรม ส่วนกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าว หากการร้องเรียนหรือยื่นหนังสือที่ผ่านมาไม่มีผลเป็นรูปธรรม ก็สามารถมารวมกลุ่มกันได้
สำหรับในส่วนของจังหวัดพัทลุง ตนได้เดินทางไปยื่นที่ศาลากลางจังหวัดแล้วเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา โดยหนังสือดังกล่าว ระบุถึงการหามาตรการแก้ไขของภาครัฐใน 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ 1.มาตรการเร่งด่วน ให้ภาครัฐใช้มาตรการแทรกแซงราคา โดยการเปิดรับจำนำกุ้ง และ 2.มาตรการระยะยาว ประกอบไปด้วย การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงราคาถูกให้กับเกษตรกรเพื่อลดต้นทุน การลดราคาอาหาร การขยายเขตไฟฟ้าไปสู่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งเพื่อลดต้นทุนการผลิตและลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง การเข้าไปดูแลระบบชลประทานน้ำเค็ม รวมไปถึงระบบน้ำเข้าและระบบน้ำทิ้ง ให้เป็นระบบที่สามารถดำเนินการได้โดยไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม และสุดท้ายคือการหามาตรการส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ เพื่อดำเนินธุรกิจการค้ากุ้งอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ในส่วนของจังหวัดพัทลุง มีเกษตรกรรายย่อยได้รับผลกระทบจนเลิกเลี้ยงไปนับร้อยรายแล้ว เพราะประสบปัญหาขาดทุน ไม่เฉพาะแต่เรื่องราคาน้ำมัน และราคาอาหารกุ้งที่ปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น แต่ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา กุ้งขาวที่เกษตรกรเลี้ยงมีปัญหาโรคตัวแดง ทำให้ต้องเร่งจับกุ้งขายทั้งที่ยังไม่ได้ขนาด จนถูกกดราคา
ด้านนายครรชิต เหมะรักษ์ สมาชิกสภาจังหวัดสงขลา แกนนำในจังหวัดสงขลา กล่าวว่า เกษตรกรเจอปัญหาราคากุ้งตกต่ำมานาน สวนทางกับราคาอาหารกุ้งที่กลับพุ่งสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในรอบเดือนที่ผ่านมา ราคาอาหารมีการปรับราคาถึง 2 ครั้ง จึงขอร้องให้ภาครัฐช่วยเหลือ และให้มีความชัดเจนภายในวันที่ 10 เมษายนนี้ หลังจากนั้นกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้อย่างน้อย 8 จังหวัด จะประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวอย่างสันติต่อไป ซึ่งหากไม่ได้รับความสนใจก็คงต้องชุมนุมประท้วง
สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดอื่นๆ มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ได้มีตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งใน อ.ระโนด จ.สงขลา และ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ประมาณ 50 คน เข้ายื่นข้อเรียกร้องถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผ่านนายสนธิ เตชานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา โดยมีนายครรชิต เหมะรักษ์ และนายกาจบัณฑิต รามมาก เป็นแกนนำ
โดยข้อเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยเหลือ ในเบื้องต้นคือ 1.จัดโครงการรับจำนำกุ้ง 2.ควบคุมคุณภาพและราคาอาหารกุ้ง 3.จัดโครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลราคาถูก 4.ห้ามนำเข้ากุ้งเพื่อแปรรูปส่งออกในนามประเทศไทย และ 5.ให้ขยายระยะเวลาโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร โดยผู้ว่าราชการจังหวัดรับเรื่องและพร้อมประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า นายสนธิ เตชานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ก็ได้สั่งการให้ส่งหนังสือไปยังกระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาเบื้องต้นในการประกันราคา โดยการรับจำนำ การลดราคาอาหารกุ้ง และห้ามผู้ส่งออกนำกุ้งจากต่างประเทศเข้ามาแปรรูป เพื่อส่งออกในนามกุ้งไทย ส่วนในระดับจังหวัดนั้น ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งประมงจังหวัด การค้าภายในและพาณิชย์จังหวัดเข้าร่วมหารือกับตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น ซึ่งทางกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งยินดีที่จะให้ภาครัฐแก้ปัญหาภายใน 1 เดือน โดยที่จะไม่มีการเคลื่อนไหวกดดัน
ทั้งนี้ ต้องรอผลการประชุมพิจารณาของ คชก. ตามประเด็นข้อเรียกร้องอีกครั้ง สำหรับการจัดหาน้ำมันดีเซลราคาถูกให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อย การขยายเขตไฟฟ้าแรงสูงครอบคลุมพื้นที่การเลี้ยงกุ้งรายย่อย
ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุด เพื่อหาข้อมูลและพิจารณาแก้ไขตามประเด็นปัญหาดังกล่าว โดยมีประมงจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ และจะมีการประชุมเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาวต่อไป
--------------------
สหกรณ์สามร้อยยอดกระฉ่อน
ต่างชาติแห่รุมขอซื้อกุ้งชีวภาพ
ในภาวะวิกฤติของอุตสาหกรรมกุ้ง ทั้งในเรื่องของพลังงาน ราคาอาหารสัตว์ โลกร้อน การกีดกันทางการค้า รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ดูเหมือนสิ่งเดียวที่เกษตรกรจะทำได้ในขณะนี้นั่นก็คือ การรวมกลุ่มให้เหนียวแน่น แล้วเปลี่ยนจากการผลิตในเชิงปริมาณ มาเน้นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าแทน หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือการผลิตกุ้งแบบชีวภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งแม้จะด้อยในเรื่องของปริมาณ แต่ก็เสริมได้ด้วยเรื่องของมูลค่า และการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ต่างชาติไม่เกี่ยงในเรื่องของราคาเท่าใดนัก แต่ยากที่ผู้ผลิตรายใดในโลกจะทำได้ ด้วยข้อจำกัดหลายประการ
ซึ่งตางนี้นับเป็นข้อได้เปรียบของไทยอย่างแท้จริง เพราะนอกจากสุรีรัตน์ฟาร์ม ที่สามารถผลิตกุ้งอินทรีย์ไปตีตลาดยุโรปได้อย่างถล่มทลายแล้ว ขณะนี้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งของสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก็สามารถผลิตกุ้งขาวชีวภาพ ซึ่งตรงตามความต้องการของประเทศคู่ค้าทุกประการ ทั้งเรื่องของการไม่ใช้สารปฏิชีวนะ การรักษาสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการที่เป็นระบบระเบียบ รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ
ด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่ผู้นำเข้าจากสหภาพยุโรป ได้เดินทางมาเจรจาขอให้สหกรณ์ฯ ผลิตกุ้งภายใต้แบรนด์ Bio Shrimp เพื่อนำไปจำหน่ายต่อยังตลาดสหภาพยุโรปเอง พร้อมกับยื่นข้อเสนอขอเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวอีกด้วย
อ.เดชา บันลือเดช ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า ด้วยขณะนี้กระแสสุขภาพกำลังมาแรงในตลาดใหญ่ๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ที่สำคัญเขาไม่เกี่ยงเรื่องราคา แต่เน้นเรื่องคุณภาพของผลผลิต ทำให้เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท Harnet Corporation บริษัทนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการแปรรูปอาหารส่งจำหน่ายให้กับร้านอาหารไทยในประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางมาเยี่ยมชมวิธีการเลี้ยงกุ้งแบบชีวภาพของสมาชิกสหกรณ์ฯ ซึ่งก็ปรากฏว่า ทางบริษัทฯ มีความสนใจที่จะสั่งซื้อกุ้งขาวและกุ้งก้ามกรามชีวภาพจากชุมนุมสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งแห่งประเทศไทย จำกัด
เขาสนใจในการเลี้ยงกุ้งของกลุ่มสหกรณ์ เพราะเขามองว่า สหกรณ์มีการรวมกลุ่มที่แข็งแกร่ง มีการดำเนินงานที่เป็นระบบ อีกทั้งยังมีการเลี้ยงกุ้งที่รักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวชีวภาพ ลดต้นทุนการผลิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และยังได้ผลผลิตที่ดีมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้บริโภคของญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรื่องดังกล่าว ยังอยู่ระหว่างการการเจรจาหาข้อตกลงร่วมกัน อาทิ เรื่องของระบบการเงิน การส่งมอบ รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ แต่ในเบื้องต้นทางชุมนุมสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งแห่งประเทศไทย จะร่วมกับบริษัท Harnet นำผลิตภัณฑ์กุ้งไปจัดแสดงและจำหน่ายในงาน Foodex 2008 ที่ทางทูตเกษตรไทยประจำประเทศญี่ปุ่นมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2551 ที่เมืองโตเกียว เป็นการโปรโมทสินค้ากุ้งชีวภาพของไทย ภายใต้แบรนด์ Bio Shrimp
นอกจากนั้น หากสามารถบรรลุข้อตกลงเงื่อนไขระหว่างกันได้ ก็จะมีการลงนามในข้อตกลงซื้อขายกุ้งร่วมกันภายในเดือนพฤษภาคมนี้เช่นเดียวกัน โดยในระยะแรกทางบริษัทอาจสั่งซื้อในปริมาณ 3-5 ตัน เพื่อนำไปเปิดตลาดให้กับผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น และในอนาคตอาจจัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้กับชาวญี่ปุ่นในลักษณะโฮมสเตย์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมแหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งที่นี่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง
อ.เดชา กล่าวต่อไปว่า นอกจาก บ.บริษัท Harnet Corporation ที่ให้ความสนใจกุ้งชีวภาพของสหกรณ์ฯ แล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา ก็มีตัวแทนผู้นำเข้าจากกลุ่มแฟร์เทรด ซึ่งเป็นผู้นำเข้าจากสหภาพยุโรป ให้ความสนใจกุ้งชีวภาพของที่นี่เช่นกัน ซึ่งผลก็คือ เขาพอใจกับกุ้งชีวภาพของสหกรณ์อย่างมาก โดยเฉพาะการเลี้ยงของสหกรณ์ลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี ที่เลี้ยงด้วยสาหร่ายไส้ไก่ และเลี้ยงแบบอิงธรรมชาติ ที่สำคัญพื้นที่เลี้ยงที่นี่มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ สะอาด และมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ ทำให้นอกจากจะรักษาสภาพแวดล้อมแล้ว ยังได้สุขอนามัยที่ดีอีกด้วย
เขาพอใจกุ้งของเรามาก ทั้งในแง่การเลี้ยง และการบริหารจัดการ ถึงกับขอซื้อแค่กุ้งที่มาจากสหกรณ์สามร้อยยอดฯ เท่านั้น เนื่องจากเขาต้องการซื้อความแตกต่าง ไม่เอาเรื่องราคามาเป็นข้อกำหนด แต่กลับเอาเงื่อนไขการเลี้ยงของเรามาเป็นจุดขาย ยกตัวอย่างเช่น เขาซื้อกุ้งสดจากปากบ่อเกษตรกรรายย่อย ที่เลี้ยงแบบเศรษฐกิจพอเพียง ลดต้นทุน โดยเฉพาะการให้กินสาหร่ายไส้ไก่ อิงธรรมชาติ ปลอดสารเคมียาปฏิชีวนะ และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบระบบระเบียบ และโปร่งใสอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ขณะนี้เรื่องดังกล่าว กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาในรายละเอียดเงื่อนไขระหว่างกัน รวมไปถึงรวมรวมข้อมูลรายละเอียดในการเลี้ยง โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนการผลิตในไซซ์ต่างๆ เพื่อให้คู่ค้าเกิดความมั่นใจในตัวสินค้า ซึ่งจุดนี้จะไม่กลายเป็นปัญหากระทบต่อเกษตรกรบ้านเราในภายหลังอย่างแน่นอน เพราะเราทำราคาที่เหมาะสมตามจริงบวกกับค่าความเสี่ยงต่างๆ ทำให้ราคาที่ออกมาสามารถรับได้ทุกพื้นที่การเลี้ยง และหากราคาที่เขาเสนอมาไม่เป็นที่พอใจ เราก็ไม่จำเป็นต้องขายให้เขา
ขั้นตอนอื่นๆ ก็คงเหลือเฉพาะเงื่อนไขระหว่างกัน ซึ่งนอกจากเรื่องของต้นทุนการผลิตแล้ว เขายังสติ๊กในเรื่องของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นการถือครองที่ดิน การบุกรุกที่ดินสาธารณะ ป่าสงวน การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกด้าน รวมไปถึงศักยภาพในการผลิตของเราว่ามีเงื่อนไขอย่างไร ซึ่งในเบื้องต้นคงต้องให้ความกระจ่างในเรื่องดังกล่าว โดยอาจทำโฮมเพจหรือเวปไซต์ของสหกรณ์ขึ้นมา เพื่อให้เขาสามารถไขข้อข้องใจได้ในทุกประเด็น
ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำสามร้อยยอด-ปราณบุรี กล่าวฝากทิ้งท้ายไว้ว่า นอกจากการเลี้ยงที่รักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว การรวมกลุ่มในรูปแบบต่างๆ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในรูปแบบสหกรณ์ ที่มีกาบริหารจัดการอย่างโปร่งใส มีระบบระเบียบ เพราะจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อเกษตรกรรายย่อยเอง และสำหรับกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการรวมกลุ่มกันนั้น ชุมนุมสหกรณ์ และสหกรณ์อื่นๆ ก็พร้อมที่จะให้คำแนะนำเป็นพี่เลี้ยงให้เสมอ ส่วนกลุ่มที่ต้องการผลิตกุ้งชีวภาพเช่นเดียวกับสหกรณ์ฯ เราก็พร้อมให้คำแนะนำเช่นกัน ซึ่งในอนาคตหากกลุ่มไหนมีการผลิตกุ้งแบบชีวภาพได้ ก้อาจมีการเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างกันเกิดขึ้น
----------------
มหกรรมกุ้งไทย 51
จัดยิ่งใหญ่อลังการ
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 นับเป็นปรากฎการณ์ของวงการกุ้งไทยเลยทีเดียว เมื่อกรมประมง ได้จัดงาน มหกรรมกุ้ง 2551 อย่างยิ่งใหญ่อลังการขึ้น ที่โรงแรมโซฟิเทล เซนทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ (รร.เซ็นทรัล)
พื้นที่การจัดสัมมนาทั้งหมดของ โรงแรมเซ็นทรัลถูกรวมไว้เป็นหนึ่งเดียว ด้านหน้ามีเวทีเปิดงานและสัมมนา ตรงกลางเป็นการนำเสนอผลงานภาครัฐทั้งกระทรวงเกษตร โดยกรมประมงและกระทรวงพาณิชย์ ส่วนที่ขนาบทั้งซ้ายและขวา เป็นการจัดแสดงของอุตสาหกรรมกุ้งตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไปจนถึงส่งออก เรียกได้ว่ามางานนี้ เป็นการรวมของอุตสาหกรรมกุ้งไทยไว้ทั้งหมดจริงๆ งานนี้ได้แม่งานอย่าง นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองอธิบดีกรมประมง หรือมิสเตอร์กุ้งของเรานั่นเองค่ะ
สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ ก็เพื่อ ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลการดำเนินงานของอุตสาหกรรมกุ้งไทยของทุกภาคส่วน ตลอดสายการผลิต สู่สายตาสาธารณชนภายในประเทศ เดิมได้เรียนเชิญ ฯพณฯนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธาน แต่เนื่องจากท่านติดภารกิจต้องเดินทางไปประเทศเวียตนาม และได้มอบหมายให้ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวภายในงานว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ประเมินตลาดส่งออกกุ้ง โดยคาดว่าการส่งออกกุ้งไทยในปีนี้ จะลดลง 10-15% ของยอด 3.7 แสนตัน โดยเฉพาะตลาดใหญ่ในสหรัฐ ฯ ที่ยอดการส่งออกน่าจะลดถึง 10% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้การบริโภคกุ้งในสหรัฐฯ เองชะลอตัวตามไปด้วย อีกทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ วิตกกับสถานการณ์ดังกล่าว จึงสั่งให้กรมประมงประสานกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ ทำแผนการตลาดเชิงรุก พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือโรดโชว์ เพื่อนำสินค้าและผลิตภัณฑ์กุ้งของไทย ไปแสดงให้ผู้บริโภคในประเทศต่างๆ ได้รู้จักให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายหลัก คือ ตลาดในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรืออียู ญี่ปุ่น และแคนาดา ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและมีโอกาสที่กุ้งไทยจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้
นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้กรมประมงเร่งศึกษาและวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคของประเทศคู่ค้าหลัก เป็นรายประเทศ ตั้งแต่เรื่องของรสชาติ รูปแบบผลิตภัณฑ์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมการบริโภค เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปกุ้งของไทย ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของแต่ละประเทศมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยขยายช่องทางการตลาด และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์กุ้งไทยได้
จากนั้น รมว.เกษตรฯ ได้เยี่ยมชมบูธ ที่จัดแสดงเริ่มตั้งแต่ แฮชเชอร์รี่ มีคุณบรรจงนิสภวานิช นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย เป็นผู้บรรยาย และ นายนิธิศ ภัทรกุลชัย ที่ปรึกษาสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทยได้อธิบายถึงการเลี้ยงและระบบความปลอดภัยในฟาร์มกุ้ง ถัดมาเป็นบูธของ สมาคมผู้ค้าปัจจัย ที่ประกอบไปด้วยเรื่องของการผลิตอาหารกุ้ง และปัจจัยที่ใช้ในบ่อกุ้ง
ถัดมา อ.ภิญโญ เกียรติภิญโญ ได้อธิบายถึง การดำเนินงานของชุมนุมสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งโชว์ผลิตภัณฑ์ ที่ส่งขายในประเทศ ที่ผลิตจากกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ อาทิ กุ้งปลอกเปลือกแช่แข็ง กุ้งชุบเกล็ดขนมปัง (สำหรับทอด) หอยจ้อกุ้ง ที่บรรจุภัณฑ์อย่างดี ขายในราคาเพียงถุงละ 100 บาท
จากนั้นเป็นคิวของ ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์และสมาคมกุ้งทะเลไทย ที่นำโครงการปลูกป่าชายเลน มาแสดงให้เห็นว่า ผู้เลี้ยงกุ้งไทยนั้นใส่ใจในการร่วมกันอนุรักษ์และรักษาสิ่งแวดล้อม
ถัดมาเป็นบูธของห้องปฏิบัติการกลาง ที่คอยให้บริการตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ากุ้งทุกล็อต ปลอดภัยไร้สารตกค้างจริงๆ ก่อนที่จะมาถึงจุดปลายน้ำอย่าง สมาอาหารแช่เยือกแข็งที่ได้นำผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูปมาโชว์ หลากหลายชนิดด้วยกัน มีการนำเสนอขั้นตอนการแพ็คกิ้ง จนถึงการส่งออก ทำให้รมว.เกษตรฯ และผู้ที่เข้าร่วมงาน ต้องทึ่ง ในศักยภาพของกุ้งไทย
ในภาคเช้ามีการปาฐกถาพิเศษจากกระทรวงพาณิชย์ เรื่องอุตสาหกรรมกุ้ง นัยยะต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ โดย ท่านวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ โดยท่านได้เน้นในเรื่องปัญหาภายในอย่าง ต้นทุนการผลิตพวกอาหารกุ้ง ที่สูงขึ้น ควรที่จะส่งเสริมและกระตุ้นและปัญหาต่างประเทศเช่นเรื่อง AD ที่สหรัฐฯไม่ยอมจ่ายเงินค้ำประกันคืน หรือความคืบหน้าในการฟ้อง WTO อย่างไรก็ตามท่านยังได้เน้นให้รักษาฐานตลาดเดิมอย่างสหรัฐฯและเปิดตลาดใหม่ อย่างอียูและรัสเซีย เป็นต้น
นายวิรุฬ กล่าวว่า ในปีนี้กระทรวงพาณิชย์ มีแผนนำผู้ประกอบการกุ้งไปร่วมเปิดตลาดใหม่ ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งยุโรปตะวันออก รัสเซีย ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง ประเทศเหล่านี้มีความต้องการอาหาร และสินค้าเกษตรจำนวนมาก อีกทั้งต้องการให้เอกชน เพิ่มการแปรรูปสินค้าให้หลากหลายขึ้น
ภาคบ่าย
ช่วงบ่ายหัวข้อสัมมนาเข้มข้น โดยเฉพาะในเรื่องทางรอดกุ้งไทย กลยุทธกระจายสกุลเงินรายรับ ที่นำการสัมมนาโดยดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย
ดร.พจน์ ได้เกริ่นนำว่า เราได้เป็นแชมป์ในการส่งออกกุ้งมาเป็นเวลา 5-6 ปี เราเคยส่งออกกุ้งสูงสุดในปี 2549 เป็นจำนวน 370,000 ตัน และในสมัยกุ้งกุลาดำเราเคยส่งออกสูงสุดถึง 1 แสนล้านบาท แต่ในขณะนี้คิดว่าเรากำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรงมากทั้งอุตสาหกรรม
สินค้ากุ้งไทยในตลาดสหรัฐอเมริกามีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง มีปัจจัยสำคัญจาก เงินบาทที่แข็งค่ามาก รวมถึงต้องเสียภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดสินค้ากุ้ง(เอดี)สินค้ากุ้งในตลาดสหรัฐฯในอัตราที่สูงกว่าคู่แข่งขัน ทำให้ในปีนี้ทางสมาคมต้องเร่งหาตลาดอื่นชดเชยเพิ่มขึ้น(ปี 2550 ตลาดสหรัฐฯเป็นตลาดหลักการส่งออกกุ้งไทยสัดส่วน 52% ของการส่งออกในภาพรวม)
สำหรับตลาดที่จะเร่งผลักดันอย่างจริงจังในปีนี้ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น ซึ่งไทยมีแต้มต่อภาษี 0% ตามข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น(JTEPA) คาดว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ 30-40% (ปี 2550 ไทยส่งออกกุ้งไปญี่ปุ่นมูลค่า 12,989 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 17% ของการส่งออกในภาพรวม) นอกจากนี้จะบุกตลาดยุโรปตะวันออกและรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัสเซียซึ่งเศรษฐกิจกำลังโตวันโตคืน ล่าสุดมีโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำของไทยได้ผ่านการรับรองมาตรฐานของรัสเซียแล้วจำนวน 102 โรง ในเร็วๆ นี้ทางผู้บริหารสมาคมจะเข้าไปศึกษาเพื่อรุกตลาดอย่างจริงจัง (ปี 2550 ไทยส่งออกกุ้งไปรัสเซีย 579 ล้านบาท ขยายตัว 171%)
"เป็นครั้งแรกที่สมาคมจะเข้าไปศึกษาเพื่อเจาะตลาดรัสเซียอย่างจริงจังโดยจะเข้าไปไม่เกินกลางปีนี้ ส่วนภาพรวมส่งออกกุ้งไทยทุกตลาดในปี 2551 หากสามารถส่งออกได้เท่าปีที่ผ่านมาก็พอใจแล้ว(ปี 2550 ไทยส่งออกกุ้งไปทั่วโลกมูลค่า 74,578 ล้านบาท ขยายตัวติดลบ 1.69%) สำหรับตลาดญี่ปุ่นถือเป็นโอกาสมาก เพราะนอกจากภาษีเป็น 0 แล้ว การที่เงินเยนแข็งค่า และเงินบาทก็แข็งค่าในเวลานี้ ทำให้ผู้ส่งออกไม่กระทบเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนมาก ประกอบกับสินค้าอาหารจีนมีปัญหาความเชื่อมั่นด้านคุณภาพทำให้ญี่ปุ่นหันมาซื้อสินค้ากุ้งไทยมากขึ้น"
ในส่วนของตลาดสหรัฐฯที่มีปัญหาเศรษฐกิจ แต่เรายังต้องรักษาตลาดไว้ ซึ่งในส่วนของการค้าปลีกสินค้ากุ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตของสหรัฐฯที่ไทยเป็นผู้นำตลาดมานาน การที่สินค้าของคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม อินเดียจะเข้ามาทดแทนคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะเป็นเรื่องคุณภาพมาตรฐานและความเชื่อถือ แต่ในส่วนของตลาดกลุ่มฟูดเซอร์วิส (โรงแรม และภัตตาคาร) ซึ่งแข่งเรื่องราคา เงินบาทที่แข็งค่า ผนวกกับภาษีเอดีที่สูงของไทยอาจทำให้เสียตลาดในส่วนนี้ไป
อย่างไรก็ตามเป้าหมายที่ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต้องการให้ส่งออกกุ้งถึง 1 แสนล้านบาท อาจทำได้ลำบาก เพราะไทยเสียเปรียบคู่แข่งหลายด้าน ทางออกที่ดีรัฐควรเร่งเปิดตลาดส่งออกใหม่ให้เอกชน ทดแทนตลาดสหรัฐ ที่ไทยจะเสียส่วนแบ่ง
ตลาดอียู
ดร.อดิศร พร้อมเทพ อัครราชทูตที่ปรึกษา(ฝ่ายการเกษตร)สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป(อียู) กล่าวว่า ในปีนี้ไทยน่าจะขยายตลาดอียูเพิ่มขึ้นได้มาก เพราะอียูเพิ่มสมาชิกเป็น 27 ประเทศ เป็นตลาดที่มีการบริโภคกุ้งมากที่สุดในโลก และตลาดกำลังโตวันโตคืน(ปี 2550 ไทยส่งออกกุ้งไปอียูประมาณ 30,275 ตัน มูลค่า 7,465 ล้านบาท) ล่าสุดมีข่าวดีคืออียูได้ต่อสิทธิจีเอสพีสินค้าประมงไทยซึ่งรวมทั้งกุ้งต่อไปอีก 3 ปี(2552-2554) อย่างไรก็ดีหากสามารถค้าเป็นสกุลยูโรได้ไทยจะได้ประโยชน์มาก เพราะเงินยูโรกำลังแข็งค่ามากช่วยลดความเสี่ยงค่าเงินบาทได้
ตลาดสหรัฐฯในมุมมองทูต
ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา(ฝ่ายการเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐอเมริกา กล่าวว่าในปีที่ผ่านมาไทยมีส่วนแบ่งตลาดกุ้งในสหรัฐฯมากเป็นอันดับหนึ่งที่ 33% จากการบริโภคกุ้งสหรัฐฯประมาณ 635,000 ตัน/ปี สัดส่วนนำเข้าต่อสินค้าในประเทศ 9:1 ดังนั้นโอกาสสินค้าไทยยังมีอีกมาก แม้ปีนี้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว และค่าเงินบาทแข็งเป็นอุปสรรคสำคัญ แต่มีข่าวดีคือในปีที่ผ่านมาสหรัฐฯได้ลดการนำเข้าสินค้าจากจีนลง 38% จากความไม่มั่นใจความปลอดภัยด้านอาหาร และหันมาซื้อไทยมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นโอกาสกุ้งไทย
ขณะนี้เรามีกุ้งสต๊อกเป็นจำนวนมาก เราจึงต้องใช้แนวเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเข้ามาจัดการในการผลิต คือเลี้ยงให้พอดีไม่เสี่ยง และเลี้ยงให้ปลอดภัยเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ขณะที่จีนมีปัญหาเรื่องสินค้าไม่มีคุณภาพจึงทำให้การนำเข้าของจีนลดลงถึง 30% จึงเป็นโอกาสของเราที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ดียิ่งขึ้น แต่เราก็ยังมีคู่แข่งที่น่ากลัวอย่างเวียดนามที่เราประมาทไม่ได้
นายระพีภัทร ระบุด้วยว่า เรื่องการบริโภคในสหรัฐฯได้มีการสำรวจ
 
|
|