โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: บางสาเหร่ฟาร์มฟันธง ตะพาบน้ำรีเทิร์น
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: บางสาเหร่ฟาร์มฟันธง ตะพาบน้ำรีเทิร์น  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 13/09/2007-17:48 GMT+7  

เอื้อเฟื้อบทความโดย นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ ฉบับเดือนกันยายน 2550
สนใจลงโฆษณา หรือประสงค์จะนำเสนอบทความ ติดต่อได้ที่
คุณทิพวรรณ์ ซื่อสัตย์กุล
โทร. 02-587-4855, 081-441-5710
ค.ถอดรหัสธุรกิจสัตว์น้ำ โดย…กระเบนธง
ย้อนอดีตไปประมาณ 13-14 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไม่มีใครไม่รู้จักสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีชื่อว่า ตะพาบน้ำ หลายคนจดจำตะพาบน้ำได้อย่างขึ้นใจเพราะได้สร้างรายได้อย่างมหาศาล แต่หลายคนจดจำตะพาบน้ำได้อย่างขึ้นใจด้วยเหตุผลที่กลับกัน นั่นคือขาดทุนไปกับการเลี้ยงตะพาบน้ำไปอย่างมหาศาลเช่นกัน
ถ้าผมเองจำไม่ผิดช่วงที่ตะพาบน้ำอยู่ในช่วงขาลงนั้นเริ่มปรากฏตั้งแต่ปลายปี 41 และวูบต่ำลงอย่างชัดเจนในปี 42 ซึ่งเป็นการดาวน์ลงของราคาตะพาบน้ำอย่างฉับพลันโดยที่หลายคนไม่ทันตั้งตัว จึงเป็นที่มาของการจดจำสัตว์น้ำตัวน้ำอย่างขึ้นใจนั่นเอง
การดิ่งลงของราคาตะพาบน้ำนั้น มีการวิเคราะห์กันไปหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น มีการรวบตัวกันของพ่อค้าคนกลางในการปั่นราคา , ปริมาณตะพาบที่ผลิตได้ล้นตลาด , มีปัญหาในขั้นตอนการส่งเข้าจีนอันเกิดจากระบบอิทธิพล , และสุดท้าย คือเกษตรกรชาวจีนสามารถเลี้ยงตะพาบน้ำได้เองแล้วจึงไม่จำเป็นต้องนำเข้าตะพาบจากประเทศไทย และไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรที่ทำให้ธุรกิจการเพาะเลี้ยงตะพาบน้ำวูบลงมา จนแทบหายไปจากสาระบบของคำว่าสัตว์น้ำเศรษฐกิจ หลายคนยังเชื่อว่า คงเป็นไปไม่ได้แล้วที่สีตว์น้ำที่มีชื่อว่า ตะพาบน้ำจะรีเทิร์นกลับมาอีกรอบ หรืออาจจะมีกระแสขึ้นมาบ้างแต่เชื่อว่าเป็นเพียงกระแสลวงเพื่อเหตุผลทางการตลาดเท่านั้น
แต่จากการที่ทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำได้ลงไปในพื้นที่ เริ่มตั้งแต่ปลายปี 49 ที่ผ่านมากลับได้ทราบข่าวว่ามีผู้พ่อค้าหลายท่านด้วยกันได้เข้าไปติดต่อกับผู้เพาะเลี้ยงตะพาบน้ำที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง เพื่อขอซื้อตะพาบเนื้อ โดยราคาที่ให้นั้นถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจทีเดียว โดยตอนแรกที่ผมและทีมงานทราบข่าวยอมรับว่า แทบไม่ได้สนใจเลย เพราะโดยส่วนตัวแล้วคิดว่ามีโอกาสน้อยมากที่ตะพาบน้ำจะกลับมาบูมอีกครั้ง และคิดว่ากระแสการหาซื้อตะพาบเนื้อคงเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น
ต่อต้นปี 50 กระแสการเสาะแสวงหาตะพาบเนื้อกลับทวีความแรงขึ้น มีพ่อค้ารายย่อยหลายท่านด้วยกันที่ได้โทรศัพท์มาสอบถามยังกองบรรณาธิการธุรกิจสัตว์น้ำ ว่ามีแหล่งเลี้ยงตะพาบเนื้อที่ใดบ้าง ด้วยข้อมูลเหล่านี้ทำให้ผมและทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำเริ่มให้ความสนใจและเริ่มติดตามข่าวตะพาบน้ำอย่างจริงจัง จนเมื่อฉบับที่ผ่านมา (ฉ.17) มีผู้ทำธุรกิจตะพาบน้ำรายหนึ่งนามว่า ตาวันฉายฟาร์ม ได้ติดต่อมายังกองบรรณาธิการธุรกิจสัตว์น้ำ เพื่อลงโฆษณาพร้อมด้วยบทความประชาสัมพันธ์ว่า ต้องการรับซื้อตะพาบน้ำ ในไซส์ 4-6 ขีด ราคา กิโลกรัมละ 200-240 บาท , ไซส์ 6-8 ขีด ราคา กิโลกรัมละ 220-250 บาท , ไซส์ 8 ขีด – 1.5 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 300-380 บาท , ขนาดเกินกว่า 1.5 กิโลกรัมขึ้นไป ราคากิโลกรัมละ 200-240 บาท โดยสามารถติดต่อไปได้ที่ฟาร์มตาวันฉาย โทร.02-6348630 , 02-2331303
จริงหรือไม่ที่ตะพาบน้ำจะรีเทิร์นกลับมาอีกครั้ง ทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำจึงได้ติดต่อไปยัง บางสาเหร่ฟาร์มตะพาบน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ................................ โดยมีเจ้าของคือคุณบุญเย็น .......... ผู้ซึ่งได้ดำเนินอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาเป็นเวลานานแม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่ธุรกิจตะพาบน้ำอยู่ในช่วงซบเซาแต่ทางบางสาเหร่ฟาร์มตะพาบน้ำก็ยังดำเนินอาชีพการเลี้ยงตะพาบน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้เจ้าของบางสาเหร่ฟาร์มตะพาบน้ำ ยังเป็นผู้ที่ติดตามข้อมูลข่าวสารของธุรกิจตะพาบน้ำทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่า คุณบุญเย็นจึงเป็นอีกท่านหนึ่งที่มีความรู้ทั้งในเรื่องของการเลี้ยงตะพาบน้ำและสถานการณ์ตลาดที่ดี
เริ่มต้นในการสนทนาเกี่ยวกับธุรกิจตะพาบน้ำทางคุณบุญเย็นได้ย้อนอดีตถึงสถานการณ์ตะพาบน้ำจากอดีตถึงปัจจุบันให้ฟังว่า
เรื่องราวของตะพาบน้ำหลายคนเข้าใจว่าราคาที่สูงและร่วงลง คือสถานการณ์ราคาที่มีการปั่นกระแส แต่ข้อมูลโดยความจริงแล้วเหตุที่ราคาตะพาบน้ำร่วงลงมา ถ้าจำไม่ผิดราคาจะเริ่มขยับลงตั้งแต่ปี 42 นั้น เป็นเหตุผลทางการตลาดจริงๆ ซึ่งพ่อค้าชาวไทยจะมีปัญหาในการส่งตะพาบน้ำเข้าจีน มีผู้ส่งออกรวมทั้งผู้เลี้ยงที่เริ่มล้มหายตายจากไปจากวงการ พร้อมกันนี้ด้วยปริมาณที่มีการเลี้ยงกันเยอะพอสมควร รวมทั้งการที่เกษตรกรชาวจีนสามารถที่จะเลี้ยงตะพาบน้ำได้เอง จีนเป็นบทสรุปของราคาที่ตกลงมา
ซึ่งจากราคาที่ตกลงอย่างน่าใจหายหลายคนมองว่าธุรกิจตะพาบน้ำได้ล่มไปแล้ว แต่โดยส่วนตัวผมมองว่าไม่ใช่ ผู้บริโภคที่นิยมบริโภคตะพาบน้ำก็ยังนิยมเหมือนเดิม ย้อนไปตอนที่ราคาดี ทุกอย่างที่เกี่ยวกับตะพาบน้ำราคาสูงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไข่ ลูกพันธุ์ โดยเฉพาะตะพาบเนื้อ ตอนนั้นเราจะไม่ค่อยเจอปัญหาเรื่องการขนส่งเลย เราสามารถส่งสินค้าจากดอนเมืองเข้าจีนได้โดยไม่มีปัญหาอะไร โดยเมืองที่ส่งเข้าเป็นหลักคือกวางเจา แต่หลังจากปี 42 เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการขนส่ง จะใช้คำว่าจีนเริ่มกีดกันก็ว่าได้ หรืออาจจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับกลไกการตลาดบางอย่าง ซึ่งเราก็ทราบกันดีว่าการส่งสินค้าเข้าจีนนั้นมีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนประเทศอื่นๆ โดยตอนที่มีปัญหานั้นผู้ส่งออกไทยหลายคนเริ่มทราบข่าว จึงได้เลี่ยงส่งไปยังเมืองข้างเคียงที่อยู่ใกล้กับกวางเจา เรียกว่าหลบไปยังเมืองที่ยังไม่มีปัญหาในการส่งสินค้า แต่สุดท้ายแล้วก็หนีไม่พ้น สรุปว่าเราส่งตะพาบน้ำเข้าเมืองจีนโดยตรงไม่ได้ ถ้าจะส่งเข้าก็ต้องใช้วิธีเลี่ยงไปอีก เช่น ส่งผ่านทางฮ่องกงแล้วลงเรือเข้าจีนอีกทอดหนึ่ง หรือพ่อค้าบางรายใช้วิธีลักลอบไปทางเชียงแสน ซึ่งสุดท้ายแล้ว พ่อค้าหลายคนก็สู่ไม่ไหว เพราะต้นทุนค้าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น พรอมกันนี้ราคาก็เริ่มตกลงมาจนผู้เลี้ยงก็รับไม่ได้เช่นกัน สุดท้ายจึงค่อยๆ หายไปจากวงการ
ในเรื่องของการขนส่งนั้น ตอนที่มีปัญหา รัฐบาลไทยก็พยายามเข้าไปเคลียร์ ซึ่งจีนตอบกลับมาว่าทุกอย่างดำเนินการอย่างถูกต้องไม่ได้เป็นการกีดกันทางการค้าแต่อย่างใด ซึ่งการเจรจาเป็นอย่างไรไม่ทราบแต่ทราบจากพ่อค้าว่าการส่งสินค้าเข้าไปยังยากเหมือนเดิม อย่าง ณ วันนี้ ไข่ที่ส่งเข้าไปก็ยังต้องผ่านฮ่องกง แต่ในส่วนของไข่ที่ยังพอส่งเข้าไปได้ เพราะจีนเองไม่เก่งในการผลิตไข่ ซึ่งต้องมองไปถึงการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ด้วย ตรงนี้วิเคราะห์ว่าจีนคงมีปัญหาเรื่องของสภาพอากาศ จึงทำให้ผู้ที่ยังคงอยู่ในอาชีพเลี้ยงตะพาบน้ำยังพอมีช่องทางในการประคองอาชีพมาได้จนถึงปัจจุบัน
โดยในช่วงที่สถานการณ์ตะพาบน้ำซบเซานั้นทางเจ้าของบางสาเหร่ฟาร์มเปิดเผยข้อมูลถึงแนวทางการประคองอาชีพจนผ่านมาได้ถึงปัจจุบันนี้ว่า เริ่มต้นเป็นเรื่องของการลดต้นทุนซึ่งตัวไหนที่ลดลงได้ก็ต้องทำ เช่น ต้นทุนในด้านแรงงาน ซึ่งบางสาเหร่ฟาร์มนั้น จะมีคนงานอยู่ในฟาร์มประมาณ 10 คน ในขณะที่ธุรกิจตะพาบน้ำดาวน์ลงมา ทางฟาร์มก็ไม่ได้โละคนงานทิ้ง เพราะคนงานเหล่านี้อยู่กันมานาน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องหากจะให้กลุ่มคนงานเหล่านี้ออกไป จึง ได้หันมาปรับกลยุทธ์โดยการหันมาปลูกเลี้ยงไม้สวยงามเป็นอาชีพเสริม โดยให้คนงานที่เคยเลี้ยงตะพาบน้ำ มาดูแลไม้สวยงามอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งรายได้ที่ได้มาก็พอเพียงที่จะนำมาใช้ในการดูแลคนงานต่อไปได้ เหล่านี้เป็นต้น
ในส่วนของการดำเนินอาชีพการเลี้ยงตะพาบน้ำ จากที่เน้นในส่วนของการเลี้ยงตะพาบเนื้อ ก็ได้หันมาเน้นผลิตไข่เป็นหลัก โดยตลาดหลักที่ส่งออกไปยังเป็นประเทศจีน ซึ่งในแต่ละปีจะมีพ่อค้าเจ้าประจำเข้ามารับซื้ออย่างต่อเนื่อง
สำหรับสถานการณ์ของราคาไข่ตะพาบน้ำ ที่ผ่านมาก็ดีบางแย่บ้างสลับกันไป แต่ในภาพโดยรวมก็ถือว่าพออยู่ได้ ซึ่งหลายฟาร์มด้วยกันที่ยังคงอยู่ในอาชีพการเลี้ยงตะพาบ ซึ่งจากเดิมเคยทำการเลี้ยงตะพาบเนื้อ ได้หันมาผลิตไข่และลูกพันธุ์ส่งส่งเข้าจีน โดยราคาไข่เฉลี่ยในตอนครึ่งแรกของปี 50 จะอยู่ฟองละ 2 บาท แต่ถ้าย้อนไปในปี 49 ถ้าในช่วงนี้ราคาจะอยู่ประมาณ ฟองละ 1-2 บาท
โดยราคาไข่ตะพาบน้ำจะสูงขึ้นในตอนต้นปีตั้งแต่ มกราคม – เมษายน ราคาโดยเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 4-6 บาท แต่พอเข้ากลางปีราคาจะร่วงทันที ซึ่งถ้าคิดราคาทั้งปี ไข่ตะพาบน้ำที่ขายกันอยู่ ราคาเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 2-3 บาท แต่ปีที่แล้ว ช่วงต้นปีราคาจะสูงผิดปกติประมาณฟองละ 6-8 บาท แต่เป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ปีนี้ราคาค่อนข้างทรง คือตอนต้นปีไม่สูงมากนักแต่ก็ไม่ตกวูบเมื่อผ่านมาถึงช่วงกลางปี โดยขณะนี้ราคาไข่จะอยู่ประมาณฟองละ 2 บาทกว่าๆ
การขึ้นลงของราคาไข่ มีสาเหตุ 2-3 ประการด้วยกัน
1.เป็นการปรับกลไกทางการตลาดของพ่อค้าคนกลาง ซึ่งประเด็นนี้จะเรียกว่าพ่อค้าคนกลางกดราคาคงไม่ได้เพราะมีสาเหตุมาจากปัจจัยข้อที่สอง
2.ช่วงกลางปีปริมาณไข่จะออกค่อนข้างเยอะพอสมควร พร้อมกันนี้ทราบข้อมูลมาว่าในช่วงกลางปีจะมีไข่ตะพาบน้ำจากประเทศคู่แข่ง คือไต้หวันและอินโดนีเซีย ออกมาด้วย ทำให้พ่อค้าที่รับซื้อในจีนกดราคาลง
3.ช่วงกลางปีตั้งแต่กรกฎาคมเป็นต้นไป ถ้าลองติดตามข่าว จะเห็นว่าในจีนจะเกิดภาวะน้ำท่วม ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นมาภาวะน้ำท่วมในจีนค่อนข้างหนักทีเดียว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกของจีน ซึ่งแน่นอนว่ามีผลกระทบกับพื้นที่การเลี้ยงตะพาบน้ำ
ส่วนราคาลูกพันธุ์นั้น ข้อมูลยังไม่ชัดเจนมากนัก ส่วนใหญ่จะมีออร์เดอร์เข้ามาเป็นช่วงๆ ตรงนี้มาจากสาเหตุที่ว่า ถ้าต้นปีเราส่งไข่ออกไปเยอะ กลางปีความต้องการลูกพันธุ์แทบจะไม่มีเลย เพราะเกษตรกรชาวจีนจะซื้อไข่ไปเพาะฟักเอง อีกอย่างหนึ่งถ้าเลือกได้เกษตรกรชาวไทยจะนิยมขายไข่มากกว่าขายลูกพันธุ์เพราะไม่ต้องเพิ่มการจัดการที่ยุ่งยาก อีกทั้งต้องใช้ระยะเวลาในการฟักอีกไม่ต่ำกว่า 50 วัน พร้อมกันนี้อย่างหากจะขายไข่อัตราการฟักต้องสูง ถ้าอัตราเพาะฟักทำได้แค่ 50-60% ถือว่าไม่คุ้มทุนแม้ว่าราคาลูกพันธุ์ในตอนกลางปีจะอยู่ประมาณ 5 บาท
มาถึงสถานการณ์ปัจจุบันจากการที่มีกระแสข่าวว่าราคาตะพาบเนื้อได้ขยับสูงขึ้นพอสมควร เจ้าของบางสาเหร่ฟาร์มตะพาบน้ำ ให้ข้อมูลว่า
หลังจากที่ราคาตะพาบน้ำเริ่มตกลงมาตั้งแต่ปี 42 และตกต่อเนื่องมาจนถึงปี 45 พอเริ่มเข้าปี 46 ราคาก็เริ่มขยับขึ้นมาในด้านบวก แต่เป็นการขยับขึ้นมาไม่มากนักแต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นในส่วนของไข่ อย่างตอนต้นปี 49 มีช่วงสั้นๆ ที่ราคาไข่ขยับไปถึงฟองละ 6-8 บาท ส่วนตะพาบเนื้อนั้นราคาเริ่มขยับขึ้นตั้งแต่ตอนปี 49 โดยไซส์ 4 - 5.9 ขีด ราคา ณ วันนี้ประมาณ 200 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ผู้เลี้ยงพออยู่ได้ โดยการขยับขึ้นของราคาตะพาบเนื้อ ยอมรับว่ายังไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจน แต่ถ้าให้วิเคราะห์มองว่า คงเกิดอะไรขึ้นกับ 3 ประเทศ คือ เกาหลี ญี่ปุ่นและเวียดนาม ที่ตอนนี้มีสถานภาพเป็นตลาดหลักของตะพาบเนื้อ แต่ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าจีนกินเนื้อตะพาบน้อยลง ในความหมายที่บอกว่า เกาหลี ญี่ปุ่นและเวียดนามเป็นตลาดหลัก เพราะยังไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการส่งตะพาบน้ำเข้าเหมือนจีน
เหตุที่ทำให้ตะพาบเนื้อกลับมาบูมอีกครั้งถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน คือกลุ่มผู้บริโภคคงมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น แต่ส่วนเหตุผลที่กลุ่มผู้บริโภคมีความต้องการสูงขึ้นว่ามาสาเหตุมาจากอะไรนั้นยอมรับว่ายังไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจน หรือถ้ามองจากปัจจัยภายในประเทศไทยเอง อาจจะเป็นไปได้ที่ปริมาณตะพาบเนื้อในเมืองไทยมีปริมาณลดลง
สำหรับโดยสถานการณ์ราคาตอนนี้ถือว่าน่าสนใจพอสมควร อย่างในช่วงหลายปีที่ผ่านมาซึ่งทางฟาร์มได้หันมาเน้นผลิตไข่เป็นหลักส่วนตะพาบเนื้อก็มีทำบางโดยจะส่งให้กับร้านอาหารแถวพัทยา ซึ่งรับซื้อในราคาที่เรียกว่าพอประคองอาชีพไปได้ ปรากฏว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีพ่อค้าที่รับซื้อตะพาบเนื้อเพื่อส่งเข้าทางเกาหลีกับญี่ปุ่น เข้ามาเสนอราคาที่สูงกว่าราคาขายปลีกที่จำหน่ายให้กับร้านอาหารแถวพัทยาเยอะพอสมควร ซึ่งหลังจากที่ได้พูดคุยกับผู้ส่งออกหลายท่านด้วยกัน ประมาณการณ์ว่าราคานี้จะทรงไปอีก 2-3 ปี และในบางช่วงอาจจะมีการขยับขึ้นบาง ซึ่งราคาไซส์ 4-6 ขีน ถ้าราคาทรงอยู่ที่ 200 บาท ถือว่าเป็นราคาที่ผู้เลี้ยงตะพาบเนื้อพออยู่ได้ ส่วนทางฟาร์มเราก็คงจะปรับนโยบายโดยการหันมาเพิ่มในส่วนของการผลิตตะพาบเนื้อมากขึ้น
พร้อมกันนี้ทางคุณบุญเย็นได้กล่าวแนะนำผู้ที่จะเดินเข้ามาในอาชีพการเลี้ยงตะพาบน้ำตอนนี้ว่า ถ้าใครจะก้าวเข้ามาในธุรกิจการเลี้ยงตะพาบน้ำช่วงนี้ ถือว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะการเลี้ยงตะพาบเนื้อ และเป็นไปในลักษณะของการซื้อลูกพันธุ์มาเลี้ยง เพราะตอนนี้ราคาลูกพันธุ์ไม่สูงมากนัก และราคาตะพาบเนื้ออยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจ แต่หากจะทำการเลี้ยงเหมือนในอดีตที่ผ่านมา คือ เลี้ยงอย่างครบวงจร ไล่ตั้งแต่ เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เอง ฟักไข่เอง อนุบาลลูกพันธุ์เอง ไปตลอดจนเลี้ยงตะพาบเนื้อเอง ต้องใช้เวลาพอสมควร ประมาณ 2-3 ปี จึงจะคืนทุน ยิ่งถ้าได้พ่อแม่พันธุ์ที่ไม่มีคุณภาพ ให้ไข่น้อย หรือเกิดการตายขึ้นมา ถือว่าหนักเลย
และถ้าเลี้ยงตอนนี้ควรเริ่มต้นที่ 10,000 ตัว จึงจะคุ้มทุน ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 200,000 สำหรับผู้เริ่มลงทุนใหม่ที่ยังไม่มีบ่อ หรืออุปกรณ์ต่างในการเลี้ยงตะพาบน้ำ คือการเลี้ยงจริงๆ แล้วใครจะเลี้ยงเท่าไหร่ก็ได้ แต่ที่แนะนำ 10,000 ตัวขึ้นไป จะเหมาะสำหรับผู้ที่ตั้งใจเลี้ยงเป็นอาชีพหลักจริงๆ เพราะผลตอบแทนจะคุ้มกับเวลาและเงินที่ลงทุนไป โดยวันนี้ถ้าจะเอาไซส์ 4 ขีด ในบ่อดินอาจต้องใช้ระยะเวลาการเลี้ยงถึง 1 ปี ถ้าบ่อปูนเวลาจะเพิ่มขึ้นไปอีก 3-4 เดือน เหตุเพราะสายพันธุ์ที่ด้อยลง
สุดท้ายในการให้สัมภาษณ์เจ้าของบางสาเหร่ฟาร์มตะพาบน้ำ ให้ข้อคิดที่น่าสนใจในการประกอบอาชีพเกษตรว่า อาชีพการเกษตรเราต้องทำอย่างต่อเนื่อง อย่าทำตามกระแส เพราะกลไกการตลาดของสินค้าการเกษตรจะมีขึ้นมีลง ในยามที่อยู่ในช่วงขาลงเราต้องหาวิธีประคองให้ผ่านไปให้ได้ ซึ่งสินค้าที่เป็นของกินถึงอย่างไรก็ขายได้ และขายได้ในราคาที่เชื่อว่าเกษตรกรอยู่ได้ อาจจะไม่มีกำไรที่สูงมากนัก พอเวลาราคากลับมาดี เราจะอยู่ในสถานภาพที่ได้เปรียบเพราะสินค้าเราจะมีอยู่ในมืออยู่แล้ว แต่ถ้าหันเข้าทำตามกระแส พอราคาดีเข้ามา ซึ่งจะผลิตสินค้าออกสู่ตลาด ก็ไม่แน่ว่าราคาสินค้ายังดีอยู่หรือเปล่า หรือเป็นราคาที่ตั้งเป้าว่าจะขายหรือไม่ แต่ประเด็นของการประคองตัว คือโจทย์ที่ว่า คุณได้ประกอบอาชีพไปแบบผ่านๆ หรือทำการศึกษาไปในตัว ถ้าได้ศึกษา ก็จะมีช่องทางที่จะประคองอาชีพไปได้ เราจะเห็นว่าแทบทุกสาขาอาชีพในวงการเกษตรกร ในยามที่สินค้าราคาตก หลายคนต้องลมหายตายจากไป แต่จะมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่อยู่ได้ และอยู่ได้แบบมีกำไร ซึ่งคนกลุ่มนี้ขณะที่ประกอบอาชีพจะเห็นได้ว่ามีการคิดค้น ดัดแปลงในกระบวนการจัดการอยู่ตลอดเวลา







  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss