| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: แค่ 10,000 ตัน ทำให้เห็นตอผุดแล้วหรอ |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 13/09/2007-17:53 GMT+7  
สอดแนมมาเล่า โดย...แควเดือด ทันทีที่ภาครัฐประกาศโครงการรับจำนำกุ้ง จำนวน 10,000 ตัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่กำลังประสบวิกฤตภาวะราคากุ้งตกต่ำ ก็ได้มีข่าวจากสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง ว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายของภาครัฐ พร้อมได้ยื่นหนังสือคัดค้าน
ต้องมีอะไรในกอไผ่แน่นอน นี่คือคำวิจารณ์ จากหลายท่านในวงการที่ผมได้มีโอกาสสนทนาด้วย
ขยายความถ้อยคำวิจารณ์ โดยส่วนใหญ่ต่างพาดพิงกล่าวหาสมาคมฯ ว่าจ้องแต่จะซื้อกุ้งราคาถูก ไม่ได้สนใจความเดือดร้อนของผู้เลี้ยงกุ้ง การกล่าวหาที่รุนแรงเช่นนี้ หลายท่านคิดจากพื้นฐานที่แต่ละห้องเย็นต้องให้ความช่วยเหลือที่แสนน้อยนิดเหลือเกิน หากแบ่งสันปันส่วนจากปริมาณกุ้งที่เข้าโครงการรับจำนำนั่นคือ 10,000 ตัน
อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นผมเชื่อว่า สุดท้ายคงกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง เพราะภาครัฐคงสามารถหาห้องเย็นเข้าร่วมโครงการนี้ได้อย่างแน่นอน
แต่สิ่งที่ผมและหลายท่านคาดการณ์ได้กลับตาลปัตร เมื่อนายศิริพล ยอดเมืองเจริญ อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่า ขณะนี้ ได้มีห้องเย็นเข้าร่วมโครงการรับจำนำกุ้งกับรัฐบาลเพียง 7 รายเท่านั้น จากปีก่อนที่เข้าร่วมมากกว่า 10 ราย คิดเป็นความสามารถในการเก็บรักษากุ้งได้เพียง 5,700 ตันเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อปริมาณที่รับจำนำ 10,000 ตัน
โดยจากการสอบถามห้องเย็นส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่ามีสมาคมหนึ่งไม่ต้องการให้ห้องเย็นเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพราะจะทำให้ราคากุ้งในตลาดปรับเพิ่มขึ้นตามราคารับจำนำ จากขณะนี้ที่ราคาตกต่ำ และจะทำให้ผู้ส่งออกต้องรับซื้อกุ้งจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้นตามไปด้วย
ท่านอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวต่อด้วยท่าทีที่ค่อนข้างจริงจังว่า การที่กระทรวงพาณิชย์เปิดโครงการรับจำนำขึ้นมาก็เพื่อต้องการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ต้องประสบกับภาวะราคากุ้งตกต่ำ ซึ่งขณะนี้ กรมการค้าภายในกำลังเร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริงในกรณีที่ห้องเย็นบางรายไม่เข้าร่วมโครงการ โดยจะเชิญห้องเย็นมาให้ข้อเท็จจริงเป็นรายๆ ไป หากพบว่า มีผู้ใดอยู่เบื้องหลัง และมีการกระทำความผิดจริงจะดำเนินการตามกฎหมายทันที
สำหรับความผิดตามกฎหมายนั้น หากกลุ่มบุคคลใดไม่ให้ความร่วมมือ หรือขัดขวางไม่ให้ผู้ใดร่วมมือกับทางการ จะถือว่ามีความผิดตามมาตรา 27 พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าพ.ศ.2542 ที่ตกลงกัน หรือร่วมกันทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีทำผิดซ้ำต้องระวางโทษทวีคูณ
ผมนำข้อมูลจากภาครัฐมาเล่าสู่กันฟังเพื่อโยงไปสู่ความน่าจะเป็นกรณีนี้หนึ่งซึ่งไปได้รับฟังมาจากในพื้นที่ คือมีห้องเย็นหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจว่าได้เป็นสมาชิกของสมาคมที่ทางท่านอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวถึงหรือไม่ หรือเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังที่ไม่ให้บรรดาห้องเย็นเข้าร่วมโครงการรับจำนำของรัฐหรือไม่ แต่ได้ลงไปทำซื้อขายกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในราคาที่ต่ำกว่า ราคารับจำนำของภาครัฐ
ดังนั้นเมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมารวมกัน ห้องเย็นหรือสมาคมที่ถูกพาดพิงถึงจึงยากแก่การปฎิเสธว่า ท่านคัดค้านโครงการรับจำนำกุ้งเพื่ออะไร
แต่โดยส่วนตัวผมเองที่นำเรื่องราวต่างๆ ที่ได้รับทราบมามานำเสนอนั้นมิได้จงใจจะกล่าวพาดพิงหรือโจมตีบรรดาห้องเย็นหรือสมาคมที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นขอเรียนด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า ผมแต่ทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อน มุมมองและความคิดของคนในสังคมกุ้ง เท่านั้น และหวังว่าบรรดาห้องเย็นหรือสมาคมที่ถูกกล่าวพาดพิงถึงจะนำข้อมูลนี้ไปสังเคราะห์ใช้ตามความเหมาะ
และจากในฉบับที่ผ่านมา (ฉ.17) ค.ปลายพู่กัน ซึ่งทางบรรณาธิการบริหารธุรกิจสัตว์น้ำได้เขียนเสนอแนะว่า หากห้องเย็นหรือสมาคมที่เกี่ยวข้องไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำของภาครัฐก็น่าจะมีมาตรการอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือคนเลี้ยงกุ้ง
ในฉบับนี้ถือว่าเป็นภาคต่อของปลายพู่กันฉบับที่ผ่านมาก็แล้วก็ ซึ่งผมได้รับฟังข้อเสนอแนะจากเหล่าเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จากงานเสวนาในวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา ณ วิทยาลัยประมงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ โดยมีทางนิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำได้จัดร่วมกับ วิทยาลัยฯ , ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งชีวภาพชุมพร และชมรมผู้เลี้ยงปลาดุกหลังสวน ในหัวข้อ ทางออกของอาชีพในภาวะวิกฤตราคา ได้ใจความสรุปว่า
ทางห้องเย็นหรือสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก น่าจะมีการออกมาระบุว่า ในแต่ละปี แต่ละไตรมาส หรือในแต่ละเดือนก็ดีหากทำได้ ว่าต้องการกุ้งไซส์ไหนบ้าง เพื่อป้องกันปัญหาผู้เลี้ยงกุ้งผลิตกุ้งออกมาไม่ตรงไซส์ที่ห้องเย็นหรือตลาดต้องการ เพราะเหตุการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือตอนต้นปีหลายห้องเย็นบอกว่าต้องการกุ้งไซส์ใหญ่ แต่พอกลางปี เกษตรกรทำกุ้งไซส์ใหญ่ได้ตามที่บอกกล่าวกัน กลับบอกว่าต้องการกุ้งไซส์เล็ก หรือใหญ่กว่าเดิม โดยในรายละเอียดนั้นเกษตรกรท่านหนึ่งแนะนำว่า ในตอนต้นปีของทุกปี บรรดาสมาคมหรือชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง กับห้องเย็นหรือสมาคมที่เกี่ยวข้องน่าจะมีการประชุมกัน เพื่อกำหนดแผนการผลิตออกมาให้ชัดเจน จากนั้นชมรมหรือสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งนำข้อมูลมาส่งผ่านมายังสมาชิก เพื่อผลิตกุ้งตามความต้องการของห้องเย็นหรือตลาด
เพราะ ณ วันนี้การเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรยังดำเนินไปแบบสะเปะสะปะ ใครใคร้เลี้ยงเท่าไหร่ก็เลี้ยง บางปีขยับขึ้นไปกว่า 500,000 ตัน ทั้งๆ ที่ส่วนแชร์ตลาดของประเทศไทยมีประมาณ 400,000 ตันเท่านั้น เหล่านี้คือคำเสนอแนะที่ไม่ทราบว่าจะเป็นทางออกในการแก้ปัญหาวิกฤตราคาระยะยาวได้หรือไม่
 
|
|