| ผู้ที่โพสต์ |
นิตยสารธุรกิจสัตว์น้ำ :: กาฬสินธุ์ ครัวผลิตก้ามก้าม ดินแดนที่ราบสูง |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 13/09/2007-17:54 GMT+7  
กุ้งก้ามกราม โดย...ผักบุ้งทะเล กุ้งก้ามกราม ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่ง ที่แม้ว่าจะมีมูลค่าการส่งออกยังไม่สูงมากนัก แต่กล่าวได้ว่าเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ดีพอสมควร โดยตลาดสำคัญของกุ้งก้ามกรามจะอยู่ในประเทศเป็นหลัก พร้อมกันนี้ยังมีข้อมูลอีกว่า มีการส่งกุ้งก้ามกรามไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทย ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย จีน อีกด้วย
และหากจะกล่าวถึงพื้นที่ที่มีการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างแพร่หลายแล้ว โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตภาคกลางเป็นหลัก เช่น ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม
ส่วนทางภาคอีสานซึ่งปัจจุบันอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกำลังได้รับความนิยมจากเหล่าเกษตรกรมากขึ้น ซึ่งกุ้งก้ามกราม ก็ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่ง ที่เกษตรกรทางภาคอีสานให้ความสนใจ ซึ่ง ณ ปัจจุบันแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตกุ้งก้ามกรามป้อนให้กับผู้บริโภคในพื้นที่ภาคอีสาน รวมทั้งยังมีการส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน คือ จ.กาฬสินธุ์
สำหรับ จ.กาฬสินธุ์ นั้นนอกเหนือจากกุ้งก้ามกรามแล้ว ถือเป็นจังหวัดหนึ่งที่กล่าวได้ว่าเป็นครัวแห่งหนึ่งทางอีกสานก็ว่าได้ เพราะประชากรโดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร โดยมีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งสิ้น 2,487,602 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 57.29 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด แบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นพื้นที่นา จำนวน 1,592,784 ไร่ (ร้อยละ 64.03 ของพื้นที่การเกษตร) พื้นที่ไร่ จำนวน 757,269 ไร่ (ร้อยละ 30.44 ของพื้นที่การเกษตร) พื้นที่ไม้ผล ไม้ยืนต้น จำนวน 119,921 ไร่ (ร้อยละ 4.82 ของพื้นที่การเกษตร) พื้นที่ปลูกพืชผัก จำนวน 12,278 ไร่ (ร้อยละ 0.49 ของพื้นที่การเกษตร) และพื้นที่ไม้ดอกไม้ประดับ จำนวน 185 ไร่ (ร้อยละ0.02 ของพื้นที่การเกษตร) นอกจากนี้ยังมีพื้นที่การเกษตรอื่นๆ จำนวน 5,172 ไร่ (ร้อยละ 0.20 ของพื้นที่การเกษตร)
ผลผลิตการเกษตรที่สำคัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลังโรงงาน อ้อยโรงงาน ยางพารา ส่วนผลผลิตทางด้านการประมง ได้แก่ กุ้งก้ามกราม และการเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นต้น
โดยในส่วนของการผลิตกุ้งก้ามกรามนั้นในแต่ละปี เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในจังหวัดกาฬสินธุ์ สามารถผลิตกุ้งก้ามกรามป้อนให้กับผู้บริโภคได้กว่า 10,000 ตัน โดยพื้นที่การเลี้ยงที่สำคัญ กระจายอยู่ใน 4 อำเภอ ด้วยกัน ได้แก่ เมือง ยางตลาด ห้วยผึ้ง และกุฉินารายณ์ (ดังรายละเอียดในตาราง)
พื้นที่การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามจังหวัดกาฬสินธุ์
ลำดับที่ อำเภอ ราย จำนวนบ่อ เนื้อที่รวม
1 เมือง 60 200 700
2 ยางตลาด 1,078 4,606 7,263.5
3 ห้วยผึ้ง 8 60 83.5
4 กุฉินารายณ์ 31 149 300
รวม 1,177 5,015 8,347
ข้อมูลจาก : สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์
สำหรับสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกรามใน จ.กาฬสินธุ์ ณ ปัจจุบัน ทีมงานธุรกิจสัตว์น้ำได้สอบถามไปยัง คุณวิโรจน์ โยธาสิงห์ ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามบัวบาน 1 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 70 คน ให้ข้อมูลว่า
การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในกาฬสินธุ์ มีการเลี้ยงกันมานานแล้วตั้งแต่ปี 2535 แต่ยังไม่แพร่หลายกันมากนัก แต่ถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ได้ดีพอสมควร ในระยะเวลาต่อมา เมื่อเห็นผู้ที่เลี้ยงได้ประสบความสำเร็จ จึงมีผู้สนใจเข้ามาเลี้ยง ทำให้พื้นที่และจำนวนผู้เลี้ยงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อย่างใน ต. บัวบาน ณ ปัจจุบันมีไม่ต่ำกว่า 70 คน ซึ่งเมื่อจำนวนผู้เลี้ยงเพิ่มมากขึ้นจึงได้เกิดการรวบกลุ่มกันขึ้นมาเมื่อประมาณปี 2545 โดยเหตุผลหลักเพื่อความสะดวกในการประสานงานกับกลุ่มบริษัทที่ได้เข้ามาขายอาหารและปัจจัยการผลิตต่างๆ รวมไปถึงการประสานงานกับหน่วยงานของภาครัฐ
ส่วนของการตลาดนั้น ถือว่าดีพอสมควร ราคากุ้งก้ามกรามเฉลี่ยทั้งปี ซึ่งจะมีพ่อค้าเข้ามาจับที่ปากบ่อประมาณกิโลกรัมละ 140 บาท ในไซส์ 30 ตัว/กิโลกรัม ซึ่งแหล่งตลาดนั้นส่วนใหญ่จะกระจายในภาคอีสาน และทราบข้อมูลว่าในบางครั้งทางพ่อค้าได้นำไปส่งทางภาคเหนือด้วย
ในการจัดการเลี้ยงนั้น โดยส่วนใหญ่จะผสมผสานกันระหว่างแบบชาวบ้านกับแบบพัฒนา กล่าวคือ จะไม่ทำการจับแบบคว่ำบ่อเหมือนทางภาคกลาง แต่จะใช้วิธีทยอยจับ และทยอยลงกุ้งไปเรื่อยๆ โดยจะมีการชำลูกกุ้งรอไว้ หรือบางรายก็ปล่อยลงไปในบ่อเลี้ยงเลยโดยไม่มีการชำ ซึ่งในการเลี้ยงลักษณะนี้จะมีการจับกุ้งอย่างต่อเนื่อง ส่วนจะกี่วันครั้งขึ้นอยู่กับการตกลงกับพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อ และในการเลี้ยงลักษณะนี้ ต้นทุนเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 80-90 บาท เท่ากับว่า ต่อกิโลกรัมผู้เลี้ยงจะได้กำไรประมาณ 50-60 บาท ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะได้ผลิต/ปี/ไร่ประมาณ 200-300 กิโลกรัม แต่ก็มีบางรายที่เลี้ยงเก่งหน่อย รวมทั้งได้ลูกพันธุ์ที่มีคุณภาพและสภาพแวดล้อมเหมาะสมอาจทำได้ถึง 500 กิโลกรัม/ปี/ไร่
และในการประสานงานกับพ่อค้านั้นจะเริ่มตั้งแต่ ในส่วนของลูกกุ้งด้วย คือ พ่อค้าที่เข้ามาจับกุ้งจะเป็นเป็นผู้ที่หาลูกพันธุ์มาให้ ในราคาตัวละ 7-9 สตางค์ ซึ่งเป็นลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามที่นำขึ้นไปจากภาคกลาง แถบ สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม ฯลฯ หรือบางคนอาจจะประสานกับบริษัทอาหารเม็ดที่นำอาหารเม็ดไปขายให้กับผู้เลี้ยงหรือขายผ่านกลุ่ม โดยถ้าเป็นลูกพันธุ์คุณภาพดีหน่อยราคาจะสูงถึงตัวละ 20 สตางค์
โดยในส่วนของผู้เลี้ยง หรือกลุ่มใดที่ได้ลูกพันธุ์ไปจากพ่อค้าก็จะมีการพูดคุยกันล่วงหน้าว่า ลงกุ้งไปวันที่เท่าไหร่ แล้วจะจับกุ้งได้เมื่อไหร่ ซึ่งกุ้งที่จับไซส์ 30 ตัว/กิโลกรัม จะใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 4 5 เดือน เงื่อนไขการเจริญเติบโตนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพลูกกุ้ง สภาพแวดล้อม
ข้อมูลที่น่าสนใจจากการเปิดเผยของประธานกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งบัวบาน 1 ที่ได้มองภาพรวมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามภายในกลุ่ม รวมทั้งบางพื้นที่ที่มีโอกาสได้พบเจอมาคือ การเลี้ยงอยู่ในช่วงขาลง
โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในบางพื้นที่ของกาฬสินธุ์ ณ วันนี้อยู่ในช่วงขาลง อันมีเหตุมาจากองค์ความรู้ในการเลี้ยงที่ยังไม่ดีพอ ผมเองยอมรับว่า ณ วันนี้ตัวผมเองและในกลุ่มสมาชิกยังขาดความรู้ในการจัดการเลี้ยงในแบบยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการลงกุ้ง การใช้ปัจจัยการผลิต การเตรียมน้ำ รวมไปถึงการเตรียมบ่อ ในบางครั้งบ่อมีการหมกหมม กุ้งเกิดตายขึ้นมาเรายังไม่ทราบสาเหตุเลยว่าเพราะอะไรและควรจะแก้ปัญหาอย่างไรดี จึงอยากที่จะให้หน่อยงานที่เกี่ยวข้อง หรือกลุ่มบริษัท นักวิชาการต่างๆ เข้ามาให้ความรู้ในส่วนนี้ หากชาวบ้านมีความรู้ที่ถูกต้อง มองว่าการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามจะเป็นอาชีพสามารถยึดเป็นอาชีพหลัก สร้างรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ดีทีเดียว เพราะการตลาดกุ้งก้ามกรามในเขตภาคอีสานนั้นถือว่าดีมาก
จากการเปิดเผยข้อมูลของท่านประทานกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามบัวบาน 1 แม้ว่าเป็นแค่เพียงหนึ่งพื้นที่การเลี้ยงซึ่งอาจไม่สามารถชี้วัดภาพรวมของสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามของ จ.กาฬสินธุ์ได้ทั้งหมด แต่มองว่าน่าจะเป็นข้อมูลพื้นฐานสู่การต่อยอดในการพัฒนาของหน่วยงานหรือบรรดาผู้เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี ซึ่งอย่างที่ท่านประทานกลุ่มกล่าวว่า ตลาดกุ้งก้ามกรามทางอีกสานค่อนข้างดีมาก และเมื่อนำมาผนวกข้อมูลทางด้านกายภาพ โอกาสที่กุ้งก้ามกรามทางอีกสานจะมีปัญหาด้านการตลาดนั้นมีน้อยมาก เพราะแม้ว่าจะเป็นอาชีพที่มีรายได้ที่ดี แต่ใช่ว่าใครจะเลี้ยงก็เลี้ยงได้ ด้วยเพราะมีปัญหาเกี่ยวกับแหล่งน้ำนั้นเอง
ดังนั้นในพื้นที่ที่ มีความเหมาะสมทางด้านกายภาพอยู่แล้ว รวมทั้งมีการดำเนินการอยู่แล้ว จึงต้องมีการส่งเสริมให้มีแนวทางการเลี้ยงที่ถูกต้อง ในนิยามหรือพื้นฐานของคำว่ายั่งยืน ซึ่งเป็นหน้าที่ของใครตรงนี้ไม่ขอเอยนามแต่เจ้าภาพคงรู้แล้ว ว่าท่านต้องทำอะไร อย่างไรต่อไปบาง ที่อยากกล่าวฝาก คือกลุ่มบริษัทอาหารเม็ด ซึ่งท่านถือว่าเป็นอีกหนึ่งผู้เกี่ยวข้องที่มีศักยภาพจะทำได้ในการแนะนำสิ่งที่ควรจะแนะนำบนพื้นฐานของความมีจรรยาบรรณ ช่วยกันคนละไม้คนละมือนะครับ เพราะกรรมดีมีแต่จะส่งผลให้ท่านมีความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป
 
|
|