| ผู้ที่โพสต์ |
นสพ.กุ้งไทย :: ฉบับที่89 |
web 
โพสต์: 418 |
โพสต์เมื่อ: 12/04/2008-16:22 GMT+7  
ฉ.89
ห้องเย็นค้านลดผลิตกุ้งลง 20% ขู่ไม่พอใช้หันนำเข้ามาแปรรูป
ห้องเย็นค้านลดกำลังการผลิตกุ้งปี 2551 ลง 20% หวั่นกระทบความสามารถในการแข่งขัน ประกาศหากผลผลิตภายในไม่พอใช้แปรรูปส่งออกพร้อมนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่สมาคมกุ้งยันลดผลิตแน่หลังแบกต้นทุนอ่วม กรมประมงโดดห้ามศึก เรียกทุกฝ่ายหารือกำหนดเป้าผลิต เป้าส่งออกให้ชัดอีกครั้ง 18 ม.ค.นี้
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย เปิดเผย ถึงกรณีสมาคมกุ้งไทย สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย และชมรมผู้เลี้ยงกุ้งหลายจังหวัดได้ประกาศที่จะลดกำลังการผลิตกุ้งในปี 2551 ลง 20% โดยระบุเป็นผลจากมีภาระต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้นมากว่า รู้สึกเห็นใจเกษตรกร แต่ก็หวั่นเกรงว่า หากลดกำลังการผลิตลงเพื่อดันราคาขายให้สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันการส่งออกกุ้งของไทยได้ เนื่องจากโรงงานแปรรูปก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น และอาจขาดแคลนวัตถุดิบ ในเรื่องนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องหารือกันอย่างเร่งด่วนว่าปริมาณการเลี้ยงที่เหมาะสมกับต้นทุนควรอยู่ที่เท่าใดเพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้
ขณะเดียวกันนายพจน์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า จากตัวเลขการส่งออกกุ้งในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2550 ซึ่งมีการส่งออกกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปปริมาณรวม 269,378.16 ตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5% ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกในรูปกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งปริมาณ 166,237.38 ตัน และในรูปกุ้งแปรรูป ปริมาณ 103,140.78 ตัน ขยายตัว 24.15 และ-15.90% ตามลำดับ
จากข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การส่งออกรูปกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งซึ่งเป็นสินค้าพื้นฐานมีมูลค่าต่ำ มีคู่แข่งขันมากมีอัตราการขยายตัวในอัตราสูง ขณะที่การส่งออกรูปกุ้งแปรรูปซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงขยายตัวลดลง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยลง
"เวลานี้การส่งออกกุ้งที่มีมูลค่าเพิ่มลดลง แต่กุ้งสดเบสิคธรรมดาขยายตัวเพิ่มขึ้น ถือเป็นการเติบโตแบบถอยหลัง ดังนั้นถ้าเราหวังจะส่งกุ้งแช่แข็งธรรมดาเพื่อให้ได้เม็ดเงินมากขึ้นก็ต้องส่งออกในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ถ้าลดการเลี้ยงลงด้วย ส่งออกกุ้งที่มีมูลค่าเพิ่มลดลงด้วยแล้วเม็ดเงินจะอยู่ไหน สำหรับผมบอกเลยว่าไม่สบายใจแทนสมาชิกสมาคมเพราะถ้าลดปริมาณเลี้ยงกุ้งลงเราจะเสียสัดส่วนเชิงความสามารถในการแข่งขันของมาร์เก็ตแชร์ได้ ซึ่งหากวัตถุดิบไม่พอเราก็จำเป็นต้องนำเข้ามาแปรรูป"
นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ทางเกษตรกรจะลดปริมาณการเลี้ยงกุ้งลง อย่างแน่นอนเพราะในปี 2550ที่ผ่านมาต้นทุนการเลี้ยงทั้งวัตถุดิบอาหารกุ้ง ค่าน้ำมันที่ใช้ในการขนส่ง ใช้เติมเครื่องตีน้ำ และอื่นๆ ได้ปรับตัวสูงขั้นมาก เฉลี่ยเกษตรกรมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากเดิมไม่ต่ำกว่า 20% สิ่งเดียวที่ทำได้ในเวลานี้คือการลดกำลังการผลิตหรือซัพพลายลงเพื่อดันราคาทั้งในประเทศและในตลาดโลกให้สูงขึ้น
"ราคากุ้งช่วงสามไตรมาสแรกของปีที่แล้ว ราคาตกต่ำมาก อาทิ กุ้งขาวขนาด 50 ตัว/กก. เฉลี่ยอยู่ที่ 95 บาท/กก. จากปีก่อนหน้าเฉลี่ยที่ 120-130 บาท/กก. แต่ตอนนี้ของมีน้อยราคาขยับขึ้นไปเฉลี่ยที่ 148 บาท/กก. ปีนี้ไม่รู้ราคาจะผันผวนอย่างไร การลดการเลี้ยงเป็นหนทางรอดหนึ่ง"
บอกข่าว เล่าความ กุ้ง ล้วนๆ
ในโลกปัจจุบัน เราสามารถรับรู้เรื่องราวข่าวสารมากมาย จากทั่วทุกมุมโลกผ่านอินเตอร์เนต แต่เรื่องราวที่เราเปิดเข้าไปอ่านเปิดเข้าไปดูนั้น ผู้รับข้อมูลต้องนำมาพิจารณาเองว่า เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือหรือไม่ ส่วนเรื่องของข่าวคราวในวงการสัตว์น้ำโดยเฉพาะเรื่องกุ้งทะเล ก็มีการนำมาเสนอให้เราได้เห็นเช่นกัน หลายเรื่องน่าสนใจและหลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่แจ้งให้ทราบ ลองมาอ่านดูน่ะครับว่าเราจะสามารถเก็บเกี่ยวอะไรบ้างจากข้อมูลเหล่านี้ ได้บ้าง (เนื้อหาหลักนำมาจากเวบไซต์ http://www.shrimpnews.comซึ่งดึงประเด็นที่เห็นว่าน่าสนใจ)
ประเทศอินเดีย กุ้งกุลาดำกำลังถูกแทนที่ด้วยกุ้งขาว
ผลผลิตของฟาร์มกุ้งในประเทศอินเดียยังคงที่ประมาณ 150,000 ตัน สาเหตุจากการโรคในกุ้งกุลาดำ ซึ่งเป็นกุ้งที่เลี้ยงกันมากในพื้นที่ ขณะนี้อินเดียต้องการตัวเลือกตัวใหม่ นั่นก็คือ การเลี้ยงกุ้งขาวซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าจะดีที่สุด กล่าวโดยประธานกรรมการของกลุ่ม SEA (Seafood Exporters Association) ในรัฐ Tamil Nadu
ในขณะเดียวกันประธาน MPEDA (the Marine Products Export Development Authority) กล่าวว่ายังคงมีข้อสงสัยว่าการเลี้ยงกุ้งขาวนั้นเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของอินเดียหรือไม่ และการเลี้ยงกุ้งขาวอาจจะนำพาไปสู่การสิ้นสุดของกุ้งกุลาดำ ณ ตอนนี้มีการเลือกให้ฟาร์มใหญ่เท่านั้นที่เลี้ยงกุ้งขาวได้ เนื่องจากง่ายต่อการควบคุมและการตรวจสอบ และกุ้งขาวเป็นกุ้งที่ต้องนำเข้าจากนอก รัฐบาลต้องอนุมัติก่อนจึงจะนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศได้ ปัจจุบันมี2 ฟาร์มในรัฐ Nellore, Andhra Pradesh ที่ได้รับการอนุญาตนำเข้ากุ้งขาว ได้แก่ Sharat Seafood Pvt.,Ltd และ BMR Hatcheries Ltd. ประธานของ Sharat Seafood ชี้แจงว่า ผลผลิตของกุ้งขาวจะสูงมากและสามารถสร้างกำไรได้มากกว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่เดียวกัน Sharat Seafood ได้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์จาก OI ซึ่งเป็นแหล่งที่มีการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ปลอดเชื้อในพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาว
เฉพาะโรงเพาะฟักเหล่านี้ที่ดำเนินการภายใต้ของ MPEDAที่ได้อนุญาตนำเข้ากุ้งขาว เนื่องจากกุ้งขาวเหล่านี้ต้องผ่านการตรวจ-ควบคุมโรค ครั้งหนึ่งรัฐบาลเคยให้นำเข้า แต่ต้องแน่ใจว่าไม่มีโรงเพาะฟักใดที่แอบนำเข้าเอง
กุ้งกุลาดำทั้งหมดหายไปไหนหนอ (อินเดีย)
มีการตั้งคำถามว่ากุ้งกุลาดำหายไปไหน สิ่งที่รับรู้ได้คือ กุ้งกุลาดำไม่สามารถแข่งขันกับราคาการผลิตและขายที่ถูกกว่ากุ้งขาวได้ ซึ่งมีจำนวนกุ้งขาวที่เพิ่มมากขึ้นในแถบเอเชีย
ผู้ส่งออกในประเทศอินเดีย, บังคลาเทศ และเวียดนาม ซึ่งเป็น 3 ผู้ผลิตกุ้งกุลาดำรายใหญ่ได้กล่าวว่าปัจจุบันการขายกุ้งกุลาดำในตลาดของสหรัฐฯ ถูกแทนที่ด้วยกุ้งขาว เนื่องจากกุ้งขาวมีราคาที่ต่ำกว่า
ประธานของ Devi seafood (อินเดีย) กล่าวว่าการแข่งขันในกุ้งขาวกำลังเป็นปัญหาใหญ่ และตลาดของกุ้งกุลาดำถูกจำกัดเฉพาะในร้านอาหารหรือภัตตาคารเท่านั้น ยังพบว่าความต้องการกุ้งกุลาดำมีน้อยลงในตลาดหลักอย่างญี่ปุ่นหรือสหภาพยุโรปด้วยเช่นกัน
อัตรารอดของกุ้งกุลาดำในฟาร์มประมาณ 40% เท่านั้น แต่ในขณะที่ตลาดการค้าระหว่างประเทศราคาของกุ้งกุลาดำสูงกว่ากุ้งขาวอย่างเพียง 15%
กุ้งกุลาดำเจอปัญหาแข่งขันสูงกับกุ้งขาว
การส่งออกกุ้งกุลาดำของอินเดียวันนี้เจอปัญหาเรื่อง เรื่องราคากุ้งขาวที่ผลิตจากไทย จีน และอินโดเนีย ซึ่งมีราคาขายที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้ซื้อในตลาดโลกโดยเฉพาะอเมริกาต้องการกุ้งขาวแวนนาไม เพราะราคาที่ต่ำกว่า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การส่งออกกุ้งกุลาดำของอินเดียซึ่งมีปริมาณไม่มากมายนักแต่ต้องเจอปัญหา อีกทั้งค่าเงินรูปีที่แข็งก็เป็นปัญหาเช่นกัน
ดูจากราคากุ้งอินเดียที่ขนาด 12-25ตัวต่อกิโลกรัมราคาตกลงมาอยู่ 10.09 เหรียญสหรัฐฯ จากที่เคยขายได้12.52 เหรียญสหรัฐฯในระหว่างปี 2005-2006
นอกจากนี้เมื่อดูต้นทุนการผลิต พบว่า กุ้งขาวแวนนาไมอยู่ที 2.28 เหรียญต่อกิโลกรัม แต่กุ้งกุลาดำนั้นสูงกว่า 4.05 เหรียญต่อกิโลกรัม
อินเดียผลิตกุ้งได้ปีล่ะ 150,000 ตันต่อปีโดยหลักๆเป็นกุ้งกุลาดำ(P.monodon ) กุ้งขาวอินเดีย(P.indicus) และกุ้งก้ามกราม
อินโดนีเซีย ผลผลิตในปี 2007 ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในประเทศอินโดนีเซียได้คาดการณ์ว่าผลผลิตกุ้งในประเทศต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะคาดไว้ว่าจะทำได้ที่410,000 ตันในปี 2007 ซึ่งผลผลิตในประเทศอินโดนีเซียจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2007 อยู่ที่ 220,000 ตันเท่านั้น เนื่องจากราคากุ้งต่ำลงอยู่ที่กิโลกรัมละ 6 เหรียญสหรัฐฯ
บังคลาเทศ โชคร้ายเจอ พายุไซโคลนซิดร์ (Sidr)
เกิดพายุไซโคลนกลางดึกวันที่ 15 พฤศจิกายน 2007 ส่งผลให้ฟาร์มผู้เลี้ยงกุ้งในเขตทางตะวันตกเฉียงใต้ในประเทศบังคลาเทศได้รับความเสียหายอย่างหนัก สมาคมผู้ส่งออกอาหารแช่แข็งแห่งบังคลาเทศ หรือ BFFEA คาดว่าการสูญเสียจากพายุไซโคลนนี้อาจสูงถึง 44-58 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
บราซิล กระตุ้นให้ผู้เลี้ยงกุ้งได้ขายกุ้งคุณภาพให้กับตลาดในประเทศ
ช่องทางตลาดภายในประเทศของบราซิลมีมากและมากขึ้นทุกปี ใน 3 ปีที่แล้วบราซิลมีการการส่งกุ้งออกขายตลาดต่างประเทศสูงถึง 70% ของทั้งหมด แต่ในขณะนี้ชาวบราซิลมีการบริโภคในประเทศถึง 65% ของการผลิต
สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งแสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้เลี้ยงกุ้งในประเทศใช้ประสบการณ์ในการเลี้ยง 6 ปี จากปี 1997-2003 จากผลผลิตที่มีเพียง 3,654 เป็น 90,000 ตัน และผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นจาก 1,030 เป็น 6,084 กิโลกรัมต่อเฮกแตร์ต่อปี ซึ่งในปี 2003 และ 2004 ได้เกิดปัญหาโรคระบาด, ปัญหาด้านภาษีศุลกากร และ ราคากุ้งที่ตกต่ำ หลังจากนั้น 3 ปีหลัง ตั้งแต่ปี 2005-2007 ผลผลิตกุ้งค่อนข้างคงที่อยู่ที่ประมาณ 65,000 ตัน
เริ่มตั้งแต่ปี 2003 ผู้เลี้ยงบางส่วนได้มีการปล่อยกุ้งที่บางลง และเลี้ยงไซส์ที่เล็กลง อีกสาเหตุที่ทำให้ผลผลิตลดลงในปี 2003-2004 เนื่องจากพบโรค IMNV ซึ่งเป็นโรคชนิดใหม่และพบในฟาร์มทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศบราซิล ปัจจุบันแม้ว่าค่าเงินดอลล่าร์ที่อ่อนตัวลงทำให้กุ้งจากประเทศบราซิลมีการแข่งขันที่ลดลงในตลาดระหว่างประเทศ
เนื่องตลาดภายในประเทศให้ข้อเสนอที่ดีกว่าตลาดต่างประเทศ และตลาดกุ้งในประเทศของบราซิลก็โตขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน ดังนั้นจึงอยากให้ฟาร์มกุ้งได้คงรักษาการผลิตที่มีคุณภาพ ความปลอดภัย และหวังที่จะเห็นกุ้งที่จำหน่ายให้กับในประเทศบราซิลนั้นเป็นกุ้งมีคุณภาพเช่นกัน
ประเทศไทย ฟาร์มกุ้งอินทรีย์แห่งแรก
คุณประยูร หงส์รัตน์ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งอินทรีย์แห่งแรกชองไทย เชื่อว่าฟาร์มสามารถสร้างกำไรได้มาก แม้ว่าทางฟาร์มจะลดความหนาแน่นลงกว่าครึ่งของมาตรฐานของกุ้งอินทรีย์ เริ่มต้นฟาร์มสุรีรัตน์ทำธุรกิจเลี้ยงกุ้ง 20 ปีก่อน ด้วยบ่อเลี้ยง 3 บ่อบนพื้นที่ 8 เฮกแตร์ ปัจจุบันมีจำนวนบ่อ 143 บ่อ บนพื้นที่กว่า 224 เฮกแตร์ รวมกับบ่อพักน้ำ 4 บ่อ, โรงเพาะฟัก และ โรงอนุบาล ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ปีที่จะได้เป็นฟาร์มกุ้งอินทรีย์จากการรับรอง มาตรฐาน Germany-based Naturland
ได้เปลี่ยนจากระบบกึ่งพัฒนา ที่ปล่อยความหนาแน่น 25 ตัว/ตร.ม. เพื่อเป็นการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์ และปล่อยที่ความหนาแน่น 12-15 ตัว/ตร.ม. และเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
3 ปีที่ผ่านมา ในโรงเพาะฟักมีพ่อแม่พันธุ์ธรรมชาติจากทะเลอันดามัน จำนวน 42 บ่อ และคงอุณหภูมิน้ำที่ 32องศาเซลเซียส และอุณหภูมิอากาศที่ 40-45 องศาเซลเซียส น้ำผ่านการบำบัดด้วยแสงยูวี การให้อาหารพ่อแม่พันธุ์จะให้ปูสด, ปลาหมึก และ หอย พ่อแม่พันธุ์จะไม่มีการตัดตา อาหารกุ้งวัยอ่อนระยะซูเอี้ยที่ให้ คือ คีโตเซอรอส และ สาหร่ายสไปรูไรน่า และในระยะไมซิสจะเสริมด้วยอาร์ทีเมีย
หลังจากนั้น 25 วัน คุณกฤษดาจะทำการย้ายไปเลี้ยงในบ่อ และเลี้ยงด้วยสาหร่ายไส้ไก่ (Enteromorpha spp) ในช่วง 2 เดือนแรก
อาหารที่ให้สำหรับกุ้งกุลาดำของฟาร์มแห่งนี้ คือ สาหร่าย และมีการเพิ่มด้วยอาหารอินทรีย์ 2 มื้อต่อวัน ซึ่งจะทำให้การเลี้ยงกุ้งแบบนี้สามารถจับขายได้ภายใน 120-150 วัน
สุรีรัตน์ฟาร์มผลิตกุ้งไซส์เสมอ (21-25 และ 26-30 ตัว/กก.) โดยตั้งเป้าการผลิตในปี 2007 ที่ 200 ตัน และปี 2008 ที่ 250 ตัน เราตั้งใจที่จะจับกุ้งที่ 20 ตัน/เดือน และจะทำเป็นธุรกิจต่อไป
ประเทศญี่ปุ่น ชี้ราคากุ้งกุลาดำปี 2007 ต่ำกว่าเมื่อปี 2006 ถึง 20%
ราคาของกุ้งกุลาดำจากประเทศอินเดียและเวียดนาม ลดลงกว่าเมื่อปี 2006ถึง 20% เนื่องจากมีความต้องการกุ้งขาวเข้ามาทดแทน สิ่งเหล่านี้ทำให้ทราบว่าทิศทางของกุ้งกุลาดำน่าจะไม่ง่ายนักต่อการขายในตลาดญี่ปุ่น
อินเดีย งานทดลองชี้ประเด็น อาร์มีเมียเพิ่มคุณค่าด้วยขิง
จากการศึกษาในกุ้งกุลาดำระยะโพสต์ลาวาร์ ที่เสริมด้วยขิงในระยะ 30 วันของการเลี้ยง (จากพี 1-พี 30) พบว่า ในอาหารที่เสริมด้วยขิงมีความแตกต่างอย่างชัดเจนถึง 40% เมื่อเทียบอาร์ทีเมียที่ไม่ได้เสริม นั่นคือลูกกุ้งที่ให้อาร์ทีเมียเสริมด้วยขิงพบว่ามีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและมีการเจริญเติบโตที่มากกว่า รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเอ็นไซม์สำหรับย่อยด้วย(อะไมเลส, โปรติเอสและไลเปส)
อิหร่าน จังหวัดBoushehr ผลผลิตกุ้งลดลงจากเดิม92%
ในจังหวัดดังกล่าวผลิตกุ้งได้ 800ตันจากที่เคยผลิตได้ 6,000 ตันในปีก่อนนี้ ซึ่งสาเหตุของการผลิตกุ้งได้น้อยลงนั้นเกิดจาก ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนเงิน เกิดจากโรค และ ราคากุ้งที่ถูกลงอย่างมาก ทำให้เกษตรกรบางรายมีหนี้ค้างจากเงินกู้เพราะไม่สามารถหาเงินมาชำระได้
ประเทศไทย
เห็นข้อมูลจากต่างประเทศหลายประเทศแล้ว ลองกลับมาดูข้อมูลที่ได้เผยแพร่ออกไปสู่ภายนอกของไทยบ้างว่า เขาว่ากันอย่างไร
สำหรับประเทศไทย
เกษตกรผู้เลี้ยงกุ้งในประเทศไทยกำลังรณรงค์ให้ลดกำลังการผลิตลงจากปี 2007 โดยต้องการให้ลดลง20% ในปี2008
โดยสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฏร์ และชมรมผู้เลี้ยงกุ้งต่างๆ มีแผนที่จะลดกำลังผลิตลงโดยการที่ ลดจำนวนรอบของการเลี้ยงลง แต่เน้นที่จะทำกุ้งไซส์ใหญ่ขาย และจะเพิ่มบ่อเลี้ยงในปี 2008 ซึ่งคุณสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย จากสมาคมกุ้งไทยได้เพิ่มเติมว่าผู้เลี้ยงกุ้งของไทย ต้องเน้นในเรื่องคุณภาพกุ้ง รวมถึงลดปริมาณการผลิตลงจะช่วยให้ราคากุ้งดีขึ้นได้
ภาพรวมมองว่าปี 2007 ไทยผลิตกุ้งได้ 530,000 ตัน ดังนั้นในปี 2008 เราจะลดปริมาณกุ้งที่ผลิตเหลือ 500,000 ตัน
โดยจะส่งอออก 350,000 ตันในปี 2008
ปัญหาราคาตกในปี 2007 หลักๆคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มผู้ผลิตกุ้งกันเองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งของไทยต้องเจอปัญหาราคาอาหารกุ้งที่คาดว่าจะสูงขึ้น 20%ในปีนี้
ต้นทุนการผลิตของคนไทยจะสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ประมาณ 10-15%
ดังนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งของไทยต้องวางแผนการผลิตของตัวเองให้ดีเมื่อพอจะมองเห็นภาพรวมของการผลิตกุ้งในโลกแล้ว
และนี้คือข้อมูลที่ไม่ได้เป็นความลับ เป็นข้อมูลที่มีการเผยแพร่ให้ทุกคนได้รับรู้ในการสื่อสารของโลกอินเตอร์เน็ต เรารู้ว่าประเทศเขากำลังทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และเขาเองก็รู้ว่าเรากำลังทำอะไร ทิศทางจะไปทางไหน ซึ่งการนำเสนอครั้งนี้เป็นเพราะพวกเราต้องการให้หลายๆท่านที่ไม่ได้เข้าไปในโลกอินเตอร์เน็ต ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเช่นเดียวกับผู้อื่น
ขอขอบคุณทุกคนทุกฝ่ายที่ต้องการทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งของไทย อยู่ได้ อยู่รอด และอยู่อย่างเป็นสุข
เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
ฝ่ายวิชาการ บ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด
รัสเซียห้ามนำเข้าสินค้าประมงจาก 3 บริษัทเวียดนาม
Federal Veterinay and phytosanitary Surveillance Service หรือ VSPP กระทรวงเกษตร รัสเซียประกาศว่าจะระงับการนำเข้าชั่วคราวสินค้าประมงจาก 3 บริษัทของเวีดยนามเนื่องจากผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานสุขอนามัย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป
ทั้ง 3 บริษัทได้รับ licence ส่งออกไปรัสเซียเมื่อ 7 สิงหาคม 2550 ขณะเดียวกันมีบริษัทจีน 15 แห่ง นอร์เวย์ 2 แห่ง สหรัฐฯ 5 แห่ง และอาร์เจนติน่า 1 แห่งถูกระงับการนำเข้าชั่วคราวเช่นกัน
รัสเซียเข้มงวดการควบคุมสินค้าประมงนำเข้าตั้งแต่ปลายปี 2549 และจะอนุญาตให้นำเข้าเฉพาะบริษัทที่ได้รับ licence จาก VSPP เท่านั้น ซึ่งมาตรการนี้ทำให้การส่งออกของเวียนามไปรัสเซียลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดลงอย่างมากของปลา tra และปลา basa ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2550 อย่างไรก็ตามหลังจากการพยายามอย่างหนักและรัสเวียได้ส่งคณะ mission มาเวียดนามเพื่อตรวจโรงงาน ได้มีการตกลงกันทั้งในเรื่องตัวอย่างใบรับรองและอื่นๆ หลังจากนั้นรัสเซียก็อนุญาตให้เวียดนามส่งออกสินค้าประมงได้
ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ยอดส่งออกสินค้าประมงของเวียดนามไปรัสเซียเริ่มฟื้นตัวโดยคิดเป็น 3 เท่าของช่วงเดือนตุลาคม จนถึงปัจจุบัน บริษัทประมงเวียดนามที่ได้ licence ไปรัสเซีย 24 แห่ง
ปี 51 ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี เน้นการจัดงานวันกุ้ง
เพื่อลดปริมาณผลผลิตภายในประเทศลง 20%
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งปี 2550 และแนวโน้มปี 2551 ว่า ปี 2550 คาดว่าทั่วโลกมีผลผลิตกุ้งจากการเพาะเลี้ยงประมาณ 2.10 ล้านตัน เพิ่มจากปี 2549 ร้อยละ 9.2 โดยไทยมีผลผลิตกุ้งประมาณ 530,000 ตัน ปริมาณกุ้งที่ผลิตในประเทศไทยมีมาก เนื่องจากหลายพื้นที่ของการเลี้ยงกุ้งในประเทศไทยได้กลับมาเลี้ยงใหม่ และความสามารถของเกษตรกรไทย ที่สามารถเพิ่มผลผลิตจนมากกว่าความต้องการ หรือความสามารถในการขายผลผลิตกุ้งจากประเทศไทย ส่งผลให้เกิดวิกฤติการณ์ด้านราคากุ้งภายในประเทศ ตกต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ดังจะเห็นได้จากปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 แต่มูลค่ากลับลดลงร้อยละ 5 ดังนั้น ในปี 2551 ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นปีนี้ จะทำให้ราคากุ้งวิกฤติมากขึ้น จนอุตสาหกรรมกุ้งภายในประเทศตั้งแต่โรงเพาะฟัก ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง แพจับกุ้ง ตลาดกลาง และห้องเย็น ต้องเลิกกิจการอย่างแน่นอน เราจึงต้องควบคุมปริมาณกุ้ง จากบ่อเลี้ยงไม่ให้เกิน 450,000 ตัน โดย 1) ลดความหนาแน่นในบ่อเลี้ยงกุ้ง 2) ลดปริมาณบ่อเลี้ยงกุ้ง และ 3) ลดจำนวนรอบการผลิตในแต่ละปีสำหรับแนวโน้มการผลิตในปีหน้า วิกฤติพลังงานเป็นปัญหาใหญ่ที่จะส่งผลถึงต้นทุนของเกษตรกร เนื่องจากราคาน้ำมันแพง ทำให้สินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าวโพด กากถั่วเหลือง และแป้งสาลี ถูกนำไปผลิตพลังงานทดแทน ทำให้ราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้ เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2549 เฉลี่ยประมาณร้อยละ 53 ดังนั้นการเลี้ยงในปี 2551 เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งต้องมีการวางแผนการจัดการการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกรต้องยึดหลัก เศรษฐกิจพอเพียง ลงกุ้งในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้กุ้งโตเร็ว ได้ไซส์ใหญ่ และต้องเลี้ยงไม่ให้เกิดความเสียหายในระหว่างการเลี้ยง เพื่อเป็นการลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันวิกฤติราคาที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ในการจัดงานวันกุ้งไทยครั้งที่ 18 นี้ ทางชมรมได้เชิญ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.จรัลธาดา กรรณสูต มาเป็นประธานในพิธีเปิด และเน้นการจัดงานเพื่อลดผลผลิตภายในประเทศลง 20% ซึ่งในงานมีกิจกรรมที่สำคัญ 2 กิจกรรม คือ 1. กิจกรรมการสัมมนาทางวิชาการ 2. กิจกรรมการแสดงนิทรรศการปัจจัยการผลิต และได้กำหนดรูปแบบการจัดงาน คือ การจัดประชุมสัมมนา โดยแบ่งภาคการสัมมนาออกเป็น 5 ภาคคือ 1.พิธีเปิดการสัมมนา 2.สัมมนาเกี่ยวกับภาครวมอุตสาหกรรมกุ้ง 3.สัมมนาเกี่ยวกับผลกระทบจากมาตรฐานต่างประเทศต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 4. สัมมนาเกี่ยวกับภาคการผลิต และ 5.สัมมนาเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และสรุป โดยทางผู้จัดหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมกุ้งไทย โดยใช้คำขวัญในการจัดงานครั้งนี้ว่า เพิ่มศักยภาพธุรกิจ พิชิตมาตรฐานทุกมิติ
ชมรมน้องใหม่ สตูล
ขึ้นปีใหม่มาทั้งที ก็มีชมรมน้องใหม่ เกิดขึ้นมาทันที ค่ะ งานนี้ไปเกือบใต้สุด ก็คือชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สตูลนั่นเอง เดิมเคยตั้งเป็นชมรมฯกันมายุคหนึ่ง สมัยที่ยังเลี้ยงกุ้งกุลาดำกันอยู่ แต่บทบาทและกิจกรรมเงียบลงไป แต่มาวันนี้ ผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สตูล ได้รวมตัวกัน สานต่องานของชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสตูลขึ้นมาใหม่ โดยแบ่งสาขาของชมรมฯไปตามอำเภอต่างๆทั้ง 4 อำเภอ ค่ะ คือ เมือง,ละงู,ท่าแพ และทุ่งหว้า ให้มีตัวแทนเป็นประธานชมรมฯของแต่ละอำเภอ มาเป็นคณะกรรมการบริหารของชมรมสตูล ซึ่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการไปเมื่อวันที่ 15มกราคม ที่ผ่านมา
สำหรับตำแหน่งประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สตูล ไม่ใช่ใครที่ไหนค่ะ คุณหมอธีรพัฒน์ หงสกุล เจ้าของเว็บไซต์ สยามมารีน นั่นเอง
คุณหมอธีรพัฒน์ กล่าวว่า ในปี2551นี้ จะยังคงเป็นปีที่มีความเสี่ยงสูงในการเพาะเลี้ยงกุ้ง ทำให้มีความจำเป็นที่กลุ่มเกษตรกรจะต้องรวมตัวกัน เพื่อให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงในทุกๆด้าน
ความเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรค ที่ปัจจุบันเราพบโรคใหม่ๆที่เรายังไม่รู้จัก เป็นสิ่งแสดงถึง
ภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากเดิมและส่งผลให้เชื้อก่อโรคมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป
และย้อนกลับมาส่งผลกับกุ้งขาว ที่แต่เดิมมีเชื้อที่ก่อโรคไม่มากนัก
นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ผูกอยู่กับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะถดถอย ก็เป็นปัจจัย
ที่จะส่งผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย
เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ผู้ส่งออกกุ้งของไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และผลกระทบ ย่อมตกแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในแง่ของราคารับซื้อกุ้งอาจจะตกต่ำลงได้มาก อาจจะเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าปริมาณผลผลิตกุ้งในประเทศ กล่าวคือ ถึงแม้ผลผลิตกุ้งจะไม่ล้นตลาด แต่ราคาผลผลิตกุ้งอาจจะตกต่ำได้ เพียงเพราะว่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป
นอกจากนี้แล้ว ยังมีปัจจัยเรื่องต้นทุนการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมันตลอดจนราคาอาหารกุ้ง และปัจจัยการผลิตอื่นๆ ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้ความเสี่ยง ในการเพาะเลี้ยงกุ้งมีสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากผลกำไรที่ลดน้อยลงไปจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว
....... ดังนั้น จึงสมควรที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จะได้หันมาทบทวนถึงกระบวนการผลิต ว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ เพราะต้นทุนการผลิตที่จะต่ำลงย่อมขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ว่าดีเพียงใด
และยึดหลักในการพยายามลดความเสี่ยงในทุกขั้นตอนการผลิต ตลอดจนยึดหลักความพอเพียง (บริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่พอดีไม่เพิ่มความเสี่ยงให้ตนเองในระดับที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย)
ประธานปัตตานี คนใหม่ มาแว้ว!
ฉบับที่แล้วเราได้เกริ่นไปแล้วว่า คุณนันทาศักดิ์ หงส์กิตติยานนท์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.ปัตตานี ได้ก้าวลงจากตำแหน่ง เนื่องจากหมดวาระ และได้ย้ายถิ่นฐานไปประกอบอาชีพใหม่อยู่ จ.ภูเก็ต และได้มีการเลือกตั้งประธานชมรมคนใหม่เป็นที่เรียบร้อย นั่นคือ คุณสราวุฒิ จิระพันธุ์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจ.ปัตตานี คนปัจจุบัน
ทีนี้เรามาแนะนำให้รู้จักประธานคนใหม่กันดีกว่าค่ะ คุณสราวุฒิ รู้จักกันในนาม พี่เป๊ก นักสะสมพระเครื่องตัวยงค์ (อย่างนี้ต้องเจอกับทีมงาน นสพ.กุ้งไทยสักหน่อย ตอนนี้พระเต็มออฟฟิตแล้วค่ะ) ปัจจุบันอายุ 50 ปี ค่ะ
ก่อนหน้าที่จะมาเลี้ยงกุ้งเคยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย สาขายะลา จากนั้นเมื่อหันมาเลี้ยงกุ้งจึงได้ช่วยกิจกรรมในตำแหน่งรองประธานชมรมฯ
ซึ่งเป้าหมายในการทำงาน คุณสราวุฒิ บอกว่า จะสานต่อ ดำรงรักษากิจกรรมของชมรมผู้เลี้ยงกุ้งปัตตานี ได้แก่ การประมูลกุ้ง การจัดงานสัมมนาเพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกร,การให้ข้อมูลข่าวสาร ทั้งเรื่องการเลี้ยงและการขาย และวิธีการลดต้นทุนอย่างมีเหตุผล ให้เกษตรกรอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี และมีความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ
ค่ะ แม้ว่าปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้เลี้ยงกุ้ง ในจ.ปัตตานี แต่ทีมงาน นสพ.กุ้งไทย พร้อมด้วย ผู้เลี้ยงกุ้งไทยทุกท่านในทุกจังหวัด จะร่วมส่งแรงใจให้พี่น้องชาวปัตตานี มีขวัญและกำลังใจทีดี ในการประกอบอาชีพของพวกเราให้คงอยู่สืบไปค่ะ
ขู่ฟ้องศาลปกครอง
จี้พิจารณาโละมาตรา 9
นายธิติวัฒน์ ลี้ภัยสมบูรณ์ ที่ปรึกษาสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เปิดเผยในการประชุมเรื่องการบริหารจัดการมลพิษจากการเพราะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 มาตรา 9 ที่ห้ามเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการบริหารจัดการมลพิษจากการเพราะเลี้ยงสัตว์น้ำ สำนักจัดการคุณภาพน้ำ กองควบคุมมลพิษ เพราะเป็นการทำงานเชิงรุกในการหาวิธีในการบริหารและจัดการร่วมกันระหว่างภาคเกษตรและภาครัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ต่างจากยุคที่มี มาตรา 9 เมื่อประมาณ พ.ศ. 2541 ที่แม้ภาครัฐจะสามารถสั่งการระงับกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ แม้ยังไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ก็ตาม แต่จนกระทั่งบัดนี้แม้ผ่านมา 10 ปี แต่ก็ยังไม่มีการยกเลิกกฎหมายในมาตราดังกล่าว
ไม่ว่าประเทศไหน เมื่อใดก็ตามที่กิจกรรมในการดำเนินงานในพื้นที่ แต่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แล้วยังไม่สามารถหาข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ได้ชัดเจน เขาจะมีกฎหมายรองรับไว้คือ สามารถระงับกิจกรรมนั้นได้ทันที ซึ่งมาตรา9 ก็เป็นหนึ่งในกฎหมายดังกล่าว แต่นับจากวันนั้น มาจนวันนี้ นับเป็นเวลาร่วม 10 ปี แต่ในที่สุดก็ยังไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาชี้วัดได้ว่าการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืดทำลายสิ่งแวดล้อมจริงตามที่กล่าวอ้าง
นายธิติวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาระบบต่างๆ หลายอย่างจนได้มาตรฐานไปแล้ว ทำให้น่าจะมีการทบทวนยกเลิกมาตราดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้สิทธิในการประกอบอาชีพในพื้นที่ตามสิทธิที่ระบุในรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากยังยืดเยื้อไม่ได้ข้อยุติ สมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และสมาคมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาจมีการรวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ในขณะที่กรมควบคุมมลพิษ ก็รับปากในการประชุมดังกล่าวว่า จะมีการหารือและตรวจสอบรายละเอียด โดยจะมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมประมง เข้าร่วมหารือ
ธ.ก.ส.ปล่อยเงินกู้ให้สหกรณ์อีก 10 ล้านบาท
ในฉบับที่แล้ว นสพ.กุ้งไทยได้เสนอข่าวการเปิดตัว ตลาดกลางขายกุ้ง ที่ จ.ปทุมธานี ไปแล้ว โดยหลักการก็คือทาง สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งทั้งหมดในนามของ ชุมนุมสหกรณ์ ขอความร่วมมือจากภาครัฐ เพื่อต้องการลดพ่อค้าคนกลาง และให้กุ้งจากผู้เลี้ยงที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค
ล่าสุด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมปล่อยเงินกู้ 10 ล้านบาทให้กับผู้เลี้ยงกุ้ง เพื่อแก้ปัญหาตลาดส่งออกผันผวนจากค่าเงิน เพื่อหวังผลักดันให้คนไทยหันมาบริโภคกุ้งเพิ่มจาก 5 หมื่นตันต่อปี เป็น 1 แสนตันภายใน 3 ปี
นายธีรพงษ์ ตั้งธีระสุนันท์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และประชาชนในประเทศให้บริโภคกุ้งมากขึ้น ธ.ก.ส.จึงสนับสนุนชุมนุมสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งแห่งประเทศไทย จัดตั้งตลาดกลาง เพื่อเป็นแหล่งกระจายสินค้า ตั้งอยู่ที่ศูนย์พัฒนาธุรกิจสหกรณ์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ปัจจุบันไทยส่งออกกุ้งปีละ 90% จากผลผลิต 5 แสนตัน
แต่จากภาวะเงินบาทแข็งค่า ทำให้กุ้ง ประสบปัญหาล้นตลาด ธ.ก.ส. จึงสนับสนุนสินเชื่อกว่า 10 ล้านบาท ให้แก่สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้ง เพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตกุ้ง จากวงเงินที่เตรียมไว้ทั้งหมด 20 ล้านบาท
นายภิญโญ เกียรติภิญโญ ประธานชุมนุมสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศผู้นำเข้ากุ้ง มีข้อกำหนดหลายอย่างในการผลิตกุ้งให้มีคุณภาพ จนกระทบการส่งออก และทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ดังนั้น จึงต้องการผลักดันให้คนไทยบริโภคกุ้งมากขึ้นจาก 5 หมื่นตัน เพิ่มเป็น 1 แสนตันต่อปีภาย ใน 3 ปีข้างหน้า ปัจจุบันไทยบริโภคกุ้งเพียง 0.8 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หากบริโภค 1 กิโลกรัมต่อคนต่อปี จะทำให้ผู้เลี้ยงขายกุ้งเพิ่มขึ้น 1.2 หมื่นล้านบาท ดังนั้นจึงต้องตั้งตลาดกลางกระจายสินค้า ซึ่งจะเริ่มเปิดตลาดเป็นทางการวันที่ 22 ม.ค.นี้ โดยจะมีรถคาราวาน ส่งกุ้งกระจายไปจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ 200 จุด
ปี 52 ใครไม่มีบ่อบำบัดน้ำทิ้งโดนแน่
เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา สำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับกรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดการการประชุมสัมมนาเรื่อง การบริหารจัดการมลพิษจากการเพราะเลี้ยงสัตว์น้ำ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ โดยเชิญหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเกษตรกรในส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสัมมนา ซึ่งในการนี้ กรมควบคุมมลพิษ ได้กำหนดมาตรการบริหารน้ำเสียจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยจะเริ่มบังคับใช้ในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทุกชนิด ทั้งสัตว์น้ำจืด น้ำกร่อย และสัตว์น้ำชายฝั่งในปี 2552 และตั้งเป้าให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 80% ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ภายในปี 2554
สำหรับรายงานของกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า มลพิษที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งนั้น เกิดจากปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ซึ่งจะมีปริมาณใกล้เคียงกับปริมาณน้ำที่เกษตรกรสูบไปใช้ในการเพาะเลี้ยง เพราะฉะนั้น หากไม่มีระบบบำบัดน้ำในฟาร์ม เกษตรกรก็จะระบายน้ำออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งในปี 2547 สามารถสรุปได้ดังนี้คือ
-มีเกษตรกรที่มีระบบบัดบัดน้ำเสียเพียงร้อยละ 54 ขณะที่เกษตรกรอีกร้อยละ 46 ปล่อยน้ำลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
-ปริมาณน้ำทิ้งในกุ้งกุลาดำ 1,106.68 ล้านลบ.ม./ปี กุ้งขาว 2,565.11 ล้านลบ.ม./ปี รวม 3,671 ล้านลบ.ม./ปี
-บีโอดี ในกุ้งกุลาดำ 4,654.52 ตัน/ปี กุ้งขาว 6,460.59 ตัน/ปี รวม 11,106.11 ตัน/ปี
-สารแขวนลอย ในกุ้งกุลาดำ 22,458.35 ตัน/ปี ในกุ้งขาว 31,233.12 ตัน/ปี รวม53,619.47 ตัน/ปี
-ไนโตรเจนรวม ในกุ้งกุลาดำ 839.19 ตัน/ปี กุ้งขาว 1,167.07 ตัน/ปี รวม 2,006.26 ตัน/ปี
-แอมโมเนียไนโตรเจน ในกุ้งกุลาดำ 66.94 ตัน/ปี กุ้งขาว 93.09 ตัน/ปี รวม 160.02 ตัน/ปี
-ฟอสฟอรัสรวม ในกุ้งกุลาดำ 43.46 ตัน/ปี ในกุ้งขาว 60.44 ตัน/ปี รวม103.90 ตัน/ปี
มลพิษที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย
ส่วนน้ำทิ้งที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย แบ่งได้เป็น 2 ช่วง คือ น้ำทิ้งที่เกิดขึ้นระหว่างการเลี้ยง และน้ำทิ้งที่เกิดขึ้นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งน้ำทิ้งในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย จะมีปริมาณน้อยกว่าน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เนื่องจากการจับปลาขายส่วนใหญ่จะไม่จับครั้งเดียวทั้งบ่อเช่นเดียวกับการจับกุ้ง แต่จะทยอยจับในปริมาณที่ต้องการ โดยลดปริมาณน้ำในบ่อลงเพื่อให้สามารถตีอวนได้อย่างสะดวก และไม่มีผลต่อปลาที่เหลืออยู่ จนเมื่อปลาเหลือน้อยก็จะทำการสูบน้ำออกเพื่อจับนั้นเอง
จากการศึกษาโครงการเสริมสร้างศักยภาพการจัดการน้ำทิ้งจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อยพบว่า ค่าความเป็นพิษของน้ำจะสัมพันธ์กับอัตราความหนาแน่นที่ปล่อยเลี้ยง แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาการเลี้ยง ค่าแอมโมเนีย ไนโตรเจนทั้งหมด และฟอสฟอรัสทั้งหมดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความหน้าแน่นของปลาที่ปล่อยเลี้ยง การเลี้ยงปลาในระดับความหนาแน่นเกิน 1,500 ตัว และใช้ปลาสดทั้งตัวหรือปลาบดสับเป็นอาหาร มีผลทำให้ค่าไนโตรเจนทั้งหมดและฟอสฟอรัสทั้งหมดเกินค่ามาตรฐานน้ำทิ้งฯ และการถ่ายน้ำทุก 3 15 วัน สามารถรักษาระดับความเข้มข้นของสารพิษตัวอื่นๆ เช่น แอมโมเนีย ไฮโดรเจนซัลไฟด์ และบีโอดี ให้น้อยกว่าค่ามาตรฐานน้ำทิ้งฯ ได้ สำหรับค่าสารแขวนลอยทั้งหมด จะขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาและลักษณะของดินที่ใช้ทำบ่อ
ปริมาณน้ำทิ้งและปริมาณมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมของการเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อยปี 2547 สรุปได้ดังนี้
ปริมาณมลพิษและปริมาณน้ำทิ้งที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย
ปริมาณน้ำทิ้งและปริมาณมลพิษ ปลากะพงขาว
ปริมาณน้ำทิ้ง (ล้านลบ.ม./ ปี) 17.81
บีโอดี (ตัน/ปี) 3,558.04
สารแขวนลอย (ตัน/ปี) 27,118.02
ไนโตรเจนรวม (ตัน/ปี) 5,085.11
แอมโมเนียไนโตรเจน (ตัน/ปี) 180.79
ฟอสฟอรัสรวม (ตัน/ปี) 113.47
หมายเหตุ ปริมาณน้ำทิ้งที่เกิดขึ้นคิดต่อการเลี้ยง 1 ไร่
ปราณน้ำทิ้ง = ปริมาณน้ำทิ้ง x ผลผลิตทั้งหมด
ปริมาณมลพิษที่ออกสู่สิ่งแวดล้อมของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อยฟาร์มที่มีระบบบำบัดอยู่เพียงร้อยละ 4 ดังนั้นปริมาณมลพิษที่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม จึงมีถึงร้อยละ 96
ปริมาณมลพิษที่ออกสู่สิ่งแวดล้อม = มลพิษที่ศึกษา x ปริมาณผลผลิต x แฟคเตอร์ที่ปรับลด
= มลพิษที่ศึกษา x ปริมาณผลผลิต x 0.96
ขณะที่ มลพิษที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง ยังไม่มีหน่วยงานใดได้ทำการศึกษาไว้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลของจำนวนกระชังที่แน่นอน จึงทำให้ไม่สามารถประเมินประมาณมลพิษได้
ทั้งนี้ในการจัดการมาตรการการบริหารจัดการน้ำเสียจากการเลี้ยงปลาในกระชัง ครั้งนี้ ได้นำเอาผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยกรวมควบคุมมลพิษได้จ้างสำรวจภาคสนามและวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำลำน้ำพองสำหรับใช้ในแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ปี 2549 โดยในการสำรวจได้จัดทำข้อมูล Loading ของกิจกรรมต่างๆ ในแม่น้ำพองจากกิจกรรมการเลี้ยงปลาในกระชัง
จากข้อมูลการเลี้ยงปลาในกระชังทั่วประเทศของกรมประมง ปี 2547 พบว่าการเลี้ยงปลาในกระชังน้ำจืดมีจำนวนกระชัง 26,082 กระชัง สามารถคิดเป็น BOD loading (กก/วัน) ได้เท่ากับ 41,199.61 กก./วัน
สำหรับพื้นที่ที่ถูกจัดให้เป็นพื้นที่เร่งด่วน มีการระบุไว้ดังนี้คือ
-พื้นที่ชายฝั่ง ได้แก่ จ.ฉะเชิงเทรา นครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี จันทบุรี และชุมพร ตามลำดับ
-น้ำกร่อย ได้แก่ จ.สมุทรปราการ สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ จันทบุรี และนครศรีธรรมราช ตามลำดับ
-กระชังน้ำจืด ได้แก่ จ.อยุธยา สระบุรี อ่างทอง อุทัยธานี และเชียงใหม่ ตามลำดับ
-กระชังน้ำกร่อย ได้แก่ จ.สงขลา ฉะเชิงเทรา พังงา สตูล และกระบี่ ตามลำดับ
-น้ำจืด ได้แก่ จ.นครปฐม สมุทรปราการ สุพรรณบุรี ชัยภูมิ และราชบุรี ตามลำดับ
ทั้งนี้ ประเมินจากปริมาณมลพิษในรูปความสกปรกของสารอินทรีย์และสารแขวนลอย เกณฑ์คุณภาพน้ำของแหล่งรองรับน้ำทิ้ง พื้นที่ลุ่มน้ำตามยุทธศาสตร์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาร้องเรียน พื้นที่ควบคุมมลพิษ 17 พื้นที่ 12 จังหวัด และความหนาแน่นของพื้นที่เลี้ยงที่ใช้ระบบความเค็มต่ำ
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแผนปฏิบัติงานจริง รายละเอียดปลีกย่อย และบทลงโทษจะเป็นอย่างไร ซึ่งทางกรมควบคุมมลพิษ จะได้หารือในรายละเอียด โดยอาจจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะในเรื่องรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ และนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หรือนำเข้าที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณาออกเป็นกฎหมายต่อไป
ดันฝ่าวิกฤติกุ้งก้ามกราม
ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า กุ้งก้ามกรามมีจำนวนลดลงอย่างมาก อันเนื่องมาจากวิกฤติขาดแคลนลูกพันธุ์ ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่ง หันไปทำอาชีพอื่น หรือเลี้ยงกุ้งขาว รวมทั้งสัตว์น้ำชนิดอื่นแทน ในขณะที่ ความต้องการในตลาดโลกยังคงมีมากอยู่ เรื่องนี้ทำให้หลายฝ่าย โดยเฉพาะกรมประมง เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของกุ้งก้ามกราม โดยออกมาตรการต่างๆ ในการแก้ไขปัญหา เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการฟื้นฟูกุ้งก้ามกรามในประเทศ ให้กลับมาเช่นในอดีตอีกครั้ง
โดยเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้จัดให้มีการอภิปรายพิเศษ เรื่อง ฝ่าวิกฤติกุ้งก้ามกรามไทย ณ อาคารศูนย์เรียนรวม 3 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมฟังอภิปรายจำนวนมาก ทั้งนี้ การอภิปรายพิเศษดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของ การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 46 เกษตรศาสตร์เทิดพระเกียรติ 80 พรรษา เพื่อประชาไทยอยู่เย็นเป็นสุข ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีให้นักวิชาการและนักวิจัยนำเสนอผลงานวิจัยสู่สาธารณชน ระหว่างวันที่ 29 มากราคม 1 กุมภาพันธ์
สำหรับการอภิปรายพิเศษ เรื่อง ฝ่าวิกฤติกุ้งก้ามกรามไทย นั้น มีผู้อภิปรายดังต่อไปนี้คือ ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ (ผู้ดำเนินการอภิปราย) ดร.สุปราณี ชินบุตร ที่ปรึกษากรมประมง ผศ.วิกรม รังสินธุ์ กรมประมง นายประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพจังหวัดราชบุรี (ตัวแทนภาคเกษตรกร) และ ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช ที่ปรึกษาสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย
คุณประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพจังหวัดราชบุรี กล่าวถึงปัญหาในการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่ผ่านมาว่า เดิมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามของไทยสารมารถทำได้อย่างดีในทุกภาค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงแบบทยอยจับ โดยหากยังไม่ได้ไซซ์ที่ต้องการก็จะปล่อยลงเลี้ยงต่อเพื่อจับครั้งต่อไป แต่ด้วยปัญหาที่เริ่มทยอยตามกันมา ทั้งจากแหล่งน้ำที่เริ่มเป็นมลพิษ จากการเลี้ยงกุ้งที่ไม่มีบ่อบำบัดน้ำ น้ำทิ้งจากการเลี้ยงหมูหรือการทำปศุสัตว์ รวมไปถึงน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้กุ้งก้ามกรามเริ่มเลี้ยงยากและเริ่มเป็นโรคมากขึ้น จนเป็นผลกระทบลูกโซ่ทำให้ลูกพันธุ์ขาดแคลน อันเนื่องมาจากยังไม่มีพ่อแม่พันธุ์ที่ดี ประกอบกับการพบกุ้งหัวตะกั่วที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงให้อุตสาหกรรมกุ้งก้ามกรามเริ่มลดบทบาทลงไปอย่างมาก
คุณประกอบ กล่าวว่า เดิมเคยทยอยจับได้อย่างต่อเนื่อง ได้ราคาสูง แต่ปัจจุบันหากมีการจับคัดไซซ์แล้ว กุ้งที่เหลือจะทยอยตายภายใน 15 วัน ซึ่งขณะนี้ ก็ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่คาดว่า ปัญหาสำคัญน่าจะอยู่ที่เรื่องของสายพันธุ์ ในขณะที่ราคาต้นทุนการเลี้ยง ทั้งในเรื่องของพลังงาน และอาหารเพิ่มขึ้น สวนทางกับราคาขายที่ถูกกว่าในอดีต
นอกจากนั้น ผลกระทบจากวิกฤติลูกพันธุ์ที่ขาดแคลน ยังทำให้ราคาลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามแพงขึ้นอย่างมาก แฮชเชอรี่ส่วนใหญ่เพาะไม่ติด และไม่พอจำหน่าย ส่งผลให้โอกาสเปิดกับแฮชเชอรี่หรือนักเพาะพันธุ์ที่ไม่ใช่มืออาชีพหรือเพาะพันธุ์กุ้งเพื่อเป็นอาชีพเสริม ทำให้เกษตรกรได้ลูกพันธุ์ที่ด้อยคุณภาพไปเลี้ยง อันจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปจนกลายเป็นปัญหาระดับชาติ โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งออก ที่ขณะนี้มีความต้องการกุ้งก้ามกรามจากประเทศคู่ค้าอย่างมาก
สำหรับการแก้ปัญหา ดร.สุปราณี ชินบุตร ที่ปรึกษากรมประมง กล่าวว่า ในเรื่องนี้กรมประมง ก็ได้ดำเนินการแก้ไขในเบื้องต้น โดยการจัดทำโครงการ ผลิตกุ้งก้ามกรามปลอดโรค Macrobrachium rosenbergii nodavirus (MrNV) และ Extra small Virus (XSV) โดยได้ทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ซึ่งกรมประมงได้รวบรวมสายพันธุ์กุ้งก้ามกรามจากแหล่งต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ได้ลูกพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ อัตรารอดสูง เจริญเติบโตดี และปลอดโรค (SPF) ไวรัส MrNV และ XSV เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกร พัฒนาการจัดการฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามระบบไบโอซีเคียว และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน โดยโครงการดังกล่าว ใช้เวลาดำเนินโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2549-2552 และตั้งเป้าไว้ว่า จะผลิตลูกกุ้งจำหน่ายให้แก่เกษตรกรให้ได้ 100 ล้านตัว
ส่วนรายละเอียดของการดำเนินโครงการ จะพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ ณ สถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ จ.ปทุมธานี และหน่วยวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์น้ำ จ.บุรีรัมย์ ผลิตกุ้งก้ามกรามปลอดไวรัส และดำเนินการพัฒนาระบบไบโอซีเคียวริตี้ ณ สถานีประมงน้ำจืดอ่างทอง จ.อ่างทอง ทดสอบไวรัสทั้ง 2 ชนิด ณ สถานีประมงน้ำจืด จ.สระบุรี และสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำจืด
สำหรับความคืบหน้าของการดำเนินโครงการ ขณะนี้จำหน่ายลูกพันธุ์ให้กับเกษตรกรไปแล้วบางส่วนเมื่อเดือนมกราคม 2551 และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนการจำหน่ายได้ในเดือนกุมภาพันธ์นี้
รู้หรือไม่ แค่รู้จักใช้สิ่งแวดล้อมเป็นครู
ก็ลดต้นทุนได้แล้ว
ไปงานกุ้งจันท์ตะวันออกแฟร์ครั้งที่ 12 เมื่อเร็วๆ นี้ หากไม่หยิบยกฟาร์มเลี้ยงกุ้งคุณภาพของจังหวัดนี้มาเล่าให้พี่น้องเกษตรกรได้ฟังก็คงกระไรอยู่ ยิ่งงานนี้ได้พี่เล็ก จักรา เพชรเจริญ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.จันทบุรี เป็นไกด์พาทีมงานทัวร์ เราก็ยิ่งห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะเรามั่นใจว่า ฟาร์มที่พี่เล็กพาไปดู ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ถึงตรงนี้พี่เล็กแอบกระซิบว่า ลุงเขาต้องมีอะไรดีแน่ เพราะเลี้ยงทีไร ผ่านตลอด
มาครั้งนี้ ก็ต้องนับว่าเป็นโชคดีของเรา ที่ได้ไปดูฟาร์มตอนเขากำลังจับกุ้งกันพอดี เลยทำให้รู้ว่า เขาเลี้ยงกุ้งแค่บ่อเดียว แต่จับได้ไซซ์ 54 ตัว ถึงกว่าสิบตัน แถมยังได้กุ้งติดไม้ติดมือกลับไปปิ้งกับเตาปิ้งกุ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีก ที่สำคัญหนึ่งในนั้น เป็นกุ้งทองครับ ผมจึงฟาดเสียคนเดียว เพราะอะไรที่เป็นทอง ผมว่าน่าจะเป็นมงคลต่อตัวเองครับ
ความชอบปัจจัยสู่ความสำเร็จ
และเมื่อได้พูดคุยสอบถามกับเจ้าของฟาร์มคือ คุณลุงวรณ์ เชี่ยวชาญ นายก อบต.บางกระไชย ก็ยิ่งทำให้ทีมงานรู้ว่า ลุงแกไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะเท่าที่เคยไปสัมภาษณ์ฟาร์มหลายๆ ที่ ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เลี้ยงกุ้งมันยาก ต้องมีขั้นตอนมากมาย เสี่ยง ลำบาก หรืออะไรทำนองนี้ แต่ลุงวรณ์กลับบอกว่า เลี้ยงกุ้งเป็นอาชีพที่สบาย พอขายก็ไม่ต้องไปลำบากจับขายเอง จะเหนื่อยหน่อยก็ตรงขั้นตอนการเตรียมบ่อเตรียมน้ำเท่านั้น ที่เหลือขึ้นอยู่กับความใส่ใจ ซึ่งตรงนี้ทำให้ทีมงานคิดได้ว่า คนเราหากจะทำอาชีพอะไรให้ประสบความสำเร็จ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความชอบ และที่สำคัญต้องใส่ใจอยู่ตลอด
ลุงวรณ์ เริ่มเล่าให้ฟังว่า เดิมเคยเป็นไต้ก๋งเรือประมง แต่หันเหมาเลี้ยงกุ้งเมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ลุงวรณ์มีบ่อทั้งหมด 5 บ่อ พื้นที่รวมกว่า30 ไร่ (บ่อเลี้ยง 4 บ่อ บ่อพักน้ำ 1 บ่อ) แต่ละบ่อจะปูพีอีเฉพาะขอบบ่อ เพื่อป้องกันคันดินข้างบ่อพัง และป้องกันพาหะ เช่น ปู ซึ่งลุงวรณ์บอกว่า การปูพีอีแม้จะลงทุนมากหน่อย แต่ถือว่าคุ้ม เพราะใช้ได้นาน
ขั้นตอนเตรียมบ่อ/เตรียมน้ำ
ลุงวรณ์ เล่าต่อไปว่า หลังจากจับกุ้งเสร็จจะฉีดเลน จากนั้นตากบ่อ 10 กว่าวันถึงครึ่งเดือน แล้วดึงน้ำจากทะเลเข้าบ่อเลี้ยงเลย (น้ำความเค็มที่ 30 ขึ้นไป) โดยใช้มุ้งเขียวกรองก่อน ไม่สูบน้ำเข้าบ่อพัก เนื่องจากมีพื้นที่จำกัด แต่ถ้ามีหอยจะเบื่อหอย โดยใช้กากชา ผสมยาฆ่าพาหะครึ่งลิตรต่อไร่ ทิ้งไว้ 20 วัน และอาจลงไอโอดีนฆ่าเชื้อในอัตราส่วนเท่ากับยาฆ่าพาหะ ตีน้ำทิ้งไว้ 2-3 วัน ก็สามารถใช้ได้
จากนั้น ทำสีน้ำโดยใช้ปลาต้มไร่ละ 5 กก. ผสมปุ๋ยสูตร 16-16-16 ไร่ละ 5 กก. คลุกเคล้าให้เข้ากัน สาดในบ่อ แล้วตีน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ สีน้ำก็จะขึ้น และเกิดสัตว์หน้าดินจำพวกหนอนแดง
สำหรับขั้นตอนต่อไป ลุงวรณ์ เล่าว่า หลังจากเตรียมบ่อเตรียมน้ำแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการลงกุ้ง โดยจะเลือกใช้ลูกกุ้งพี 10 ขึ้นไป จากบริษัทที่สามารถไว้วางใจได้ ลงบ่อละประมาณ 700,000 ตัว เพื่อพาเชียล โดยจะพาเชียลครั้งละ 15-20% เมื่อกุ้งไซซ์เล็กราคาดี จากนั้นเมื่อปล่อยแล้ว ก็จะให้อาหารมื้อแรกเลย โดยให้ 2 มื้อเช้า-เย็น ในอัตราแสนละ กก. จากนั้นเพิ่มเป็น 3-4 มื้อ ตามความเหมาะสม ส่วนการเดินอาหาร ก็จะทำตามสูตรอาหารของแต่ละแบรนด์ที่ระบุมา สำหรับการเช็คยอ ก็จะเริ่มเช็คที่ 25 วัน โดยทำตามสูตรอาหารเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ลุงวรณ์ ย้ำว่า ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าสูตรอาหารหรือสูตรเช็คยอที่บริษัทอาหารกำหนดมา น่าจะเหมาะสมแล้ว เพราะผ่านการทดสอบ ทดลอง และวิเคราะห์มาแล้ว จึงไม่น่าจะไปเปลี่ยนแปลงหรือคิดสูตรของตัวเองขึ้นมา เพราะอาจส่งผลเสียต่อการเลี้ยงได้
แค่รักษาธรรมชาติต้นทุนก็หด
สำหรับในส่วนของเทคนิคพิเศษ ลุงวรณ์ย้ำมาว่า เราเป็นรายย่อย ย่อมไม่อาจไปเทียบการเลี้ยงของรายใหญ่ที่เขามีเครื่องไม้เครื่องมือ บุคลากร รวมถึงสายป่านที่ยาวได้ เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเลี้ยงแบบอิงธรรมชาติให้มาก ซึ่งที่นี่ให้ความสำคัญกับป่าชายเลนมาก เพราะจะปล่อยให้ขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีการไปตัดหรือไปทำลาย เนื่องจากผลที่ตามมานอกจากเรื่องของสมดุลในระบบนิเวศน์แล้ว ยังมีผลพลอยได้จากปูหรือสัตว์น้ำอื่นๆ ที่บางครั้งสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในบริเวณข้างเคียง รวมถึงคนงานในฟาร์มได้มากถึงวันละเป็นพันๆ บาท
สังเกตน้ำดีจากสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ลุงวรณ์ ยังมีเทคนิคง่ายๆ ในการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างน่าสนใจ คือลุงวรณ์จะสังเกตและถามจากเรือประมงเกี่ยวกับสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง เคย หอย ปู ปลา รวมทั้งสัตว์น้ำอื่นๆ ที่อยู่ในทะเล ซึ่งหากช่วงไหนน้ำดี สัตว์พวกนี้ก็จะมาก แต่ช่วงไหนน้ำไม่ดี สัตว์พวกนี้น้อย ก็จะต้องระวังเรื่องการเอาน้ำเข้าเป็นพิเศษ อาจต้องมีการฆ่าเชื้อหรือทรีทน้ำก่อน โดยเฉพาะขั้นตอนเอาน้ำเข้าบ่อเลี้ยง หากพบสัตว์ธรรมชาติมาก แสดงว่าน้ำดี ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องฆ่าเชื้อ ซึ่งก็ทำให้ประหยัดต้นทุนไปได้มาก
ที่สำคัญ ยังเน้นในเรื่องการให้ความสำคัญกับลูกกุ้ง (ต้องสายพันธุ์ดี) น้ำ (Ph ไม่ต่ำกว่า 7-8 และเลี้ยงน้ำสูง 1.80 ม. และคอยรักษาระดับน้ำให้ได้เท่าเดิมตลอด) บ่อ (พื้นบ่อต้องไม่มีสิ่งสะสม จึงต้องใส่จุลินทรีย์เพื่อช่วยย่อยสลายของเสีย 7 วันครั้ง) และปริมาณออกซิเจน (ไม่ต่ำกว่า 4) ส่วนเรื่องแร่ธาตุ ที่นี่จะไม่ต้องห่วงมาก เพราะเลี้ยงในน้ำความเค็มจัด เพราะฉะนั้น แร่ธาตุต่างๆ จึงไม่ค่อยขาด แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง และใช้ปัจจัยการผลิตเท่าที่จำเป็น ซึ่งทั้งหมดก็จะเป็นการประหยัดต้นทุนไปในตัว
ในตอนท้าย ลุงวรณ์ ก็ได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า การเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จ นอกจากจะทำตามที่บอกข้างต้นแล้ว ยังจำเป็นต้องมีความใส่ใจในอาชีพ คือต้องใส่ใจดูแลกุ้งหมั่นคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปอยู่เสมอ เพราะผมคิดว่า หากเราดูแลใส่ใจเขาดี เขาก็จะตอบแทนเราด้วยดีเช่นกัน ที่สำคัญตอนนี้คนเลี้ยงกุ้งจะเลี้ยงแบบหวังร่ำรวยคงเป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้น คงต้องปรับตัวมาเลี้ยงกันแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ดร.ชลอ แนะแนวทางเลี้ยงกุ้งปี 51
เรียบเรียง จากการบรรยายงานกุ้งจันท์ตะวันออก
โดย เอกอนันต์
ในปีนี้ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ ศูนย์วิจัยธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีข้อมูลที่น่าสนใจมาบอกเล่าให้พวกเราฟังกันมากมาย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ดีมากๆเลยทีเดียว ท่านดร.ชลอ ยังได้เล่าว่าพฤติกรรมการเลี้ยงกุ้งของคนไทย เมื่อจับกุ้งเสร็จแล้วขาดทุนจะเลี้ยงกุ้งน้อยลง ลดจำนวนลูกกุ้ง เพื่อลดความเสี่ยง แต่เมื่อกำไรเยอะ การเลี้ยงกุ้งจะเพิ่มมากตามไปด้วย หลังจากการเลี้ยงในปี 2550 ที่ผ่านมา และกระแสของรัฐบาลที่ยึดปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานให้มาตั้งนานแล้วนั้น แต่คนไทยไม่ค่อยปฏิบัติตามในปีนี้ทุกฝ่ายมีความพยายามที่จะใช้การเลี้ยงกุ้งตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแต่ควรจะเข้าใจด้วยว่า แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่แค่ใช้จ่ายพอประมาณพอเพียง ประหยัด แต่จะต้องประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1. ทางสายกลาง คือ พอเพียง พอประมาณ อย่าสุดโต่ง เมื่อพูดถึงการเลี้ยงกุ้งคือเลี้ยงกุ้งต้องดูศักยภาพของเราเองว่าพอเพียงอยู่ตรงไหน อย่าเลียนแบบหรือตามแบบผู้ที่เลี้ยงที่ประสบความสำเร็จแต่มีความพร้อมมากกว่าเราเอง เช่น ฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในความพร้อมสูง
2. การมีเหตุมีผล คือเวลาเราเลี้ยงกุ้งแต่ละรอบ ต้องเข้าใจเหตุและผลทางวิชาการ สภาพแวดล้อม ดินฟ้าอากาศ ดูข้อมูลเก่าๆ ว่ารอบไหนเลี้ยงได้ดี ผู้เลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์ ระหว่าง 5 10 ปี น่าจะรู้ดีว่า สภาพแวดล้อมแบบนี้ ควรจะปล่อยลูกกุ้งเท่าไหร่ อย่างเช่น คนที่เลี้ยงกุ้งขาวมาแล้วหลายปีให้ดูข้อมูลเก่า แต่สำหรับคนที่เพิ่งเปลี่ยนจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาเลี้ยงกุ้งขาว จะต้องพิจารณาว่ากุ้งกุลาดำที่เลี้ยงผ่านมารอบไหนเลี้ยงได้ดี ซึ่งผู้เลี้ยงที่มีประสบการณ์ 5-10 ปี จะต้องรู้ว่าพื้นที่ของตัวเองช่วงใดมีความเหมาะสมที่จะเลี้ยงกุ้ง ถึงแม้แต่ละปีอากาศจะมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน (global warming) โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาฝนตกมากกว่าที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ว่าจะแล้ง แต่ปรากฏว่าฝนตกทุกวัน การประเมินของกรมอุตุนิยมวิทยายังไม่แม่นและภาวะโลกร้อนเพิ่มมากขึ้น อากาศเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมเราต้องเผื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิม ยกตัวอย่างการเลี้ยงด้วยน้ำความเค็มต่ำ เกลือแร่ต่างๆ น้อยกว่าความเค็มปกติ ความเค็มน้ำทะเลปกติประมาณ 30 พีพีที เมื่อเลี้ยงความเค็มต่ำประมาณ 3 พีพีที เกลือแร่น้อยลง 10 เท่า เพราะฉะนั้นเกลือแร่ลดลง 10 เท่า เราจะไปปล่อยกุ้งแน่นเท่าเดิมไม่ได้ อาจจะต้องเติมเกลือแร่โดยการผสมในอาหารหรือเติมในระหว่างการเลี้ยง เกลือแร่เพิ่มขึ้นก็จริง แต่นี่เป็นต้นทุน เพราะฉะนั้นความเหมาะสม ความพอดีอยู่ตรงไหน ที่พอเราเติมเข้าไปแล้ว เราเลี้ยงได้ดีขึ้นแต่ต้นทุนเราก็ไม่สูงเกินไป เรายังต้องประเมินราคากุ้งในขั้นต่ำก่อนว่าราคาแค่นี้อยู่ได้ไหม ต้องมีเหตุผลทุกขั้นตอน นี่คือข้อที่ 2 ของการใช้เหตุและผล โดยทุกคนต้องรู้ศักยภาพของตัวเอง (การเลี้ยงกุ้งฝั่งอันดามันน้ำเปลี่ยนถ่ายได้มาก บ่อลึกมาก เครื่องให้อากาศหรือเครื่องตีน้ำมีมาก ความเค็มเหลือเฟือ สามารถปล่อยกุ้งในอัตราความหนาแน่นได้มากกว่าอ่าวไทย และการเลี้ยงชายฝั่งอ่าวไทยก็ปล่อยกุ้งได้มากกว่าภาคกลางที่เลี้ยงกุ้งความเค็มต่ำ) นี่เป็นหลักทั่วไป พอเข้าใจตรงนี้ ทุกคนก็จะสามารถสร้างความพอดีให้กับตัวเองได้ อย่างมีเหตุผล
3. ต้องมีภูมิคุ้มกัน ถ้าเราพูดเป็นภาษาเกี่ยวกับโรคก็คือภูมิคุ้มกันโรค สำหรับธุรกิจในการเลี้ยงกุ้ง ภูมิคุ้มกันคือภูมิคุ้มกันความเสี่ยงหรือป้องกันความเสี่ยง หรือไม่ได้รับความเสียหาย เมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากสถานการณ์โลกยุคโลกาภิวัตน์ (globalization) หลายๆ อย่างในการเปลี่ยนแปลง เช่น ค่าเงินบาท กุ้งล้นตลาด ราคาลดลง หรือการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการกระทำของมนุษย์ เพราะฉะนั้นเราจะลดความเสี่ยงตรงนี้ได้อย่างไร การลดความเสี่ยงต้องละเอียดมากกว่าเดิมทุกปี ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปี การลดความเสี่ยงทำได้อย่างไร
บางอย่างทำได้ด้วยตัวเอง ได้แก่ การเตรียมบ่อ ต้องเตรียมแบบไม่รีบเร่ง ถ้าบ่อที่เลี้ยงมานานต้องเตรียมบ่อนานกว่าบ่อที่เพิ่งเลี้ยงไม่กี่รอบ บ่อที่มีปัญหามากในระหว่างการเลี้ยงอาจจะเปลี่ยนเป็นบ่อพักน้ำ ใช้เหตุใช้ผลลดความเสี่ยง เช่น มีบ่อพักน้ำมากขึ้นและเลี้ยงระบบปิดหรือระบบน้ำหมุนเวียน ถ้ามีการเกิดโรคระบาดรอบ ๆ ฟาร์มของเราก็ไม่ต้องนำน้ำจากภายนอกมาใช้ ให้ใช้น้ำในบ่อพักน้ำแทน มีการล้อมรั้วกันปู ขึงเชือกกันนก กำจัดพาหะ สิ่งเหล่านี้ คือ การป้องกันความเสี่ยง นี่คือสิ่งที่ตนเองทำได้ทุกคน แต่ที่ทำไม่ได้มีอีกเยอะ เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ เราไม่สามารถควบคุมปริมาณฝน แสงแดดในกรณีที่เราเลี้ยงด้วยความเค็มต่ำ เราต้องการให้น้ำมีความเค็มคงที่เป็นระยะเวลานาน ถ้ามีฝนตกปริมาณมาก ความเค็มอาจจะหมดเร็วกว่าปกติ ทำให้กุ้งลอกคราบ ตัวนิ่ม เปลือกแข็งช้า กุ้งกินกันเองบางครั้งกุ้งลอกคราบไม่ออก เราก็ต้องเติมเกลือแร่ แต่เราก็ควบคุมให้ฝนไม่ตกไม่ได้ อีกเรื่องหนึ่งที่ทำได้คือ เรารู้อยู่ว่าช่วงหน้าหนาวโรคไวรัสดวงขาว (white spot syndrome virus;WSSV) ระบาด ต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมต้องระบาดในช่วงปลายปี คือไวรัสชนิดนี้เมื่ออุณหภูมิสูง เอนไซม์หรือตัวที่เกี่ยวข้องที่ทำให้ไวรัสเพิ่มจำนวนขึ้นจะไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นในโรงเพาะฟัก อุณหภูมิของน้ำ 30-32 องศาเซลเซียส ไม่พบว่าลูกกุ้งเป็นโรคไวรัสดวงขาว แต่พอไปปล่อยเลี้ยงในบ่อที่มีน้ำเย็นกว่าอุณหภูมิต่ำกว่า 28 องศาเซลเซียส ประมาณ 4-5 วัน กุ้งจะป่วย เพราะฉะนั้นการตรวจลูกกุ้งด้วยเทคนิคปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส หรือ PCR ไม่ได้เป็นตัวแทนของตัวอย่างที่ดีเพราะนำลูกกุ้งไปตรวจประมาณไม่เกิน 200 ตัว หรือไม่เกิน 100 ตัว ถ้าถามว่าการตรวจมีประโยชน์หรือไม่ ต้องตอบว่ามีประโยชน์ อย่างน้อยก็คือเมื่อนำมาจำนวนไม่มากก็ยังพบ ถ้าจะตรวจให้ได้ผลก็ต้องตรวจพ่อแม่พันธุ์ แต่ถ้าเป็นพ่อแม่พันธุ์ก็จะพบยากเพราะเลี้ยงที่อุณหภูมิ 28-30 องศาเซลเซียส ไม่มีใครยอมลดอุณหภูมิของน้ำลงมาที่ 24-25 องศาเซลเซียส แล้วทำให้กุ้งเครียด เมื่อตรวจเช็คอาจจะเจอเป็นดวงขาวในระยะปลายปีการระบาดของโรคไวรัสดวงขาวมากขึ้นอยู่แล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าหน้าแล้งจะไม่พบ โรคไวรัสดวงขาว แต่ความรุนแรงจะมีมากเมื่ออุณหภูมิต่ำได้แก่ช่วงมรสุมทางภาคใต้ ซึ่งอยู่ในช่วงปลายปี ถ้าเป็นภาคกลาง ภาคตะวันออกก็เป็นช่วงปลายปีจนถึงต้นปี ดังนั้นในช่วงปลายปีในเมื่อเรารู้ว่าโอกาสที่กุ้งเลี้ยงจะเป็นโรคไวรัสดวงขาว ถ้าจะเลี้ยงกุ้งจริงต้องซื้อกุ้งจากโรงเพาะฟักที่มั่นใจว่ามีระบบป้องกันโรคอย่างดี (biosecurity system) ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเลี้ยงอย่างไรก็ไม่ประสบปัญหากุ้งเป็นโรค แต่กุ้งอาจจะโตช้ากว่าฤดูกาลปกติ ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น ในระบบฟาร์มตัวเองต้องมีระบบป้องกันโรคชัดเจน มีการทรีทน้ำ ป้องกันปู ป้องกันนก และต้องปล่อยกุ้งน้อยกว่าฤดูกาลปกติ เพื่อให้กุ้งเครียดน้อยที่สุด นี่คือแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต้องประกอบด้วย 3 ส่วน ไม่ใช่แค่ประหยัดเพียงอย่างเดียว เศรษฐกิจพอเพียงสามารถใช้ได้กับฟาร์มทุกระดับ ไม่ใช่เลี้ยงแบบประหยัด โดยไม่ใช้เครื่องให้อากาศแต่เพียงอย่างเดียว ทุกระดับของฟาร์มเลี้ยงใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงได้ทั้งหมด คือใช้ 3 หลักการนี้ พอเพียงหรือพอประมาณ มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกันหรือการลดความเสี่ยง
สำหรับในปีนี้ท่านดร.ชลอ ได้ยกตัวอย่างแนวทางการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมเพียงอย่างเดียว เพราะว่ามีการเลี้ยงกันมาก วิธีการเลี้ยงมีหลายรูปแบบดังนี้
1. การเลี้ยงกุ้งขาวในอัตราความหนาแน่นสูงเพื่อย้ายบ่อ
เนื่องจากในระหว่างการเลี้ยงแต่ละรอบไม่รู้ว่าราคากุ้งในช่วงที่จะจับกุ้งจะเป็นอย่างไร หลายฟาร์มจึงนิยมที่จะปล่อยลูกกุ้งหนาแน่นเผื่อไว้ แน่นไว้ก่อน ถ้าราคาดีก็จับกุ้งขนาดเล็กซึ่งใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงไม่นานมาก แต่ถ้าราคาไม่ดีก็แบ่งกุ้งย้ายไปเลี้ยงเป็นกุ้งใหญ่ ซึ่งอันนี้ก็มีเหตุมีผล แต่การเตรียมตัวฟาร์มที่จะทำวิธีนี้ต้องเข้าใจ วิธีการย้ายกุ้งโดยที่กุ้งได้รับความเสียหายน้อยการย้ายกุ้งของสุทธิพัฒน์ฟาร์ม นี่ก็อีกแบบหนึ่งมีแนวความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล ลดความเสี่ยงอย่างชัดเจน ว่าจะย้ายกุ้งต้องย้ายขนาดเท่าไหร่
สืบเนื่องจากการที่ผู้เลี้ยงกุ้งขาวในประเทศไทย ปล่อยกุ้งค่อนข้างหนาแน่นเพราะหวังที่จะทำกำไรจากกุ้งขนาดเล็กหากกุ้งขนาดเล็กราคาดี ก็จะได้จับกุ้งหมดบ่อในปริมาณที่มาก หรือทำการแบ่งจับขายบางส่วนก่อน ส่วนที่เหลือเลี้ยงต่อให้ได้ขนาดใหญ่เพื่อขายในเวลาต่อมา ซึ่งก็ได้ผลกำไรที่คุ้มค่า แต่ด้วยเหตุที่ในช่วงปี 2550 ที่ผ่านมาราคากุ้งขนาดเล็กไม่ค่อยดี ผู้เลี้ยงกุ้งหลายรายในเขตจังหวัดสุราษฏร์ธานี ได้ปรับตัวโดยการย้ายกุ้งจากบ่อที่แน่นบางส่วนไปเลี้ยงในบ่อที่ว่าง นั่นคือหลังจากได้เลี้ยงกุ้งในบ่อแบ่งหรือบ่อหลักหรือบ่อแม่ไปแล้วระยะหนึ่ง ก็จะย้ายกุ้งบางส่วนไปยังบ่อรับ เพื่อเลี้ยงกุ้งต่อไปได้และสามารถทำให้ได้กุ้งขนาดใหญ่ทั้งบ่อหลักและบ่อรับ ถ้าไม่ทำเช่นนี้บ่อกุ้งที่แน่นมากๆกุ้งจะไม่โต อีกทั้งออกซิเจนในบ่อก็จะไม่พอเพียงกับกุ้ง ทำให้การเลี้ยงกุ้งประสบปัญหาอยู่เสมอ การแบ่งกุ้งไปเลี้ยงยังบ่ออื่นจะช่วยให้กุ้งเจริญเติบโตดี ทั้งในบ่อที่ได้รับแบ่งไปและบ่อแม่หรือบ่อหลักเอง โดยวิธีการย้ายกุ้งมีหลักการที่ไม่ซับซ้อนมากนัก ซึ่งการประยุกต์ย้ายกุ้งของคุณ อรรถพนธ์ ศิริธร (คุณตุ๋ย แห่ง สุทธิพัฒน์ฟาร์ม) ปฏิบัติได้ไม่ยากนัก
การย้ายกุ้งของ สุทธิพัฒน์ฟาร์ม โดยคุณตุ๋ยจะย้ายกุ้งจากบ่อหนึ่งไปอีกบ่อ ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกทำกับบ่อที่อยู่ติดกัน ก่อนย้ายน้ำทั้งสองบ่อ(บ่อหลักและบ่อที่รับจะต้องมีคุณภาพน้ำที่เหมือนกัน หรือใกล้เคียงกันที่สุด) ดังนั้นระหว่างที่ให้บ่อแรกหรือบ่อหลักเลี้ยงไป ก็จะมีการ แลกเปลี่ยนน้ำระหว่างกันอยู่เสมอ (เพื่อรักษาคุณภาพน้ำให้ใกล้เคียงกันมากที่สุด)ระหว่างบ่อหลักกับบ่อรับ
การย้ายกุ้งนั้นจะย้ายตอนที่กุ้งในบ่อพร้อมที่สุด เช่น กุ้งขาวอายุ 50-80 วันและจะย้าย
หลังลอกคราบประมาณ 2-3 วัน
ที่ฟาร์มแห่งนี้จะนิยมย้ายตอนเช้าเริ่มมีแสงแดด หรือช่วงที่ไม่ร้อนมากและเป็นช่วงที่มีออกซิเจนเพียงพอ
มีการสังเกตก่อนการย้ายกุ้งโดยการสุ่มกุ้งดูขนาดตัวต่อกิโลกรัม และดูการเป็นตะคริว
หรือ การมีอาการกล้ามเนื้อขาวขุ่นของกุ้ง ในช่วง 3 นาที ในตะกร้าไม่มีน้ำ อีกทั้งระหว่างย้ายกุ้งเองก็จะคอยสังเกต หากกุ้งที่ปล่อยลงไปในบ่อรับแล้วกุ้งเริ่มมีอาการกล้ามเนื้อขุ่นขาวเร็วก็จะหยุดย้ายทันที
วันที่ย้ายกุ้ง ทางฟาร์มจะนำเปลอวนผ้าสแลนท์ไปปักหมุดบริเวณที่จะตักกุ้งย้ายของ
บ่อแม่ เนื่องจากจะช่วยให้ น้ำไม่ขุ่น ตะกอนไม่อุดเหงือก และกุ้งไม่เครียด
ส่วนบ่อรับกุ้งที่ย้ายนั้น ทางฟาร์มจะให้ลอยเรือ ริมฝั่ง เพื่อไว้สำหรับคนที่รับกุ้งคน
สุดท้ายมาปล่อย เหตุผลที่ต้องใช้เรือเพราะว่าจะได้ปล่อยกุ้งง่าย อีกทั้งไม่ทำให้น้ำขุ่น และยังสังเกตกุ้งเครียดได้สะดวกเวลาปล่อยกุ้งลงน้ำ
หากทุกอย่างพร้อมก็ทำการย้าย โดยการตีอวนใกล้ๆ มาบริเวณที่มีผ้าสแลนท์ แล้วใช้
ตะกร้าพลาสติกสูง 6-8นิ้ว ตักกุ้ง แล้วนำไปชั่งน้ำหนัก จดบันทึก ก่อนปล่อยกุ้งลงในบ่อรับ ถ้าน้ำทั้งสองบ่อมีคุณภาพน้ำใกล้เคียงกันกุ้งจะไม่เครียดและไม่ตาย จากประสบการณ์ที่ย้ายพบว่า ย้ายกุ้ง 3.2 ตัน ในตอนเช้า วันต่อมามีกุ้งตายเพียง 10 ตัว
การผลิตกุ้งขาวขนาดใหญ่
2. การผลิตกุ้งขาวขนาดใหญ่
มีฟาร์มหลายฟาร์มเลี้ยงกุ้งในอัตราความหนาแน่นต่ำเพื่อผลิตกุ้งขนาดใหญ่ โดยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เช่นกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี ผลิตกุ้งขาวขนาด 30-32 ตัวต่อกิโลกรัม ปล่อยลูกกุ้งเพียง 50,000 -60,000 ตัวต่อไร่ เพราะรู้ล่วงหน้าว่าจะทำกุ้งขาวไซส์ใหญ่ต้องปล่อยบาง แต่เลี้ยงนานและรู้ว่าราคาประกันเท่าไหร่ กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้หลักการที่ว่า อะไรทำได้ทำให้ดีที่สุด เพราะมีอีกหลายอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
การเลี้ยงกุ้งในอัตราความหนาแน่นต่ำหรือเหมาะต่อศักยภาพของบ่อ นอกจากสามารถผลิตกุ้งขนาดใหญ่ได้แล้ว ปัญหาต่าง ๆ ในระหว่างการเลี้ยงจะมีน้อย ผู้เลี้ยงไม่เครียดมาก ความเสี่ยงจะต่ำ
สำหรับวิธีการเลี้ยงและการจัดการที่น่าสนใจ ก็คือการควบคุมปริมาณอาหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งมีวิธีการดังนี้
ให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับกุ้งขาวแวนนาไมวันละ 4 มื้อ คือ
มื้อแรก ระหว่างเวลา 7.30 - 8.00 น. ซึ่งระดับออกซิเจนที่ละลายน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าการให้อาหารในช่วงเวลาระหว่าง 6.00 - 7.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระดับออกซิเจนยังอยู่ในระดับที่ต่ำ
มื้อต่อมา ระหว่าง 12.00 - 12.30 น.
มื้อที่ 3 เวลา 17.00 น.
มื้อสุดท้าย เวลา 22.00 น.
กรณีที่อาหารในยอในมื้อที่ 3 คือที่เวลา 17.00 น. ไม่หมด จะงดการให้อาหารมื้อสุดท้ายคือในเวลา 22.00 น. ถ้าอาหารในยอมื้อที่ 3 คือ 17.00 น. หมด ปริมาณการให้อาหารสำหรับมื้อสุดท้ายสูงสุดจะไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่ให้ในมื้อ 17.00 น. ในกรณีที่มีฝนตกหนักในช่วงเวลาที่กำลังจะให้อาหารในมื้อถัดไปจะงดการให้อาหารสำหรับมื้อนั้นๆเลย เนื่องจากฝนตกหนัก อุณหภูมิของน้ำจะลดลง กุ้งจะกินอาหารน้อย
หากบ่อเลี้ยงมีขนาดประมาณ 4 ไร่ ควรใช้ยอเพียง 2 ยอต่อบ่อ ถ้ามีอาหารในยอเหลือมากทั้ง 2 ยอ จะงดการให้อาหารมื้อถัดไป สำหรับปริมาณอาหารที่ใส่ในยอและช่วงเวลาที่ตรวจเช็คยอจะปรับตามขนาดหรืออายุของกุ้งดังนี้
กุ้งอายุ ปริมาณอาหารในแต่ละยอ การตรวจเช็คยอ
30-45 วัน 1 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม 2 ชั่วโมงครึ่ง
45-60 วัน 2 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม 2 ชั่วโมงครึ่ง
60-90 วัน 3 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม 2 ชั่วโมง
90 วัน
(ขนาดโตกว่า 60 ตัว/กิโลกรัม ขนาด 45 ตัว/กิโลกรัม)
4 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
2 ชั่วโมง
ขนาดโตกว่า 45 ตัว/กิโลกรัม ขึ้นไป 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม 1 ชั่วโมงครึ่ง
โดยทั่วไปน้ำหนักเฉลี่ยของกุ้งที่อายุต่างๆ กันมีดังนี้
กุ้งอายุ 45 วัน น้ำหนักประมาณ 5-6 กรัม
กุ้งอายุ 60 วัน น้ำหนักประมาณ 7-10 กรัม
กุ้งอายุ 90 วัน น้ำหนักประมาณ 17-20 กรัม
ซึ่งกุ้งที่ได้จากการเลี้ยงแนวนี้จะมีขนาดตัวที่โตดีมาก ใช้เวลาในการเลี้ยงสั้น
ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณยังทิ้งท้ายด้วยเรื่องโรคกุ้งและอาการกุ้งผิดปกติที่ได้พบในไทย ซึ่งท่านได้แจงรายละเอียด และข้อควรระวังไว้ดังนี้
1. โรคไวรัสหัวเหลือง
ประมาณช่วงกลางปี เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืดประสบกับปัญหาโรคไวรัสหัวเหลืองเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตราชบุรี นครปฐม และในแหล่งที่ถ่ายน้ำออก สูบน้ำเข้า ขาดความระมัดระวัง โดยเฉพาะฟาร์มที่มีกุ้งเป็นโรคต้องจับกุ้งและสูบน้ำออก จากนั้นฟาร์มอื่นสูบน้ำเข้าไปหรืออาจจะมีการแพร่กระจายของโรคจากนกนางนวล หรือนกต่างๆ แต่ในบริเวณการเลี้ยงริมทะเลไม่มีการพบการระบาดของโรคหัวเหลือง เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าทำไมโรคไวรัสหัวเหลืองจึงชุกชุมอยู่ในเฉพาะเขตราชบุรีและนครปฐม เพราะฉะนั้นในพื้นที่ที่เคยมีการระบาด
ของโรคไวรัสหัวเหลือง ดังที่กล่าวมาแล้ว รอบต่อไปต้องใช้ระบบที่ดีกว่าเดิม โดยตรวจดูระบบของตนก่อนว่าปีที่ผ่านมาใช้ระบบอะไร ป้องกันได้มากน้อยขนาดไหน รอบต่อไปจะต้องทำอย่างไรให้ดีกว่าเดิม ซึ่งอาจจะลดความหนาแน่นลงเพื่อ ลดความเครียดของกุ้ง ระบบป้องกันโรค การเตรียมบ่อ เตรียมน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจจะใช้น้ำจากบ่อพักน้ำหรือน้ำในระบบของเราเองมากขึ้น และถ้าจะให้ดีกว่านั้นในกลุ่มฟาร์มที่ใช้คลองส่งน้ำร่วมกัน ต้องมีการจัดการการใช้น้ำในคลองอย่างมีระบบ ทุกคน ทุกฟาร์มต้องมีระบบการจัดการฟาร์มที่ชัดเจน ไม่ใช่กุ้งของใครป่วยเป็นโรคตาย ต้องจับฉุกเฉินแต่ไม่บอกให้ฟาร์มอื่นรู้
2. กุ้งตายมีแผลกลางหลัง
กุ้งที่ตายในลักษณะนี้พบมากเมื่อเลี้ยงไประยะหนึ่งกุ้งอายุประมาณ 40-50 วัน มีกุ้งบางส่วนตายและไปกองอยู่กลางบ่อ ซึ่งทุกตัวที่ตายมีแผลกลางหลัง พบว่าบ่อที่กุ้งตายเป็นจำนวนมาก จะเป็นบ่อที่มีความเค็มต่ำกว่าบ่อที่มีความเค็มปกติและบ่อที่ปูพีอี น้ำไหลเร็ว ก็จะเป็นมากกว่าบ่อที่กระแสน้ำไม่แรงมาก จากการตรวจ และตัดเนื้อเยื่อมาดูอย่างละเอียด จะพบว่าบริเวณแผลกลางหลังจะมีการอักเสบ ลึกมากและเป็นบริเวณกว้าง ทำให้มีผลต่อการลอกคราบและการเคลื่อนไหวของกุ้ง แต่การติดเชื้อแบคทีเรียจะมีน้อยมาก การอักเสบเหมือนแผลเรื้อรัง ซึ่งน่าจะมาจากช่วงที่กุ้งลอกคราบ จะมีกุ้งบางส่วน ถ้าน้ำไหลเร็วมากโดนเครื่องตีน้ำ ถ้าไปโดนจุดที่ไม่สำคัญก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าตรงกลางตัวจะเห็นได้ชัดว่ามีปัญหา จากการสอบถามจากฟาร์มที่กุ้งมีอาการ ก็มีการยืนยันอย่างชัดเจน พบว่า บ่อที่ความเค็มต่ำกว่าจะเป็นมากกว่าบ่อที่ความเค็มสูง บ่อพีอีที่น้ำไหลเร็วก็เป็นมากกว่า ใกล้เคียงกับกุ้งในประเทศเปรู ซึ่งหลังจากกุ้งอายุ 40 วัน ที่เลี้ยงในบ่อพีอีที่ใช้เครื่องตีน้ำ 36 แรงม้าต่อเฮกแตร์ (6ไร่) น้ำไหลวน แรงมาก น้ำเชี่ยว พบว่ากุ้งที่ตายนิ่มเป็นวุ้นเนื่องจากกุ้งที่ลอกคราบยังพยุงตัวเองไม่ได้ น้ำไหลแรงมาก ไปกระแทกกับกุ้งตัวอื่นหรือหลักที่ปักไว้ทั่วบ่อเพราะเลี้ยงอยู่ในโรงเรือน ดังนั้นช่วงที่กุ้งลอกคราบควรเปิดเครื่องตีน้ำไม่ให้น้ำเชี่ยวมากเกินไป เพราะเห็นชัดว่าบ่อที่น้ำแรง เชี่ยวมาก FCR จะไม่ดี อาหารบางส่วนถูกกระแสน้ำพัดเข้าไปกลางบ่อ กุ้งต้องใช้แรงพลังงานมากในการสู้กับกระแสน้ำ ถ้าเป็นโรคหรือเกี่ยวข้องกับโรคไม่น่าจะมีแผลกลางตัวอย่างนี้ทุกตัวแต่ที่ประเทศเปรูกุ้งที่ตายเป็นตัวนิ่มเหมือนวุ้นทุกตัว
3. อาการหัวบวมน้ำ
อาการหัวบวมน้ำมีการพบมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว ในพื้นที่เลี้ยงกุ้งด้วยน้ำความเค็มปกติ และในช่วงเวลาต่อมาก็พบในพื้นที่ความเค็มต่ำ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา สาเหตุหัวบวมน้ำเรามองว่าอาจเกิดจากในช่วงหนึ่งนั้นวัตถุดิบอาหารสัตว์มีการถูกปลอมปน โดยผู้ผลิตอาหารสัตว์ยังไม่มีการตรวจสอบ สิ่งปลอมปนนั้น ซึ่งตรงนี้อาจจะมีผลในการเกิดหัวบวมน้ำของกุ้ง แต่หลังจากที่นักวิชาการได้ให้ข้อสังเกตตรงนี้ ทางผู้ผลิตอาหารซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นโดยการตรวจเช็ควัตถุดิบที่จะใช้ และตรวจอาหารที่ผลิตมากขึ้น ส่งผลให้ช่วงรอบปลายปี 2550 แทบจะไม่พบอาการหัวบวมน้ำเลย ซึ่งหวังว่าบริษัทอาหารจะสามารถควบคุมคุณภาพอาหารให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ
4. กล้ามเนื้อขาวขุ่นที่มาจากไมโครสปอริเดียน
พบมากตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช ซึ่งในบ่อพักน้ำมีกุ้งแชบ๊วยเป็นโรคนี้มาก จะเป็นทุกที่ บางฟาร์มเตรียมน้ำโดยการใช้ คลอรีน หรือไอโอดีน แต่ใช้ปริมาณน้อย ก็จะพบว่ากุ้งเป็นโรคนี้ได้ โฮสต์กึ่งกลาง หรือ intermediate host ที่จะมาถึงกุ้งก็จะเป็นปลา เมื่อกุ้งกินกุ้งที่ป่วยด้วยโรคนี้จะไม่ติดเชื้อ แต่ถ้าปลาไปกินสปอร์ที่ขับถ่ายมาจากกุ้ง แล้วกุ้งไปกินขี้ปลา กุ้งจะติดเชื้อ เพราะฉะนั้นถ้าจะไม่ให้เกิดโรคนี้ต้องกำจัดปลาและพักน้ำให้นานพอสมควร หลังจากกำจัดปลาแล้ว ซึ่งไม่มีข้อมูลว่าสปอร์ที่อยู่ในขี้ปลานั้นสามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำได้นานแค่ไหน แต่ถ้าใช้คลอรีนในอัตราที่ฆ่าปลาได้ เมื่อคลอรีนสลายตัวหมด และทำสีน้ำใหม่ น่าจะลดการเกิดโรคนี้ได้มาก แต่ถ้าใช้คลอรีนในความเข้มข้นต่ำหรือไม่ใช้สารเคมีฆ่าปลาจะพบกุ้งขาวเป็นโรคนี้สูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะพบสูงสุดในกุ้งอายุประมาณ 50 วัน แต่หลังจากนั้นการเกิดโรคจะไม่เพิ่มขึ้นอีก หมายถึงว่าที่เป็นโรคก็จะทยอยตาย แม้ว่าในบ่อจะมีปลาก็ไม่มีการเพิ่มจำนวนกุ้งที่ติดโรคใหม่ เพราะตอนจับกุ้งก็จะไม่เห็นกุ้งตัวที่เพิ่งมีการติดเชื้อ แสดงว่าการติดเชื้อน่าจะมาจากช่วงแรกลูกกุ้งกินขี้ปลาที่สปอร์ยังอยู่ในระยะที่ทำให้เกิดโรคได้
5. โรคไวรัสดวงขาวแต่เนื้อกุ้งเป็นสีชมพูหรือชมพูอมส้ม
ช่วงเดือนพฤศจิกายน- ธันวาคม ปี 2550 ที่ผ่านมา พบโรคไวรัสดวงขาวแต่สีออกเป็นสีชมพู แต่ว่าสีจะแตกต่างจากที่เป็นโรคทอร่า เพราะทอร่าจะออกเป็นชมพูอ่อนถึงแดง แต่ไม่สามารถสังเกตเห็นดวงขาวใต้เปลือกซึ่งต่างจากดวงขาวทั่วไปที่เห็นดวงขาวชัดเจน กุ้งที่ป่วยจะตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ที่เกษตรกรสับสนว่าอาจจะเป็นโรคใหม่แต่จริงๆ แล้ว เป็นโรคดวงขาว อาจจะคนละสายพันธุ์ ไม่รู้ว่ากุ้งหรือไวรัสที่ปรับตัว ถ้าจะให้ดีต้องไปศึกษาในรายละเอียดดูว่ามีการกลายพันธุ์หรือไม่ ถ้าปกติเป็นพวก DNA ไวรัส มีการกลายพันธุ์น้อย ไม่เหมือน RNA ไวรัส (ทอร่า และหัวเหลือง) จะกลายพันธุ์ง่าย การตรวจด้วย PCR ให้ผลที่แน่นอนกว่าการสังเกตอาการภายนอก หรือตรวจสอบโดยการตัดเนื้อเยื่อ เพื่อดู inclusion body ที่เนื้อเยื่อใต้เปลือก (subcuticular epithelial) เหงือกและเนื้อเยื่อของกระเพาะอาหารก็จะยืนยันได้ชัดเจน
แม้ว่าข้อมูลที่นำเสนอครั้งนี้เป็นเพียงส่วนเล็กส่วนน้อยจากงานกุ้งจันท์ตะวันออกแฟร์ก็ตาม แต่พวกเรายังรับรู้ถึงความสำคัญของเนื้อหาว่า ท่านวิทยากรที่นำเสนอต่างล้วนเห็นได้ชัดว่าให้ข้อมูลครบถ้วนและล้วนเป็นข้อมูลที่น่าสนใจในปัจจุบัน อ่านจบแล้วลองหันกลับมามองตนเองว่า ตัวเราพร้อมที่จะเลี้ยงกุ้งขาวหรือกุ้งกุลาดำแล้วหรือยัง จะเลี้ยงแบบไหน จะเลี้ยงกุ้งอย่างไร จะป้องกันปัญหาที่จะเกิดได้หรือไม่ และ เมื่อเลี้ยงแล้วหากราคาเป็นไปอย่างที่วิทยากรแจ้งไว้ ต้นทุนของเราจะมีกำไรให้เห็นหรือเปล่า ลองทบทวนและตรึกตรอง เชื่อมั่นว่าเกษตรกรไทยทุกคนคงยิ้มรับกับปีหนูปีนี้แน่นอนครับ
ดัชนีชี้วัดสภาพธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้ง
ธิติวัฒน์ ลี้ภัยสมบูรณ์
บริษัท ชริมเนตเวิร์ก จำกัด
เป็นเวลานานกว่า 2 ทศวรรษที่ผู้เลี้ยงกุ้งในประเทศได้เผชิญร้อน-หนาว สารพัดอุปสรรคปัญหาหนัก-เบา บางคนเคยร่ำรวยเป็นเศรษฐีข้ามคืน และก็เคยยากจนเป็นยาจกในข้ามคืนด้วยเช่นกัน ความสำเร็จ และความล้มเหลวมีให้เห็นได้มากมาย แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งได้พอมองเห็นสภาพโดยรวมของผู้ร่วมอาชีพว่าเป็นอย่างไรอยู่บ้าง และอาจจะช่วยให้ผู้เลี้ยงกุ้งสามารถวางแผนการเลี้ยงได้ดียิ่งขึ้น
ต้องขอขอบคุณ กรมประมงที่ได้มีการพัฒนาระบบใบกำกับการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำ ออกมาทำให้อุตสาหกรรมกุ้งของเรามีเครื่องมือสำคัญในการรวบรวมข้อมูล หรือร่องรอยการดำเนินงานของอุตสหกรรมภาคผู้ผลิตไว้อย่างเป็นระบบ แต่ก็น่าเสียดายที่เป็นเวลา กว่า 2 ปีแล้วที่มีการเก็บบันทึกข้อมูลดังกล่าวแล้วแต่ไม่ได้มีการนำข้อมูลอันมีค่านี้ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้ นอกเสียจากการแสดงยอดผลผลิตรวม เท่านั้น
วันนี้ผมขออนุญาติ นำเอาร่องรอยการดำเนินงานของอุตสาหกรรม หรือข้อมูลใบกำกับนี้มาเล่นแร่แปรธาตุ ออกมาเป็นอะไรบางอย่างที่สื่อความหมายต่อเราได้ ในรูปแบบดัชนีชี้วัดสภาพธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้ง ให้ได้รู้จักกันครับ แล้วท่านจะเห็นว่าตัวชี้วัดแต่ละตัวแสดงให้ท่านได้เห็นภาพรวมของธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งได้อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมมากเลยทีเดียว
จำนวนฟาร์มที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน (Active Farms Count) AFC เป็นการนับจำนวนฟาร์มที่มีผลผลิตออกมาในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา แน่นอนว่าตัวชี้วัดตัวนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงจำนวนฟาร์มที่มีการเพาะเลี้ยงอยู่ในปัจจุบัน AFC จะแปรผันไปตามฤดูกาลคือจะมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งที่มีการหยุดการเลี้ยงในฤดูกาลที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมีผลกระทบต่อผลผลิตรวมทั้งประเทศด้วย
ผลผลิตเฉลี่ยต่อครอปต่อฟาร์ม (Average Farm Crop Production) AFP หน่วยเป็นตัน เป็นดัชนีแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในความสามารถในการผลิต และเป็นดัชนีที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของขนาดฟาร์มและ/หรือผลประกอบการของฟาร์มที่มีผลผลิตออกในเดือนนั้นๆ
ไซด์เฉลี่ย (Average Size) AS หน่วยเป็น ตัวต่อกก. เป็นการเฉลี่ยไซด์กุ้งจากการผลิตทั้งประเทศ AS นี้แสดงให้เห็นถึงสภาพของผลผลิตที่จะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร รวมทั้ง AS ยังสะท้อนพฤติกรรมระยะสั้นๆในการการตัดสินใจจับกุ้งของเกษตรกร ต่อราคารับซื้อกุ้งได้อีกนัยหนึ่งด้วย
รายได้เฉลี่ยต่อกิโลกรัม (Average Earning per Kilogram) AE หน่วยเป็นบาทต่อกก. เป็นการแสดงให้เห็นถึงรายได้เฉลี่ยที่เกษตรกรได้รับ ต่อการขายกุ้ง 1 กก. AE เป็นตัวชี้วัดที่ดีมากๆ ในการสะท้อนสภาพทางเศรษฐกิจของเกษตรกรในแต่ละช่วงเวลา ทั้งนี้รายได้ต่อหน่วย AE ที่มากก็ไม่ได้หมายความว่าสภาพเศรษฐกิจของเกษตรกรดีเสมอไป เพราะหากรายได้ต่อหน่วยสูงแต่มีจำนวนผลผลิตน้อยๆ ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ที่ครอบคลุมต่อเกษตรกรในส่วนรวมด้วย
ดัชนีรายได้ของเกษตรกร (Earning Index) EI เป็นการแสดงให้เห็นถึงรายได้รวมจาการขายกุ้งของเกษตรทั้งประเทศ ในแต่ละเดือนเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของการขายกุ้งในปี 2549 โดยดัชนีที่มีค่าลบก็หมายความว่ารายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของรายได้ในปี 2549 ในทางกลับกันดัชนีเป็นค่าบวกก็หมายความว่ารายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของรายได้ในปี 2549
กำลังการผลิต (Production Capacity) PC หน่วยเป็นเปอร์เซนต์ของกำลังการผลิตสูงสุดของปีก่อนหน้า เป็นดัชนีบ่งชี้ให้เห็นถึงสัดส่วนของพื้นที่ ที่มีผลผลิตออกมาในแต่ละเดือน เทียบกับพื้นที่ ที่มีผลผลิตออกมาในเดือนที่สูงสุดในปีก่อนหน้านั้น PC แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนของผลผลิตที่ออกมาจากพื้นที่เดียวกันในปัจจุบัน ต่อผลผลิตสูงสุดที่ออกมาจากพื้นที่นั้นๆในปีที่แล้ว เช่น PC มีค่า 87% หมายความว่าตอนนี้เรามีผลผลิตออกมา 87% ของกำลังการผลิตสูงสุดของปีที่แล้ว
กำลังการลงกุ้ง (Stocking Capacity) SC หน่วยเป็นเปอร์เซนต์ของกำลังการลงกุ้งสูงสุดของปี ก่อนหน้า เป็นดัชนีบ่งชี้ให้เห็นถึงสัดส่วนของพื้นที่ ที่มีการลงกุ้งในแต่ละเดือน เทียบกับพื้นที่ ที่มีการลงกุ้งในเดือนที่สูงสุดในปีก่อนหน้านั้น SC แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนของการลงลูกกุ้งในพื้นที่เดีวกันในปัจจุบัน ต่อการลงลูกกุ้งสูงสุดในพื้นที่นั้นๆในปีที่แล้ว เช่น SC มีค่า 85% หมายความว่าตอนนี้เรามีลูกกุ้งอยู่ลงไว้ในบ่อ 85% ของจำนวนลูกกุ้งที่ลงไว้ในพื้นที่สูงสุดของปีที่แล้ว
การขายกุ้งที่ขาดทุน (Loss Sale Production) LSP หน่วยเป็นเปอร์เซนต์ของผลผลิตในแต่ละเดือน แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนของผลผลิตที่เกษตรกรขายออกไปแบบต่ำกว่าทุน ต่อผลผลิตรวมทั้งหมดในแต่ละเดือน ดังนั้นพวกเราจึงไม่อยากเห็นว่าดัชนี LSP นี้มีค่ามากกว่า 0 เลย
ยิ่งไปกว่านั้นความเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนี ยังแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปในสภาพธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งด้วย อีกทั้ง แต่ละดัชนีก็มีความสัมพันธ์ต่อกันที่น่าติดตาม หากจะพยากรณ์อนาคต เช่น กำลังการลงกุ้งสูงสุดมักจะเกิดขึ้นประมาณ 4-5เดือนก่อน เดือนที่จะมีกำลังการผลิตสูงสุดเป็นต้น
ในเบื้องต้นนี้ลองมาดูตัวเลขจริงๆของแต่ละดัชนีของเดือน ธันวาคม 2550 กันดีกว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดยทางชริมเนตเวิร์ก ได้แยกรายละเอียดเป็นประเภทกุ้งขาวและดำไว้สำหรับบางดัชนีเพื่อให้เกษตรกรแต่ละกลุ่มประเภทกุ้งได้ประโยชน์จากดัชนีนี้
ดัชนีชี้วัดสภาพธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลในประเทศไทย
Thailand Shrimp Farming Business Index
โดย: บริษัท ชริมเนตเวิร์ก จำกัด
ตาราง: ดัชนีชี้วัดสภาพธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลในประเทศไทย ประจำเดือน ธันวาคม 2550
Index ตค.50 พย.50 ธค.50*
AFC (ฟาร์ม) 9,603 9,397 8,982
AFP (ตัน) 17.07 16.45 14.41
Average Size (ตัว/กก)
SA (กุ้งขาว) 72 76 86
SA (กุ้งดำ) 56 52 52
Average Earning (บาท/กก)
AE (กุ้งขาว) 115 110 104
AE (กุ้งดำ) 162 168 168
Earning Index 0.127 0.039 - 0.344
Production Capacity
กุ้งขาว 104% 97% 81%
กุ้งดำ 74% 91% 91%
Stocking Capacity
กุ้งขาว 98% 102% 98%
กุ้งดำ 153% 136% 128%
%Loss Sale Production 0% 0% 0%
* เป็นการรายงานค่าเบื้องต้น ข้อมูลยังไม่ครบถ้วน
สภาพฟาร์มและปริมาณผลผลิตจากฟาร์ม
ในภาพรวมทั้งประเทศจำนวนผู้เลี้ยงกุ้ง (AFC) มีการลดจำนวนลงอย่างมากจากประมาณ 12,000 รายเมื่อต้นปี เหลือ 9,300 รายในปลายปี ซึ่งอาจเป็นผลมาจากราคากุ้งที่ตกต่ำในช่วงต้นไตรมาสที่ 2 เป็นผลให้มีเกษตรกรจำนวนมากหยุดรอดูเหตุการณ์ แต่ที่น่าสังเกตุคือผลผลิตเฉลี่ยต่อรอบการเลี้ยงต่อฟาร์ม (AFP) โดยทางชริมเนตเวิร์ก ประเมินจากข้อมูลว่าเป็นผลมาจากการแบ่งจับกุ้งในบ่อทำให้ AFP สูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นมา และอาจเป็นเพราะจำนวนฟาร์มรายย่อยในเขตภาคกลางที่ลดจำนวนลงก็มีส่วนทำให้ ค่า AFP สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนในเดือนธันวาคม AFC และ AFP ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน นั้นอาจเป็นผลจากการหยุดพักบ่อช่วงปลายปี
สภาพทางเศษรฐกิจ ของฟาร์ม
เมื่อเทียบกับการผลิตในปี 2549 แล้ว ขนาดเฉลี่ยของผลผลิต (AS) ในปี 2550 มีความใกล้เคียงกับปี 2549 เป็นอย่างมาก ยกเว้นช่วงไตรมาสที่ 3 ที่มีกุ้งไซด์ใหญ่ออกมาก แต่อย่างไรก็ตามอาจพอพูดได้ว่า ขนาดกุ้งในปี 2550 ใหญ่กว่า ปี 2549 เล็กน้อย แต่พอมาดูรายได้เฉลี่ยต่อกิโลกรัมที่เกษตรกรได้รับ เทียบกับปี 2549 แล้วเห็นเลยว่าเงินหายไป เฉลี่ย 16 บาทต่อกิโลกรัม หรือเทียบแล้วหายไปประมาณ 14% ของรายได้ในปี 2549 ส่วนมวลรวมของเม็ดเงินในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2550 ก็กลับมีปริมาณเม็ดเงินลงมาสู่เกษตรกรมากกว่าเม็ดเงินเฉลี่ยต่อเดือนในปี 2549 (EI) ซึ่งเป็นปรกติของช่วงนี้อยู่แล้ว (แต่น้อยกว่าปี 2549) โดยในเดือนธันวาคม รายได้เฉลี่ยต่อกก. ของกุ้งขาว(AE) ลดลงอีก 6 บาท/กก. มวลเม็ดเงินรวมก็ลดลงด้วย ส่วนการขายที่ขาดทุน (LSP) ในช่วงนี้ไม่มีเพราะราคากุ้งอยู่ในระดับที่ดี
สภาพกำลังการผลิต
กำลังการผลิตเริ่มลดลงมาตั้งแต่เดือนตุลาคม และยังจะลดต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปี 2551 ส่วนกำลังลงกุ้งก็มีทิศทางที่ลดลงด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นปรกติของช่วงปลายปี แต่ถ้าดูค่ากำลังการลงกุ้งแล้วจะเห็นว่ามีค่าที่เดือนธันวาคม ที่ 98% ซึ่งถือว่ามาก และจะเป็นกำลังสะสมไปเป็นผลผลิตต่อไปในอีก 2-3เดือนข้างหน้า ดังนั้นสภาพกำลังการผลิตในเดือน กุมภาพันธ์ และมีนาคม อาจมีผลผลิตออกมามากได้ หากลูกกุ้งที่ลงกันไปในช่วงปลายปี รอดโรค และรอดการโตช้ามาได้
ลองทำความคุ้นเคยกับดัชนีชี้วัดเหล่านี้ดูครับ ไม่เก่งตัวเลข ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่เข้าใจครับ ดูประเมินว่าเพิ่มขึ้นลดลงได้ก็พอครับ หากมีข้อสงสัยในตัวเลขหรือการทำความเข้าใจในดัชนี ก็ติดต่อมาที่ศูนย์บริการของ บริษัท ชริมเนตเวิร์ก จำกัด ได้ ที่เบอร์ (081) 498-3336 หรือ อีเมล์ infoshrimp@shrimpnetwork.com ทั้งนี้ทางชริมเนตเวิร์ก กำลังเตรียมจัดสัมนา ชี้แจงที่มาที่ไปของดัชนี และการนำค่าดัชนีไปใช้ประโยชน์ ในต้นเดือนมีนาคม นี้อยู่แล้ว ท่านที่สนใจก็ติดต่อขอจองที่นั่งล่วงหน้าได้และอาจมีค่าใช้จ่ายบ้างเล็กน้อยนะครับ เพราะเราจัดให้ฟรีสำหรับสมาชิกเราเท่านั้น
ไทยกับคู่แข่งโอกาสใครมากกว่ากัน
คณะกรรมการบริหารคลัสเตอร์กุ้งประเทศไทย ได้วิเคราะห์ขีดความสามารถอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งในประเทศไทย โดยเปรียบเทียบความสามารถด้านเพาะเลี้ยง รวมทั้งระดับความเข้มแข็งด้านปัจจัยพื้นฐาน และเทคโนโลยี ไว้ดังนี้คือ
คู่แข่ง
ส่วนใหญ่เลี้ยงได้ 1-2 รอบ/ปี
เกษตรกรผู้เลี้ยงไม่เชี่ยวชาญ
มีเทคโนโลยีการเลี้ยงและป้องกันโรคด้อยกว่า ทำให้เกิดความเสียหายมากกว่า
จีนและเวียดนาม มีต้นทุนการผลิตต่ำ
มีแรงงานจำนวนมาก/ค่าจ้างต่ำ
ไทย
เกือบทุกพื้นที่เลี้ยงได้ 2-3 รอบ/ปี
เกษตรกรมีฝีมือ
มีเทคโนโลยีการเลี้ยงและป้องกันโรคที่ใช้งานง่าย รู้ผลเร็ว
ผลผลิตต่อไร่สูง
ต้นทุนสูง (พลังงาน/อาหาร/ลูกกุ้ง)
ขาดแคลนแรงงาน
ความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมสนับสนุน
คู่แข่ง
เวียดนามมีบริษัทผลิตอาหารจำนวนมาก แต่ด้อยคุณภาพ
อินโดนีเซียเลี้ยงในนิคมครบวงจร
ไทย
บริษัทผลิตอาหาร และอุปกรณ์ในการเลี้ยงจำนวนมาก หลากหลาย และคุณภาพสูง
การตอบสนองความต้องการของตลาด
คู่แข่ง
จีนและเวียดนามเน้นขายในราคาต่ำ
 
|
|