โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

เว็บบอร์ดข่าววงการกุ้ง www.SiamMarine.com Index : เข้าชมข่าวทั้งหมด (หรือRefresh หน้าจอ) คลิ๊กที่นี่ : นสพ.กุ้งไทย :: ฉบับที่90
 
ไปสู่หน้าหลักของ เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ นสพ.กุ้งไทย :: ฉบับที่90  
web
 

โพสต์: 418
โพสต์เมื่อ: 12/04/2008-16:24 GMT+7  
ฉ.90

กุ้งทอง 51

ในงานวันกุ้งไทย ครั้งที่ 18 ของชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สุราษฎร์ธานี ปีนี้ตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าปีนี้ รางวัลกุ้งทอง จะตกเป็นของใคร จนกระทั่งนาทีสุดท้าย แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังงง เพราะไม่คาดคิดมาก่อน รางวัลกุ้งทองเป็นรางวัลที่พิจารณาโดยคณะที่ปรึกษาของชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีกิจกรรมนี้ทุกปี มอบให้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่อุทิศตนเสียสละทำงานเพื่อส่วนรวมค่ะ
และในปีนี้ งานวันกุ้งไทยครั้งที่ 18 ผู้ที่ได้รับรางวัลกุ้งทอง คือคุณเอกพจน์ ยอดพินิจ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สุราษฎร์ธานีนั่นเอง
คณะที่ปรึกษาชมรมฯให้ความเห็นว่า คุณเอกพจน์ ยอดพินิจ มีความตั้งใจจริง และทำงานด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ เพื่อผลประโยชน์ของวงการกุ้งไทยด้วยดีมาโดยตลอด จึงมอบรางวัลนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านและวงการกุ้งไทย
ซึ่งนอกจากผลงานในการทำงานแล้ว คุณเอกพจน์ ยอดพินิจ ยังได้บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ ในนามของชมรมฯอีกมาก อาทิ ให้การสนับสนุนโรงเรียนด้อยโอกาสในหลายพื้นที่ ทั้งโครงการอาหารกลางวัน ทุนการศึกษาและพัฒนาโครงสร้างอาคารเรียน , โครงการปลูกป่าชายเลน ที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของอุตสาหกรรมกุ้งไทย ตลอดจนปรับปรุงการบริหารชมรมฯ อย่างมีประสิทธิภาพ เสียสละเพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด
คณะที่ปรึกษาชมรมฯ ลงความเห็นกันว่า “วงการกุ้งบ้านเราต้องการคนแบบนี้มากๆ”
และทีมงาน นสพ.กุ้งไทย ในฐานะตัวแทนของเกษตรกรทุกคน ก็ขอแสดงความยินดี มา ณ โอกาสนี้ ด้วยนะคะ

กุ้งไทยจับมือร้องนายกฯ
วอนแก้ปัญหาทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2551 ตัวแทนจากภาคผู้เลี้ยง คือสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และสมาคมกุ้งตะวันออกไทย พร้อมตัว ตัวแทนจากสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง เข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีเลขาฯ นายกรัฐมนตรี ออกมารับหนังสือ โดยขอให้เร่งแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออกกุ้งของประเทศไทย
สืบเนื่องจาก ปัญหาที่เหนือความสามารถของผู้ประกอบการที่จะแก้ไขเองได้ โดยเฉพาะกรณีของต้นทุนการผลิตและการส่งออกที่สูงขึ้นเนื่องจากผลกระทบของต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่
สำคัญที่สุดที่ทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยทุกภาคส่วนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกโดยสิ้นเชิง
คือการแข็งตัวแบบไม่มีเสถียรภาพของค่าเงินบาทมาตั้งแต่ต้นปี 2549 ทั้งนี้ต้นทุนที่สูงขึ้นแต่ราคาขายต่ำลง
จากภาวะการณ์ดังกล่าวทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องจนต้องหยุด และ/หรือ
เลิกเลี้ยง ในขณะที่ผู้ส่งออกก็ขาดความสามารถในการรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกร เพราะไม่สามารถแข่งขัน
กับผู้ส่งออกจากประเทศอื่นๆ ที่มีผลกระทบของค่าเงินน้อยกว่าได้ ซึ่งจากภาวะการณ์ดังกล่าว ได้กระทบต่อ
ศักยภาพทางธุรกิจของอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อการถดถอยในอนาคตอันใกล้นี้

จึงร้องขอให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้โปรดสั่งการเพื่อช่วยเหลือต่ออุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบ โดยถือเป็นมาตรการเร่งด่วน เพื่อให้มีผลทางบวกในการแก้ไขต่อปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ รวมไปถึงมาตรการระยะยาวที่จะทำให้อุตสาหกรรมกุ้งของไทยยังคงความเป็นผู้นำในตลาดโลกได้ด้วยความยั่งยืน สามารถทำรายได้สุทธิจากการส่งออกเพื่อเข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศตามเป้าหมายต่อไป
1 มาตรการเร่งด่วน มีดังนี้
1.1 ให้สินเชื่อพิเศษแก่โรงงานแปรรูป เพื่อรักษาความมีเสถียรภาพของราคาและความ
มั่นคงด้านการผลิต โดยกำหนดวงเงินที่ 2,500 ล้านบาท สำหรับปี 2551 ทั้งนี้ภาคผู้แปรรูปและส่งออก
จะใช้สินเชื่อดังกล่าวในการสร้างกำลังซื้อและสำรองวัตถุดิบกุ้งจากเกษตรกร เพื่อทำให้เกิดสภาพคล่อง
ด้านการผลิต รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพด้านการส่งออกให้มากขึ้น
1.2 ขอให้ชดเชยภาษีแก่ผู้ส่งออก โดยให้เพิ่มอัตราชดเชยมุมน้ำเงินแก่กุ้งอื่นๆ และกุ้งขาว
ที่เพาะเลี้ยงในประเทศ (นอกเหนือจากกุ้งกุลาดำ) ให้มีอัตราสูงขึ้น
1.3 มาตรการภาษีนำเข้า (Import Duty) เนื่องจากที่ผ่านมาวัตถุดิบผลิตอาหารกุ้งถูกเก็บ
อากรขาเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่รวมกันแล้วสูงมาก จึงขอให้มีการปรับลดเป็นศูนย์
1.4 ขอให้รัฐบาลสั่งการให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคคิดราคาค่าไฟฟ้าในการเลี้ยงกุ้งตาม
การใช้จริง เนื่องจากการผลิตกุ้งเป็นการทำการเกษตรแบบเฉพาะตัว ไม่สอดคล้องกับการคิดค่าไฟฟ้าตาม
หลัก Demand Charge แบบอุตสาหกรรมทั่วไปตามที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคใช้ในปัจจุบัน ซึ่งการคิดค่า
พลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันจัดเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตกุ้งที่สูงกว่าความเป็นจริง
1.5 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการส่งเสริมธุรกิจเชื่อมโยง (Contract
Farming) อย่างเป็นรูปธรรม โดยความร่วมมือระหว่างโรงงานแปรรูปและเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง
เพื่อเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจแก่อุตสาหกรรมกุ้งไทยในอนาคต ทั้งนี้ให้ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์
ด้านสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยจากการเข้าร่วมโครงการ เพื่อสร้างเสถียรภาพของราคาวัตถุดิบภายในประเทศ
2. มาตรการระยะยาว
2.1 จัดให้มีการอบรมอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุน กำกับ ดูแล พัฒนา
ด้านมาตรฐานฟาร์มอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้ได้มาตรฐานที่มีความเด่นนำในอุตสาหกรรมกุ้งโลก
2.2 สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ไทยมีศูนย์พ่อแม่พันธุ์กุ้งคุณภาพ ที่ได้มาตรฐานระดับโลก
ทั้งนี้ ขอเสนอดังกล่าว เป็นความร่วมมือของทุกสมาคมและทุกชมรม ในอุตสาหกรรมกุ้ง เพื่อแก้วิกฤติครั้งนี้ร่วมกัน ซึ่งหากได้รับการพิจารณาจาก นายกรัฐมนตรี ก็จะนับเป็นมิติใหม่ของอุตสาหกรรมกุ้งไทยเลยทีเดียวค่ะ



คนเลี้ยงกุ้งอ่วม อาหารปรับรอบ 2
วอนก.พาณิชย์ ตรึงราคา

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 แกนสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย (พื้นที่น้ำจืด) และสมาคมกุ้งตะวันออกไทย และชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.กาญจนบุรี และสมุทรสาคร เข้าพบ นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เพื่อร้องเรียนให้แก้ไขปัญหาราคาอาหารกุ้งปรับตัวสูงขึ้น ถึง 2 ครั้งในรอบ 3 เดือน ที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสวนทางกับกุ้งที่ราคาตกต่ำลง

จากนั้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 ทั้ง 2 สมาคมผู้เลี้ยง พร้อมตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เข้ายื่นหนังสือต่อนายมิ่งขวัญ .... รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อร้องเรียนให้แก้ไขปัญหาราคาอาหารสัตว์แพงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต โดยมี นายเกรียงไกร กิตติธเนศวร์ เลขา รมว.พานิชย์ พร้อมด้วย รองอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นตัวแทนรับเรื่อง
นายสมปอง ชาววังไทร นายกสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย นายบรรจง นิลสภวานิช นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย พร้อมด้วยกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง อาทิ นายนิธิศ ภัทรกุลชัย นายธิติวัฒน์ ลี้ภัยสมบูรณ์ ที่ปรึกษาสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย นางอรอนงค์....ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งกาญจนบุรี เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกระทรวงพาณิชย์ โดยนายสมปอง เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งต้องประสบกับปัญหาต้นทุนการผลิต การเพาะเลี้ยงอย่างหนัก ทั้งจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า ที่มีการปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งอาหารสัตว์ที่ใช้เลี้ยงกุ้งซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของต้นทุนทั้งหมดมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอีก 9 % ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนนับจากต้นปี หรือคิดเป็น 80 บาท ต่ออาหารกุ้ง 1 กระสอบ จึงต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยดูแลและขอให้ผู้ประกอบการอาหารสัตว์ตรึงราคาไว้ให้อยู่ในความเหมาะสม
ทั้งนี้ นางนางพิกุล ทักษิณาจารย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะตัวแทนรับเรื่องร้องเรียน กล่าวว่า กรณีปัญหาของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง กรมการค้าภายในเตรียมเรียกผู้ประกอบการอาหารสัตว์มาหารือภายในเดือนนี้ คาดว่าจะสามารถหาข้อสรุปได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการสินค้าต่างๆ กว่า 200 รายการแล้ว


ธิติวัฒน์ ลี้ภัยสมบูรณ์ ที่ปรึกษาสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี ราคาอาหารกุ้งปรับขึ้นมา 2 ครั้ง ล่าสุดคือ เมื่อวันที่ 20 กพ.ที่ผ่านมา รวมแล้วปรับถึง 9 % หรือคิดเป็น 80 บาท/ถุง ทำให้ต้นทุนของเกษตรกรสูงขึ้นมาก หากดูจากตัวเลขพบว่า กำไรของเกษตรกรในการเลี้ยงแต่ละรอบอยู่ที่ 8% เท่านั้น นี่ยังไม่นับความเสี่ยงจากความเสียหายในการเลี้ยงไม่ผ่าน
ปัจจุบันอาหารคิดเป็นต้นทุน 50 % ในการเลี้ยงกุ้ง ค่าพลังงานอีก 20 % แม้ว่าเราพยายามลดต้นทุนกันสุดๆ แล้ว ก็ยังลดความเสี่ยงไม่ได้เลย คือหากเสียหาย 1 บ่อ จะต้องเลี้ยงให้สำเร็จถึง 10 บ่อจึงจะทดแทนกันได้พอดี (เสมอตัว) ทำให้รายกลางและรายเล็กตกที่นั่งลำบาก
คุณล้อมเดช จันทร์บุตร ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพ จ.สมุทรสาคร กล่าวว่า อยากให้ภาครัฐหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยการตรึงราคาอาหารกุ้ง(แต่ไม่ลดคุณภาพ) เนื่องจากต้นทุนอาหารที่สูงทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นกก.ละ 4.50 บาท เกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะมีกำไรนิดเดียวอยู่แล้ว หากต้นทุนสูงขึ้นในขณะที่ราคากุ้งตกต่ำลงสวนทางกันแบบนี้ ก็จะเข้าสู่ภาวะล่มสลายของเกษตรกรรายย่อยจริงๆ
นางอรอนงค์ ธนพันธ์ภูวเดช ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า ราคาอาหารกุ้งที่ปรับขึ้น 5% ในเดือนมกราคม และปรับอีก 4 % ในเดือนกุมภาพันธ์ และมีแนวโน้มที่จะปรับอีกนั้น ทำให้เกษตกรในพื้นที่ภาคกลางได้รับความเดือดร้อน และต้องเจอกับปัญหาการซื้อกุ้งในราคาที่ไม่เป็นธรรม จึงวอนผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาโดยด่วน




ปัตตานีจัดยิ่งใหญ่มหกรรมกุ้งธงฟ้าราคาประหยัด
จากการที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในปัตตานีประสบปัญหาต้นทุนเพิ่ม การผลิตล้นตลาด ราคากุ้งตกต่ำมาก ผู้เลี้ยงหลายรายต้องเลิกกิจการไป ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งปัตตานีจึงได้ร่วมกับสำนักงานกรมการค้าภายใน จ.ปัตตานี จัดมหกรรมกุ้งธงฟ้าราคาประหยัด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และจำหน่ายกุ้งราคาถูกแก่ประชาชน ระหว่างวันที่ 25-29 กุมภาพันธ์ 2551 ณ บริเวณลานจอดรถห้างบิ๊กซีปัตตานี
นายสรวุฒิ จิระพันธุ์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งปัตตานี เปิดเผยถึงความเป็นมาของกิจกรรมและความร่วมมือของสมาชิกชมรมว่า ก่อนหน้านี้ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งปัตตานีมีสมาชิกสองร้อยกว่าราย ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและหลายเหตุผลทำให้ปัจจุบันนี้จำนวนสมาชิกลดลงเหลือไม่กี่สิบรายที่ยังต่อสู้กับภาวะที่มากระทบ ซึ่งมหกรรมกุ้งธงฟ้านี้ ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ของชมรม เพื่อกระตุ้นสมาชิกให้ได้มีกำลังใจในอาชีพมากขึ้น
"ชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.ปัตตานี เป็นการรวมตัวของสมาชิก ซึ่งปัตตานีเดิมมีตั้งสองร้อยกว่าราย ตอนนี้เหลือไม่ถึงหกสิบรายที่ยังเลี้ยงต่อ อย่างกิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมเริ่มต้นที่กระตุ้นสมาชิก ซึ่งหลังจากงานนี้ ชมรมก็เตรียมใช้พื้นที่บริเวณตลาดหมอวิทย์ ใกล้กับที่ทำการชมรมฯ เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางที่เกษตรกรรวบรวมกุ้งสดจากฟาร์มมาจำหน่ายแก่ผู้ซื้อทุกวัน แบบเดียวกับที่ภูเก็ตทำอยู่”
สำหรับกุ้งธงฟ้าราคาประหยัดที่ทางชมรมฯ นำมาจำหน่ายเป็นกุ้งขาวที่ผลิตเพื่อการส่งออก ในไซซ์ขนาด 60 – 70 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก โดยจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 109 บาท ในวันแรก ส่วนวันต่อไปจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 120 บาท ซึ่งในวันแรกวันเดียว สามารถจำหน่ายได้ถึงกว่า 400 กิโลกรัม
---------------

เทคนิคการบริหารต้นทุนการผลิตและการขาย
ในการสัมมนาทางวิชาการ “งานวันกุ้งไทย ครั้งที่ 18” คุณไพบูลย์ ลิ้มเลิศวาที ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งชุมพร ได้บรรยายในหัวข้อ “การการบริหารต้นทุนการผลิต และการขาย” ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งทีมงานได้สรุปไว้ดังนี้
เทคนิคการลดต้นทุนการผลิตกุ้ง
- การเตรียมบ่อ ควรปู PE บริเวณขอบบ่อเพื่อลดตะกอนดิน ถ้าตะกอนเลนไม่เยอะมาก ก็ตากบ่อให้แห้งเฉยๆ แต่ถ้าตะกอนเลนมากก็เอาออกบ้าง แล้วพักบ่อตากเลนให้แห้ง ซึ่งถือว่าเป็นการฆ่าเชื้อไปด้วย
- การเตรียมน้ำ ไม่ใช้สารเคมีในการฆ่าเชื้อ เพราะจะทำให้เกิดสารตกค้าง ที่สำคัญบ่อที่ใช้ยาฆ่าสาหร่าย จะส่งผลให้กุ้งโตช้า เพราะฉะนั้น จึงควรใช้วิธีการกรองน้ำโดยใช้ผ้าป่านแก้วและมุ้งเขียวสลับกัน 2 ชั้น
- การจัดระบบฟาร์ม ให้ใช้เครื่องสูบน้ำเครื่องเดียวในบ่อพัก
- การใช้ไฟฟ้า ควรใช้ค่าไฟฟ้าแบบ TOU หากมีความพร้อม
- การตีน้ำ เน้นให้ค่า DO เช้ามากกว่า 3 ppm ถ้าตีน้ำให้ได้ค่า DO มากกว่า 5 ต้องใช้มอเตอร์เติมขึ้นเท่าตัว แต่ถ้าต่ำกว่า 3 จะทำให้กุ้งมีปัญหา ต้องจับหรือแบ่งจับ แต่ในการจับต้องระวังในเรื่องของการปนเปื้อนเชื้อโรคจากอวน หรือคนงานที่ตีอวน เพราะฉะนั้น ที่นี่จึงจับโดยการใช้วิธีการเปิดประตูลดระดับน้ำแทน และใช้คนภายในฟาร์มทำ นอกจากนั้น กลางวันยังเปิดเครื่องตีน้ำเพียงครึ่งเดียว ส่วนกลางคืนเปิดเครื่องตีน้ำเต็มที่
- การจัดระบบป้องกันพาหะนำโรค ถ้าเป็นโรคแล้วต้องสามารถควบคุมให้ได้ อย่าให้ไปติดบ่ออื่นๆ ในฟาร์ม และต้องวิเคราะห์ให้ทราบสาเหตุให้ได้ว่าโรคเกิดจากเชื้ออะไร การป้องกันหลักๆ คือ การปู PE , ดักปู , กันนก สิ่งเหล่านี้เกษตรกรที่มีทุนน้อยก็สามารถทำได้ และควรทำเป็นอย่างยิ่ง
- การจัดซื้ออุปกรณ์การเลี้ยง , อาหารกุ้ง ถ้าเป็นไปได้ควรซื้อเงินสด เพื่อความสะดวก และได้ส่วนลด
- ให้อาหารกุ้ง 4 มื้อต่อวัน คนงาน 1 คน เลี้ยง 2 บ่อ เหมาะสมที่สุดไม่มากไม่น้อย สามารถดูแลได้ทั่วถึง
- ระบบผู้จัดการฟาร์ม ต้องรับผิดชอบการจัดการทุกอย่างภายในฟาร์มได้
- การจัดซื้อลูกกุ้ง เน้นคุณภาพการเจริญเติบโต ให้เลือกใช้บริษัทที่สามารถเชื่อถือได้ว่าจะให้อัตราการเจริญเติบโตที่ดี ซึ่งควรเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ของแต่ละบริษัท
- การเลี้ยงกุ้ง ยึดหลักการเลี้ยงกุ้งขาวที่เติบโตดีที่สุดคือไม่เกิน 120 วัน

การจัดการขายกุ้ง
- ขายตรงโรงงานห้องเย็น
- ทำคอนแทรกไว้ 50% ของผลผลิต (ที่นี่ในปีนี้ทำไว้ประมาณ 1,000 ตัน)
- ศึกษาทิศทางแนวโน้มของราคากุ้ง ติดตามข่าวสารราคากุ้ง
- ฟาร์มต้องสามารถโชว์ลูกค้าต่างประเทศได้ นำเสนอฟาร์มได้ และต้องมีมาตรฐานสากล
- เน้นทำไซซ์ที่ตลาดต้องการ และเหมาะกับการเลี้ยงของฟาร์ม
- กุ้งเป็นโรคหรือโตช้าต้องตัดสินใจขายทันที


ตลาดก้ามกรามมาแล้ว 400 ตัน/เดือน
ดันเกษตรกรเลี้ยงปลอดสารส่งออก

คุณวณิช โสวนปรีชา ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ได้รับการติดต่อจากบริษัทผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุดจากสหรัฐอเมริกา เพื่อซื้อกุ้งก้ามกรามไทยส่งไปยังสหรัฐฯ เดือนละ 400 ตัน หลังจากที่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้ทดลองซื้อกุ้งก้ามกรามจากเกษตรกรมา 2-3 ครั้งเพื่อส่งออก แต่ปัญหาคือว่าตรวจสารตกค้างไม่ผ่าน หวังทำคอนแทรกกุ้งก้ามกรามกับเกษตรกรที่มีระบบการเลี้ยงแบบปลอดสาร โดยให้ราคาประกันตลอดทั้งปี เป็นราคาที่สูงมากกว่าราคาสูงสุดช่วงเทศกาล เพื่อเปิดตลาดในสหรัฐฯ
คุณวณิช กล่าวว่า บริษัทผู้นำเข้ารายนี้ จะเริ่มรับซื้อกุ้งก้ามกราม 20 ตัน/สัปดาห์ ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป ซึ่งหากมีผลผลิตที่มั่นใจว่าปลอดสาร ก็จะเพิ่มปริมาณการส่งออกเป็น 40-100 ตัน/สัปดาห์ ซึ่งการทำตลาดก้ามกรามในสหรัฐฯครั้งนี้นับเป็นโอกาสทองของกุ้งก้ามกรามไทย สำหรับปีนี้ทีเดียว เพียงแต่เกษตรกรต้องผลิตกุ้งก้ามกรามปลอดสารเพื่อป้อนตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์ราคากุ้งก้ามกรามดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ปัญหาของเราก็คือกุ้งส่วนใหญ่ไม่ปลอดสาร ผมเคยพาเจ้าหน้าที่บริษัทดังกล่าวไปดูฟาร์มเลี้ยงก้ามกรามที่สุพรรณ และดูระบบการลากกุ้งว่าทำอย่างไร แต่เมื่อนำไปตรวจสารปรากฏว่าไม่ผ่าน จึงอยากวอนให้เกษตรกรร่วมมือกัน เลี้ยงก้ามกรามปลอดสาร เพราะโอกาสและตลาดมาถึงพวกเราแล้ว”
คุณวณิช กล่าวว่า เกษตรกรที่อยากร่วมโครงการนี้ ให้นัดกันมาเป็นกลุ่ม เราจะส่งทีมงานไปให้ข้อมูลและวิธีการเลี้ยงแบบปลอดสาร ซึ่งในส่วนฟาร์มเองก็ต้องพยายามทำให้เข้า GAP ให้ได้ทุกฟาร์ม ถ้าทำได้ เกษตรกรพอใจแน่นอน เพราะเป็นราคาที่คุ้มค่า และเป็นราคาประกันทั้งปี
สำหรับไซซ์ที่ต้องการ ตัวผู้มีตั้งแต่ 8-20 ตัว/กก. สำหรับตัวเมีย รับซื้อไซซ์ 30-50 ตัว/กก. ไม่ระบุพื้นที่ ขอให้เป็นกุ้งปลอดสาร ที่สำคัญต้องมีใบรับรองการตรวจจากกรมประมง นอกจากนี้ทางผู้รับซื้อเขาอยากให้ทำแบบกุ้งที่ส่งไปเกาหลี คือเวลาจะขายให้ส่งกุ้งตรวจก่อนที่ประมงจังหวัด หรือประมงในพื้นที่ เพื่อให้เก็บตัวอย่างตรวจ ถ้าผ่านการตรวจแล้วให้แจ้งไปยังห้องเย็น ให้มาจับกุ้งปากบ่อได้เลย และรับซื้อแบบกุ้งตาย แต่ได้ราคาดีกว่ากุ้งเป็น เช่น 12 ตัวสูงสุดๆ ไม่เกิน 220 บาท แต่นี่ให้สูงกว่าและให้ทั้งปี
คุณวณิช แนะนำว่า ถ้าเกษตรกรสามารถทำกุ้งเพิ่มมูลค่าได้ ด้วยการทำกุ้งปลอดสาร ก็ควรจะทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้ราคาดีแล้ว ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยอีกทางหนึ่งด้วย หลักการก็ไม่ยาก คือ เลี้ยงปลอดสาร ฟาร์มได้รับมาตรฐาน GAP, มีใบรับรองของกรมประมง, ใบ MD , FMD ถูกต้อง เท่านั้น
“โครงการดังกล่าวสามารถช่วยเกษตรกรได้มาก เพราะที่ผ่านมากุ้งก้ามกรามราคาแกว่ง ราคาตกต่ำต่อเนื่องยาวนาน เนื่องจากไม่สามารถเปิดตลาดในต่างประเทศได้ เพราะตรวจแล้วเจอสารตกค้าง หรือไม่ก็ไม่มี MD ราคาเลยไม่ดี ส่งออกไม่ได้ ถ้าทุกคนคิดว่าการทำกุ้งปลอดสารเป็นการพัฒนาการเลี้ยงอย่างหนึ่งก็ควรจะพัฒนากัน”
สำหรับเกษตรกรที่มีความประสงค์ จะร่วมผลิตกุ้งก้ามกรามปลอดสาร สนใจติดต่อคุณวณิช โสวนปรีชา หรือ เฮียโส่ย 081-732-3975 หากอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และราชบุรีติดต่อที่ คุณล้อมเดช จันทร์บุตร ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สมุทรสาคร 081-378-4104
เอาล่ะค่ะ ตลาดก้ามกรามมาแล้ว ทีนี้อยู่ที่เกษตรกรว่าจะสามารถพัฒนาการเลี้ยงแบบปลอดสารกันได้หรือไม่ ที่สำคัญคงต้องฝากไปยังกรมประมง ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในการผลักดันงานนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจรับรอง หรือให้ความรู้และรณรงค์การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบปลอดสาร จะหมู่หรือจ่าก็คราวนี้ล่ะค่ะ

สองมุมมองจากสองคนกุ้งเก่งแห่งสุราษฏร์ฯ
(สรุปและเรียบเรียงโดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล ฝ่ายวิชาการ บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด)
ต้องขอท้าวความ สืบเนื่องจากงานวันกุ้งไทยครั้งที่ 18 ซึ่งผมได้รับมอบหมายให้ขึ้นบรรยายในหัวข้อ “เรื่องเล็กๆน้อยๆสู่ความสำเร็จ” โดยผมจะต้องรวบรวมหรือหาข้อมูลที่น่าสนใจของคนเลี้ยงกุ้งขาวที่ประสบความสำเร็จของไทยแล้วนำมาบอกต่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาในงานได้ฟังได้รับรู้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องมองหาฟาร์มกุ้งในสุราษฏร์ฯที่ใครต่อใครก็ชื่นชมว่าเลี้ยงกุ้งขาวได้ดีมาโดยตลอด ต้องขอบอกว่าคนเลี้ยงกุ้งในสุราษฏร์ต่างก็พูดถึงชื่อไทยทองดีฟาร์มและ พรสินฟาร์ม ว่าแล้วก็ไม่ต้องรอช้าผมจึงขออนุญาตเข้าไปขอข้อมูลจากทั้งสองฟาร์มทันที ซึ่งทั้งสองฟาร์มก็ให้ความกรุณาต่อพวกเราเป็นอย่างมาก เพราะให้ข้อมูลทุกอย่างที่จะก่อเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยที่ได้รับรู้ข้อมูลนั้น ลองตามติดข้อมูลดูนะครับว่า ทำไม? อย่างไร? สองฟาร์มนี้จึงสามารถเลี้ยงกุ้งขาวคุณภาพได้ดีมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นไทยทองดีฟาร์มที่เลี้ยงกุ้งขาวตัวบิ๊ก หรือ พรสินฟาร์มที่เลี้ยงกุ้งทะเลมา29รุ่นแต่เสียหายด้วยโรคตัวแดงดวงขาวเพียง4บ่อเท่านั้นเอง พวกเราจึงขอนำสิ่งที่ได้จากการบอกเล่าและดึงประเด็นที่น่าสนใจจากสองฟาร์มนี้มาบอกต่อเพื่อเกิดประโยชน์ต่อคนเลี้ยงกุ้งไทย หากผู้อ่านได้มุมมองดีๆที่แตกต่างและได้ประโยชน์จริงผมต้องขอยกความดีความชอบทั้งหมดให้กับคุณปุ๊ แห่งไทยทองดีฟาร์ม และ เฮียจง จากพรสินฟาร์มด้วยครับ
พวกเรามาเริ่มต้นกันที่คุณสมเจตน์ สุขานนท์สวัสดิ์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม พี่ปุ๊หรือคุณปุ๊แห่งไทยทองดีฟาร์ม
(ไทยทองดีฟาร์ม)
เทคนิคในการเตรียมบ่อหลังจากจับกุ้ง
การเตรียมบ่อ หลังจากจับกุ้งแล้ว จะตากบ่อจนกว่าเลนจะยุบแห้ง และสีเลนดำเปลี่ยนเป็นสีเทา หรือน้ำตาลหรือ แห้งสนิท เพื่อแสดงว่าไม่ให้มีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือแก๊สไข่เน่า (H2S)ในดิน
ถ้าถามพี่ปุ๊ว่าไม่เอาเลนออกหรือ?คำตอบที่ได้คือ จะเลี้ยงกุ้งไป 2-3 รอบก่อนถึงจะเอาเลนออกสักครั้ง
ในการเตรียมดินเพื่อเลี้ยงกุ้งจะมีจุดที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งคือก่อนที่จะเติมน้ำเข้ามา พื้นบ่อกุ้งต้องมีปริมาณไนโตรเจนไม่มากเพราะอาจต้องเลี้ยงกุ้งนานวันหากราคาไม่เอื้ออำนวย ถ้ามีไนโตรเจนตอนเริ่มต้นมากจะเลี้ยงกุ้งนานไม่ได้
หรือจุดตัดสินใจคือการเช็คค่าแอมโมเนียของน้ำที่ขังอยู่บางจุดในบ่อตอนเตรียมบ่อ ถ้ามีปริมาณแอมโมเนียถึง 10 พีพีเอ็ม จะล้างบ่ออีกครั้ง หรือตาบ่อต่อ จนกว่าระดับแอมโมเนียน้อยลงหรือไม่มี
เนื่องจากเลี้ยงกุ้งมานานทางฟาร์มจะไม่ใส่ปูนตอนตากบ่อ แต่จะปรับโดยการใช้ปูนเมื่อเอาน้ำเข้าบ่อมาแล้วเท่านั้น
กรองน้ำอย่างดีก่อนเข้าบ่อ น้ำที่จะเข้าบ่อเลี้ยงคุณปุ๊จะกรองด้วยถุงกรองสามชั้นซึ่งจะใช้เวลาในการเติม 3-4 วันขึ้นกับขนาดบ่อ ที่ระดับความลึก 1.50-1.70 เมตร ความเค็มที่เลี้ยงกุ้งของที่นี่คือ 9-15 พีพีที การที่จะดูว่าน้ำที่เตรียมพร้อมที่จะลงกุ้งหรือไม่ ให้ดูที่สีน้ำในบ่อที่เตรียมนั้นเริ่มเป็นสีเขียว และ มีสัตว์หน้าดินเกิดขึ้น
(อ้อ สำหรับเรื่องการติดตั้งเครื่องให้อากาศนั้น ทางฟาร์มมีทั้งใบพัดตีน้ำและแอร์เจ็ท ซึ่งจะจัดวางและติดตั้งตั้งแต่เตรียมบ่อเลย)
ไทยทองดีฟาร์มจะไม่มีการใช้ไตรคลอฟอน แต่จะใส่คลอรีนผงโดยจะใช้ตอนที่มีน้ำแฉะๆ นิดหน่อย ที่สำคัญบ่อต้องไม่มีการรั่วซึม เมื่อน้ำเข้าเต็มบ่อทิ้งไว้ 3-5 วันค่อยใส่จุลินทรีย์ ถ้าใส่ปริมาณจุลินทรีย์เหมาะสม ปริมาณออกซิเจนในน้ำตอนกลางวันประมาณ 7-8 พีพีเอ็มแสดงว่าน้ำค่อนข้างดี และทางฟาร์มมีเครื่องวัดออกซิเจนเอง ซึ่งระหว่างการเลี้ยงการวัดปริมาณออกซิเจนจะวัดตอน 20.00-23.00 น. ส่วนช่วงเวลาตี 4 ไม่ได้วัดแล้ว เพราะพบว่าปริมาณออกซิเจนไม่ค่อยเปลี่ยนมากนักระหว่าง สี่ทุ่มกับตอนเช้ามืด และ การวัดออกซิเจนนั้นจะทำการวัดสัปดาห์ 2 ครั้ง
คุณภาพน้ำที่ต้องการ
ค่าอัลคาไลน์ ไม่ต่ำกว่า 80-90 พีพีเอ็ม
แอมโมเนียในน้ำควร น้อยกว่า0.2 พีพีเอ็ม
ค่าพีเอช 7.8 (เช้า) 8.2 (บ่าย)
ส่วนค่าออกซิเจน หน้าผิวดินในบ่อต้องไม่น้อยกว่า3 พีพีเอ็ม
เทคนิคแปลกที่แตกต่างสำหรับคุณปุ๊ในการเลือกลูกกุ้ง
หลังจากเริ่มสูบน้ำ 4-5 วัน จะเริ่มสั่งจองลูกกุ้งและหลังจากนั้น 20 วันจะปล่อยกุ้ง ในการเลือกคุณภาพลูกกุ้ง คือ จะไปเยี่ยมฟาร์มเพาะที่รู้จักทุกปี เพราะแต่ละปีโรงเพาะฟักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว วิธีการดูคือการถือว่าไปพักผ่อนในตัวเช่น เมื่อไปดูลูกกุ้งที่โรงเพาะระยะพี 8-9 ของฟาร์มที่ภูเก็ตจากนั้นก็พักผ่อนหรือท่องเที่ยวในจังหวัดนั้นประมาณ 2 วัน เมื่อถึงวันกลับก็จะไปดูลูกกุ้งบ่อเดิมอีกครั้งหนึ่ง บ่อไหนที่มีการเจริญเติบโตที่ดีที่สุด แข็งแรงสุด ก็จะเลือกบ่อนั้นสำหรับในการปล่อยกุ้งชุดนั้น
วิธีการปล่อยกุ้งยังคงใช้ปล่อยแบบลอยถุง เพราะสามารถนับจำนวนได้ถูกต้อง และส่วนใหญ่ปล่อยช่วงประมาณ 16.00 น. แต่ก็อาจปล่อยช่วงเช้าก็ได้ ขึ้นกับความพร้อมของฟาร์ม
การให้อาหาร
ใช้อัตราส่วนเหมือนฟาร์มทั่วไปคือ ลูกกุ้งแสนละ 2 กิโลกรัม/วัน ให้อาหารวันละ 4 มื้อ เวลา 7.00, 11.00, 15.00 และ 19.00 น. และหลังจากนั้นเพิ่มวันละ 200 กรัม/วัน พอหลังจากนั้น 10 วัน จะเพิ่มขึ้นเป็น 500 กรัม เช่น จากเดิมให้ 3 กิโลกรัม วันถัดมาจะเป็น 3.5 กิโลกรัม ในส่วนอาหารจะเป็นอาหารกุ้งขาวหรืออาหารกุ้งกุลาดำก็ได้ ขึ้นกับว่าคุณภาพอาหารในตอนนั้นตัวไหนถ้านิ่งกว่า
การเช็คยอ เริ่มวางยอครั้งแรกตอนอายุ 10 วัน และจะเช็คยอที่อายุ 18-20 วัน
• อายุกุ้ง 1 เดือน ใส่อาหารในยอ 1 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม/ยอ เช็คที่ 3 ชั่วโมง
• อายุกุ้ง 2 เดือน ใส่อาหารในยอ 2 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม/ยอ เช็คที่ 2.5 ชั่วโมง
• อายุกุ้ง 3 เดือน ใส่อาหารในยอ 3 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม/ยอ เช็คที่ 2 ชั่วโมง
ส่วนเรื่องเวลาในการเช็คยอ อาจปรับเปลี่ยนได้แล้วแต่สภาพของเม็ดอาหารว่าจะละลายเร็วหรือช้า
สิ่งที่แตกต่างจากฟาร์มอื่นคือ การที่จะดูว่าเม็ดอาหารเหมาะสมกับกุ้งหรือเปล่า ให้ดูว่าขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเม็ดอาหารมีขนาดเท่ากับลูกตาของกุ้งหรือเปล่า นั่นหมายความว่าขนาดเม็ดอาหารที่ให้มีความเหมาะสมกับกุ้งในบ่อแล้วละ
ปิดเครื่องตีน้ำก่อนให้อาหาร 15 นาที และหลังจากนั้น 1.5 ชั่วโมง ถึงจะเปิดเครื่องตีน้ำครึ่งหนึ่ง เนื่องจากมีงานทดลองว่า หลังจากกุ้งกินอาหาร 1.5 ชั่วโมงจะต้องใช้ออกซิเจนมาก และการเปิดจะไม่เปิดพร้อมกัน เพราะค่าไฟจะสูง (จึงทยอยเปิดมากกว่า) ในช่วง 1 เดือนแรกจะเปิดเครื่องตีน้ำเพียง 2 ตัว
อัตราความหนาแน่น
ปล่อยที่ 100,000 ตัว/ไร่ จะเริ่มสุ่มแหที่อายุ 70-80 วัน ซึ่งเวลานั้นน่าจะได้กุ้งไซส์ประมาณ 60-70 ตัว/กก. ส่วนอายุกุ้ง 120 วันจะได้ขนาดประมาณ 50ตัวต่อกิโลกรัม
อายุกุ้ง150 วันจะได้กุ้งไซส์ 40 ตัวต่อกิโลกรัม , ที่ 180 วันจะได้กุ้งประมาณ 30 ตัวต่อกิโลกรัม และที่ 210วันก็จะได้กุ้งไซส์ 25-27 ตัวต่อกิโลกรัม
ซึ่งขนาดแต่ละช่วงอายุจะขยับขึ้นน้อย เนื่องจากทางฟาร์มไม่ได้มีการพาเชียล จะเลี้ยงครั้งเดียวจนจับไปเลย หรืออย่างรอบที่แล้ว เลี้ยง 180 วันได้ขนาด 32 ตัว/กก. โดยที่ไม่มีการถ่ายน้ำเลย
สารปรับสภาพน้ำหรือสารเคมีต่างๆ ที่ใช้
เดิมใช้แมกนีเซียมซัลเฟต แต่ปัจจุบันใช้แมกนีเซียมคลอไรด์ และมีการใช้โดโลไมท์ด้วย ส่วนวิตามินที่ใช้เป็นวิตามินรวม เพื่อช่วยลดความเครียดของกุ้ง
ปัจจุบันมีจำนวนบ่อทั้งหมด 19 บ่อ ซึ่งหัวใจของการทำฟาร์มกุ้งขาวคือ ต้องเน้นการเตรียมบ่อเป็นหลัก รู้ทันลูกกุ้ง และรู้ทันอาหารกุ้งที่ใช้

พรสินฟาร์ม
อีกหนึ่งฟาร์มเป้าหมายที่เลี้ยงกุ้งได้ดีมาโดยตลอด ซึ่งผู้ดูแลฟาร์มคือ เฮียจงของคนพี่ๆในชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฏร์ หรือ คุณอาจงของคนรุ่นลูกรุ่นหลานที่เป็นตัวแทนบริษัทอาหารหรือปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำ ยืนยันความสำเร็จของการเลี้ยงกุ้งคือ เลี้ยงกุ้งเกือบสามสิบรุ่นแต่มีกุ้งเสียหายด้วยโรคตัวแดงดวงขาวเพียงสี่บ่อเท่านั้น
ต้องบอกเลยว่าเมื่อได้เข้าไปที่ฟาร์มแห่งนี้สิ่งที่สัมผัสได้คือความสะอาด, ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของฟาร์ม อีกทั้งคนในฟาร์มนี้มีแต่รอยยิ้มและสีหน้าที่แสดงออกถึงความสุขจากภายในของคนในฟาร์มทุกคนไม่ว่าเป็นเจ้าของฟาร์มหรือพนักงานทุกคนในฟาร์ม ต้องขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับเฮียจงที่ให้โอกาสพวกเราได้เข้าทะลุฟาร์มจนไปถึงตัวออฟฟิส ซึ่งพวกเรามาทราบภายหลังว่าหากเป็นช่วงเริ่มต้นการเลี้ยงของฟาร์ม จะไม่ให้เข้ามาในฟาร์มโดยตรงแต่จะให้รถในฟาร์มออกมารับและพาไปยังออฟฟิสเลย ปกติไม่อนุญาตให้รถจากภายนอกเข้าฟาร์ม เพราะกุ้งในบ่อโตได้ไซส์ขายแล้วจึงยอมให้เข้ามาได้ (ขอบคุณอีกครั้งครับ)
แจ้งให้ทราบพอสังเขป ทางฟาร์มแห่งนี้มีการดัดแปลงการขึงเชือก โดยมีการขึงเชือกแต่ความถี่ในการขึงจะน้อยกว่าแต่อาศัยการนำถึงบรรจุลูกกุ้งที่ใช้แล้วมากรีดเป็นเส้นแล้วนำไปผูกกับเชือกขึงกันนก ทำให้ป้องกันนกได้เช่นกันแต่ประหยัดกว่า (ดูจากภาพประกอบได้ครับ)
การเตรียมบ่อ
หลังจากจับกุ้งแล้ว เลนต่างๆ จะถูกนำไปเก็บไว้ที่บ่อตักเลน แต่เดิมในการเตรียมบ่อก่อนปล่อยกุ้งจะใส่ปูนหอย ประมาณ 2 ตัน/ไร่ ซึ่งปัจจุบันลดการใช้ปูนลง แต่ที่สำคัญก่อนปล่อยกุ้ง พีเอชน้ำในบ่อต้องมากกว่า 8.0 แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พีเอชน้ำในบ่อต่ำกว่า 7.7 จะลงปูน โดยส่วนมากพีเอชจะลดลงหลังจากการเดินอาหาร
ก่อนปล่อยกุ้งทางฟาร์มจะใช้สารกำจัดฆ่าพาหะและตามด้วยลงกากชาเพื่อฆ่าปลา เนื่องจากที่ฟาร์มแห่งนี้ตั้งอยู่ในจุดที่มีคนเลี้ยงกุ้งกันมากและเป็นแหล่งที่มีการระบาดของโรคกุ้งอยู่เสมอ ดังนั้นอะไรที่มองว่าเสี่ยงก็ต้องป้องกันจุดนั้นโดยเฉพาะเรื่องของการกำจัดพาหะ
เมื่อไหร่ถึงจะเริ่มลงกุ้ง? ดูจากน้ำที่เราเตรียม เมื่อมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆเกิด เช่น หนอนแดง แสดงว่าพร้อมที่จะลงกุ้งได้แล้ว ไม่ได้ระบุหรือกำหนดวันแน่นอนว่าต้องใช้เวลากี่วัน
การปล่อยกุ้ง
ปัจจุบันทางฟาร์มมีพื้นที่การเลี้ยงกว่า 170 ไร่ และเป็นพื้นที่บ่อพักน้ำ 40 ไร่ โดยมีบ่อเลี้ยงทั้งหมด 11 บ่อ ทางฟาร์มไม่เน้นว่าจะเป็นการปล่อยเช้าหรือบ่าย แต่ถ้าปล่อยกุ้งตอนเช้าก็จะประมาณเวลา 7.00 น. ส่วนถ้าจะปล่อยบ่ายก็จะประมาณ17.00 น. ที่อัตราความหนาแน่นลูกกุ้ง 120,000 ตัว/ไร่ ลืมบอกไปว่าเฮียจงจะปล่อยกุ้งช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งสาเหตุที่ปล่อยพร้อมกันทั้งหมด เพราะหลังจากที่ปิดรอบการเลี้ยงไปแล้ว ทางเฮียจงจะไปพักผ่อนต่างประเทศหลังจากเครียดกับการเลี้ยงกุ้งมานานกว่า 4 เดือน แต่ถ้าปล่อยกุ้งไม่พร้อมกัน ทางเฮียจงบอกว่าจะไม่สามารถไปเที่ยวหรือพักผ่อนที่ไหนได้ เพราะเป็นห่วงกุ้งในบ่อนั่นเอง (เวลามีกุ้งคนเลี้ยงและเจ้าของต้องอยู่ในบ่อเท่านั้นแบบนี้จึงจะได้เงินจากกุ้ง)
ทางฟาร์มนิยมที่จะใช้วิธีการปล่อยกุ้งแบบถุงมากกว่า เนื่องจากสามารถเช็คจำนวนได้แน่นอนกว่า และผลพลอยได้จากหลังการปล่อยกุ้ง ทางเฮียจงจะเอาถุงลูกกุ้งไปกรีดแล้วนำไปผูกกับเชือกสำหรับกันนก และผูกเป็นริ้วรอบๆ ฟาร์ม แต่ที่สำคัญกว่านั้นเราพบว่ามีหลายๆ ฟาร์มบริเวณใกล้เคียงก็ได้นำวิธีนี้ไปใช้ในบ่อเช่นกัน
ทุกปีจะเลี้ยงกุ้ง 2 รอบ และทางฟาร์มเพิ่งเคยทำพาเชียล 2 รอบ (ไซส์ที่พาเชียลคือ 70 ตัว/กก. โดยใช้เวลาการเลี้ยง 70 วัน) โดยที่ทีมคนจับไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรมาเลย ทางฟาร์มจะเป็นคนจัดไว้ให้ สาเหตุที่ต้องเป็นเช่นนั้น เพราะว่า เคยทำพาเชียลไปแล้ว หลังจากนั้น 2 วันต้องรีบจับกุ้งฉุกเฉิน เพราะกุ้งที่เหลือในบ่ออ่อนแอ
เฮียจงมองการป้องกันคือสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบันดังนั้นต่อไปถ้าต้องพาเชียล คนตีอวนและอุปกรณ์ในการพาเชียงจะต้องแช่ถังนั้นที่ได้ใส่น้ำยาฆ่าเชื้อไอโอดีนแล้ว รวมทั้งทีมคนมาจับด้วยต้องแช่ในน้ำที่ผสมไอโอดีนด้วยเช่นกัน วิธีนี้ถ้าใครจะนำไปทำตาม เฮียจงก้อไม่ขัดข้อง
การให้อาหาร
ให้วันละ 5 มื้อ เวลา 7.00, 11.00, 15.00, 19.00 และ 23.00 น. (โดยในมื้อสุดท้ายเวลา 23.00 น. จะให้อาหารเพียง 60% ของรอบ 19.00 น.) จากการสังเกตกุ้งจะกินมากใน 3 มื้อแรกมากกว่า
การเช็คยอจะใช้หลัก 2กรัม/กิโลกรัมอาหาร/ยอ โดยปกติจะเช็คทุกๆ 2.5 ชั่วโมง แต่เมื่อกุ้งน้ำหนักได้ 12 กรัม จะเปลี่ยนมาเช็คที่ 2 ชั่วโมง
อุปกรณ์เสริมสำหรับยอคือ ฝากันฟุ้ง (อุปกรณ์ที่ทำขึ้นเพื่อไม่ให้อาหารในยอกระเด็นออกนอกยอขณะกำลังวาง(ดูจากรูป) เมื่อมั่นใจว่าอาหารอยู่ในยอแล้วก็จะดึงอุปกรณ์นี้ขึ้นมา)
และจะทำการสุ่มกุ้งครั้งแรกเมื่ออายุ 45 วัน และหลังจากนั้นจะสุ่มทุกๆ 7 วันจนกว่าจะจับ
การเดินอาหารจะไม่รีบเร่งในการเพิ่ม อาหาร แต่จะดูภาพรวมในการตัดสินใจ
จากประสบการณ์ที่เลี้ยงพบว่า กุ้งเมื่ออายุ 45 วัน ได้ไซส์ 5-6 กรัม/ตัว , อายุ65วันได้ไซส์ 10 กรัม/ตัว , อายุ 86วันได้ไซส์ 15กรัม/ตัว , อายุ 104วันได้ไซส์ 17กรัม/ตัว , อายุ111วันได้ไซส์19 กรัม/ตัว และที่ 118วันได้ไซส์ 20 กรัม/ตัว
ระบบการให้อากาศ
เครื่องให้อากาศแบบใช้ไฟฟ้าทั้งหมด
ในแต่ละบ่อจะมีเครื่องให้อากาศ 10 ตัว/บ่อ 5ไร่ ถ้ามีการพาเชียลกุ้งออกแล้ว จะเปิดเครื่องตีน้ำน้อยลง แต่จะวัดออกซิเจนตอนเวลา 18.30, 21.30 และ ตี1.30 น. แต่ถ้าปริมาณออกซิเจนเวลาตีหนึ่งครึ่งน้อยกว่า 4 พีพีเอ็ม จะเปิดเครื่องตีน้ำทั้งหมด
การป้องกันโรค
-ไม่อนุญาตให้รถภายนอกเข้าฟาร์ม หากจะเข้ามาในออฟฟิส จะต้องแจ้งล่วงหน้า และเข้ามาในฟาร์มได้โดยให้รถในฟาร์มออกไปรับหน้าฟาร์มเท่านั่น
-มีการขึงเชือกกันนก(ห้อยถุงลูกกุ้งที่กรีดเป็นริ้ว) ป้องกันนกเข้ามาในบ่อ
-รอบบ่อมีตาข่ายขึงไว้กันปู
-อุปกรณ์สุ่มกุ้งต้องมีการฆ่าเชื้อก่อนและหลังใช้
-เมื่อจับกุ้งแล้วอุปกรณ์ในบ่อต้องนำขึ้นมาทำความสะอาด และตากแดด
- รักษาความสะอาดในฟาร์มอยู่เสมอ ให้อากาศหรือออกซิเจนแก่บ่ออย่างเต็มที่และเพียงพอ
-ย้ำความสำคัญของการรักษาความสะอาดและการป้องกันโรคระบาดของกุ้งให้พนักงานทุกคนได้ตระหนักและปฏิบัติตาม
ทางเฮียจงได้พูดทิ้งท้ายก่อนจากกันว่าอย่าทำอะไรเกินตัว ทำตามกำลังที่มี เวลาสะดุดจะได้ไม่หัวคมำ
และสิ่งที่เป็นอมตะของความจริงคือ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แน่นอน
ถ้าให้ดูจากทั้งสองฟาร์มจะพบว่า ทั้งคู่มีความเหมือนกันตรงที่ความเอาใจใส่ในรายละเอียดของการเตรียมบ่อเตรียมน้ำ และ อะไรที่มองว่าจำเป็นต้องทำก็ต้องทำ ยกตัวอย่างเช่น ฟาร์มไทยทองดีอยู่ในจุดที่ห่างจากฟาร์มอื่นๆจึงกรองน้ำอย่างดีโดยไม่ใช้สารกำจัดพาหะ แต่ก็มีการกั้นรั้วรอบฟาร์มและรอบบ่อเพื่อป้องกันตัวพาโรคจากภายนอกเข้าฟาร์ม แต่พรสินฟาร์มอยู่ในแหล่งโรคจึงเตรียมน้ำด้วยสารกำจัดพาหะ ขึงเชือกกันนก และทำรั้วตาข่ายกันปูรอบบ่อ
เป็นต้น
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลที่นำมาเสนอจะมีประโยชน์ มีแง่คิดที่ดีแก่ท่านผู้อ่านทุกคนไม่มากก็น้อย ขอขอบคุณเฮียจงและคุณปุ๊ สองคนเมืองสุราษฏร์ผู้มีน้ำใจต่อพวกเราอีกครั้ง
สรุปและเรียบเรียงโดย เอกอนันต์ ยุวเบญจพล
ฝ่ายวิชาการ บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกั






ดัชนีชี้วัดสภาพธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลในประเทศไทย
Thailand Shrimp Farming Business Index
โดย: บริษัท ชริมเนตเวิร์ก จำกัด

ตาราง: ดัชนีชี้วัดสภาพธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลในประเทศไทย ประจำเดือน มกราคม 2551
Index พย.50 ธค.50 มค.51*
จำนวนฟาร์มที่เปิดดำเนินการ AFC (ฟาร์ม) 9,402 9,229 8,991
ผลผลิตต่อรอบการเลี้ยงต่อฟาร์ม AFP (ตัน) 16.47 14.35 13.45
ขนาดเฉลี่ย Average Size (ตัว/กก)
AS (กุ้งขาว) 76 87 83
AS (กุ้งดำ) 53 55 57
รายได้เฉลี่ย Average Earning (บาท/กก)
AE (กุ้งขาว) 110 103 106
AE (กุ้งดำ) 168 147 165
ดัชนีรายได้จากรายได้เฉลี่ยปี 2550 Earning Index 50 0.106 - 0.223 - 0.175
กำลังการผลิต Production Capacity 50
กุ้งขาว 90% 77% 70%
กุ้งดำ 91% 100% 95%
กำลังการลงกุ้งStocking Capacity 50
กุ้งขาว 89% 85% 85%
กุ้งดำ 78% 42% 37%
ผลผลิตที่ขายขาดทุน %Loss Sale Production 0% 0% 0%
* เป็นการรายงานค่าเบื้องต้น ข้อมูลยังไม่ครบถ้วน

สภาพฟาร์มและปริมาณผลผลิตจากฟาร์ม
จำนวนผู้เลี้ยงกุ้งที่เปิดดำเนินการ (AFC) มีการลดจำนวนลงตามฤดูกาล และภาวะโรคระบาดที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี แต่ถ้าเปรียบเทียบกับจำนวนฟาร์มที่เปิดดำเนินการในช่วงเดียวกันในปี 2550 ซึ่งมีจำนวนเกีอบ 12,000 ฟาร์ม นั้นถือว่ามีจำนวนฟาร์มที่ลดลงเป็นจำนวนมาก ผลผลิตต่อรอบการเลี้ยงที่ลดลงและไซด์กุ้งที่เล็กลง อาจเป็นเหตุจาการลงกุ้งล่าช้าในรอบปลายปีที่ผ่านมา ส่วนฟาร์มที่รอดจากโรคระบาดมาได้ อาจมีผลผลิตไซด์ 69-50 ตัว/กก. ออกมามากในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนมีนาคม ส่วนไซด์ใหญ่กว่า 50 ตัว/กก. อาจมีออกมามากในช่วงเดือนเมษายน

สภาพทางเศษรฐกิจ ของฟาร์ม
รายได้เฉลี่ยรวมของปี 2550 มีมูลค่า 100 บาทต่อกก. (116 บาท/กก. เมื่อปี 2549) ในขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยที่ปลายปี 2550 อยู่ที่กว่า 90 บาทต่อกก. กำไรเฉลี่ยของฟาร์มกุ้งในประเทศมีเพียง 10% จากยอดขาย ในขณะที่ต้นปี 2551 มีการขึ้นราคาอาหารกุ้งซึ่งเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนประมาณ 2.5% ของยอดขาย ทำให้ฟาร์มมีผลกำไรลดลง เหลือ 7.5% และยังมีการขึ้นราคาอาหารกุ้งอีกที่ปลายเดือน กุมภาพันธุ์ ประมาณ 2% ทำให้ผลกำไรลดลงอีก เหลือ ประมาณ 5.5% ของรายได้เฉลี่ยที่ 100 บาท ซึ่งอยู่ในระดับที่ไม่มีความคุ้มต่อความเสี่ยงในการเลี้ยงกุ้งของเกษตรกร ซึ่งอาจทำให้มีการหยุดเลี้ยงของเกษตรกรรายขนาดกลาง และรายย่อยลง หรืออาจมีการเคลื่อนไหวในการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐในปี 2551นี้ แต่รายได้เฉลี่ยในเดือนมกราคม อออกมาที่ 107.8 บาทต่อกก. ซึ่งเป็นรายได้ที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยในปี 2550 ทั้งนี้หากรายได้เฉลี่ยในแต่ละเดือน และสะสมอยู่ไม่ต่ำกว่า 105

สภาพกำลังการผลิต
กำลังการผลิตของกุ้งน่าจะตกลงมาอยู่ที่จุดต่ำสุดแล้ว และจะเริ่มมีผลผลิตเพิ่มขึ้นออกมาในเดือนถัดๆไป ส่วนกำลังของการลงกุ้งซึ่งถึอว่าเป็นหัวเชื้อของผลผลิตในอนาคตก็อยู่ในระดับที่คงที่ และจะปรับตัวไปได้ทั้งสองทิศทาง คือเพิ่มหากสถานการณ์ รายได้ และต้นทุนที่มีแนวโน้มที่ดี และลดลงหากสถานการณ์ รายได้และต้นทุนที่มีแนวโน้มที่ไม่ดี แต่โดยปรกติของอุตสาหกรรมแล้วควรมีค่าเพิ่มขึ้น

หากมีข้อสงสัยในตัวเลขหรือการทำความเข้าใจในดัชนี ก็ติดต่อมาที่ศูนย์บริการของ บริษัท ชริมเนตเวิร์ก จำกัด ได้ ที่เบอร์ (081) 498-3336 หรือ อีเมล์ infoshrimp@shrimpnetwork.com


โรงเพาะฟักเฮ ประมงไฟเขียวส่งออกลูกกุ้งดำ
หลังจากดูเหมือนการพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลดำของหน่วยงานภาครัฐ รวมไปถึงนโยบายการฟื้นฟูกุ้งกุลาดำจะไร้ค่า เนื่องจากราคากุ้งกุลาดำไม่เอื้อต่อความเสี่ยงในการเลี้ยงของเกษตรกร จนทำให้ผู้ที่ยังทำกุ้งกุลาดำอยู่ ทั้งในส่วนของโรงเพาะฟัก และเกษตรกร ที่นับวันจะเหลือน้อยลงทุกที เริ่มเกิดความท้อแท้ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มหามาตรการเป็นการด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้กุ้งกุลาดำสูญหายไปจากประเทศไทย
ล่าสุด นายบรรจง นิสภวาณิชย์ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย ได้เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์กุ้งไทยว่า ตนในฐานะประธานชมรมผู้ประกอบการโรงเพาะฟักและอนุบาลลูกกุ้งทะเล จ.ฉะเชิงเทรา และนายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย ก็รู้สึกเป็นห่วงเรื่องนี้อย่างยิ่ง จึงได้มีการรวมตัวกันหารือระหว่างผู้ประกอบการโรงเพาะฟักที่ยังผลิตกุ้งกุลาดำอยู่ในภาคตะวันออกประมาณ 7-8 ฟาร์ม ในการยื่นหนังสือถึงกรมประมง เพื่อขอส่งออกลูกพันธุ์กุ้งกุลาดำ โดยได้ยื่นหนังสือดังกล่าวกับกรมประมงไปเมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา
สำหรับหนังสือดังกล่าว ระบุถึง การขออนุญาตส่งออกลูกพันธุ์กุ้งกุลาดำเท่านั้น ไม่รวมถึงพ่อแม่พันธุ์กุ้ง เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงเพาะฟักที่ยังผลิตกุ้งกุลาดำอยู่ สามารถยืนหยัดอยู่ได้ โดยอาศัยตลาดต่างประเทศ เนื่องจากตลาดในประเทศนับวันมีแต่จะลดลง ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จะทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้สูญหายไปจากอุตสาหกรรมกุ้ง อันจะเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้นโยบายฟื้นฟูกุ้งกุลาดำของกรมประมงไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าเป็นความล้มเหลวของนโยบายกรมประมง
นายบรรจง กล่าวต่อไปว่า หลังจากยื่นหนังสือไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่ากรมประมงก็ตอบสนองทันที โดยเรียกประชุมส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วน ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า กรมประมงได้อนุมัติในหลักการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการปรับเปลี่ยนข้อกฎหมายของฝ่ายกฎหมายเท่านั้น ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในเร็วๆ นี้
สำหรับแผนการทำตลาด หากสามารถส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว นายบรรจง เปิดเผยว่า จะต้องมีการวางแผนกันใหม่ทั้งหมด เพราะช่วงก่อนหน้านี้ มีการติดต่อจากตลาดต่างประเทศมา แต่ด้วยติดที่ข้อกฎหมาย ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปฏิเสธออเดอร์ไปทั้งหมด ซึ่งหากทุกอย่างลงตัว ผู้ประกอบการทั้งหมดจะต้องรับเงื่อนไขเบื้องต้นคือ ต้องได้รับรองมาตรฐาน CoC หรือ Gap จากกรมประมง และต้องมีใบรับรองมาตรฐานลูกกุ้งให้กับคู่ค้า
ส่วนในเรื่องของตลาดส่งออก ก็จะเน้นตลาดไปที่ประเทศบังคลาเทศ มาเลเซีย อินเดีย และประเทศอื่นที่ยังมีการผลิตกุ้งกุลาดำส่งออกอยู่ โดยในเบื้องต้นอาจแบ่งออเดอร์กันไปตามพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน เช่น หากส่งออกไปทางมาเลเซีย อาจส่งออเดอร์ให้ผู้ประกอบการทางภาคใต้
นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย กล่าวในตอนท้ายว่า “ผมมั่นใจว่าประโยชน์ในกรณีนี้ จะเกิดกับอุตสาหกรรมกุ้งไทยโดยรวม เพราะหากผู้ประกอบการโรงเพาะฟักหายไป คนเลี้ยงกุ้งดำก็จะค่อยๆ หายตามไป และหากวันใด กุ้งขาวเกิดประสบปัญหาเลี้ยงไม่ได้ แล้วเราไม่มีกุ้งดำรองรับ วันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับอุตสาหกรรมกุ้งไทย แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นเกษตรกรที่ต้องการเลี้ยงกุ้งดำ ต้องมองถึงความพร้อมในทุกด้าน ทั้งพื้นที่ การบริหารจัดการ รวมถึงการตลาด ให้ดีก่อน ที่สำคัญต้องให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมให้มาก”

เกษตรกรเบนเข็มจากนากุ้งสู่พืชพลังงาน
เมื่อกลางปีที่แล้ว ทีมงาน นสพ.กุ้งไทย ได้เกริ่นไปแล้วว่า คนเลี้ยงกุ้งเริ่มเบนเข็มหันไปประกอบอาชีพอื่นกันมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนี้สังเกตได้ชัดในเขตพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัด ซึ่งทีมงานเองยังพบว่าหากนั่งเครื่องบินไปลง จ.สุราษฎร์ธานี เดิมเมื่อมองลงมาที่พื้นดินบริเวณก่อนถึงท่าอากาศยานสุราษฎร์ฯ จะเห็นเป็นบ่อกุ้งติดเครื่องตีน้ำฟุ้งกระจายสวยงาม แต่ปัจจุบันกลับมองเห็นหย่อมต้นปาล์มสีเขียว (เพิ่งปลูก) ล้อมรอบด้วยคันบ่อกุ้งเดิม อย่างเห็นได้ชัด
เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจาก นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองอธิบดีกรมประมง ที่ได้เสนอข่าวในสื่อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า “ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ประมงว่าขณะนี้พื้นที่นากุ้งทั่วภาคใต้หลายแห่งโดยเฉพาะแถบลุ่มน้ำปากพนัง เกษตรกรได้ปรับนากุ้งเป็นสวนปาล์มกันมากขึ้น สาเหตุเกิดจากราคากุ้งปีที่ผ่านมาตกต่ำ ขณะที่ปาล์มน้ำมันมีราคาสูงมาก จึงทำให้เกษตรกรนากุ้งเปลี่ยนอาชีพ ซึ่งพื้นที่นากุ้งสามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้ โดยเฉพาะแหล่งที่ไม่ได้ใช้น้ำที่มีความเค็มมากที่สำคัญยังเป็นปุ๋ยอย่างดีสำหรับปาล์มน้ำมันอีกด้วย”
ซึ่งนอกจากรองอธิบดีกรมประมงจะออกมายืนยันจากรายงานของเจ้าหน้าที่ประมงในพื้นที่แล้ว ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สุราษฎร์ธานี นายเอกพจน์ ยอดพินิจ ยังกล่าวด้วยว่า “เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้เกลี่ยพื้นที่ให้เป็นพื้นราบ เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งทางชมรมจะได้สำรวจอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่งว่าพื้นที่หายไปมากน้อยเพียงใด หลังจากที่ราคากุ้งตกต่ำยาวนานเกือบทั้งปี ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาขาดทุนไปตามๆกัน ทำให้ปีนี้โดยภาพรวมผู้เลี้ยงกุ้งได้เลิกกิจการกันไปประมาณ 30% และส่วนหนึ่งได้หันมาปลูกปาล์มน้ำมัน เพราะปาล์มน้ำมันซึ่งปลูกได้ดีในพื้นที่ภาคใต้มีราคาที่ดีมากกก.ละกว่า 6 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์และดูแล้วมีอนาคตที่ดีเนื่องจากกระแสพลังงานทดแทน จึงทำให้ชาวนากุ้งยอมเปลี่ยนอาชีพมาเป็นชาวสวนปาล์ม”
อีกด้านหนึ่งซึ่งสร้างความฮือฮา ไม่แพ้กัน คือ คุณโสภณ เองสุวรรณ อดีตนายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย ได้ประกาศเลิกเลี้ยงกุ้ง ไปเมื่อปลายปี 2550 หลังจากที่ก่อนหน้านั้นแอบซุ่มปลูกยางหลายร้อยไร่ มาประมาณ 2-3 ปี เมื่อยางเข้าที่ ก็หันมาดูแลอย่างเต็มตัว (ส่วนบ่อกุ้งก็ให้เช่าและประกาศขาย) ซึ่งยางพาราเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนเลี้ยงกุ้งให้ความสนใจ เนื่องจากดูแลง่ายและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอด ที่สำคัญ ไม่เครียดค่ะ (ไม่เชื่อก็ลองไปที่ จ.จันทบุรีดู ว่าใครที่ยิ้มได้หน้าบานที่สุด)
อีกท่านหนึ่งที่หันไปปลูกยาง ก็คือคุณสมทรง วงศ์สวัสดิ์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.ประจวบคิรีขันธุ์ ที่หันไปทำธุรกิจนี้ แล้วลดบทบาทในนากุ้งลง (เหลือเลี้ยงบ้างนิดหน่อย แล้วปล่อยบางเพื่อลดความเสี่ยงทุกด้าน) หลายท่านอาจได้ยินข่าวว่า คุณสมทรง ไปปลูกฟักทอง ที่จ.กาญจนบุรี 200-300 ไร่ ก็ไม่ผิดหรอกค่ะ เพราะคุณสมทรงบอกว่า ระหว่างที่รอต้นยางใหญ่อยู่นั้น ก็ปลูกฟักทองคลุมดินไปด้วย เพราะยังมีแดดลงถึงพื้น จึงใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ ระหว่างนี้ก็เก็บเกี่ยวฟักทอง ไปก่อนสัก 3 ปี ปลูกมากขนาดนั้นกลายเป็นเจ้าพ่อวงการฟักทองไปเลย
และที่กำลังฮิตสุดๆ ในภาคกลางหรือในเขตพื้นที่น้ำจืดตอนนี้ ต้องจับตาดูให้ดีทีเดียว เพราะหลายท่านกำลังหันไปปลูกมันสำปะหลัง รูปแบบพัฒนาที่ให้ผลผลิตสูง กันหลายราย อาทิ คุณนิธิศ ภัทรกุลชัย อดีตนายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด ก็หันไปจับมันสำปะหลัง ในจ.กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี อยู่หลายร้อยไร่ รวมถึง พี่ล้อมเดช จันทลักษณ์ รองประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สมุทรสาคร และอีกหลายท่านโดยเตรียมจัดตั้งวิสาหกิจชุมชมผู้ปลูกมันสำปะหลัง ขึ้นเร็วๆนี้ บางท่านอาจจะเกิดคำถามว่า ราคาอาหารกุ้งขึ้นแบบนี้ ปลูกมันสัมปะหลังเป็นวัตถุดิบขายป้อนให้กับบริษัทผู้ผลิตอาหารกุ้งประชดมันซะเลย จริงๆ แล้วพวกพี่ๆ เขามองว่า พืชพลังงานหรือวัตถุดิบต่างๆ นับวันจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น ราคาก็ดีขึ้นทุกวัน อยู่ที่ว่าใครจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มากกว่ากัน ซึ่งแนวทางของกลุ่มนี้เน้นคุณภาพของมันสำปะหลังเป็นอันดับหนึ่ง และตั้งเป้าผลผลิตไม่น้อยกว่า 29 ตัน/ไร่ เลยทีเดียว ส่วนการเลี้ยงกุ้งนั้น ก็จะเป็นลักษณะเดียวกับคุณสมทรง คือลดความสำคัญลง ให้อาชีพเลี้ยงกุ้งมีความสำคัญและความเสี่ยงน้อยที่สุด และกลายเป็นเพียงอาชีพเสริมไป
ธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นอีกทางหนึ่งสำหรับ วงการกุ้งค่ะ ก่อนหน้านี้มีหลายท่านเลิกเลี้ยงกุ้งแล้วหันไปจับด้านโรงแรม เช่น อ.ประคอง จันทรัตน์ อดีตนายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย เปิดโรงแรม ในจ.สุราษฎธานี (อยู่ที่หน้าโรงพยาบาลพอดี) ส่วนอีกท่านหนึ่งคือ คุณพรเลิศ พนัสอำพน อดีตประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สุราษฎร์ธานี ที่หันไปจับธุรกิจโรงแรมเหมือนกัน ส่วนบ่อกุ้งนั้น ปล่อยให้รายใหญ่เช่าทั้งหมด และอีกรายที่กำลังจะกลบบ่อกุ้ง ทำเป็นรีสอร์ตในจ.กระบี่ ก็คือ พี่ไพศาล รอดไทย เลขาฯชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.กระบี่ เพราะพื้นที่ที่ทำกุ้งอยู่นั้นมีมูลค่ามาก เหมาะกับการท่องเที่ยวเนื่องจากติดทะเล(อ่าวนาง) และติดภูเขา ซึ่งนอกจากรีสอร์ตแล้ว พี่ไพศาลยังสร้างบ้านขายฝรั่ง หลังละ 50 ล้านบาทได้สบายๆ (ทุกท่านที่ทำธุรกิจด้านนี้หน้าตา สดใส ผิดหูผิดตาทีเดียวค่ะ และร่าเริงมากจริงๆ)
ส่วนอีกท่านหนึ่งที่เลิกราไป และประกาศขายกิจการ ก็คือคุณนันทาศักดิ์ หงส์กิตติยานนท์ หรือเฮียบิอดีตประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.ปัตตานี ท่านน่าเห็นใจค่ะ เพราะทนเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เสี่ยงต่อชีวิตมานาน หันไปทำธุรกิจด้าน ไอที ที่จ.ภูเก็ต เพราะตอนนี้ภาครัฐ และเอกชนกำลังจับมือผลักดันให้ จ.ภูเก็ตเป็นแหล่งไอทีระดับภูมิภาคเลยทีเดียว
เห็นไหมคะ ทั้งเรื่อง ต้นทุนที่สูงขึ้น สวนทางกับราคาที่ลดต่ำลง ทำให้การเลี้ยงกุ้งเครียดขนาดนี้ แต่คนเลี้ยงกุ้งบ้านเราก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำตั้งเยอะ กลับกลายเป็นมีความสุขอย่าบอกใครเชียว
ส่วนท่านที่ยังอยู่ในวงการกุ้งเต็มตัว ก็อย่าเพิ่งท้อแท้กันไปนะคะ ถ้าอยากรู้ว่าการเลี้ยงกุ้งต่อนี้ไปจะเป็นอย่างไร แนะนำให้อ่านคอลัมม์ ดัชนีชีวัดกุ้งไทย ของคุณถิติวัฒน์ ลี้ภัยสมบูรณ์ ซึ่งท่านได้ทำวิทยานิพนธ์ และเก็บรวบรวมข้อมูล ร่วมกับ ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ มานานหลายปี จนในวันนี้ ได้ทำเป็นดัชนีออกมาในแต่ละเดือน ให้กับ นสพ.กุ้งไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้ทุกท่านได้ใช้วิจารณญานในการวิเคราะห์ สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งในเมืองไทย ค่ะ
สุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณทุกท่าน ที่ทีมงานได้เอ่ยนามมาทั้งหมดนะคะ ที่ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ เสมือนเป็นการชี้แนะให้กับอีกหลายๆ ท่านได้มองหากิจกรรมใหม่ กันเนิ่นๆ จะใช้เป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม ก็ค่อยว่ากันค่ะ ส่วนทีมงานกุ้งไทยก็ว่าจะไปเปิดร้านขายเต้าฮวย หน้าหมู่บ้าน เป็นอาชีพเสริมกะเขาเหมือนกัน (พูดจริงไม่ได้โม้)
กรมประมงคว้ารางวัลส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชาย
เนื่องในวันสตรีสากล 2551 พร้อมจัดกิจกรรมมากมายร่วมเฉลิมฉลอง

องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันสตรีสากลและเชิญชวนให้ประเทศ สมาชิกร่วมจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลอง และรำลึกถึงการทำงานด้านสตรีที่มุ่งความเสมอภาคระหว่างหญิงชายความยุติธรรม การคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิสตรี ซึ่งในประเทศไทยก็มีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญร่วมรณรงค์ส่งเสริมบทบาทสถานภาพสตรีให้มีความทัดเทียมกันระหว่างเพศหญิงชายอย่างต่อ เนื่องตลอดมา
ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมงกล่าวว่า กรมประมงเป็นหน่วยงานหนึ่งซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบทบาทหญิงชายในส่วนของภาคการประมงมาโดยตลอด พร้อมทั้งสร้างความตระหนัก รับรู้และเผย แพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมุมมองหญิงชายด้านความเสมอภาคแก่บุคคลากรในองค์กร และเกษตรกรชาวประมงทั้งหญิงชายอย่างสม่ำเสมอ จนได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นหน่วยงานภาครัฐดีเด่นด้านการส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชาย ประจำปี 2551 จากคณะกรรมการดำเนินงานวันสตรีสากล ซึ่งรางวัลดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความพยายามของกรมฯ ในการส่งเสริมบทบาทความเสมอภาคระหว่างหญิงชายมาตั้งแต่ปี 2546 และได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งได้ผลักดันเข้าสู่การจัดทำแผนแม่บทประจำปี 2550 – 2554 โดยได้กำหนดกรอบนโยบายแบบบูรณาการด้านมิติหญิงชายเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานตามกลยุทธ์ แผนงาน โครงการและกิจกรรมต่างๆ ของการประมงซึ่งได้ดำเนินการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จและสามารถ พัฒนาศักยภาพบุคคลากรของกรมฯ ให้มีประสิทธิภาพ จนขยายไปสู่เกษตรกรชาวประมงทั้งหญิงชายได้อย่างน่าพอใจโดยกรมฯ ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานด้านความเสมอภาคในองค์กร เพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานด้านความเสมอภาคระหว่างชายหญิงรวมถึงการสนับสนุนการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่บทบาทของสตรี เช่น การเพิ่ม ศักยภาพสตรีในการประกอบอาชีพประมง การส่งเสริมและพัฒนากลุ่มสตรี การสร้างเครือข่ายกลุ่มสตรีการส่งเสริมสตรีในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ การส่งเสริมเยาวชนในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรประมง เป็นต้น

ดวง 90

เมธ
ชาวราศีเมธทุกท่าน ธุรกิจการงานของท่านยังคงที่ การเจรจาต่อรองสิ่งใดกับใครไว้อาจเป็นผลดีสำหรับท่านในต่อไป ท่านไม่ควรใจร้อน หรือเร่งเวลามากไปควรรอบคอบและไม่ควรใจใหญ่ โดยเฉพาะการลงทุนในครั้งต่อไป โชคลาภของท่านมักได้จากการเดินทางมากกว่าเสี่ยงโชค ความรักของท่านๆมักเป็นฝ่ายจู้จี้ขี้บ่น พร้อมทั้งเอาแต่ใจระวังคู่ครองคนรักของท่านจะเบื่อหน่ายได้ควรปรับปรุงนิสัยตนเองบ้าง
พฤก
ชะตาชีวิตท่านค่อนข้างดีขึ้น ท่านมักได้รับของฝากของขวัญจากผู้หลักผู้ใหญ่อยู่บ่อยๆ ช่วงนี้รักเก่ามักเข้ามาให้ท่านต้องหนักใจอีกครั้ง ท่านไม่ควรใช้อารมณ์ชั่ววูบในการตัดสินใจ หรือตัดสินปัญหาทั้งหลายอาจมีบุคคลที่ 3 มาทำให้ท่านใจอ่อนไหวได้ ท่านต้องเข้มแข็งและหนักแน่น จึงจะฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคทั้งหลายได้โดยเฉพาะปัญหารักปัญหาใจ โชคลาภมักได้จากผู้ใหญ่ ความรักท่านไม่ควรหลายใจ
เมถุน
ชะตาชีวิตท่านระยะนี้มักมีข่าวดีมาถึงท่าน ทั้งหน้าที่การงานการเงินและคู่ครอง ท่านมักมีโชคโดยไม่ต้องลงทุนแต่ที่สำคัญขอให้ท่านมีความเชื่อมั่นและมั่นใจในตนเองให้มากกว่าที่ผ่านมา ไม่แน่ใจไม่ควรรับปากใครง่ายๆ การเดินทางยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ความรักท่านมักคอยจ้องจับผิดคู่ครองคนรักของท่านเองอยู่บ่อยๆ
กรกฎ
ชาวราศีกรกฎทุกท่านธุรกิจการค้าของท่านเริ่มเข้าที่เข้าทาง ท่านไม่ควรใจเย็นเกิน ความรู้ความสามารถและความเก่งที่มีในตนเองควรเอาออกมาใช้ เพียงแต่เพิ่มความรอบคอบและมั่นใจในตนเองให้มากกว่าที่ผ่านมาอีกสักนิด ทุกอย่างจะดีขึ้น โชคลาภมักได้จากการเดินทาง ความรักคู่ครองคนรักของท่านช่วงนี้อาจจู้จี้จุกจิกสักนิด แต่ก็มีความรักความจริงใจให้ท่านอย่างเต็มเปี่ยม
สิงห์
ธุรกิจการค้าของท่านราบรื่นดี แต่ท่านอาจต้องเจอกับอุปสรรคและปัญหาที่เกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย ท่านใดที่มีโรคประจำกายไม่ควรนิ่งนอนใจ หากพบอาการผิดปกติไม่ควรใจเย็น ควรปรึกษาแพทย์บ้าง การเดินทางยังไม่ควรไป ควรเลื่อนนัดก่อน โชคลาภมักได้รับเป็นของขวัญของฝากมากกว่า ความรักท่านไม่ควรเอาแต่ใจ
กันย์
ชะตาชีวิตท่านค่อนข้างต้องเจอกับอุปสรรคและปัญหาทั้งหน้าที่การงานและความรักท่านมักใจอ่อนไหวง่าย ท่านต้องเข้มแข็งและหนักแน่นจึงจะฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรค ทั้งหลาย ไปได้อย่างสลาบ ความเก่งที่ท่านมีควรใช้ให้ถูกวิธี ไม่ควรดื้อรั้นโดยเฉพาะกับหัวหน้าหรอเจ้านาย ควรรับฟังคำชี้แนะจากผู้หลักผู้ใหญ่บ้าง โชคลาภยังไม่ควรใจใหญ่ ความรักท่านมักเป็นฝ่ายที่ต้องอกหักหรือเสียใจ ไม่ควรตั้งความหวังให้สู.เกินไป
ตุลย์
ชาวราศีตุลย์ทุกท่านหน้าที่การงานและการค้าของท่านคล่องตัวดี ท่านต้องใช้ความกล้าในการตัดสินใจกับปัญหาทั้งหลายทุกอย่างผ่านพ้นได้ ไม่ควรพูดจาพร่ำเพรื่อจนเกินไป คนข้างกายท่านอาจเกิดการเบื่อหน่าย ควรระงับวาจาและอารมณ์ของตนเองไว้บ้างจึงดี โชคลาภถึงแม้มีเข้ามาแต่ท่านเองที่รับไม่ได้ ต้องใจเย็นลงอีกนิด ความรักคู่ครองคนรักของท่านมักเป็นฝ่ายเอาแต่อารมณ์เอาแต่ใจ ท่านต้องอดทนและทำใจให้เข้มแข็งไว้
พิจิก
ชะตาชีวิตท่านมักต้องเจอกับอุปสรรคแลปัญหา ที่สาเหตุมักเกิดจากการอิจฉาริษยากันเองภายใน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อร่วมงานหรือญาติพี่น้องท่านต้องทำใจไม่ควรใจร้อนหรือไม่ควรคิดที่จะเอาชนะ เพราะอาจเกิดเป็นคดีความเกิดขึ้นได้ ควรหลีกเลี้ยงการเป็นปากเสียงหรือถกเถียง โดยเฉพาะกับคนภายในทั้งในบ้านและเพื่อร่วมงาน ควรอดทนไว้โชคลาภมีน้อย ยังไม่ควรใจใหญ่ ความรักคู่ครองคนรักของท่านยังคงเป็นห่วงเป็นใยท่านดี
ธนู
ธุรกิจการค้าของท่านช่วงนี้ ยังไม่ดีเทาที่ควรไม่ควรใจร้อนในการตัดสินใจ ควรระวังในการเข้าใจผิดกับหุ้นส่วนหรือเพื่อนร่วมงานไม่แน่ใจไม่ควรรับปากใครเพราะความเกรงใจ อาจเกิดปัญหาให้หนักใจภายหน้าได้ โชคลาภระยะนี้ยังไม่ควรใจใหญ่ ความรักของท่านสดใสดี
มังกร
ชาวราศีมังกรทุกท่านหน้าที่การงานของท่านช่วงนี้ยังไม่ดีเท่าที่ควร ท่านไม่ควรตั้งเป้าหมายให้สูงจนเกินไปความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ ไม่ควรใจร้อนในการตัดสินใจการเดินทางยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับท่าน ควรระวังเกี่ยวกับพาหนะที่ใช้ไว้บ้างไม่ควร ใจร้อนหรือใช้อารมณ์โชคลาภมักได้จากผู้หลักผู้ใหญ่ มากกว่า ความรักท่านควรมีเวลาในการดูแลเอาใจใส่คู่ครองคนรักของท่านให้มากกว่าที่ผ่านมา
กุม
ชะตาชีวิตท่านเปรียบเสมือนการเดินทาง ท่านไม่ควรหักโหมจนเกินไปสุขภาพร่างกายของท่านควรได้รับการพักผ่อนมากกว่านี้อีกนิด บางครั้งสิ่งที่ท่านคิดอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกหรือผิดทั้งหมด มีปัญหาควรปรึกษาและเชื่อฟังผู้ใหญ่ โชคลาภมักได้จากการลงทุน ความรักคู่ครองคนรักของท่านยังคงเอาแต่ใจ ตัวท่านเองที่ต้องเป็นฝ่ายเข้มแข็งและอดทน
มีน
ธุรกิจการค้าของท่านราบรื่นดี ช่วงนี้ทั้งหน้าที่การงานและการเงินของท่านคล่องตัวดี การนัดหมายหรือเจรจาต่อรองสิ่งใดกับใครไว้ท่านเป็นฝ่ายได้เปรียบไม่ควรลังเลใจ โชคลาภยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การเดินทางอาจทำให้ท่านได้รับโชค 2 ต่อได้เช่นกัน ความรักคู่ครองคนรักของท่านยังคงเข้ากันได้ดี



ประชุมมาตรฐานแช่เยือกแข็งระหว่างประเทศ
มกอช. จัดประชุมคณะกรรมการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ สาขาอาหารเยือกแข็ง ระหว่างวันที่ 25-29 กุมภาพันธ์ 2551 ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพมหานคร
นายพินิจ กอศรีพร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับเกียรติและความวางไว้ใจจาก โครงการมาตรฐานอาหารภายใต้ความร่วมมือระหว่างองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก หรือ โคเด็กซ์ (Codex) ให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการระหว่างประเทศเฉพาะกิจเรื่อง การผลิตและการปฏิบัติต่ออาหารเยือกแข็ง (Ad Hoc Codex Intergovernmental Task Force on Processing and Handling of Quick Frozen Foods) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 25-29 กุมภาพันธ์ 2551 ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดประชุม โดยมีสมาชิกโคเด็กซ์เข้าร่วมประชุมกว่า 25 ประเทศ จากทุกภูมิภาคทั่วโลก และมีตัวแทนองค์กรระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ FAO/WHO และคณะผู้แทนของไทยเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 150 คน
ทางด้านนายสรพล เถระพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมเพื่อหาข้อยุติของร่างมาตรฐานหลักเกณฑ์ในการผลิตและการปฏิบัติต่ออาหารแช่เยือกแข็งที่ผ่านการพิจารณามาเกือบ 10 ปี ยังมีประเด็นที่หลายๆ ประเทศที่เป็นสมาชิกโคเด็กซ์มีความเห็นขัดแย้งกัน โดยเฉพาะเรื่องข้อกำหนดในด้านคุณภาพที่สมาชิกบางประเทศ เช่น กลุ่มสหภาพยุโรปเสนอมาค่อนข้างละเอียด เข้มงวดมากเกินความจำเป็น ซึ่งอาจเป็นการสร้างข้อกีดกันทางการค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอาหารแช่เยือกแข็งและการส่งออกของประเทศ โดยเฉพาะเกณฑ์ด้านกระบวนการผลิตและการควบคุมตรวจสอบและเกณฑ์ด้านการจัดทำระบบคุณภาพ ซึ่งข้อกำหนดบางรายการสร้างภาระและเพิ่มต้นทุนในการผลิตโดยไม่จำเป็น
"ผลของการประชุมในครั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อยุติในการจัดทำมาตรฐานฯ ที่มีเนื้อหาครอบคลุมอาหารแช่เยือกแข็งทุกชนิด ทั้งพืชผัก ผลไม้ สินค้าจากปศุสัตว์และสัตว์น้ำ และจะสามารถประกาศใช้มาตรฐานฉบับนี้ได้ในปีนี้ หลังจากที่ยืดเยื้อมาเกือบ 10 ปี ซึ่งการมีมาตรฐานกลางระหว่างประเทศที่มีความเหมาะสม และอยู่ในระดับที่ปฏิบัติได้ จะเกิดประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารแช่เยือกแข็งของไทย คาดว่า ไทยจะสามารถผลักดันการส่งออกสินค้าอาหารแช่เยือกแข็งของไทยไปสู่ตลาดโลกได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังถือเป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้แสดงศักยภาพในเวทีโลก ในฐานะผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารแช่เยือกแข็งรายใหญ่ของโลก ทั้งในด้านการเป็นผู้ผลิต ผู้นำในตลาดโลกอีกด้วย" นายสรพลกล่าว


ชมรมสตูลเตือน วิกฤติ 51 หนักที่สุด

นพ.ธีรภัทร หงสกุล ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สตูล เปิดเผยว่า สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งในปี 2551 อาจจะก่อให้เกิดวิกฤติในวงการกุ้งอีกครั้ง ซึ่งวิกฤติครั้งนี้จะหนักกว่าครั้งที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลคือ
1). ค่าเงินบาท หลังจากที่มีการยกเลิกมาตรการกันสำรอง30%แล้ว ค่าเงินบาทมีการแข็งค่าอย่างรวดเร็วมาก ไม่กี่วันหลังจากยกเลิก ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นมากกว่า5% นับเป็นอัตราที่สูงมาก และมีแนวโน้มจะแข็งค่าได้มากกว่านี้หากทางรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่สามารถรับมือการเก็งกำไรค่าเงินบาทได้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า มีผลต่อการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากค่าเงินบาทของไทย แข็งค่าขึ้นมากกว่าค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงด้วยกัน จะทำให้ภาคการส่งออกสูญเสียศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งการคิดตัวเลขที่แท้จริงในการสูญเสียนั้น ย่อมเป็นตัวเลขประมาณการที่ฝ่ายส่งออกกล่าวมาทั้งสิ้น
“ในเรื่องนี้ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนแล้วว่า หากค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ทางผู้ส่งออกก็มีความจำเป็นที่จะต้องกดราคารับซื้อกุ้งจากเกษตรกร และนี่คือสัญญาณบ่งบอกให้เกษตรกรจับตาดูค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพราะจะมีผลต่อราคาขายกุ้งมากกว่าปริมาณผลผลิต ดังจะเห็นได้จากปัจจุบัน ที่ยอดผลิตกุ้งไม่ได้มากขึ้น มิหนำซ้ำลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหลายสิบ% แต่ราคากุ้งก็มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน”
2). ต้นทุนในการผลิตกุ้ง ที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ในส่วนของค่าพลังงานโดยเฉพาะฟาร์มที่ใช้น้ำมันดีเซล ปัจจัยการผลิตอื่นเช่นดีเกลือ ยิบซั่ม มีราคาสูงขึ้น และที่สำคัญคือ ราคาอาหารกุ้ง ที่มีแนวโน้มจะขึ้นราคามากกว่าปัจจุบันอีก ซึ่งประเด็นอาหารกุ้งนั้น ในขณะนี้ เป็นที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในแง่ของคุณภาพของอาหาร ในเรื่องนี้ ซึ่งตนได้ติดต่อขอข้อมูลจากซัพพลายเออร์วัตถุดิบอาหารกุ้ง ได้รับคำยืนยันว่า คำสั่งซื้อวัตถุดิบคุณภาพสูง ไม่ได้ลดลงและมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรที่จะเฝ้าระวังคุณภาพของอาหารกุ้งอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่คุณสมบัติภายนอก กลิ่น การละลายน้ำ ตลอดจนอัตราการโตของกุ้งที่ใช้อาหารนั้นๆ และสมควรที่จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลแก่กัน ในเรื่องคุณภาพของอาหาร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อวงการส่วนรวม เพราะการกล่าวโดยเหมารวมไปทั้งหมด จะไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตที่ยังคงยึดมั่นในการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ และเรื่องนี้ รัฐบาลสามารถเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือในการลดต้นทุนการผลิตได้ เช่น หากจะมีการลดภาษีนำเข้า ก็อาจจะพิจารณาลดภาษีในรายการที่จะไม่กระทบต่อผู้ผลิตวัตถุดิบภายในประเทศ
3). ภาษีเอดี ถึงแม้ไทยเราจะชนะคดีในส่วนของWTOก็ตาม ทางสหรัฐสามารถยื่นอุธรณ์ได้อีก กว่าที่จะมีข้อสรุปคงต้องใช้เวลาอีกเป็นปี ในขณะที่ เอดีของประเทศคู่แข่งของไทยอย่างเวียตนาม และอินเดีย ที่ปรับใหม่เป็น 0 และ 1 % นั้น ไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง ยิ่งทำให้ศักยภาพในการแข่งขัน ลดลงไปอีก
4).ราคาขายผลผลิต ในปี51นี้ แนวโน้มราคากุ้งของไทย มีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจนจากค่าเงินบาทดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว และหากค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างมากราคากุ้งของไทย จะเข้าสู่ภาวะวิกฤติอีกครั้งหนึ่ง
นพ.ธีรภัทร กล่าวว่า วิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นครั้งนี้ จะรุนแรงกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจุบัน เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นกว่าเดิมมาก และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นนี้ไม่อาจจะไปร้องเรียนเพื่อให้ผู้ซื้อ ปรับราคารับซื้อให้สูงขึ้น ยกเว้นไว้แต่ว่า เกษตรกรจะสามารถ ไม่ขาย กุ้งให้แก่ผู้ซื้อได้ และในความเป็นจริงแล้ว กุ้ง เป็นสินค้าที่ต้องขาย มีข้อยกเว้นจะไม่ขายก็คงต้องหาห้องเย็นเพื่อแช่แข็งไว้ก่อน และรอวันเวลาให้ราคากลับมาดีค่อยขายผลผลิต แต่วิธีเช่นนี้ก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในภาพรวม เพราะคงไม่มีห้องเย็นใด ยินดีเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรและห้องเย็นต้องซื้อผลผลิตนั้นในราคาที่สูงขึ้นเป็นแน่
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากเกิดวิกฤติขึ้นอีกครั้ง ย่อมจะคาดหมายได้ว่า ความเสียหายต่อเกษตรกรจะสูงมาก เนื่องจากมาร์จิ้นที่แคบลงกว่าเดิมจากการที่ต้นทุนสูงขึ้น นั่นคือ เมื่อขาดทุน ก็จะขาดทุนมากกว่าทุกๆครั้งที่ผ่านมา
ดังนั้น ผู้ที่ไม่พร้อมที่จะขาดทุน หรือไม่พร้อมที่จะเสี่ยง สมควรที่จะต้องคิดอ่านอย่างรอบคอบเป็นอย่างมาก หากคิดจะเลี้ยงกุ้งในภาวะที่เสี่ยงสูงเช่นนี้

กุ้งไทยกระอักเลือด“เอดี”ปรับสูง
ส่อเค้าวิกฤติวงการกุ้ง

รายงานข่าวจากสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง แจ้งว่า สหรัฐฯ ได้ประกาศผลการพิจารณาภาษีตอบโต้ทุ่มตลาด(เอดี) เมื่อวันที่ 29 กพ.ที่ผ่านมา โดยคำตัดสินAD ในภาพรวมค่าเฉลี่ยทั้งประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 6.09% จากเดิมที่เสีย 5.95% โดยมีผู้ส่งออก 4 ราย คือกลุ่มรูบิคอน, ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นโปรดักส์ (มหาชน) แพ็คฟู้ด และไทยเอกมัย เป็นผู้ส่งข้อมูลให้กับกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ พิจารณาทบทวนอัตราภาษีในรอบนี้
สำหรับรายละเอียดคำตัดสินAD ในรายบริษัท คือ กลุ่มรูบิคอน จากเดิม 5.95% เลทใหม่คือ5.24% , ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นโปรดักส์ (มหาชน) จากเดิม 5.95% เลทใหม่คือ 15.3 % , แพ็คฟู้ด จากเดิม 5.95% เลทใหม่ 2.4 % และไทยเอกมัย จากเดิม 2% เลทใหม่คือ 3.02% ส่วนเลทเฉลี่ยทั้งประเทศคือ 6.09% ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยส่วนใหญ่ต้องจ่ายเงินย้อนหลังในค่าส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นด้วย
สำหรับประเทศคู่แข่งอย่างเวียตนามและอินเดีย นั้นพลิกความคาดหมาย เพราะเวียตนามเลททั้งประเทศประเป็น 0% และอินเดีย 1% ซึ่งเป็นผลให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยถดถอยลง
ทีมงานได้สอบถามไปยังคุณพจน์ อร่ามวัฒนา นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ซึ่งท่านได้แสดงความห่วงใยต่อวงการกุ้งไทย เนื่องจากประสบปัญหาหลายด้านพร้อมกัน และกังวลว่าจะส่งผลต่อภาพรวมอย่างรุนแรง
AD ประกาศทำให้สถานการณ์น่าห่วงขนาดไหน
คุณพจน์ : ค่าเงินบาทของไทยตอนนี้ใกล้จะ 30 บาทเข้าไปทุกวันและมีแนวโน้มจะแตะ 29 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่สำคัญ AD เที่ยวนี้ เวียตนามได้ 0% ทั้งประเทศ อินเดียได้ 1 เศษ เฉพาะค่าเงินไทยและเวียตนามต่างกัน 28-29% บวกกับค่าเงินของเวียตนามที่อ่อนค่าลงอีก 2 % รวมเป็น ค่าเงินต่างกัน 30% เมื่อมาเจอ AD ที่ไทยต้องเสียอีก 6% (เลทประเทศ) เป็น 36 % จะไปแข่งกันใครไหว อีกทั้งรัฐบาลเวียตนามยังออกมาประกาศจะหันมาเลี้ยงกุ้งขาวเป็นหลักอีก ส่วนของอินเดีย ค่าเงินเราต่างจากเขา 16 % บวกส่วนต่าง AD อีก 5% (ไทย 6-อินเดีย 1) จะเอาตรงไหนไปสู้ พูดง่ายๆว่า สามารถในการแข่งขันของเราแทบไม่เหลืออะไรเลย
แก้ปัญหาอย่างไร
คุณพจน์ : หาตลาดใหม่ก็สู้ไม่ได้อยู่ดี เพราะเรื่องค่าเงินเป็นหลัก ต่างกัน 36% จะเอาอะไรไปสู้ ก็ต้องแก้ไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ ทางสมาคมฯอาหารแช่เยือกแข็งก็เรียกประชุมด่วน เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้กับสมาชิก เพราะถึงมีกุ้ง ส่งออกไปก็มีแต่ขาดทุน

กระทบกับเกษตรกรมากน้อยขนาดไหน
คุณพจน์ : ภาวะตอนนี้ ย่อมกระทบต่อผู้เลี้ยงกุ้งแน่นอน เกษตรกรโดนหลายเด้ง ทั้งอาหารที่แพงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไปว่าผู้ผลิตอาหารก็ไม่ได้ เพราะต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้น แย่งวัตถุดิบไปทำพลังงานทดแทน ปลาป่นก็ขึ้น บวกกับค่าเงินบาทที่แข็งค่า และไหนจะเรื่อง AD อีก ในขณะที่ตลาดต่างประเทศขายไม่ได้ ย่อมกระทบต่อเกษตรกรโดยตรง

ทำไมเวียตนามและอินเดียจึงภาษีลดต่ำลง
คุณพจน์ : กลไกการตลาดเขาเป็นไปตามธรรมชาติ คือเป็นเรื่องดีมานด์ ซัพพลาย แต่ของไทยเราควบคุมโดยทุนนิยมผูกขาด ทุนนิยมการเมือง โดยเฉพาะเรื่องการรับจำนำ ยิ่งจำนำยิ่งเป็นการบิดเบือนตลาดให้ต่างชาติเห็นได้อย่างชัดเจน (ซื้อมาแพงขายถูก ขายต่ำกว่าทุน) สมาคมแช่เยือกแข็ง ได้เตือนไปหลายครั้งแล้ว ว่าบิดเบือนตลาดมีผลกับ AD แต่ไม่มีคนฟัง ตอนนี้เลยกลายเป็นว่า จากที่เราเคยได้เปรียบมากที่สุดใน 6 ประเทศที่โดย AD มาตอนนี้ กลายเป็นเสียเปรียบมาที่สุดใน 6 ประเทศ

ล้อมกรอบ
ทั้งนี้ผู้ส่งออกกุ้งไทยไปสหรัฐฯ เสียเปรียบการแข่งขัน ผลกระทบเห็นชัดเจนตั้งแต่ เอกวาดอร์ ปรับภาษีเป็น 0 คือช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2550 ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ หันไปสั่งซื้อผลิตภัณฑ์กุ้งจาก เอกวาดอร์มากขึ้น
ยิ่งการที่ เวียตนามและอินเดีย คู่แข่งสำคัญ ได้ AD 0 และ 1 ยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาวการณ์ส่งออกกุ้งของไทยไปอีก เพราะกุ้งจากคู่แข่งจะทะลักเข้าสหรัฐฯ จนทำให้ราคากุ้งในสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลง โดยผู้ส่งออกที่มีราคาต่ำกว่าจะได้เปรียบ ซึ่งการแข่งขันอย่างรุนแรงในตลาดสหรัฐฯจะส่งกระทบต่อเนื่องทำให้ราคากุ้งในประเทศไทยตกต่ำลงด้วย โดยเฉพาะกุ้งขนาดกลางและเล็ก ซึ่งไทยส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯเป็นหลัก
แม้ว่า WTO จะประกาศให้ไทยได้ชัยชนะในการฟ้องร้อง แต่ขั้นตอนต่างๆ รวมถึงการยื่นอุทรณ์ของสหรัฐฯ เอง กว่าจะเสร็จสิ้นก็คงต้องใช้เวลาเป็นปี (ไม่ต่ำกว่าปี 52)



ส.เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ออกโรงเตือน ภาคกลางชะลอเลี้ยงกุ้ง

นายนิธิศ ภัทรกุลชัย ที่ปรึกษาสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมสมาคมฯ ว่า ขณะนี้ผู้เลี้ยงกุ้งได้รับผลกระทบหลายด้านด้วยกัน ทั้งค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น, เอดีรอบใหม่ ที่ทำให้ไทยต้องเสียเปรียบคู่แข่งอย่างเวียตนาม อินเดีย เอกวาดอร์ และอินโดนีเซีย ทำให้ศักยภาพการแข่งขันลดลง ประกอบกับราคาอาหารกุ้งที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งสูงขึ้นตามไปด้วย สวนทางกับราคากุ้งที่มีแนวโน้มลดลง(จากค่าเงินที่ผันผวนและภาษีเอดีใหม่) จึงได้ประกาศเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ภาคกลาง ให้ชะลอการเลี้ยงกุ้ง เพราะกำลังเข้าสู่ยุคล่มสลายของกุ้งไทย
นายนิธิศ กล่าวว่า สภาวะราคาและต้นทุนในปัจจุบัน เป็นจุดที่คนเลี้ยงกุ้งภาคกลางทำได้ ไม่คุ้มทุน ในขณะที่ภาระค่าครองชีพสูง มีทางเดียวคือต้องกลับไปสู่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ให้พอมีรายได้เลี้ยงครอบครัวไปก่อน รอวันที่ปัญหาต่างๆคลี่คลายลงจึงหันกลับมาเลี้ยงใหม่ ส่วนใครพอมีเงินเหลือให้หันไปดูอาชีพอื่นสำรองไว้เป็นทางเลือก
“เกษตรกรรายเล็กสามารถปรับตัวได้ง่าย คือการหยุดเลี้ยงในภาวะวิกฤติ เพราะต้นทุนยังไงก็สู้เขาไม่ได้ ใครหยุดได้ให้หยุดก่อนจะได้ไม่เจ็บตัว วิธีการอย่างหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกคือปลูกข้าวในบ่อกุ้งได้ลย เอาไว้ให้ลูกน้องกิน เลี้ยงลูกน้องก็ยังดี ทางเลือกที่ดีที่สุด คือต้องเลี้ยงครอบครัวก่อนตอนนี้”
นายนิธิศ กล่าวว่า ทางสมาคมฯ กำลังเตรียมส่งเสริมให้เกษตกรรปรับเปลี่ยนอาชีพ ด้วยการเดินหน้าประชุมสมาคมไปในจังหวัดต่างๆ เพื่อกำหนดบทบาท กันใหม่ เพราะสภาวะวิกฤติเลวร้าย ต้องหาทางป้องกัน ให้กับรายเล็กและรายกลาง และจะออกเป็นแถลงการณ์ต่อไป
สำหรับแนวทางเบื้องต้น ในการช่วยเหลือเกษตรกร คือ 1 หาทางทำตลาดภายในประเทศ และตลาดย่อย และทำคอนแทรกกับห้องเย็นในไซซ์เฉพาะ ที่เราพอลดต้นทุนได้
2. ศูนย์แพคกิ้งเฮ้า ที่แปดริ้ว ฉะเชิงเทรา ใช้เป็นแหล่งผลิตสินค้าของเกษตรกร ส่งขึ้นห้างพวกโลตัส คารฟูร์ ช่วยเพิ่มช่องทางให้เกษตกรได้อีกทางหนึ่ง
3 สนับสนุนให้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามเพิ่มมูลค่า โดยเน้นทำกุ้งก้ามกรามปลอดสารส่งออกไปยังต่างประเทศโดยขอความร่วมมือจากกรมประมง ให้การสนับสนุนทั้งการตรวจรับรอง และให้ความรู้
ด้านนายธิติวัฒน์ ลี้ภัยสมบูรณ์ ที่ปรึกษาสมาคมฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้นทุนอาหารที่สูงขึ้นและภาวะเงินเฟ้อของไทยที่สูงถุง 5% ขอให้ตั้งรับให้ดี อย่าบุก เก็บอุปกรณ์นากุ้งไว้ให้ดี หรือหากจะเลี้ยงต่อให้เกษตรกรเลี้ยงแบบประคับประคอง ใช้วิธีป้องกันให้มากที่สุด หรือหากิจกรรมอื่นรองรับไว้กันขาดทุน
ซึ่งกิจกรรมอื่นๆ เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเอง ไปได้ทั้งกลุ่มธัญพืช และพืชพลังงาน ซึ่งพื้นที่เลี้ยงกุ้งในเขตภาคกลาง ได้เปรียบเนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำการเพาะปลูกอย่างอื่นได้ง่าย เช่น ปลูกข้าว,ปลูกพืชสวนครัว หรือพืชพลังงาน ไปก่อน เมื่อมีความพร้อมหรือสภาวะกุ้งเข้าสู่ปกติ จึงหันกลับมาเลี้ยงใหม่


[ ข้อความนี้ได้รับการปรับปรุงโดย: web เมื่อ 2008-04-12 16:57 GMT+7]






  ชมข้อมูลของ web      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss